Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2554
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
9 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 

[วิเคราะห์ฉบับจัดเต็ม] Rise of the Planet of the Apes - "10 ข้อจากจุดเริ่มต้นวิบัติวานรยึดโลก ! ! "



[บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ]


1.ทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบไร้ช่องโห่ว!

“Rise of the Planet of the Apes” ทำให้เราได้ตระหนักถึงบางสิ่งบนโลกที่มนุษย์ไม่ควรสวมบทเป็นพระเจ้าเปลี่ยน ในสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ และนำเสนอความน่ากลัวของโลกที่ลิงกำลังจะเป็นเผ่าพันธ์หลักได้อย่างน่า สะพรึง และน่าทึ่งไปพร้อมๆกัน! โดยหนังมีการดำเนินเรื่องที่กระชับ,รวดเร็ว และ ใส่ใจในรายละเอียดด้านการปูพื้นฐานตัวละครได้อย่างดี โดยเฉพาะในส่วนของ ตัวละครเอกของเรื่องอย่าง Caesar ลิงตัวแรกของโลกจากฝีมือมนุษย์ที่พัฒนาไปไกลกว่าที่ใครจะคาดถึง

ควบคู่ไปกับในส่วนของ Will กับ Caroline ที่ร่วมกันดูแลลิงตัวนี้ไปพร้อมๆกับการที่ Will ยังคงทดลองตัวยาใหม่ๆให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่เพื่อมารักษาอาการของผู้เป็นพ่อ ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้สิ่งที่หนังนำเสนอได้เยี่ยมที่สุดก็คงไม่พ้นการแสดงให้เห็นถึง พัฒนาการของ Caesar ตั้งแต่วัยเด็กจนโต ทั้งด้านสติปัญญา จนถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการด้านจิตใจจนเกิดเป็นการ พัฒนารอบด้านของสายพันธ์ที่ก้าวไปสู่คำว่าสมบูรณ์แบบ ผลที่ออกมาคืออารมณ์ของหนังที่ทรงพลังกับภาพยนตร์แห่งการจุดเกิดเนิดพิภร วานรที่ “ยอดเยี่ยมและทรงพลัง” ไร้ที่ติ



2. เมื่อมนุษย์อยากเป็นพระเจ้า

Will คือนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามคิดค้นตัวยาใหม่ๆเพื่อรักษาโรคในมนุษย์ที่ ปัจจุบันยังไม่มียาใดรักษาใด้ โดยมีการทดลองตัวยาต่างๆเหล่านั้นกับลิง เพื่อทดสอบปฎิกิริยาข้างเคียงต่างๆของยาก่อนที่จะมาใช้กับมนุษย์จริง ซึ่งเป้าหมายของเขาคือการพาให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามโรคร้ายที่อยู่คู่กับเรา มานานให้จงได้ (โดยเฉพาะโรคของผู้เป็นพ่อ)



แต่ในสายตาของบริษัทและนายทุนแล้วพวกเขามองแค่เพียงว่าการคิดค้นตัวยาที่ช่วยใน การรักษาโรคต่างๆได้ก่อนใครนั้นจะเป็นขุมเงินขุมทองชั้นดีที่จะทำเงินได้ จำนวนมหาศาลเพียงเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือไม่ว่าจะอย่างไร การพัฒนาตัวยานี้ในลิง นำมาซึ่งผลข้างเคียงที่เหนือความคาดคิดถึง 2 ทางนั้นคือ การทำให้ลิงที่ถูกฉีดยาชนิดนี้มีวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดดผิดธรรมชาติ และถึงแม้ตัวยาจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างโรคอัลไซเมอร์ได้หายแต่มันไม่ ใช่ตลอดไป เนื่องจากผลข้างเคียงรุนแรงกว่าผลดี โดยหนังนำเสนอให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ควรเปลี่ยนในสิ่งที่ไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลได้อย่างดีทีเดียว



