Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
10 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
The Curious Case of Benjamin Button - "ไม่ว่านาฬิกาจะเดินไปทางไหน สักวันมันก็ต้องหยุดอยู่ดี"



The Curious Case of Benjamin Button / อัศจรรย์ฅนโลกไม่เคยรู้


“ผมเกิดมาในสภาวะที่ไม่ปกติ”

นั่นเป็นการเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่อง “The Curious Case of Benjamin Button” ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องราวของ เอฟ สก๊อต ฟิทซ์เจอราลด์ในปี 1920 ของ “Benjamin Button” ชายที่เกิดมาด้วยเงื่อนไขชีวิตที่ไม่เหมือนคนทั่วไปเริ่มด้วยวัยแปดสิบและย้อนอายุถอยหลัง เขาก็เหมือนเราทุกคนที่ไม่สามารถหยุดเวลาได้ จากนิวออร์ลีนส์ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1918 จนถึงศตวรรษที่ 21 กับการเดินทางที่ไม่ธรรมดาที่สุดเท่าที่คนๆ หนึ่งจะเป็นไปได้ ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของชายผู้ที่ไม่เหมือนคนทั่วไป และผู้คนกับสถานที่ๆ เขาได้ค้นพบในช่วงชีวิตเขา ความรักที่ได้พบพานและสูญเสียไป สีสันความสุขแห่งชีวิตและความโศกเศร้าแห่งความตาย และสิ่งที่คงอยู่เหนือกาลเวลา…





“เดวิด ฟินเชอร์” ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ถือว่าผลงานแต่ละเรื่องที่ผ่านมาล้วนมี “จุดเด่น” และความ “สด” อยู่แทบจะทุกเรื่อง ไล่มาตั้งแต่ Se7en (1995) หนังหักมุมอันลือชื่อ,The Game (1997) ,Fight Club (1999) หนังดิบดวลดิบที่เล่าเรื่องได้อย่างแสบสรรค์,Panic Room (2002) หนังไล่ล่าในบ้านที่โดดเด่นด้วยมุมกล้อง และล่าสุดอย่าง Zodiac (2007) ซึ่งแต่ละเรื่องเรียกว่าล้วนสร้างปรากฎการณ์แก่วงการภาพยนตร์พอสมควร และถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าผลงานของผู้กำกับคนนี้มักเป็นแนวแอคชั่น-ทรินเลอร์ เสียส่วนใหญ่ แต่กลับผลงานชิ้นล่าสุด The Curious Case of Benjamin Button ต้องบอกเลยว่าถือเป็นการเปลี่ยนแนวมากำกับหนังแนวชีวิตเข้มข้นที่น่าจับตามองมากที่สุด โดยเฉพาะหลังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำปีล่าสุดถึง 5 สาขา และฮือฮาหลังถูกเสนอชื่อชิงออสการ์สูงสุด 13 รางวัลในปีนี้ คงการันตีแล้วว่าหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเบื้องต้นเพียงใด

ด้าน “แบรด พิตต์” ผู้มารับบท เบนจามิน บัตทัน ชายที่พระเจ้าเลือกให้ชีวิตเดินย้อนกลับ ซึ่งกลับมาร่วมงานกับผู้กำกับฟินเชอร์อีกเป็นครั้งที่ 3 และในการร่วมงานกันแต่ละครั้งทั้งคู่ก็มักจะมีผลงานแปลกแหวกแนวมาให้ผู้ชมได้ชมกันทุกครั้ง (2 เรื่องก่อนหน้านี้คือ Se7en และ Fight Club) จนมาถึงเรื่องนี้ก็เช่นกัน เรื่องการแสดงคงไม่ต้องพูดอะไรกันมากเพราะเข้าชิงทั้งนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมบน 2 เวทีรางวัลใหญ่ของปีนี้ การแสดงของพิตต์ในเรื่องดูเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด ทั้งสีหน้า แววตา บุคลิกดูโดดเด่นไม่น้อยไปกว่าสเปเชี่ยวเอฟเฟกที่เมกอัพหน้าและรูปร่างของ Benjamin ในช่วงอายุต่างๆได้อย่างไร้ที่ติ ส่วน “เคท บลันเชตต์” ในบท เดซี่ รายนี้ติดใจมาตั้งแต่เห็นเธอในบท Elizabeth แล้วการแสดงอยู่ในระดับยอดเยี่ยมคนหนึ่งเลยทีเดียว มาในเรื่องนี้ก็ยังคงรักษามาตรฐานได้เช่นเคย และยังแอบคิดว่าเธอยังดูสวยเฉิดฉายบนจออย่างสุดๆมากกว่าเรื่องก่อนพอควร (นักแสดงนำทั้งคู่เคยแสดงร่วมกันใน Babel (2006) มาแล้ว)





