Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
5 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
The Social Network –‘ในโลก(ออนไลน์)ไม่มีทางทีคุณจะสร้างเพื่อนโดยไม่มีศัตรู กับภาพยนตร์ยอดเยี่มแห่งปี



‘You don't get to 500 million friends without making a few enemies’

ประโยคข้างต้นเป็นจริงเสมอไม่ว่าเฉพาะในโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงในสังคมโลกปัจจุบันของเราด้วย โดยใน “The Social Network” ผู้ชมจะเห็นทุกเรื่องราวสะท้อนผ่านทางตัวละครหลักทั้งสอง นั่นคือ บท Mark และ Eduardo เพื่อนสนิทของเขา หนังนำเสนอตัวละคร Mark เด็กหนุ่มที่ฉลาดมากๆ (หรือเรียกว่า อัจฉริยะ เลยก็คงไม่ผิด) ซึ่งในต้นเรื่องผู้ชมจะพบว่าจากเหตุการณ์ที่ถูก Erica แฟนสาวบอกเลิกทำให้เขาต้องการหาที่ระบายความอัดอั้นใจและผลก็คือการแฮกค์ระบบของฮาวาร์ดจนระบบล่มในพริบตาและส่งให้ชื่อเขาดังกระฉ่อนในข้ามคืน และนั่นเป็นที่มาของการก่อเกิด Facebook ที่เชื่อมคนทั้งโลกเข้าสู่กัน



หลายๆอย่างที่หนังนำเสนอจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า Mark มีลักษณะของคนที่จะประสบความสำเร็จนอกจากความอัจฉริยะอยู่นั่นก็คือ ‘ความต้องการเอาชนะ’ และ ‘ความทะเยอทะยาน’ ซึ่ง 2 สิ่งนี้ถ้าคนเรามีในปริมาณที่พอดี มันก็จะเป็นแรงพลักดันให้ประสบความสำเร็จได้สูง แต่ถ้า 2 สิ่งนี้มีมากจนเกินไปก็จะกลายเป็นความโลภที่ไม่รู้จักพอนั่นเอง


ในส่วนของ Mark Zuckerberg นั้นเมื่อเขาคิดจะก่อตั้ง Facebook โดยที่มีแค่ไอเดียเท่านั้น เขาก็ได้เพื่อนสนิทอย่าง Eduardo มาคอยช่วยเหลือเรื่องเงินทุนให้ (ซึ่ง Mark ตั้งให้ Eduardo เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดตั้งแต่เริ่ม) ซึ่งทั้งคู่ก็คอยช่วยเหลือกันตลอดการสร้าง Facebook แต่เมื่อ Facebook เริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็ต้องหาทางขยายและควบคุมมันให้ได้ โดนจุดนี้ทำให้ทั้งคู่ได้มาพบกับ Sean นักลงทุนอิสระที่เสนอตัวกับ Mark ว่าจะกระจาย Facebook ไปสู่ทวีปต่างๆทั่วโลก และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตัวละครทั้งสามคนและนำไปสู่บทสรุปที่เพื่อนรักคนหนึ่งต้องมาฟ้องค่าเสียหายจากอีกฝ่ายสูงถึง $600 ล้าน!




สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ระหว่างชมหนังเรื่องนี้คือ Mark Zuckerberg คืออัจฉริยะที่สร้างเครือข่ายเชื่อมคนทั่วทุกมุมโลกเข้าด้วยกัน แต่ที่น่าเศร้าก็คือ คนๆเดียวที่เขาไม่สามารถจะเชื่อมถึงได้เลย และ ปล่อยปะละเลยมาตลอดก็คือ Eduardo เพื่อนสนิทที่สุดที่อยู่ข้างกายเขาเสมอมาทั้งยามทุกข์และยามสุข ทั้งยังคอยช่วยเหลือหาแหล่งเงินทุนให้เสมอเมื่อเริ่มสร้าง Facebook แต่เมื่อ Mark ได้เจอ Sean ทำเหมือนว่าเขาลืมเพื่อนสนิทคนนี้ของเขาไป และหันไปเชื่อในแผนการตลาดสุดห่ามของ Sean สะจนไม่ฟังใคร


ฉากที่น่าจดจำและส่วนตัวคิดว่าคือไคลแม็กซ์ที่สำคัญของเรื่องก็คือ ฉากที่ Eduardo กลับมาที่ออฟฟิตของ Facebook แล้วพบว่าหุ้นในบริษัทของตัวเองลดลงเพราะ Mark และ Sean วางแผนไว้ ซึ่ง Eduardo ในอารมณ์ที่เชื่อเพื่อนสนิทอย่าง Mark มาตลอดแต่ถูกเพื่อนรักตอบแทนโดยวิธีการนี้ ด้วยอาการที่เกินจะทนได้เขาเดินไปหา Mark และระเบิดอารมณ์ใส่จนถึงขั้นแตกหัก ซึ่งนอกจากอารมณ์หนังที่บีบผู้ชมอย่างสุดๆแล้ว ด้านนักแสดงโดยเฉพาะ Andrew Garfield ในบท Eduardo นั้นก็อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน


ส่วนฉากจบของเรื่องนั้น หนังเลือกจะปิดตัวลงโดยไม่บอกให้ผู้ชมรู้ว่า Erica แฟนเก่าของ Mark นั้น “ยอมรับ” เขาเป็นเพื่อนใน Facebook หรือไม่ แต่ที่แน่ๆก็คือ Erica ได้กลายมาเป็นสมาชิกของ Facebook เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่เจ้าตัวเคยประกาศลั่นกับ Mark ว่าไม่มีวันที่เธอจะเข้าไปยุ่งกับโปรแกรมที่เขาเขียนขึ้นมาเลย สิ่งหนึ่งที่ผู้ชมรู้สึกได้ในฉากนี้ก็คือตอนนี้ Erica ได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่ที่สำคัญคือเมื่อกล้องแพนมาที่ใบหน้าของ Mark ที่เพิ่งผ่านการสอบปากคำอย่างหนักหน่วงมาทั้งเรื่อง แน่นอนครับไม่มีใครรู้ว่าในสมองของอัจฉริยะหนุ่มคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อตอนนี้ที่ Facebook กำลังสร้างเครือข่ายไปทั่วโลก แต่ตัวผู้คิดค้นเองตอนนี้กลับไม่เหลือใครเคียงข้างแม้แต่คนเดียว ภาพแล็ปท็อปเครื่องเล็กตรงหน้า Mark ที่เปิดหน้าโปรแกรม Facebook ภายในห้องเงียบๆที่ปราศจากใครสักคน กับใบหน้าของเขาที่กำลังคิดอะไรสักอย่างถือเป็นฉากจบที่ลงตัวและชวนให้คิดสะจริงๆ


“The Social Network” มีจุดเด่นอีกอย่างคือการดำเนินเรื่องที่ลื่นไหล และ น่าติดตามในทุกๆฉากตลอดการชม โดยเน้นการเล่าเหตุการณ์ในอดีต กับ การให้การสอบปากคำปัจจุบันสลับไปมา การลำดับภาพถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากถึงมากที่สุด นอกจากนี้ด้านดนตรีประกอบของเรื่องก็ถือว่าน่าจดจำไม่แพ้ตัวหนังและนักแสดงเลยทีเดียว ซึ่งบอกได้เลยว่านอกจากดนตรีประกอบ ‘Mind Heist’ จากหนัง Inception แล้ว ก็มีดนตรีประกอบจากหนังเรื่องนี้แหละที่เจ๋งและยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน !



ด้านของนักแสดงนั้นถือว่าสมบทบาทกันทุกคน โดยเฉพาะ Jesse Eisenberg (จาก Zombieland) ในบท Mark Zuckerberg อัจฉริยะวัย 20 ต้นๆที่ก่อตั้ง Facebook ที่แสดงเป็นเด็กเนิร์ด ผู้ทะเยอทะยาน และ ดูครุ่นคิดบางอย่างอยู่ตลอดเวลา การพูดการจา แววตา สีหน้า ทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบ (ไม่แน่ใจว่าตัวจริงของนาย Mark Zuckerberg พูดรัวและเร็วแบบในหนังเลยรึเปล่า แต่ถ้าใช่ บอกได้เลยว่า Jesse Eisenberg นั้นแสดงได้เยี่ยมจริงๆให้ตายเหอะ !) กับรายของ Andrew Garfield (พระเอก Spider-Man ฉบับ Reboot) ในบท Eduardo Saverin เพื่อนสนิทของ Mark ที่ร่วมก่อตั้ง Facebook มาด้วยกัน ซึ่ง Andrew ตีบทแตกกระจายครับในบท หนุ่มซื่อๆ แต่จริงใจกับเพื่อนอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งยังดูฉลาดน่าเชื่อถือสุดๆ ยิ่งในส่วนของฉากที่ต้องแสดงอารมณ์หนักๆในช่วงท้ายเรื่องบอกได้คำเดียวเลยว่า ‘ยอดเยี่ยม’ จริงๆ

ด้านนักร้องหนุ่ม Justin Timberlake ในบท Sean Parker ตัวแปรสำคัญที่เข้ามาสั่นครอความสัมพันธ์ของ Mark และ Eduardo (ชายที่มาพร้อมประโยค “Drop the "the". Just "Facebook". It's cleaner.” ! ที่เปลี่ยนทุกอย่างและได้ใจ Mark ไปเต็มๆ) โดยปกติแล้วนั้น ผู้ชมมักจะเห็นหนุ่ม Justin เล่นหนังมาแล้วหลายแนวทั้ง ตลกหลุดโลก หรือ แอกชั่นยิงกระจาย แต่ในเรื่องนี้ถือว่าแตกต่างออกไปมาก Justin ดูเป็นธรรมชาติในบทหนุ่มนักลงทุนเจ้าสำราญ และ ดูดีมีภูมิอย่างสุดๆ จนส่วนตัวแอบคิดในใจว่านี่คือบทบาทที่ดีที่สุดของเขาบนจอภาพยนตร์ตั้งแต่ดูมาเลยทีเดียว