3. กระบวนทางวิวัฒนาการเมื่อโลกไม่ได้ถูกจำกัดความแค่ห้องใต้หลังคา

หลังจาก Caesar ลิงทดลองที่ได้รับมรดกทางพันธุกรรมไวรัส 112 จากแม่ที่ตายไปด้วยอุบัติเหตุซึ่งรอดชีวิตจากแล็ปด้วยความช่วยเหลือของ Will เขาเป็นคนนำ Caesar มาเลี้ยงและเฝ้าสังเกตพฤติกรรมอย่างลับๆที่บ้านตลอดหลายปีเพื่อศึกษาการ ทดลองต่อไป โดยเขาใช้ห้องใต้หลังคาที่เต็มไปด้วยของเล่นสำหรับเด็กเพื่อประเทืองสติ ปัญญามากมายในการเช็คระดับสติปัญญาของ Caesar และดูเหมือนมันเองก็สนุกไปกับสิ่งต่างๆเหล่านี้ที่ได้ทำร่วมกับ Will ด้วยเช่นกัน และสิ่งหนึ่งที่มันทำเป็นประจำคือการยืนที่หน้าต่างทรงกลมของห้องใต้หลังคา พร้อมมองออกไปยังภายนอกบ้านด้วยนัยน์ตาสงสัยถึงภาพเด็กที่กำลังวิ่งเล่นกันริมข้างทาง หรือแม้แต่รถยนต์ที่แล่นผ่านไปมาบนถนนหน้าบ้านว่าภายนอกหน้าต่างบานนี้จะ เป็นเช่นไร


คำถามที่ค้างคาใจของ Caesar ได้รับการตอบสนองในฉากต่อมาเมื่อ Will และ Caroline นำมันไปยังป่าสนย่านชานเมืองเป็นครั้งแรก Caesar ได้กระโดดไต่ไปมาอย่างมีความสุขท่ามกลางป่าใหญ่ก่อนที่จะมาหยุดบนยอดต้นไม้ เพื่อมองไปยังภาพเมืองทั้งเมืองที่อยู่ตรงหน้า บัดนี้มันเริ่มแคลงใจแล้วว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าที่มันเคยคิดไว้แค่ไหน


ก่อนที่จะมาถึงฉากในช่วงกลางเรื่องเมื่อ Caesar ถูกนำตัวไปให้อยู่ในความดูแลของสถานดูแลลิงเล็กๆแห่งหนึ่งเนื่องจาก อุบัติเหตุบางอย่าง เมื่อไปถึงห้องโถงใหญ่ของที่นี่ซึ่งเป็นลานสำหรับลิงให้ได้วิ่งเล่นไต่ไปตาม ต้นไม้ใหญ่ และ ธารน้ำจำลองเล็กๆตรงกลางห้อง พร้อมภาพพระอาทิตย์และที่โล่งสุดลูกหูลูกตา ซึ่งทำให้ Caesar รู้สึกหายเศร้าใจได้ในระดับหนึ่ง ก่อนที่มันจะพบความจริงที่ว่าภาพท้องทุ่งแสนกว้างใหญ่เหล่านั้นเป็นเพียงภาพ วาดบนพนังห้องซึ่งทำให้นัยน์ตามันเต็มไปด้วยความเสียใจ และ ดูเหมือนความเศร้าในใจของมันจะถูกตอกย้ำให้ชัดเจนอีกครั้งเมื่อพบว่า Will จำเป็นต้องทิ้งมันไว้ยังที่แห่งนี้ นั่นหมายถึงมันจะไม่ได้กลับไป ‘บ้าน’ ที่มันคุ้นเคยอีกแล้ว


จากอาการเศร้าเสียใจ Caesar เริ่มหยิบเศษหินในห้องขังขึ้นมาก่อนที่จะวาดรูปวงกลมที่มีเส้น 4 เส้นขึ้นบนพนัง ซึ่งภาพที่ปรากฏออกมาไม่ใช่สิ่งอื่นเลยเพราะมันคือภาพหน้าต่างในห้องใต้ หลังคาที่มันเคยเฝ้ามองอยู่ตลอดมานั่นเอง ก่อนที่จะค่อยๆเอาหน้าแนบไปที่ภาพวาดหน้าต่างบนผนังที่มันจำได้ แต่ ณ ตอนนี้ความรู้สึกถึง ‘สถานะ’ ของมันกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว จากสีสันของโลกภายนอกอันสดใส กลายมาผนังปูนเย็นเฉียบ นอกจากนี้เมื่อความเจ็บแค้นในใจที่ไม่สามารถเข้ากับกลุ่มลิงอื่นๆที่นี่ได้ ทำให้มันแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่แตกต่างออกไปชนิดที่มันไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ ‘พลังในการจะเป็นอิสระในการใช้ชีวิต’ เพราะ โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่และมันควรมีสิทธิ์ที่จะออกไปใช้ชีวิตยังโลกถายนอกนั่น ไม่ใช่แค่จากการเฝ้าดูมันผ่านทางหน้าต่าง หรือ ถูกจับใส่กรงและถูกจำกัดขอบเขตชีวิตในกรงแคบๆแห่งนี้ โดยเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้นำมาซึ่งการปลดแอกครั้งใหญ่ของเผ่าพันธุ์วานร



