Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
19 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
Green Lantern – "ชนะความกลัวด้วยใจมุ่งมั่น และ ความลงตัวที่หายไปจากจอ !"



“ในวันสว่างไสว ในคืนมืดมิด ความชั่วร้ายไม่อาจรอดพ้นสายตาข้า !”


“Green Lantern” เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่โด่งดังเรื่องหนึ่งของค่าย DC ทั้งยังมาพร้อมทีมนักแสดงนำที่โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะการได้ Ryan Reynolds ขวัญใจสาวๆทั่วโลก มารับบทเป็นฮีโร่เต็มๆตัวครั้งแรกในชีวิต กับ Blake Lively สมทบด้วย Tim Robbins ที่สำคัญหนังยังได้ผู้กำกับ Martin Campbell ที่ผ่านงานหนังแอกชั่นมามากมาคุมงานสร้าง แต่ผลลัพธ์ของหนังฮีโร่พลังแหวนสีเขียวเรื่องนี้กลับออกมาค่อนข้างน่าผิดหวังไปนิด



สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นจุดด้อยที่สุดของเรื่องคือ ‘การนำเสนอ’ และ ‘การตัดต่อเรียบเรียงภาพ’ ของเรื่องราวที่ขัดอารมณ์ และ ขาดความเนียนในการเล่าเรื่อง ยกตัวอย่าง ฉากที่ Parallax บุกมาที่ฐานการบินก่อนที่หนังจะตัดมาที่ฉาก Green Lantern พา Carol เหาะหนีออกมา ซึ่งฉากนี้นอกจากจะตัดต่อภาพได้ไม่เนียนแล้ว ยังขัดอารมณ์จนรู้สึกได้มากทีเดียว เพราะการที่ Parallax บุกมายังโลกด้วยรูปลักษณ์และขนาดที่มหึมาขนาดนั้น หนังน่าจะมีฉากการผ่านชั้นบรรยากาศของโลกก่อนที่จะตามมาถึงฐานบินเสริมเข้ามาด้วยเพื่อปูอารมณ์เปิดตัวบนโลก แต่ภาพที่ปรากฎบนจอคือ จู่ๆ ก็พุ่งทะลุกระจกฐานการบินเข้ามา ความน่าสะพรึงในการเปิดตัว Parallax แก่ Green Lantern จึงดูไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น


ส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังไม่ชวนติดตาม อาจจะเพราะว่าตัวหนังมี ‘บท’ ที่ค่อนข้างจะอ่อนมากๆ โดยผู้ชมจะรับรู้พื้นเพของตัวละครต่างๆในเรื่องแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่ไม่มีการปูที่มาที่ไปหรือรายละเอียดด้านจิตใจลงลึกให้ทราบแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นตัวละครเอกอย่าง Hal Jordan (Green Lantern) ที่มีปัญหาในใจเกี่ยวกับพ่อของเขาที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต นั่นทำให้เขามักจะทำอะไรห่ามๆ โดยไม่คิดชีวิตอยู่เสมอ (อย่างในฉากการรบจำลองช่วงต้น และ จากปากคำของคนในครอบครัวที่บอกว่าก่อนหน้านั้น Jordan ก็เฉียดตายจากการขับรถมาแล้ว) ซึ่งถ้าหนังลงรายละเอียดความสับสนในใจตรงนี้ให้มากขึ้นว่าพ่อมีผลต่อชีวิตปัจจุบันของ Jordan แค่ไหน และ ทำไมเขาเลือกที่จะหลอกตัวเองให้ข่มความกลัวในใจไว้ จะเป็นอะไรที่ดีมาก แม้ในหนังจะมีการให้รายละเอียดเนื้อหาตรงนี้อยู่บ้างแต่ส่วนตัวคิดว่ายังน้อยไปเกินจะให้ผู้ชมเข้าถึงตัวละครนี้ได้




เฉกเช่นเดียวกับ Hector Hammond ตัวร้ายบนโลกมนุษย์ของเรื่อง ที่หนังบอกให้เราทราบแต่เพียงว่าเขามีปัญหากับผู้เป็นพ่อ ที่เขาคิดว่าไม่เคยเห็นลูกชายคนนี้ในสายตา นอกจากเป็นนักวิทยาศาสตร์ซื่อบื่อที่ทำตัวไร้สาระไปวันๆ ตรงนี้หนังนำเสนอให้เราทราบ แต่หนังไม่ได้ลงรายละเอียดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่นี้ หรือมีฉากกระแทกอารมณ์แรงๆระหว่างทั้งคู่เลย เพราะถ้าดูจากพฤติกรรมของ Hector หลังได้พลังพิเศษมาแล้วลงโทษกับผู้เป็นพ่อขนาดนั้น ต้องแปลว่า ตัวละครตัวนี้มีความเครียดแค้นในใจสะสมอยู่เยอะมาก (หนังไม่มีการอธิบายแต่อย่างใดว่า ตัวละคร Hector มีใจคอโหดร้ายนั้นมาจากการที่เขาปลดปล่อยความแค้นออกมาเองหลังจากได้พลังมา หรือ โดนพลังเข้าครอบงำจิตใจจนเป็นคนที่นิสัยโหดเหี้ยม)

