พฤษภาคม 2553

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
Kiyomizu-dera วัดน้ำใส : Kyoto
จำได้ว่ามีศิลปิน Impressionist คนนึงที่ชอบเขียนภาพ สถานที่เดิมๆ แต่เขียนออกมาหลายภาพโดยแสดงถึงสถานที่นั้นในช่วงเวลาที่ต่างกันของวัน

แต่ละภาพก็จะมีเสน่ห์ต่างกัน

ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็น Monet

สถานที่ต่างๆที่เราไปก็เช่นกัน เมื่อมองผ่านแสงที่ต่างกัน ก็ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน

นอกจากที่ Nijou แล้ว สถานที่ light up ยามซากุระบานที่เกียวโตที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งคือ Kiyomizu-dera หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดน้ำใส

ซึ่งคิดว่าคงไม่ต้องอธิบายมาก เพราะมีคนเขียนเรื่องวัดนี้ไว้เยอะมากแล้ว
(ลอง search ดูได้)

วัดนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำ Kamo (คาโมะ) เดินทางถนนสาย Gojou ไปเรื่อยๆ ก็จะถึงทางเข้าวัด
ซึ่งอันที่จริงแล้วเข้ามาได้จากหลายทาง
แถบที่ตัววัดตั้งอยู่นั้น รอบข้างเรียกว่า Ninen-zaka และ sannen-zaka หรือแปลได้ว่า เนินสองปี และเนินสามปี ตามลำดับ
โดยเชื่อกันว่า หากล้มบนถนนสายนี้ ก็จะดวงตกไปสองและสามปีตามลำดับ ต้องซื้อของ amulet แก้เคล็ดไปตามเรื่อง .. ซึ่งเข้าใจว่า คนคิดชื่อนี้ก็คงจะเป็นพ่อค้านั่นแล

เนินที่นำไปสู่ตัววัดนี้ มีชื่อเสียงในเรื่องขายเครื่องดินเผา
(แต่ในปัจจุบันนี้ เห็นขายของที่ระลึกกันเป็นหลักเสียแล้ว)

ตัววัดเองตั้งอยู่ในทำเลที่สูง ดังนั้นเราก็็ต้องพยายามเดินกันสักนิดเพื่อให้ขึ้นไปถึงทางเข้าวัด





มีร้านขายของทุกอย่างที่พอจะนึกออก



ขนมขึ้นชื่อของเกียวโต Yatsu-hashi
มีสองแบบ แบบเปียก อย่างในรูป กับแบบแห้ง ที่เป็นเหมือนริ้วหลังคาลูกฟูกสีน้ำตาลๆ
แบบเปียกดูจะเป็นที่นิยมมากกว่า ด้านนอกเป็นแป้ง ส่วนด้านในเป็นไส้ มีหลากหลายรส ทั้งสตรอเบอรี่ ถั่วแดง ถั่วดำ แม้กระทั่งรสซากุระ นิยมซื้อเป็นของฝาก



ของที่ระลก อย่างพัด ก็ขาย (แต่หากต้องการซื้อเพื่ออารมณ์สุนทรีย์จริงๆแล้วละก้อ ขอแนะนำให้ไปซื้อร้านขายพัดที่แถบ Gion จะดีกว่า ราคาแพงกว่ามาก แต่คุณภาพชั้นเลิศ)



หรืออย่าง soft cream หลากรส



รถลากแรงคน ที่รอนักท่องเที่ยวมา(ติดกับ 55)



ที่น่าทึ่งอีกอย่างคือ ทักษะการจอดรถของคนญี่ปุ่น
ท่านพ่อถึงกับต้องก้มหัวให้



เอาหละ มาถึงสักที

ขอเรียงรูปตามเวลา จากกลางวัน ไปกลางคืนนะคะ
แต่สถานที่อาจจะสลับไปมาสักหน่อย เพราะไปคนละโอกาสกัน

ทางเข้า



วัดตั้งอยู่บนเนิน ดังนั้น ตัวอาคารต่างๆก็จะสร้างไล่ความสูงกันไป
ค่อยๆไตขึ้นไป
เจอเจดีย์สามชั้น



แล้วก็ค่อยเป็นตัวอาคารไม้ที่ตั้งอยู่ริมผา แบบนี้..



มองจากมุมไกลหน่อย ก็นจะเป็นภาพที่น่าจะคุ้นตากัน แบบนี้..