4.สัญญานแรกเมื่อผลพวงจากวิวัฒนาการระหว่างลิงกับมนุษย์สวนทางกัน

หนึ่งในส่วนที่ดีที่สุดในเรื่องคือการนำเสนอผลลัพธ์จากไวรัส 112 ระหว่าง Charles พ่อของ Will ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ กับ Caesar ควบ คู่กันได้อย่างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะฉากเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารระหว่างการทานข้าวของทั้งสาม ที่ตัวละคร Charles เริ่มแสดงอาการผลข้างเคียงของการที่ร่างกายต่อต้านไวรัสตัวนี้นั่นทำให้ อาการของเขากลับมาทรุดหนักลงกว่าเดิมกระทั่งลืมวิธีการจับช้อนให้ถูกด้าน ก่อนที่ Caesar จะสังเกตเห็นแล้วยื่นมือไปช่วยเขาในการจับช้อนให้ถูกต้อง


ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของ Will ทั้งสิ้น โดยที่เขาได้รู้สึกถึงอะไรบางอย่างกับเหตุการณ์ที่ปรากฏตรงหน้านี้เช่นเดียว กันกับผู้ชม ภาพมนุษย์ที่พัฒนาการเสื่อมถอยลงกับลิงที่มีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นจนผิดปกติ นี้เป็นภาพที่น่าหวั่นใจไม่น้อยที่หนังนำเสนอได้อย่างดี



5. ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนมีกฎ


เมื่อ Caesar ย้ายเข้ามาอยู่ในสถานดูแลลิงแห่งนี้ ปัญหาแรกที่มันเจอคือการไม่สามารถปรับตัวเข้ากับลิงตัวอื่นๆได้เลย คล้ายๆเหตุการณ์เด็กนักเรียนที่ย้ายโรงเรียนมากลางคันก่อนที่จะพูดเจ้าถิ่น กลั่นแกล้งต่างๆนาน ซึ่งกับ Caesar ก็เช่นกัน เพราะนอกจากมันจะดูผิดปกติจากลิงตัวอื่นๆด้วยการใส่เสื้อผ้าคล้ายคนแล้ว มันยังดูนิ่งและสงบกว่าลิงตัวใดๆในที่แห่งนี้อีกด้วย นั่นทำให้มันถูกลิงเจ้าถิ่นที่เป็นหัวหน้าฝูงของที่นี่อัดจนแทบยืนไม่ไหวใน ครั้งแรกที่เจอกัน


หลังจากเหตุการณ์นั้น Caesar เริ่มมีระบบการคิดที่เป็นแบบแผนมากขึ้น จนถึงการหลอกลิงเจ้าถึ่นตัวนี้ออกมาดวลกันตัวต่อตัวอีกครั้ง ต่อหน้าลิงตัวอื่นๆในฝูงเพื่อแสดงให้เห็นว่ามนแข็งแกร่งกว่าเจ้าถิ่นตัวนี้ มากแค่ไหน ซึ่งตรงนี้เป็นกฏที่ไม่ได้มีในเฉพาะสัตว์เท่านั้น แต่กับมนุษย์ก็เช่นกัน เพราะ ‘ผู้นำ’ เปรียบเสมือนตัวแทนความเคารพ หรือ แกนหลักที่เรามีให้กันในสังคมกลุ่มของตน โดยเหตุการณ์ใดที่เกี่ยวข้องกับผู้นำกลุ่มย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจลูก น้องในกลุ่มด้วยเช่นกัน ฉะนั้นการล้มผู้นำกลุ่มต่อหน้าลูกน้องกลุ่มรายอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากการซื้อหัวใจลูกฝูงนั่นเอง โดยหลังจากล้มผู้นำกลุ่มเพื่อยึดตำแหน่งจ่าฝูงที่ลูกน้องหวั่นเกรงแล้ว ขั้นต่อมาของ Caesar คือการล้มมนุษย์ต่อหน้าลูกฝูงของมัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ลิงทุกตัวสามารถสู้กับมนุษย์ได้อย่างเท่าเทียมกัน และมนุษย์ต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายกลัวลิง

(ยัง ไม่รวมไปถึงฉากการแจกขนมคุกกี้ให้กับลูกฝูงตัวอื่นๆ เพื่อเป็นการบอกเป็นนัยๆว่าอาหารที่ดีๆเหล่านี้ มนุษย์ผู้ดูแลที่นี่ไม่เคยนำมาให้พวกมันได้กิน แต่ Caesar สามารถให้ได้ นับเป็นการซื้อใจลูกฝูงอีกทางหนึ่ง)



