Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
19 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
Cloudy with a Chance of Meatballs – “เมื่ออาหารหล่นลงมาจากฟ้า กับ อนิเมชั่น 3D ที่ฮา + หิว ทะลุจอ”





บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของหนัง




Cloudy with a Chance of Meatballs คือ อนิเมชั่น เรื่องล่าสุดของค่าย Sony Pictures ที่ครั้งนี้หยิบเอาเรื่องราวในหนังสือ Cloudy with a Chance of Meatballs ของ Ron และ Judi Barrett มาขึ้นจอเป็นอนิเมชั่น 3D พร้อมทุนสร้างกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐในการเนรมิตเหล่าฝนชีสเบอร์เกอร์ ,เบคอน,ลูกชิ้นเนื้อ,ซูชิ ให้หล่นจากฟ้ามากระแทกทุกสายตา รวมไปถึงรุ่งกินน้ำเยลลี่แบร์ สุดแสนน่าหม่ำให้ทะลุจอออกมาจนผู้ชมน้ำลายส่อ ถึงแม้หนังจะเปิดตัวด้วยรายรับสัปดาห์แรกครองอันดับ 1 ตาราง BOX OFFICE ทำเงินไปถึง 30 ล้าน และถึงตอนนี้หนังทำรายได้ไปแล้วกว่า 124 ล้าน และ รายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ 208 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจริงๆรายได้น่าจะเพิ่มมากกว่านี้ ถ้าหนังไม่เน้นโฆษณาที่เน้นขาย 3D สะอย่างเดียว เพราะเมื่อมองดูดีๆแล้วในเรื่องบทและความเป็น ดราม่าในเรื่องก็ถือว่าทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน พร้อมตัวหนังที่น่าจะถูกใจทั้งเด็กเล็ก และ ผู้ใหญ่ได้ไม่ยาก



หนังว่าด้วยเรื่องของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มสุดเพี้ยน “ฟลินท์ ล็อควู้ด” ผู้รักที่จะประดิษฐ์สิ่งของแปลกๆขึ้นมาอยู่เสมอๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือชาวเมืองของเขา แต่ทุกอย่างที่เขาสร้างขึ้นมาแทนที่จะใช้ประโยชน์ได้ดั่งใจ กลับแต่จะสร้างความเสียหายและปัญหาให้แก่เมืองสะมากกว่า

ฟลินท์ อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่อดีตขึ้นชื่อด้านการส่งออกปลาซาดีนกระป๋องแต่ปัจจุบันกลับซบเซาลงเพราะคนภายนอกเลิกที่จะบริโภคปลาซาดีนไปสะดื้อๆ (เนื่องจากคิดว่าปลาซาดีนนั้นไม่สะอาด!?) เมื่อปลาซาดีนขายไม่ได้ ทำให้ชาวเมืองต้องหันมาบริโภคปลาซาดีนกันเอง ชนิดที่เรียกว่าทุกเมนูในเมืองแทบจะประกอบไปด้วยปลาซาดีนเลยทีเดียว


จนกระทั้งวันหนึ่ง ฟลินท์ ปิ๊งไอเดียสุดบรรเจิดด้วยการคิดค้นเครื่องสร้างอาหารตามสั่งจากน้ำขึ้นมา ! เพื่อหวังจะช่วยให้ชาวเมืองได้ลิ้มรสอาหารรสเลิศชนิดอื่นบ้าง ประจวบกับเหตุบังเอิญสุดชุลมุน ที่ส่งผลให้เจ้าเครื่องสุดอัศจรรย์นี่ลอยขึ้นไปอยู่กลางเมืองที่เขาอาศัยอยู่ และ ก่อเกิดฝนกองทัพอาหารสารพัดเมนูจากฟ้าตกลงสู่เมือง ขณะที่ชาวเมืองกำลังตื่นเต้นกับผลงานชิ้นโบว์แดงชิ้นนี้ ของ ฟลินท์ พวกเขาไม่รู้เลยว่าเจ้าเครื่องผลิตอาหารเครื่องนี้กำลังจะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ที่สุดในประวิติศาสตร์อุตุนิยมวิทยาที่ไม่หยุดแค่เมืองของเขา แต่กำลังจะลามไปทั่วโลก งานนี้ พ่อหนุ่มนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง นอกจากจะต้องแก้ปัญหาที่เขาก่อเพื่อช่วยเหลือเมืองและโลกใบนี้แล้ว เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองให้พ่อของเค้าได้เห็นอีกด้วย แล้วไหนจะเรื่องรักๆวุ่นๆกับ “แซม สปาร์กส์” สาวนักพยากรณ์อากาศที่มาเยือนเมืองแห่งนี้อีก งานนี้นอกจากพ่อหนุ่มนักวิทย์ฯจะต้องออกแรงคิดแล้ว คงต้องเผื่อแรงออกตัวหลบเหล่าสารพัดเมนูอาหารที่หล่นมาจากฟ้าอีก ภารกิจนี้แค่คิดก็อิ่มแล้ว !!??



