Movie Review by negima
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
14 กรกฏาคม 2554
 
All Blogs
 

"หนังเด่นโดนใจ" ในรอบครึ่งปีแรก 2011

ผ่านมาครึ่งทางของปี 2011 ท่ามกลางหนังจำนวนมากที่ผ่านตามาก็นับว่ามีทั้งที่เป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่ถูก ใจสมการรอคอยบ้าง หรือผิดหวังบ้าง

ครั้งนี้ถือเป็น การจัดอันดับเป็นปีที่ 3 แล้ว ที่รวบรวม “หนังเด่นโดนใจ” 20 อันดับของตัวเองเอาไว้ ส่วนจะมีเรื่องอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลยดีกว่า


(ทุกเรื่องนับใช้เกฑณ์เป็นหนังที่ฉาย หรือ ลงแผ่นในบ้านเราช่วงครึ่งปีแรก 2011 นี้ตั้งแต่ 1 มกราคม -1 กรกฏาคม 2011ครับ)




20.Source Code

Source Code มาพร้อมหน้าหนังแนวแอกชั่น-ไซไฟไฮเทคเต็มรูปแบบ แต่เอาเข้าจริงๆแล้วนั้นในส่วนของแอกชั่นก็ถือว่ามีฉากวินาศสันตะโรใหญ่ๆ อยู่บ้างซึ่งส่วนมากถูกใส่มาเพื่อนเสริมในส่วนของเนื้อหาการสืบสวนหาความ จริงเกี่ยวกับการระเบิดรถไฟมากกว่าจะถูกใส่มาเพื่อสร้างความบันเทิงแก่ผู้ชม แต่ถึงกระนั้นงานโปรดักชั่นของเรื่องนี้จัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว แต่ที่เด่นกว่าก็คือส่วนของ ‘เนื้อหา’ ที่ ต้องยอมรับเลยว่าแนวคิดการสร้างเครื่องมือส่งคนๆหนึ่ง ให้เข้าไปอยู่ในร่างของอีกคนในช่วงเวลา 8 นาทีสุดท้ายของชีวิตที่ว่าเจ๋งแล้ว หนังยังมีการนำเสนอเรื่องของความเป็นดราม่าผ่านจิตใจความรู้สึกนึกคิดของตัว ละครเอกอย่าง Colter Stevens ได้อย่างคมคายและลงตัว และผลที่ออกมาก็คือ การเป็นหนังไซไฟแฝงปรัชญาที่มีแอกชั่นเป็นส่วนประกอบที่เยี่ยมเรื่องหนึ่ง เลยทีเดียว




19.Insidious

“Insidious” เป็นหนังสยองขวัญเกี่ยวกับผีที่ไปได้ไกลกว่า Paranormal Activity นัก โดยเฉพาะเรื่องของเนื้อหาช่วงครึ่งหลังของเรื่องที่แตกต่างกับครึ่งแรกของ หนังชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งแนวคิดเรื่อง ‘ผี’ ที่ตามตัวละครเอกมาตั้งแต่เด็กและไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มันก็ยังตามและเฝ้าดูเราอยู่ในทุกๆวัน ทุกๆที่ ทุกๆเวลา ที่บอกตามตรงว่าหนังนำเสนอได้อย่างชวนขนลุกจริงๆ และ ถือว่าเป็นจุดแข็งของเรื่องมากกว่าการรักษา Dalton ลูกชายของเขาสะอีก

“Insidious” เป็นหนังสยองขวัญที่ยกว่าเป็นหนังผีที่มาแบบจัดเต็มทุกรูปแบบ ผู้กำกับ James Wan ปล่อยของหนักที่หนังสยองขวัญยุคนี้พึงมีไว้ครบเครื่อง และส่วนตัวคิดว่าหนังเรื่องนี้จะส่งผลต่อการยกไปเปรียบเทียบกับหนังสยองขวัญ แนวนี้ในอนาคตต่อไปอย่างแน่ๆ เพราะหนังมีแนวคิดของเรื่องที่ฝังจิตมากๆ และที่สำคัญหลังชมจบเชื่อว่าคุณต้องคิดในใจบ้างแล้วว่า ตั้งแต่เด็กจนโตมาวันนี้ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า “มัน” ไม่ได้ตามเรามาทั้งชีวิตอย่างในเรื่องนี้ !