นอกจากนี้เรื่อง ‘การให้อภัย’ ระหว่าง ลิงจ่าฝูง กับ Caesar ที่แม้จะมีเรื่องบาดหมางกันมา แต่สุดท้ายแล้ว Caesar เลือกที่จะมองข้ามไป เพราะวิวัฒนาการที่ไปไกลของสติปัญญาของมันทำให้มันรู้ว่าถ้ายังไม่มีการให้ อภัยซึ่งกันในกลุ่มแล้ว ความเป็นเลิศด้านปัญญาที่มีก็ไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากการเป็นเพียงแค่สัตว์ ทั่วๆไปได้ ซึ่ง Caesar มองอะไรที่ไกลกว่านั้นมาก นั่นคือการรวมพลเผ่าพันธุ์ลิงเพื่อสร้างโลกใหม่ของวานรขึ้นมานั่นเอง



6. “No !” คำเดียวที่เปลี่ยนโลกของมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง


“ไม่ !” คือคำสั้นๆเพียงคำเดียวจากฉากการเผชิญหน้ากันระหว่าง Caesar กับ Dodge หนุ่มวัยรุ่นจอมกดขี่แห่งสถานดูแลลิง ที่เป็นการนำอารมณ์ของหนังที่ถูกปูไว้ทีละเล็กละน้อยระเบิดออกมาได้อย่าง “ยอดเยี่ยม” และ “ทรงพลังจนน่าขนลุก” ชนิดสะกดผู้ชมให้หยุดหายใจในแทบจะทันที


คำว่า “ไม่ !” ในที่นี้ แม้จะเป็นเพียงคำสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยความหมายแฝงที่เยี่ยมมากๆ นั้นคือ การไม่ยอมถูกกดขี่, ไม่ยอมที่จะถูกจำกัดกรอบการใช้ชีวิต, ไม่ที่จะถูกมองเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทดลองยาแทนมนุษย์, ไม่ที่จะอยู่อย่างขาดอิสรภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ ต่อจากนี้ไปเผ่าพันธุ์ลิงจะ “ไม่” ยอมเป็นเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว !!! และนี่คือฉากที่นำเสนอได้ทรงพลังที่สุดที่หนังสักเรื่องพึงจะทำได้อย่างแท้จริง



7. สิ่งที่เห็นว่าใช่ อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด

ตัวละครเอกฝ่ายลิงอย่าง Caesar ที่ปรากฏในเรื่อง แท้จริงแล้วเกิดจากความพิถีพิถันจากทีมงานเทคนิกพิเศษชั้นเยี่ยมในการเนรมิตนักแสดง Andy Serkis ให้ กลายมมาเป็น CG ลิงที่สมจริงที่สุดบนจอภาพยนตร์ นอกจากนี้ในส่วนของงานโปรดักชั่นต่างๆ ตลอดจนฉากการปีนไต่ตามป่าสนต้นไม้ของบรรดาลิงในเรื่องก็ล้วนถูกนำเสนอได้ อย่างน่าตื่นตาตื่นใจโดยเฉพาะฉากฝูงวานรถล่มเมืองท้ายเรื่องที่เยี่ยมไม่แพ้ ส่วนของเนื้อหาเลยทีเดียว



8.ภายในภารกิจหลัก มีภารกิจย่อยเสริมอยู่


“Rise of the Planet of the Apes” เป็นภาคต้นของภาพยนตร์ชุด “Planet of the Apes” โดยเป็นการเล่าไปถึงจุดกำเนิดก่อนที่วานรจะครองโลกและฝ่ายมุนษย์ที่ไม่ได้ ล้มตายเพราะไวรัสก็ตกเป็นทาสคอยรับใช้ ซึ่งหนังก็มีการสอดแทรก “จุดเชื่อมโยง” เล็กๆ น้อยๆเหล่านี้ไว้ได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอข่าวการส่งกระสวยอวกาศพร้อมนักบินไปนอกโลก จนถึงฉากพาดหัวข่าวบนหนังสือพิมพ์ว่ากระสวยลำนั้นหลงทางในอวกาศ ซึ่งกระสวยลำนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญใน “Planet of the Apes” นั่นเอง



9.ยกระดับเผ่าพันธุ์ด้วยสติปัญญา


ประเด็น “ไม่ฆ่า” แต่ “จองจำ” ในฉากที่ฝูงของ Caesar พยายามแหกสถานดูแลลิงออกมา โดยสั่งห้ามบรรดาลิงทำร้ายหรือฆ่ามนุษย์แต่อย่างใด เนื่องจาก Caesar รู้ดีว่าบทลงโทษที่ดีไม่มีอะไรเยี่ยมไปกว่าการถูกของจำ เพราะการไร้ซึ่งอิสรภาพในชีวิตย่อมเป็นสิ่งที่ทรมานที่สุดด้านจิตใจ