สำหรับนักแสดงคนอื่นๆก็ถือว่าเล่นได้ดีแทบจะทุกคน ไม่ว่าจะเป็น “จาเรด แฮร์ริส” ในบท กัปตัน ไมค์ ผู้สอนให้เบนจามินเข้าใจโลกใบนี้ในอีกแง่มุมหนึ่ง , “ทิลด้า สวินตัน” ในบท อลิซาเบธ แอบบ๊อต หญิงสาวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เบนจามิน และที่ชอบส่วนตัวอีกคนก็คือดาราเด็ก “แอลล์ แฟนนิ่ง” ใช่แล้วครับเธอเป็นพี่น้องกับ ดาโกต้า แฟนนิ่ง ทีนอกจากจะหน้าตาคล้ายกันแล้วฝีมือการแสดงยังดูเด่นไม่แพ้กันด้วย ในบท เดซี่วัยเด็ก ที่แม้จะโผล่มาไม่ถึง 10 นาที แต่คิดว่าไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมเธอถึงเป็นรักแรกพบของเบนจามินในวัยเยาว์ ทั้งนี้บรรดาคนแก่ในบ้านพักคนชราที่เบนจามินอาศัยอยู่ทุกคนล้วนดูเป็นธรรมชาติมากๆครับ (โดยเฉพาะตาคนแก่ที่ชอบพูดซ้ำซากว่า “เคยบอกนายรึยังว่า ตอนหนุ่มๆชั้นเคยถูกฟ้าผ่า 7 ครั้ง” ที่ขโมยซีนได้ตลอด)



“The Curious Case of Benjamin Button” ถือเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมโหฬารเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ด้วยทุนสร้างถึง 150 ล้านเหรียญ ! ซึ่งส่วนใหญ่คงหมดไปกับการเนรมิต “แบรด พิตต์” จุดเด่นของเรื่องเป็นแน่ ซึ่งนี่ยังไม่รวมอีกกว่า 100 ล้านเหรียญในการโฆษณาในต่างประเทศอีก งานนี้หวังว่าการถ้าเรื่องนี้ได้เป็นราชาตัวจริงกวาดรางวัลบนเวทีออสการ์แล้ว รายรับของหนังทั่วโลกน่าจะเพิ่มขึ้นบ้าง หลังได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้มันทำให้นึกไปถึงหนังอมตะอย่าง Forrest Gump อย่างเลี่ยงไม่ได้ อาจะเพราะด้วยการที่หนังทั้งคู่ เนื้อหาเกี่ยวกับช่วงชีวิตคนๆหนึ่งตั้งแต่เด็กจนถึงบั้นปลายผ่านเหตุการณ์สำคัญๆต่างๆของโลก , การเดินเรื่องแบบเล่าย้อนกลับไปยังอดีตตัดกับปัจจุบัน และแฝงข้อคิดไปกับแต่ละเหตุการณ์ บวกเสียงบรรยายของตัวเอกที่แทรกมาเป็นระยะๆ ซึ่งหลายอย่างมีลักษณะคล้ายกันครับ จะบอกว่าเหมือนกันหมดก็ยังไงอยู่ ถึงอย่างนั้นก็ต้องปรบมือให้ทางผู้กำกับ “เดวิด ฟินเชอร์” ครับเพราะพี่แกเล่าเริ่อง ลำดับเหตุการณ์ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ





เรื่องของภาพต่างๆที่ปรากฎในเรื่องก็ถ่ายออกมาได้อย่างไร้ที่ติครับ ทั้งสวยงาม และดูอลังการนิดๆในตัว ทั้งนี้ในฉากยิงกันในทะเลที่นอกจากจะดูสมจริงแล้ว ระบบเสียงยังบันทึกได้ดีเช่นกัน (ให้อารมณ์เหมือนมายิงกันบนหัวเลย)