ตัวละคร “ฟลินท์ ล็อควู้ด” นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องตัวเอกของเรื่องจัดเป็นตัวละครประเภทมี “ปม” ในตัวเอง เนื่องจากวัยเด็ก ที่เขาพยายามนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของเขา “รองเท้ากระป๋อง” หน้าชั้นเรียนด้วยความมั่นในใจ แต่กลับถูกเพื่อนๆในชั้นเรียนหัวเราะเยาะอย่างไม่ใยดี แล้วไหนจะความผิดพลาดของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ที่ทำให้มันที่ติดอยู่ที่เท้าของเขานับแต่นั้นมาจนโต นั่นทำให้เขาเริ่มที่จะคิดว่าบางทีสิ่งที่เขากำลังทำอยู่มันอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้

“สิ่งที่ผมเป็นบางทีมันอาจจะน่าอับอาย จนบางครั้งอยากที่จะหนีออกไปจากโลกใบนี้ แต่ใครจะหนีไปจากเท้าตัวเองไปได้ละ”

ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงความลังเลกับสิ่งที่ ฟลินท์ กำลังทำอยู่ว่ามันถูกต้องแล้วหรือไม่ แล้วควรจะก้าวต่อไป หรือ ถอยหลังเลิกล้มกันไป แต่ก็อย่างว่า ไม่มีใครที่จะหนีขาของเราเองไปได้ คนเราไม่สามารถที่จะหนีปัญหาที่เจอวันนี้ไปได้ตลอด ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือเราควรหันหน้าเข้าเผชิญกับมัน จนเมื่อแม่ของเขาเข้ามาบอกกับเขาว่า แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะยิ่งใหญ่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังไม่แพ้ใคร แต่เราก็ต้องให้เวลาพวกเขาโตบ้าง แล้วสักวัน วันนั้นจะมาถึง พร้อมยื่นของขวัญวันเกิดเป็นเสื้อกาวน์วิทย์ฯให้กับเขา แม้ตอนนี้ขนาดของเสื้อมันจะใหญ่เกินไปสำหรับเด็กตัวเล็กๆอย่างเขา แต่ในวันข้างหน้าเขาจะไม่ลดละในสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ เพื่อไม่ให้แม่ผิดหวังในตัวเขา และพร้อมสวมเสื้อตัวนี้ด้วยความภาคภูมิใจ



แต่เมื่อถึงวันที่เขาโตเป็นผู้ใหญ่ แม่ผู้ที่คอยสนับสนุนเขาให้เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็นก็กลับไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้เสียแล้ว เหลือแต่เพียงผู้เป็นพ่อที่นอกจากจะไม่ค่อยจะสนิทกับเขาสักเท่าไหร่แล้ว ยังต้องการให้ ฟลินท์ ล้มเลิกการหมกหมุ่นในการประดิษฐ์เครื่องใช้สุดพิลึกต่างๆเสียด้วย ไล่ไปตั้งแต่เครื่องแปลภาษาลิง, ทีวีมีขาเดินได้,หนูบินได้ ,น้ำยาขนดก ฯลฯ ที่ต่างล้วนสร้างปัญหาต่างๆนานาให้แก่พ่อและชาวเมือง หลังจากความพยายามครั้งล่าสุดของเข้าล้มไม่เป็นท่าตามเคย เพื่อให้ลูกชายคนเดียวของเขาจะได้มีงานทำอย่างคนธรรมดาทั่วไป โดยเริ่มจากมาช่วยงานที่ร้านขายปลาซาดีนกระป๋องที่พ่อเขาดูแลอยู่