18.I Am Number Four

หนังแอกชั่นวัยรุ่นจากนิยายขายดีที่ได้ผู้กำกับ D.J. Caruso มาคุมงานสร้าง แม้จะทำเงินไม่เปรี๊ยงมาก และ มีข้อติที่ว่าฉากแอกชั่นไปอัดอยู่ช่วงท้ายเรื่องมากเกินไป แต่ส่วนตัวคิดว่าหนังเรื่องนี้มีปริมาณสัดส่วนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งนักแสดงนำ และ ฉากแอกชั่นสุดแนวขายความเท่ที่โดนใจ ทำให้ตั้งตาภาวนาให้หนังมีแววเข็นภาค 2 ตามมาไว้ๆ !




17. Suck Seed ห่วยขั้นเทพ


หนังอุดมไปด้วยมุกตลก , ความรักใสๆ , มิตรภาพระหว่างเพื่อน พร้อมเพลงประกอบสุดฮิตจากเพลงดังในอดีต ที่คนยุค 90 ต้องชื่นชอบ และ เทใจให้หนังเรื่องนี้อย่างไม่มีทางปฏิเสธได้เลยจริงๆ



16.Megamind


เรื่องราวที่เมื่อตัวร้ายกลับใจหันมาเป็นคนดีในอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นไอเดียแปลก และต้องอาศัยการปูเรื่องราวตัวละครที่ดี ถึงจะนำพาผู้ชมให้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงภายในใจของตัวละครได้ และเรื่องนี้เองก็ทำได้อย่างดี และสนุกสนานทีเดียว



15. Shaolin

หนังฮ่องกงส่วนมากในระยะหลายปีมานี้ปัญหาที่พบมากสุดคือเรื่องของ ‘บท’ ที่มักมาตกม้าตายเอาดื้อๆในตอนจบ แต่กับเรื่องนี้ถือเป็นการกลับมาคืนฟอร์มของหนังฮ่องกงที่น่าชื่นชมอย่างมาก เพราะหนังมาพร้อมเนื้อหาที่หนักเน้น , บทภาพยนตร์ที่เข้มข้น ตลอดจนประโยคการสนทนา และ จุดหักเหต่างๆที่ล้วนมีที่มาที่ไป ชัดเจน พร้อมกับแฝงค่านิยมของคนจีนผสมไปกับจิตวิญญาณของ ‘กังฟู’ ได้อย่างลงตัว

ด้านนักแสดงส่วนตัวคิดว่า ‘หลิวเต๋อหัว’ ตีบทแตกได้เยี่ยมที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ โดยเฉพาะซีนดราม่าของตัวละครของเขากับลูกสาวในเรื่องที่ทำเอาผู้ชมอึ้งและเสียน้ำกันชนิดไม่ทันรู้ตัว และ ‘เซียะถิงฟง’ ก็ตอกย้ำความเป็นนักแสดงที่อิงกับบทมากที่สุดคนหนึ่งของวงการได้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ (ส่วน ‘เฉินหลง’ เป็นตัวประกอบเสริมสีสันและเนื้อหาเท่านั้นจริงๆ )



14.The Hangover Part II


สิ่งที่น่าชมเชยอีกอย่างก็คือการเขียนบทให้ตัวละคร ที่เป็นพ่อค้ายา,นักค้าอาวุธเถื่อน,ช่างสัก ตลอดจนตำรวจสากลในกรุงเทพฯ ให้เป็นตัวละครต่างชาติทั้งสิ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนพระสงฆ์ในบ้านเรา ให้กลายเป็นพระธิเบต ซึ่งทั้งหมดนี่ถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่งที่ผู้กำกับ Todd Phillips ทำได้ดีครับ เพื่อที่จะนำตัวละครเหล่านี้มาเล่นได้เต็มที่ในการทำพฤติกรรมห่ามๆสุด เหวี่ยงในเมืองพุทธแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทของพระที่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ้านเราคงแบนหนังเรื่อง นี้ไม่ให้ฉายอย่างแน่นอน