“The Curious Case of Benjamin Button” เป็นภาพยนตร์ที่แฝงไปด้วยปรัญญาชีวิตมากมาย และ ว่าด้วยความเป็นจริงในการดำเนินชีวิตได้อย่างสมจริงที่สุดเรื่องหนึ่ง ทั้งเรื่องของการที่สังคมมองตัว เบนจามิน บัตทัน ว่าเป็นตัวประหลาดบ้าง เป็นปีศาจบ้าง ด้วยเหตุผลที่ไม่เข้าใจและยอมรับกับ "เงื่อนไขชีวิต" แบบเบนจามิน กับการยอมรับในตัวเองของเบนจามิในการต่อสู้กับเงื่อนไขชีวิตนี้ที่พระเจ้าประทานมาให้ว่าไม่ต่างจากมนุษย์ที่มีอายุตามปกติ เรื่องของความรักความเข้าใจของพ่อและแม่ และ “รักแท้” ที่ทำให้เขารู้ว่าโลกใบนี้มีสิ่งที่งดงามเพียงใดอยู่



มีหลายประโยคในหนังที่โดนใจผมและสะท้อนชีวิตของคนเราได้เป็นอย่างดี อาทิ

ประโยคที่แม่(บุญธรรม) กล่าวกับเบนจามิน ว่า

“ชีวิตคนเราล้วนมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพียงแค่เราใช้เส้นทางต่างกัน และลูกเบนจามิน ลูกก็อยู่บนเส้นทางของลูก”

ประโยคที่บอกกับเดซี่ ในคืนวันที่ฝ่ายหญิงอยากมีอะไรด้วยกับเบนจามิน

“ชีวิตคนเราล้วนเต็มไปด้วยโอกาส แม้แต่โอกาสที่เราปฎิเสษ”

และสุดท้ายกับประโยคที่แม่(บุญธรรม) มักจะบอกกับเบนจามินเสมอว่า

“You never know what’s coming for you…”

ที่สะท้อนภาพของหนังเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น




“นาฬิกา” ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของเรื่องได้เป็นอย่างดี จากเรื่องเล่าที่ เดซี่ เล่าในช่วงต้นเรื่องถึงชายช่างทำนาฬิกาในสมัยก่อนผู้สูญเสียลูกชายไปอย่างไม่มีวันกลับในสงคราม ทำให้เขาทุ่มเทในการสร้างนาฬิกาเรือนใหญ่ที่สุดในชีวิตเพื่อไปไว้ที่สถานีรถไฟประจำเมือง แต่ทุกคนในเมืองก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นนาฬิกาเรือนนั้นเดินถอยหลัง ! โดยชายช่างนาฬิกา กล่าวว่า ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้หลายคนก็คงไม่ต้องพบกับความสูญเสีย และ “นาฬิกา” เรือนนั้นก็ได้กลายมาเป็นเงื่อนไขในการดำเนินชีวิตของ เบนจามิน บัตทัน ที่เดินย้อนจากวัยชราไปสู่ทารกแบเบาะ อาจเพราะพระเจ้าอาจต้องการให้มนูษย์ได้รู้ว่าถึงแม้คนเราจะย้อนเวลาได้ก็ "ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง” และเมื่อหนังดำเนินมาจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของเบนจามินก็ดูเหมือนความคิดของช่างนาฬิกาได้รับคำตอบแล้ว เพราะไม่ว่านาฬิกาชิวิตจะเดินไปข้างหน้าเหมือนปกติที่มันเป็น หรือ จะเดินย้อนกลับหลัง ก็คงไม่ต่างกันเมื่อฉากสุดท้ายของหนังมาถึง เพราะถึงยังไงนาฬิกาของช่างคนนั้นก็ต้องมีวันที่มัน “หยุด” เดินอยู่ดี ไม่ต่างกับนาฬิกาเรือนปกติที่เดินไปข้างหน้าเลย