ถึงกระนั้น ฟลินท์ ก็ยังคงไม่ละทิ้งความฝันที่จะประดิษฐ์เครื่องมหัศจรรย์สักเครื่องเพื่อประโยชน์แก่ชาวเมืองและเพื่อให้พ่อของเขาได้ยอมรับว่า เขาได้เลือกทางเดินที่ถูกต้องแก่ตัวเองแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็หยิบเอาเจ้าเครื่องผลิตอาหารตามสั่งจากน้ำขึ้นมาดัดแปลงอีกครั้ง แต่สุดท้ายผลก็ออกมาเช่นเคย พร้อมฟางเส้นเล็กๆที่เหนี่ยวยึดระหว่างเขากับพ่อก็ขาดลง


ณ ตอนนี้ “ฟลินท์ ล็อควู้ด” ได้กลายมาเป็นชายหนุ่มที่โดดเดี่ยวที่ไม่เหลือใคร และ ในความคิดของเขา บนเกาะเล็กๆแห่งนี้คงไม่มีใครที่จะมาเข้าใจเขาแล้ว จนเขาได้มาพบกับ “แซม สปาร์กส์” สาวนักพยากรณ์อากาศที่เข้ามายังเมืองๆนี้เพื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับการเปิดเมืองที่เคยขึ้นชื่อเรื่องปลาซาดีนกระป๋องนี้ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ครั้งแรกที่ หนุ่มนักวิทย์ซึ่งปิดตัวเองไม่เปิดรับใครมาตั้งแต่เด็ก กับ สาวนักข่าวมือใหม่ พบกันนั้น สร้างความแปลกใจให้กับ ฟลินท์ มิใช่น้อย เพราะ สำหรับ แซม แล้วเธอดูจะตื่นเต้นไปกับเหล่าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆของเขา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเครื่องแปลภาษาลิง หรือ รองเท้ากระป๋อง พร้อมยังเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครเข้าใจเขามาก่อน สายตาที่ ฟลินท์ มองสาวสวยตรงหน้าที่พล่ามไม่หยุดเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆด้วยความสนใจ ทำให้ตอนนี้เขาต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้วว่า เขาไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอย่างที่คิด เพียงแค่คนที่เข้าใจบางทีแค่มาช้าไปหน่อยเท่านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเจ้าเครื่องผลิตอาหารตามสั่งที่พุ่งไปลอยอยู่กลางเมืองเกิดทำงานขึ้นมา แซม ก็ดูเหมือนจะยิ่งชื่นชมหนุ่มสติเฟื่องคนนี้เข้าไปอย่างไม่ต้องสงสัย