ผู้กำกับ David Fincher ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆใน The Social Network ได้อย่างลื่นไหล และตรึงผู้ชมอยู่กับที่ได้อย่างอยู่หมัดตลอดการชม โดยเฉพาะการเล่าเรื่องในช่วงครึ่งแรกของหนังที่ตัดสลับไปมาของสองเหตุการณ์ที่ทั้งชวนลุ้น ทั้งค่อยๆสร้างความอยากรู้และเฉลยปมให้ผู้ชมได้คิดตาม ก่อนที่ในส่วนของครึ่งเรื่องหลังที่เน้นในส่วนดราม่าให้หนักขึ้น และ บีบอารมณ์ผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนตัวแล้วคิดว่าผู้กำกับ Fincher ทำได้ดีกว่าใน The Curious Case of Benjamin Button และลักษณะการนำเสนอยังชวนให้นึกไปถึงหนังในตำนานของแกอย่าง Fight Club นิดๆอีกด้วย (เพราะมีตัวละครเอกสองตัวคอยกระแทกอารมณ์ส่วนตัวใส่กันตลอดทั้งเรื่อง) และเป็นงานที่น่าจดจำมากที่สุดเรื่องหนึ่งของ Fincher อย่างไม่ต้องสงสัย


โดยรวมแล้ว “The Social Network” ถือว่าเป็นหนังดราม่าที่ลงตัวทุกองค์ประกอบ ทั้งยังสามารถสร้างความบันเทิงแก่ผู้ชมได้ตลอดการชม หนังไม่เพียงนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของ Facebook เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อน,การหักหลัง และ การชิงไหวชิงพริบกัน จนนำไปสู่บทสรุปของเรื่องที่เลือกปิดฉากได้ให้ผู้ชมได้คิดกันต่อกันไป และนั่นทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เพียงเหมาะแก่คอหนังที่ชอบงานดราม่าคุณภาพ หรือ ผู้คนที่ชอบเล่น Facebook เท่านั้น แต่เหมาะกับทุกๆคนที่มีเพื่อนเลยต่างหาก !




Create Date : 05 ธันวาคม 2553
Last Update : 5 ธันวาคม 2553 1:42:54 น. 8 comments
Counter : 2056 Pageviews.

 


Thanks: คอนแทคเลนส์บิ๊กอาย คอนแทคเลนส์บิ๊กอาย



Thanks: คอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์


โดย: MaFiaVza วันที่: 5 ธันวาคม 2553 เวลา:3:38:22 น.  

 
ไปดูแน่เรื่องนี้ อยากดูมาก !!


โดย: myhappygirl วันที่: 5 ธันวาคม 2553 เวลา:3:53:52 น.  

 
หนังแบบนี้ชอบมากค่ะ
หนังแนววัยรุ่นฝรั่งที่เก่งๆ ฉลาดๆ เนี่ยดูแล้วสนุกมากมาย
แถมดาราแต่ละคนที่คัดมาก็ดูดีทั้งนั้นเลย
จขบ.รีวิวซะหมดเปลือกเรยง่ะ เอิ๊กๆๆๆ

แต่ชอบ Fight Club เป็นทุนเดิมอยุ่แล้วด้วยแหละ

แวะมาทักทายค่ะ


โดย: ณ ปลายฉัตร วันที่: 5 ธันวาคม 2553 เวลา:4:47:12 น.  

 
แป่ววว ลืมขึ้นหัวกระทู้ว่าแอบมีสปอย์นิดๆ แหะ ๆ

ส่วนตัวแล้วชอบหนังเรื่องนี้มากๆครับ หนังให้อะไรผู้ชมมากกว่าที่คิด และมีอะไรๆให้เก็บมาคิดอีกเยอะเลยทีเดียว


โดย: negima_xx วันที่: 5 ธันวาคม 2553 เวลา:10:21:28 น.  

 
จะมีข้อติบ้างไหมเนี่ยหนังเรื่องนี้


โดย: คนขับช้า วันที่: 5 ธันวาคม 2553 เวลา:19:47:41 น.  

 


โดย: คนเดินดิน (หน้าใหม่อยากกรอบ ) วันที่: 9 สิงหาคม 2554 เวลา:15:08:28 น.  

 


โดย: คนเดินดิน (หน้าใหม่อยากกรอบ ) วันที่: 12 สิงหาคม 2554 เวลา:16:16:50 น.  

 


โดย: คนเดินดิน (หน้าใหม่อยากกรอบ ) วันที่: 12 สิงหาคม 2554 เวลา:16:57:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**