โดยสรุปแล้ว The Curious Case of Benjamin Button ถือเป็นภาพยนตร์ดราม่าเข้มข้นที่มีความแฟนตาซีปนอยู่เนืองๆ และให้ความบันเทิงในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้รับอีกอย่างก็คือข้อคิด การได้รู้ว่าชีวิตของคนเรานั้นไม่ว่าจะเดินไปทางไหน มุ่งไปทางข้างหน้า หรือ ย้อนกลับไป ก็คงไม่สำคัญอะไร เพราะสิ่งที่สำคัญจริงๆไม่ใช่ “เงื่อนไขชีวิต” แต่เป็นการเลือก “ดำเนินชีวิต” มากกว่า คนเราไม่สามารถอยู่ค้ำฟ้าได้ อายุไม่ว่าจะมากขึ้นทุกวัน หรือ น้อยลง ทุกวัน มันไม่สำคัญไปกว่าการที่ วันนี้เราได้เลือกเส้นทางชีวิตที่ต้องการหรือยัง เราได้ทำอะไรเพื่อตัวเองหรือคนรอบกายบ้างหรือยัง เพราะผลจากสิ่งเหล่านั้นคือ “ความสุข และ ความรัก” ที่เป็นสิ่งที่จะอยู่เหนือกาลเวลาและไม่มีวันล่วงเลยไปตามอายุ แต่ถ้ามองข้ามไปชีวิตก็คงไม่ต่างไปจากนาฬิกาที่ทำงาน แต่ไม่เคยได้นำมาดูเวลาเลย...






Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2552 2:08:55 น. 8 comments
Counter : 2384 Pageviews.

 
ตั้งใจว่าจะหาเวลาไปดูให้ได้คค่ะ

น่าดูมาก ๆ


โดย: เจ้าแห่งน้ำคือพระจันทร์ วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:8:42:04 น.  

 
ชอบที่เนื้อเรื่องสื่อความหมายดี แต่นานไปหน่อย ดูๆ ไปอาจเบื่อได้


โดย: Ms.StayHigh วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:10:50:57 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


สวัสดีค่ะ


โดย: Opey วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:10:58:52 น.  

 


เขียนได้ดีจังเลยค่ะ
ชอบเรื่องนี้ค่อนข้างมากเลยเหมือนกัน


โดย: iSIs_OsiRis วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:23:10:41 น.  

 
แอบอึ้งกับฉาก "ถ้าเชือกรองเท้าไม่ได้ขาด หรือรถบรรทุกเคลื่อนที่ซะก่อน หรือของถูกห่อเรียบร้อยแล้ว หรือหญิงคนนั้นยังไม่ได้เลิกกับแฟน หรือคนขับแท็กซี่ไวกินกาแฟ...ฯลฯ เดซี่กับเพื่อนๆ ก็คงข้ามถนนผ่านไปแล้ว"

ผกก.ช่างกล้าเล่นกับฉากนี้เหลือเกิน มันดูโดดเด้งออกจากทุกฉาก ผมชอบแต่รู้สึกว่าไอ้ความ"โดดเด้ง" มันเกือบจะไม่กลมกลืนกับฉากอื่น แต่จะหาที่ติ ก็ไม่รู้จะติตรงไหนดี

แต่ฉากนี้สื่อได้ตรงใจกับนิสัยของผมที่ชอบพูดติดปากว่า "ถ้าหาก..." "ถ้ารู้อย่างนี้..." เพราะที่จริงแล้ว "You never know what’s coming for you…” และเราก็คงย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้นอกจากเก็บไว้เป็นบทเรียน



โดย: malatankian IP: 158.108.26.182 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:13:48:21 น.  

 
ฉากที่ว่านี่ถือว่าเป็นลายเซ็นอย่างหนึ่งของ “เดวิด ฟินเชอร์” ก็ว่าได้ แบบว่าดูปุบแล้วคิดในใจเลยว่า "มันต้องอย่างนี้สิที่ว่าเจ๋ง !"^^


โดย: negima_xx วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:22:16:11 น.  

 
อยากได้ประโยคที่กัปตันไมล์พูดกับเบนก่อนตายค่ะ
ใครจำได้บาง ช่วยบอกด้วย
ประมาณนี้ค่ะ “เราก่นด่าชีวิตได้ แต่เมื่อถึงเวลาสุดท้ายจริงๆ เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป”


โดย: PP IP: 58.9.234.86 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:23:57:35 น.  

 
เขียนดีครับ ชอบๆ


โดย: duise IP: 58.8.129.188 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:13:16:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**