9.5 ปัญญากับสัญชาตญาณที่ไม่สมดุล


หนึ่งในฉากของเรื่องเมื่อ Caesar เห็น Charles ที่ โรคอัลไซเมอร์กำเริบหนักจนออกไปมีเรื่องกับเพื่อนบ้าน ซึ่งหลังจากสับสนอยู่ชั่วครู่ มันเลือกที่จะวิ่งออกไปนอกตัวบ้านก่อนจะกระโจนเข้าทำร้ายเพื่อนบ้านรายนั้น อย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่ Charles จะเรียกชื่อมันออกมา สติของ Caesar จึงกลับมาอีกครั้ง พร้อมด้วยสายตาชาวบ้านระแวกนั้นที่มุงดูเหตุการณ์ด้วยความหวาดกลัว ซึ่งในฉากนี้ผู้ชมจะรู้สึกได้ว่าตัวละคร Caesar เริ่มรู้สึกถึงความสับสนในตัวเองเพราะเป็นครั้งแรกที่หนังแสดงให้เห็น สัญชาตญาณความดุร้ายตามธรรมชาติของมันออกมา แต่ด้วยความนึกคิดที่มากกว่าปกติทำให้มันเริ่มสงสัยในตัวเอง โดยเป็นการนำเสนอความผิดปกติของสัญชาตญาณกับสติปัญญาทอันสวนทางกันที่ชวนคิด พอสมควร



10. ปิดฉากปฐมบทวานรครองโลก!


โดยรวมแล้ว “Rise of the Planet of the Apes” ใช้ เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการนำเสนอได้อย่างคุ้มค่าในทุกๆนาที และสร้างอารมณ์ร่วมแก่ผู้ชมไปพร้อมๆกับความหวั่นเกรงจากอันตรายที่อาจจะเกิด ขึ้นได้จริงๆ ถ้ามนุษย์ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงแต่ไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจ ตลอดจนอยากเปลี่ยนแปลงธรรมชาติที่ไม่ควรเปลี่ยนผ่านทางการตัวละคร ‘ลิง’ ใน เรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อฉากสุดท้ายของเรื่องดำเนินมาถึง ภาพ Caesar ที่นำฝูงลิงขนาดใหญ่ถล่มเมืองฝ่ามายังป่าสนชานเมืองบนยอดต้นไม้นั้น แม้ Caesar จะบอกว่าป่าคือ ‘บ้าน’ ของพวกเขา และภาพเมืองตรงหน้าจากมุมสูงนี้ก็เปรียบเหมือน ‘บ้าน’ ของ Will หรืออีกนัยว่าเมืองคือบ้านของมนุษย์ ส่วนป่าเป็นบ้านของลิงนั่นเอง


ซึ่งทั้งป่าและเมืองก็เปรียบดั่งบ้าน 2 หลังที่อยู่ติดกัน ที่เพิ่งจะผ่านเรื่องบาดหมางกันมา ที่ดูจากภายนอกแล้วเราไม่สามารถรู้ได้แน่ว่าภายในบ้านกำลังคิดหรือจะทำอะไร ต่อไป โดยได้แต่ต่างฝ่ายต่างระแวงว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นจุดชนวนเรื่องขึ้นมาอีก ครั้งเท่านั้นเอง







 

Create Date : 09 สิงหาคม 2554
3 comments
Last Update : 9 สิงหาคม 2554 11:12:35 น.
Counter : 1192 Pageviews.

 

ต้องอ่านแบบคร่าวๆ
กลัวรู้หมด อิๆ
ขอบคุณครับสำหรับรีวิว

 

โดย: BIGLATTE 9 สิงหาคม 2554 15:12:11 น.  

 


คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


สุขสดชื่น แจ่มใส ในวันทำงานกลางสัปดาห์จ้า
แวะมาให้คะแนนสำหรับรีวิวดีดีฉบับนี้

 

โดย: หอมกร 10 สิงหาคม 2554 9:11:19 น.  

 

อ่านแล้ว รู้สึกว่า
หนังที่ย้อนไปหาจุดเริ่มต้นหลายๆเรื่อง

ทำได้ดี กว่าภาคปัจจุบันสักอีก

 

โดย: Mr.Chanpanakrit 11 สิงหาคม 2554 6:26:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**