ประเด็นที่หนังนำเสนออย่างเห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องของ “การเชื่อมั่นในตัวเอง” และ “การยึดมั่นในสิ่งที่เราเป็น” ของตัวละคร “ฟลินท์ ล็อควู้ด” หลายต่อหลายครั้งในหนังที่ผู้ชมจะเห็นตัวละครตัวนี้ ตกอยู่ในสภาวะไม่มั่นใจ และ ลังเล ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาคิดว่าไม่มีใครเชื่อในตัวเขา อย่างแม่ที่จากไปอีกแล้ว แต่แม้ลังเลอย่างไร ทุกๆครั้งที่ล้มเหลวมันยิ่งเหมือนมีแรงพลักดันให้เขาต้องก้าวต่อไปทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จให้ได้ เพื่อแม่ที่จากไปของเขาจะได้ไม่ผิดหวังที่เชื่อในตัวเขามาตลอดชีวิตของท่าน และถ้าสังเกตดีๆ ใน Cloudy with a Chance of Meatballs เราจะเห็นตัวละครอีกตัวที่มีความสามารถและรักในสิ่งหนึ่งมาก แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆก็ไม่สามารถทำในสิ่งที่รักนั้นได้ ซึ่งก็คือ “แซม สปาร์กส์” ที่เมื่อครั้งตอนเป็นเด็กชื่นชอบในการเรียนวิทยาศาสตร์และวิชาภูมิศาสตร์มาก (ถึงขนาดอยากได้เครื่องคำนวนสภาวะอากาศมากว่าตุ๊กตาบาร์บี้เสียอีก) แต่กลับถูกหัวเราะเยาะจากเพื่อนๆวัยเดียวกัน และ ไม่สามารถที่จะเข้ากับเพื่อนๆในวัยเดียวกันได้เลย ทำให้เธอต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อที่จะเข้ากับเพื่อนๆได้ โดยที่ไม่ถูกมองว่า “ประหลาด” ในสายตาของคนอื่น แม้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่และเข้ามาทำงานเกี่ยวกับรายการพยากรณ์อากาศอย่างที่เธอฝันวัยเด็ก แต่เธอก็ต้องเก็บอาการและความฉลาดในเรื่องภูมิศาสตร์และวิทย์ฯไว้กับตัวเอง พร้อมพยายามพูดให้ดูเหมือนตัวเองไม่ฉลาดมากนัก เพราะไม่อยากให้ภาพวัยเด็กในตอนนั้นเกิดขึ้นซ้ำสองอีกในปัจจุบัน ตรงนี้จะเห็นว่าชีวิตวัยเด็กเธอคล้ายกับนาย ฟลินท์ เลยทีเดียว แต่จะต่างกันก็แค่ ฟลินท์ เลือกที่จะยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็นและเชื่อว่าความสามารถที่เขามีสักวันมันจะพิสูจน์ให้คนรอบตัวได้ประจักษ์และยอมรับในตัวเขาเอง ไม่มีอะไรในโลกจะน่าเสียดายไปกว่าการไม่ได้เป็นในสิ่งที่เราเกิดมาเพื่อที่จะเป็นครับ เราอาจจะไปทำอาชีพอื่น งานอื่น ได้ก็จริง ถ้าในเรื่องของความสุขที่ได้ทำแล้ว เชื่อได้แน่ว่ามันมีความแตกต่างกันแน่นอน และนั่นคือสิ่งที่สะท้อนผ่านทางตัวละครตัวนี้