หนังนำเสนอและสะท้อนได้ดีที่สุด คือเรื่องของการใช้ชีวิตครับ คล้ายๆกับที่หนังภาคแรกมีไว้ นั่นคือคนเราล้วนมีทั้งด้านสว่าง ละด้านมืดในตัว ซึ่งเราทุกคนก็มีทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวว่า 2 ด้านนี้ในใจเราน่าชื่นชมหรือน่ากลัวเพียงใดบ้าง ฉะนั้นการที่เราจะรู้จักตัวเองได้ดีที่สุด คือการลองลดกรอบตัวเองลงมา แล้วลองปล่อยใจใช้ชีวิตให้เต็มที่สักครั้ง (หรืออาจจะ 2 ครั้ง) เพราะชีวิตจะมีความหมายอะไรถ้าคุณไม่รู้จักวิธีใช้มันให้เป็น !

“The Hangover 2” แม้จะไม่แปลกใหม่อย่างในภาคแรก แต่หนังก็ยังมีพร้อมมุกตลกชุดใหญ่ที่ปล่อยใส่ผู้ชมไม่ยั้ง และ ข้อคิดดีๆของหนังเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่ชวนให้คิด และยังเป็นความบันเทิงในระดับที่ไม่ควรพลาดอยู่ดี ที่สำคัญคือการได้ดูบ้านเมืองไทยผ่านสายตา Hollywood พร้อมได้เห็นตัวละครที่คุ้นเคยกลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้งก็ถือว่าคุ้มค่า ตั๋วแล้ว และเมื่อดูจบคุณอาจจะมองชีวิตตัวเองเสียใหม่ว่าเป็น “โจ๊ก” ธรรมดาไร้ซึ่งรสชาติหรือเปล่า และถ้าใช่ คุณพร้อมจะเติมรสชาติให้กับมันบ้างไหมสักครั้งในชีวิต หรือจะก้มหน้าก้มตารับความจืดนี้ตลอดไป!




13.Rapunzel

ผลงานเรื่องที่ 50 ของ วอลท์ ดิสนีย์ ที่มาพร้อมเนื้อหาชวนฝัน ความโรแมนติกชั่นยอด เพลงแสนไพเราะ มุกตลกสุดฮา และ งานด้านภาพที่สวยงามตระการตา



12. The King's Speech

ไม่แปลกใจเลยที่ Colin Firth จะคว้ารางวัลลูกโลกทองคำมาครอง เพราะเล่นได้ยอดเยี่ยมและเป็นธรรมชาติ อย่างแท้จริง Colin สามรถทำให้ผู้ชมเชื่อได้ว่าเขาเป็น คนติดอ่างและลึกๆในใจนั้นแฝงไว้ด้วย ความกลัวจริงๆ




11.X-Men: First Class

เรื่องราวจุดเริ่มต้นของสงครามแห่ง X-Men โดยหนังถือว่ามีส่วนผสมของ ความเป็นแอกชั่นชุดใหญ่,ดราม่าทางจิตใจตัวละคร,เหตุการณ์ชิงไหวชิงพริบ,บท สนทนาชั้นเลิศ และ มุกตลก ผสมกันได้อย่างลงตัว และผลที่ออกมาคือหนัง X-Men ที่ครบเครื่อง และ น่าพอใจสมการรอคอย

ผู้กำกับ Matthew Vaughn ที่ถูกกว่านขานในวงการว่ากำกับหนังได้หลายแนว และเยี่ยมทุกแนว ไม่ว่าจะเป็น Stardust, Layer Cake ตลอดจน Kick-Ass พิสูจน์ฝีมือในการกำกับหนังแอกชั่นฮีโร่ทุนสูงเรื่องนี้แล้วว่า เขาทำได้ดีไม่มีตกจริงๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการดำเนินเรื่องให้น่าติดตาม การวางจังหวะต่างๆในเรื่อง ตลอดจนการพิถีพิถันในส่วนของโทนหนังครับ

อย่ากระพริบตาช่วง 15 นาที สุดท้ายของเรื่องไว้ให้ดี เมื่อตัวละครเอกทั้งหมด ล้วนต้องถูกทดสอบทางจิตใจ และ ความเชื่อมั่นในจุดยืน พร้อมจุดแตกหักระหว่าง Magneto และ Professor X ว่าเพราะอะไร ทำไมทั้งคู่ไม่สามารถอยู่ฝ่ายเดียวกันได้ ตลอดจนฉากจบของเรื่องที่เป็นจุดจบแห่งการเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง !



10.Fast Five

"Fast Five" จัดเป็นหนังแอกชั่นที่มีองค์ประกอบทุกอย่างลงตัวและดึงมาใช้ได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ ทั้งยังเต็มไปด้วยความบันเทิงระดับเยี่ยมที่คอแอกชั่นไม่ควรพลาดเด็ดขาด และนอกจากจะเป็นภาคที่มันส์ที่สุดในหนังตระกูล Fast and the Furious แล้ว นี่ยังจัดเป็นหนังที่จะมาเขย่าอันดับหนังแอกชั่นในใจคุณให้เปลี่ยนไปอย่าง แน่นอน ด้วยการเข้าไปเป็นอันดับต้นๆ เพราะไม่บ่อยนักที่หนังแอกชั่นจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มในความมันส์ได้ขนาดนี้!



9.Thor

หนังสามารถดำเนินเรื่องโดยลำดับเรื่องราว และ แบ่งน้ำหนักของเนื้อหาที่เป็นส่วนของของโลกเทพเจ้า กับ ส่วนของโลก ได้อย่างเข้าใจง่าย และมีชั้นเชิงไม่ซับซ้อนหรือน่าเบื่อแต่อย่างใด และสิ่งที่หนังเรื่องนี้มีมากกว่าหนังฮีโร่เรื่องอื่นๆที่ผ่านมาของ Marvel (นับเฉพาะที่ปูทางไป The Avengers ซึ่งก็ได้แก่ The Incredible Hulk และ Iron Man 1,2) ก็คือ “การเติมเต็มจินตนาการต่อฮีโร่” ที่มีในวัยเด็กได้แทบจะสมบูรณ์ เพราะปกติหนังซุปเปอร์ฮีโร่ช่วงหลังจะเน้นไปทางให้ความรู้สึกฮีโร่บนความ เป็นจริง แต่ที่ Thor มีมากกว่านั้นคือการเป็นฮีโร่ในจินตนาการที่อิงความสมจริงเข้าไปครับ นั่นทำให้เราเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวและถูกดูดเข้าไปสู่โลกของ Thor ชนิดไม่รู้ตัวเลยจริงๆ



8.Super 8

ผลงานภายใต้การร่วมมือกันของ 2 สุดยอดผู้กำกับอย่าง J.J. Abrams และ Steven Spielberg เรื่องนี้ถือเป็นการประสบความสำเร็จในการเสนอเรื่องราวลึกลับของความเป็นไซ ไฟ มาผสมกับความเป็นดราม่าหนักๆของปัญหาที่ตัวละครเด็กในเรื่อง ได้อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญคือหนังมีครบในทุกแง่ความบันเทิงที่ควรจะมี ตลอดจนทีมนักแสดงนำเด็กๆในเรื่องที่ตีบทแตกกระจุย และ การผูกเรื่องราวของ “สิ่งนั้น” กับการกระทำต่างๆที่แฝงประเด็นปัญหาเรื่อง ‘ปม’ ในชีวิตได้อย่างลงตัว

ตัวละครทั้งหมดล้วนมีเรื่องราวใน ‘อดีต’ อันแสน โหดร้ายฝังอยู่ในใจทั้งนั้น และมันก็ส่งผลต่อการเลือกกระทำปัจจุบัน และนั่นนำมาสู่ข้อคิดหลักข้อหนึ่งของเรื่องที่ว่า เรื่องร้ายๆเกิดขึ้นกับทุกคน แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ในวันนี้เรายังคงมีชีวิตอยู่ มีวันนี้ให้ก้าวไปยังอนาคตข้างหน้า กับคนที่เรารักและรักเรา ซึ่งอยู่ข้างเราเสมอไม่ว่ายามใดก็ตาม การที่จะยึดติดกับภาพหรือความรู้สึกใน ‘อดีต’ มากเกินไป อาจจะทำให้ ชีวิตในวันนี้นอกจากจะไร้ซึ่งความสุข และ บ่อนทำลายคนรอบข้างทีละน้อยแล้ว ยังเป็นการทำให้ความหมายในการคงอยู่ของชีวิตลดค่าตามไปด้วย