นอกจากนี้เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง Hector กับ Carol ที่ไม่มีการลงลึกแต่อย่างใด นอกจากอาศัยฉากการใช้กล้องแพนไปจับที่ภาพข่าวของนางเอกที่ Hector เฝ้าติดตามและสะสมเอาไว้ ยิ่งรวมกับภาพลักษณ์ที่ปรากฎบนจอที่ดูไร้พิษสงแล้ว ทำให้สุดท้ายตัวละคร Hector กลายเป้นตัวร้ายที่ไร้ซึ่งความน่าเกรงขาม และ ขาดความน่าสนใจไปโดยสิ้นเชิง







ถึงตรงนี้ก็ใช่ว่าหนังจะไม่มีข้อดีเลย เพราะในส่วนของ “ฉากแอกชั่น” ต่างๆในเรื่องถือว่าทำได้ดีครับ ทั้งยังให้ความสนุกและตื่นตาพอสมควรทีเดียว จนแทบว่าทุกๆฉากแอกชั่นในเรื่องไม่มีฉากไหนที่ไม่สนุกครับ ไม่ว่าจะเป็นฉากการทำลายล้างของตัวละคร Parallax ที่ดูน่าขนลุก ,ฉากการเปิดตัว Green Lantern ครั้งแรกในงานเลี้ยง จนถึงฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในช่วงท้ายเรื่องแม้จะสั้นไปนิดแต่ก็มันส์แปลกตาดีครับ


ข้อดีอีกอย่างคือการได้นักแสดงอย่าง Ryan Reynolds มารับบท Hal Jordan (Green Lantern) ในเรื่อง ด้วยพลังของนักแสดงและภาพลักษณ์อันหล่อเหลา ทำให้บางฉากเขาตรึงผู้ชมให้ติดตามเรื่องราวได้มากกว่าการจะไปสนใจเนื้อหาด้วยซ้ำ กับรายของสาว Blake Lively ที่สวยโดดเด่นบนจอสุดๆไม่แพ้กัน จนอาจบอกได้ว่าการได้นักแสดง 2 คนนี้มาร่วมแสดงด้วยกัน เป็นเหตุผลที่คุ้มค่าแก่การดูหนังเรื่องนี้ก็ว่าได้ แต่จะมีในส่วนของ Tim Robbins ผู้รับบทเป็นพ่อของ Hector เท่านั้นที่คิดว่าถูกนำความสามารถมาใช้บทจอได้ไม่คุ้มค่าเสียเลย


เรื่องของประเด็นการเอาชนะ ‘ความกลัว’ ด้วยความ ‘มุ่งมั่น’ และใจที่ไม่ยอมแพ้นั้น ในหนังก็ถือว่านำเสนอได้ชัดเจนระดับหนึ่งครับ ผ่านตัวละครเอกอย่าง Hal Jordan (Green Lantern) โดยเฉพาะในฉาการต่อสู้ท้ายเรื่องกับ Parallax ที่ถึงแม้อีกฝ่ายจะพูดและสร้างความสับสนในใจให้ Jordan รู้สึกกลัวเพียงใด แต่ด้วยการนึกถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สิ่งที่เราสามารถจะเปลี่ยนได้ในเวลานี้แล้ว การแปลเปลี่ยนความกลัวเป็นความ ‘มุ่งมั่น’ ที่จะฮึดสู้ก็เกิดขึ้น และ ถ้าใจเรามุ่นมั่นที่จะทำแล้ว ความกลัวก็ไม่สามารถเข้ามารบกวนจิตใจเราได้



โดยรวมแล้ว “Green Lantern” เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่จาก DC ที่ถือว่ายังทำออกมาได้อยู่ในระดับที่พอใช้ได้เท่านั้นครับ ตัวหนังมาพร้อมนักแสดงนำที่โดดเด่น และ ความสนุกในระดับที่พอประมาณ มีมุกตลกและฉากแอกชั่นตื่นตาจากความสามารถของตัวละครในเรื่อง ที่สีสันแปลกตา แต่เมื่อเทียบกับหนังฮีโร่ก่อนหน้านี้ในปี 2011 ที่ผ่านมาอย่าง Thor หรือ X-Men: First Class ก็ถือว่ายังห่างชั้นกันมาก แต่อย่างน้อยๆ หนังก็ทำให้เราได้คิดหลังดูจบว่า แม้มนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนไหว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องอ่อนแอแต่อย่างใด





Create Date : 19 มิถุนายน 2554
Last Update : 18 กรกฎาคม 2554 22:31:12 น. 0 comments
Counter : 895 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**