ย้อนมาที่ความสัมพันธ์ระว่าง “ฟลินท์ ล็อควู้ด” กับ “พ่อ” ของเขาบ้าง โดย ฟลินท์ เชื่อมาเสมอนับตั้งแต่แม่ของเขาตายไปว่า พ่อไม่มีทางมาเข้าใจเขาอย่างแม่ได้ แม้พ่อของเขาจะยอมเป็นหนูทดลองให้กับประดิษฐ์สุดแปลกให้กับลูกชายนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม แต่หลังจากเขาได้สร้างฝนอาหาร นอกจากจะทำให้ชาวเมืองมีความสุขแล้ว ยังเป็นการช่วยชุบชีวิตเมืองแห่งนี้ให้กลับมาคึกคักอีกครั้งในรอบหลายสิบปี และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาชวนพ่อมาทานอาหารด้วยกัน พร้อมบอกอย่างเต็มปากด้วยความภูมิใจกับผลงานในวันนี้ แต่แทนที่พ่อจะภูมิใจด้วยกับผลงาน ของลูกชายคนนี้กลับกลายเป็นว่า ผลงานสุดยิ่งใหญ่ของเขา เป็นได้แค่ “ความผิดปกติของธรรมชาติที่ไม่ควรเกิดขึ้น” เท่านั้นในสายตาของผู้เป็นพ่อ นั่นทำให้ ฟลินท์ รู้สึกไม่พอใจมาก ซึ่งถ้าเราสังเกตมาตั้งแต่ต้นจะเห็นได้ว่าตัวละคร “พ่อ” ของฟลินท์นั้น เป็นคนเดียวหลังจากที่แม่ตายไปที่คุยกับเขาด้วยเหตุผล และ ความห่วงใยมากที่สุด แต่ด้วยนิสัยที่เป็นคนแก่พูดน้อย และชอบหลีกเลี่ยงการพูดตรงๆ (จะเห็นว่าในหนังพ่อมักจะยกประโยคเชิงอุปมาอุปมัย มาพูดกับฟลินท์มากกว่าที่จะพูดตรงๆ) ส่วนการที่พ่ออยากให้ลูกชายเลิกการสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆมาช่วยงานที่ร้าน ไม่ใช่เพราะเขาไม่ใช่ไม่เห็นความสามารถของลูกชายคนนี้ แต่เพียงต้องการให้ลูกของเขามีงานการที่มั่นคงได้แล้วด้วยวัยขนาดนี้ หัดมีความรับผิดชอบ และโตเป็นผู้ใหญ่สะที ไม่ใช่นั่งประดิษฐ์ของที่ไม่เกิดประโยชน์ไปวันๆ ตรงนี้ในหลายๆฉากของหนังเราจะเห็น ตัวละคร “ฟลินท์ ล็อควู้ด” ทำตัวเป็นเด็กมาก (ถึงมากที่สุด) ในการเดินไปมาในห้องทดลองต้นไม้ของเขา (เดิมที่เป็นบ้านต้นไม้ แต่เมื่อโตขึ้นขนาดของมันกลับใหญ่โตและกลายเป็นห้องทดลองลอยฟ้าไปสะงั้น) ไม่ว่าจะเป็นการทำท่าเปิดประตูเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งที่ความจริงภาพประตูสุดไฮเทคนั้นเป็นเพียงแค่ผ้าม่านเท่านั้น ,การทำเสียงเป็นเครื่องจักรฯเวลเดินไปเดินมา (ประมาณเด็กวิ่งเล่นกางปีกแล้วคิดว่าตัวเองคือเครื่องบินพร้อมทำเสียง บรื้นๆ ) หรือแม้กระทั้งความคิดในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆทั้งหมดของเขาที่ดู “เด็ก” ในสายตาพ่อเสมอมา



ส่วนการที่พ่อไม่พอใจไปกับผลงานอาหารหล่นจากฟ้าสุดบรรเจิดของ ฟลินท์ นั้น ก็เพราะเห็นว่าชาวเมืองไม่ได้ชื่นชอบในตัวของฟลินท์ แต่ชอบในผลงานที่เขาสร้างเท่านั้น และเมื่อวันใดที่ผลงานของเขากลายเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของคนอื่นหรือเกิดปัญหาขึ้นมาเมื่อไหร่ วันนั้นคนที่เสียใจและเจ็บปวดที่สุดคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกชายคนเดียวของเขา และที่สำคัญ การสร้างอาหารให้ตกลงจากฟ้า มันผิดปกติจนเกินไปพร้อมส่งผลเสียแก่ชาวเมืองโดยที่ไม่มีใครสังเกต ไม่ว่าจะเป็นการการสร้างนิสัยกินทิ้งกินขว้างแก่ชาวเมือง , การจัดการกับอาหารส่วนเกินที่ตกลงมาบนถนนด้วยวิธีที่มักง่ายอย่างที่สุด ,ความเสียหายจากการที่ฝนอาหารเหล่านั้นสร้างไว้กับบ้านเมือง และอีกมากมาย ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เรื่องของสุขภาพ ซึ่งก็คือ โรคอ้วนของผู้ใหญ่และโรคขาดสารอาหารของเด็กที่ค่อยๆคุกคามโดยที่ชาวเมืองไม่รู้ตัว (เพราะ ทั้งเด็กและ ผู้ใหญ่กินในสิ่งที่อยากกินไม่อั้น โดยไม่ใส่ใจว่ากินอะไรเข้าไปบ้าง) ซึ่งถ้ายังไม่ทำอะไรสุดท้ายคนที่ชาวเมืองจะโทษก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็น “ฟลินท์ ล็อควู้ด” เช่นเคย และเรื่องก็เป็นอย่างที่พ่อของเขาคิดไว้จริงๆ เมื่อเครื่องผลิตอาหารกลางฟ้าทำงานผิดปกติ ทำให้ทั้งเมืองถูกถล่มไปด้วยมรสุมพายุอาหาร ถึงตรงนี้มันได้ทำให้ฟลินท์เข้าใจถึงสิ่งที่พ่อพยายามบอกกับเขาเสมอมา