ด้านนักแสดงเด็กในเรื่องทุกคนล้วนได้รับบทที่เหมาะสม และแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะรายของสาว Elle Fanning นักแสดงสาวหนึ่งเดียวของเรื่อง ที่ตีบทแตกกระจุย และ โดดเด่นสะกดผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด



7.Transformers: Dark of the Moon

ภาคนี้หนังมีความจริงจังในเนื้อหามากขึ้น โดยตัดบทมุกตลกในหนังที่เคยมีมาลงไป แต่ก็ไม่ได้เจาะลึกลงไปเน้นดราม่าความสัมพันธ์ตัวละครอย่างลึกซึ้ง เพราะหนังเบนเนื้อหาส่วนใหญ่ไปทความสัมพันธ์ระหว่าง 'มนุษย์' กับ “ออโต้บอทส์” แบบเต็มๆตัว ทั้งแฝงเรื่องการปรับตัวใช้ชีวิตปกติของตัวละครเอกอย่าง 'แซม' ที่แม้จะเป็นฮีโร่กู้โลกมาสองครั้ง แต่การเป็นวีรบุรุษไม่สามารถทำให้เขามีหน้าที่การงานที่ดีได้ และ ความสัมพันธ์กับคนรักคนใหม่และครอบครัวก็ดูจะยังมีปัญหาอยู่ไม่หยุด

สิ่งหนึ่งที่หนังปรับปรุงจากภาคก่อนได้ดีคือการนำเสนอฉากแอกชั่นครับ ที่ภาคก่อนผู้ชมจะมึนกับภาพหุ่นแปลงร่างหลายๆตัวในฉากต่อสู้ จนไม่สามารถจำได้ว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ซึ่งในภาคนี้ปัญหานี้หมดไป เพราะผู้กำกับเน้นนำเสนอในฉากแปลงร่างของหุ่นทั้ง 2 ฝ่ายด้วยการสโลฯ ให้ภาพช้าลง และ เสริมความยิ่งใหญ่ของภาพให้ชวนมองยิ่งขึ้นด้วยการให้ฉากหลังมีรายละเอียดต่างๆ เด่นออกมาด้วย

ในส่วนของฉากแอกชั่น TF3 เรียกว่ามาแบบ 'จัดเต็ม' ครับ ทุกฉากตื่นตาและระเบิดวินาศสันตะโรชนิดไม่ต้องหายใจหายคอกันเลย โดยเฉพาะช่วง 45 นาที สุดท้ายของเรื่อง ในการบุกยึดเมืองชิคาโก้คือจากกองทัพ “ดีเซปติคอนส์” ที่เป็นฉากแอกชั่นยาวต่อเนื่องที่ยกได้ว่าอลังการที่สุดในทำเนียบหนังของ Michael Bay ได้เลย เพราะภาพที่ปรากฎบนจอต้องช็อกผู้ชมจนลุ้นไม่ติดเก้าอี้แน่ๆ

โดยรวมแล้ว TF3 เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่และอลังการเกินกว่าที่คิดไว้ครับ แม้หนังจะมีจุดอ่อนอยู่ที่บทอย่างใน ภาคสอง อยู่เช่นเคย แต่ส่วนอื่นที่หนังทำได้ดีอยู่แล้ว ก็ถูกเสริม ให้ดียิ่งขึ้นไปครับ และในแง่ความบันเทิงแล้ว หนังภาคนี้มีให้มากกว่าภาคก่อนๆมากทีเดียว




6.Kung Fu Panda 2

อย่างแรกที่หนังนำเสนอได้น่าสนใจมากก็คือการนำภาพวาด 2D มาผสมสลับกับภาพอนิเมชั่น 3D ในฉากการเล่าเรื่องถึงอดีตของ “Po” เป็นระยะๆ โดยเฉพาะในฉากที่ “Po” ร่ายรำกังฟูท่ามกลางสายฝนพร้อมตั้งจิตหาความสงบในใจ เพื่อจะดึงภาพในอดีตสมัยยังเด็กอันเลือนลางให้ชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อที่เขาจะได้รู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของของตัวเอง และนับเป็น “ฉากที่เยี่ยม” ที่สุดอีกฉากหนึ่งของเรื่องนี้ด้วย ทั้งการนำเสนอ,การตัดต่อ ตลอดจนอารมณ์ที่หนังพยายามสื่อ เรียกว่าสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้

ทั้งตัวละคร “Shen” และ “Po” มีส่วนคล้ายคลึงกันในเรื่องของ ‘ปม’ ในวัยเด็กครับ ซึ่งของ Shen คือการที่คิดว่าพ่อแม่ไม่ได้รักหรือพยายามเข้าใจเขาเลย ส่วนของ Po คือการกำพร้าพ่อกับแม่มาตั้งยังเป็นแพนด้าน้อย และนั่นนำมาสู่ข้อคิดที่คมคายมากๆของภาคนี้ที่ว่าด้วย

“สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เริ่มต้นอย่างไร แต่สำคัญที่สิ่งที่เราเลือกจะเป็นในปัจจุบันต่างหาก” เพราะชีวิตแม้จะเริ่มต้นได้แย่เพียใด แต่นั่นก็แค่ข้อผิดพลาดเพียง 'ส่วนหนึ่ง” เท่านั้น ไม่ใช่ “ทั้งหมด” ในชีวิตของเราครับ ตอนเริ่มต้นไม่ว่าจะเจอเรื่องราวเลวร้ายสักแค่ไหน แต่แค่นั้นไม่สามารถตัดสินทั้งชีวิตของเราได้ แต่เวลาที่ยังเหลือในวันนี้ และวันข้างหน้าต่างหากที่จะเราสามารถเลือกในสิ่งที่เราอย่างจะเป็นได้อย่าง แท้จริง




5.True Grit

หนังนำเสนอตัวละครที่ล้วนพูดจริง ทำจริง ทำอะไรต้องเด็ดขาด นักแสดงทั้ง 4 นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะยอดเยี่ยมจริงๆ (โดยเฉพาะสาว Hailee Steinfeld ที่ต่อปากกับรุ่นใหญ่อย่าง Jeff Bridges และ Matt Damon ได้สุดๆเลยให้ตายเหอะ),เนื้อหาคลาสสิก ,บทสนทนาคมคาย และ แทรกมุกตลกในปริมาณที่พอดี โดยรวมแล้ว ตัวหนังจัดเป็นหนังแอกชั่นคาวบอยของ 'คนจริง' สมชื่อเรื่อง!




4.Sucker Punch

"Sucker Punch" หนังแอกชั่นฟอร์มยักษ์สุดเจ๋งเน้นขายสไตล์สุดฤทธิ์ ของผู้กำกับ Zack Snyder ที่แม้จะไม่ทำเงินแต่ส่วนตัวคิดว่านี่ถือเป็นผลงานที่ไม่น่าผิดหวังเลยแม้แต่น้อยของผู้กำกับคนนี้ เพราะด้วยเนื้อหาที่เชื่อว่าถ้าคนสร้างไม่เจ๋งจริงคงไม่สามารถนำเสนอออกมาได้ถึงขนาดนี้ !!



3.Blue Valentine

นักแสดงนำทั้ง Ryan Gosling และ Michelle Williams สามารถเข้าถึงการแสดงในบทคนรักกันที่มีปัญหาด้านความรู้สึก อย่างรุนแรงจนยากที่จะประสานได้อย่างเป็นธรรมชาติจนน่าตกใจ และอยู่ในระดับ “ยอดเยี่ยม” อย่างไม่มีที่ติ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของช่วงเวลาที่ตัวละครของทั้งคู่รักกันใหม่ๆ ตลอดจนไปถึงการปะทะคารมกันรุนแรงในช่วงท้ายเรื่องที่ดู “จริง” จนไม่คิดว่านี่คือการแสดงเลยทีเดียว