มีอยู่ประโยคหนึ่งที่พ่อพูดกับฟลินท์ ตอนที่เห็นลูกชายหมดกำลังใจที่จะยืนพร้อมเอาตัวเองลงไปทิ้งในถังขยะ เพราะคิดว่าตัวเองทำให้ทุกคนต้องผิดหวังอีกแล้ว และครั้งนี้ไม่ควรได้รับการให้อภัยจริงๆ


“เมื่อฝนตก สิ่งที่เราต้องทำคือใส่เสื้อกันฝน”

เหมือนอย่างเช่นเคยที่พ่อพูดกับเขามาตลอดชีวิต นั่นคือประโยคอุปมาอุปมัยที่เขาไม่เคยเข้าใจ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน คนเราเมื่อฝนตกลงมาเราเลือกที่จะหลบอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องรู้จักที่จะหาทางออกไปเผชิญหน้ากับมันบ้าง และตอนนี้การที่ ฟลินท์ จะมาหลบฝนก็คงจะไม่ถูก เมื่อฝนครั้งนี้ผู้สร้างมันก็คือเขาเอง ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือยืดอกรับผิดชอบและออกไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างลูกผู้ชาย นับเป็นครั้งแรกที่ผู้เป็นพ่อเห็นความเป็นผู้ใหญ่จากลูกชายคนนี้


ด้านตัวละครอื่นๆในเรื่องก็ถือว่าสร้างสีสีนได้ไม่แพ้กัน ทั้ง “นายกเทศมนตรีประจำเมือง” จอมเห็นแก่ตัว , หนุ่มน้อยอดีดดาวดังของเมือง, นายตำรวจผิวสีคู่กัดของฟลินท์ รวมไปถึง “ช่างภาพโทรทัศน์” ตัวจิ๋ว และ ลิงแสนรู้ของฟลินท์ที่เรียกเสียงฮาได้ดีทีเดียว นอกจากนี้ยังมีเหล่าสารพัดเมนูอาหารจากฟ้าที่ขยันตกลงมายั่วน้ำลายสะจริงๆ



โดยรวมแล้ว Cloudy with a Chance of Meatballs ถือเป็นอนิเมชั่นที่มี “ดี” กว่าที่คิดครับ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านภาพที่งดงาม , มุขตลกที่ลงตัว และที่แน่ๆเลยก็คือนอกจากอิ่มใจจากข้อคิดและความบันเทิงรสเด็ดจากอนิเมชั่นเรื่องนี้แล้ว คุณอาจจะรู้สึกหิวไปพร้อมกันหลังชมจบก็เป็นได้!!





Create Date : 19 มกราคม 2553
Last Update : 19 มกราคม 2553 16:38:55 น. 4 comments
Counter : 3484 Pageviews.

 
น่าดูเนอะ ยิ่งถ้าดู 3D คงอาหร่อยน่าดู 55+

เขียนดีอยู่แล้วคนเน้มะต้องชมมาก หุหุ


โดย: นุช IP: 58.8.17.46 วันที่: 19 มกราคม 2553 เวลา:1:36:50 น.  

 
น่าดูมากๆเลยครับ
เดี๋ยวว่ามะรืนนี้จะไปดูล่ะ
ขอบคุณสำหรับ review ครับ


โดย: ป้อ IP: 111.84.110.65 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:1:16:49 น.  

 
หิวววววววววววววววววววววววววววว....จัง


โดย: Tochi IP: 124.121.226.30 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:08:03 น.  

 
สนุกมากๆๆ เลย แนะนำคะ เหมาะกับเด็กๆ เป็นที่สุดค่า ^0^


โดย: A IP: 203.155.63.130 วันที่: 11 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:07:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**