สิ่งที่หนังทำออกมาได้เยี่ยมไม่แพ้กัน ก็คือเรื่องของการตัดต่อลำดับเรื่องราวและความฉลาดในการนำเสนอ โดยเล่าเหตุการณ์ในอดีตสมัยที่ตัวละครทั้งคู่เริ่มรู้จักกันใหม่ๆ กับเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ทั่งคู่เริ่มจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป
แม้ "Blue Valentine" จะไม่มีการสรุปว่าการที่ Dean และ Cindy มีปัญหากันนั้นเป็นเพราะใครเป็นฝ่ายผิด แต่ก็ถือว่าเป็นการเลือกจบเรื่องที่ฉลาดมากๆ สุดท้ายไม่ว่าจะมองในแง่ “เธอไม่พอดี หรือ ชั้นยังดีไม่พอ” แต่เมื่อชีวิตคู่มีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว นอกจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เราก็ต้องหาทางออกที่ดีที่สุดให้ได้ โดยอย่ายึดติดความรู้สึก ‘รัก’ ในวันที่ยังหวานชื่นเป็นหลัก เพราะความรู้สึกเมื่อเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ยากที่จะกลับคืนมา เหมือนเพลงของ Dean และ Cindy ที่แม้จะยังไพเราะแต่จะมีความหมายอะไรเมื่อคนฟังไม่มีความรู้สึกอะไรอีกต่อ ไปแล้ว ภาพสุดท้ายของเรื่องที่ตัวละคร Dean เดินออกจากบ้านไป และ Cindy จูงมือลูกสาวเดินไปอีกทาง โดยเป็นการให้ผู้ชมได้เก็บไปต่อยอดความคิด เหมือนหนังทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงในความรู้สึกผู้ชมชนิดแหลกละเอียดตัดกับภาพเค ดิทจบของพลุวันชาติที่ระเบิดเป็นประกายกลางอากาศที่สวยแต่ปวดหัวใจเกิน บรรยาย . . .



2.The Fighter

Mark Wahlberg, Christian Bale และ Amy Adams กับการแสดงที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะรายของ Bale ที่กินขาดทั้งรูปลักษณ์และการแสดง หนังมาพร้อมเรื่องจริงที่เป็นกำลังใจให้หลายคนกับความสัมพันธ์ของ 2 พี่น้องนักมวย ที่เมื่อหนังจบแล้วแทบจะลุกเฮไปกับชัยชนะของตัวละครในเรื่องแทบทันที และทำให้ตระหนักว่าทุกความฝันของคน สมควรมีโอกาสได้ฝ่าฟันให้กลายเป็นจริง




1.Black Swan

Natalie Portman มอบการแสดงอันทรงพลังที่สะกดทุกสายตาให้จับจ้องแต่เธอตลอดการชมที่จะตรึงตาคอหนังทั่วโลกไปอีกนานแสนนาน บวกกับผู้กำกับ Darren Aronofsky ที่นำเสนอหนังดราม่าหลอนจิตเรื่องนี้ได้อย่างกดประสาทให้ชวนลุ้นอยู่ตลอดเวลา ผลที่ออกมาคืองานระดับตำนานที่ยอดเยี่ยมทั้งนักแสดงนำและผู้กำกับที่เกินบรรยาย





 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2554
3 comments
Last Update : 14 กรกฎาคม 2554 12:56:56 น.
Counter : 2013 Pageviews.

 









สวัสดีจ้า เข้ามาเยี่มชม มาทักทายกัน

 

โดย: 1ellebesttotobest 14 กรกฎาคม 2554 13:15:36 น.  

 



ขอบคุณครับ จะตอบเก็บให้ครบทุกเรื่องเรย

 

โดย: oh IP: 182.53.128.220 14 กรกฎาคม 2554 15:46:11 น.  

 

มีหลาย ๆ เรื่องที่อยากดู สงสัยต้องไปตามเก็บดีวีดีมาดูซะแล้ว ขอบคุณนะคะ

 

โดย: magic-women 14 กรกฎาคม 2554 17:49:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**