ในอาคาร มีของให้ได้เล่นกัน แบบนี้ .. ตัวอย่างของสมัยโบราณ น่าจะเป็นเหมือนไม้เท้าอะไรสักอย่างของสงฆ์ เหมือนที่เราเห็นพระถังซำจั๋งใช้ละมั้ง ..
หนักกว่าที่คิดมาก
มีคนลองทดสอบมากมาย



ลงมาจากตัวอาคารหลัก ก็จะเจอ ที่มาของชื่อวัด ..
น้ำใสไหลรินลงมา ที่เชื่อว่าเป็็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีสามสาย แต่ละสายก็ให้คุณต่างกัน (แต่จำไม่ได้แล้วว่าสายไหน ให้คุณยังไง)
มีคนต่อคิวเพื่อรับน้ำนี้มาดื่มเป็นสิริมงคลมากมาย
บริการถ้วยน้ำของที่นี่ ก็มีแบบที่ให้ซื้อไปเลย เป็นถ้วยพลาสติก หรือว่าไม่ซื้อก็ใช้ถ้วยที่เขามีให้ ซึ่งมีการทำความสะอาดด้วยการฆ่าเชื้อด้วยแสง ultraviolet
เป็นอุปกรณ์ไฮเทคในวัดโบราณแบบนี้ .. คนไทยอย่างเราก็ ทึ่ง ไปเลย



นอกจากนี้ ใน Kiyomizu นี้ มีศาลเจ้าเล็กๆ อีกแห่ง คือศาลเจ้าแห่งความรัก
อยู่บริเวณใกล้ทางเข้า ทางด้านซ้ายมือ



จะเห็นกระต่ายทองเหลืองแบบนี้ เป็นสัญลักษณ์



ด้านบน มีตัวอาคารเล็กๆ ขายของจุกจิก ที่ระลึก และเครื่องรางทั้งหลาย ซึ่ง ส่วนใหญ่ก็เน้นเรื่องความรักกันแบบเห็นๆ



ที่นี่มีหินสองก้อน ที่เรียกกันว่า หินแห่งความรัก
เชื่อกันว่า หากเดินหลับตา จากหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมหวังในความรัก





บางที เราก็แยกแยะ วัด (พุทธ) กับ ศาลเจ้า (ชินโต) ออกจากกันได้ยาก

ดูจากคำลงท้าย
-ji, -dera จะเป็นวัด
ส่วน -jinja, -jingu, -miya จะเป็นศาลเจ้าของชินโต
ส่วน -taisha จะใช้กับศาลเจ้าที่ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย อย่าง Fushimi-inari taisha หรือ Izumo-taisha

หรือจากการจัดสถานที่
เช่นมี Torii สีแดงๆ แบบที่เห็นที่ Fushimi Inari นับพันๆอัน

Kiyomizu เป็นวัด ส่วนที่เคียงข้างกันนั้น เป็นศาลเจ้าแห่งความรัก

ศาสนาพุทธ เข้ามายังญี่ปุ่นตามหลังชินโตก็จริง
แต่ไม่ได้แทนที่
กลับแทรกซึมเข้าไป และคงอยู่ร่วมกัน สนับสนุนกัน
สร้างศิลปะวัฒนธรรมมากมายตกทอดมาให้คนรุ่นหลัง
บางอย่าง พุทธก็เอาของชินโตเข้ามาร่วมด้วย
(เช่น Guardian angels เทพแห่งสายฟ้า และเทพแห่งลม ตามความเชื่อของชินโต ที่เอามาไว้ในที่เดียวกันกับ Canon นับพันองค์ที่ Sanjuu-sangendou hall)
.........................

งาน light up จะมีเพียงไม่กี่วัน
ไม่มีตั๋วล่วงหน้า แต่ต้องมาต่อแถวซื้อกันก่อนเข้า
วัดจะปิดชั่วคราว ระหว่างการเปิดกลางวันและกลางคืน .. ช่วงประมาณ 5 โมงเย็น เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง ก่อนให้เข้าชมรอบเย็น
ไม่สามารถซื้อตั๋วกลางวันแล้วแกร่วรอกลางคืนมาเยือนอยู่ในวัดได้

คนเยอะมาก
มากกว่าตอนกลางวัน ดังนั้น จงเตรียมตัวมาให้ดี





สระน้ำยามเย็น



ล้างมือก่อนเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์



มีเจ้าหน้าที่ (หล่อๆ) เฝ้าจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ^^



ระหว่างรอความมืดมาเยือน





พระอาทิตย์ค่อยๆลับไป





ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี



เจดีย์สามชั้นที่เราผ่านมา ภายใต้แสงสลัวยามเย็น



ช่วงฟ้าเปลี่ยนสี เป็นช่วงที่ทุกคนรอคอยจะได้ภาพ
ดังนั้น ตำแหน่งที่เห็นภาพของวัดได้ดีที่สุด จะถูกจับจองอย่างรวดเร็ว
tripod เอย กล้องยักษ์เอย จะมีให้เห็นเยอะจนตาลาย รวมไปทั้งฝูงชน
ที่ต้องเีบียดเสียดกันไปมาเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด

แต่มารยาทอย่างหนึ่งคือ เมื่อได้ภาพจนพอใจแล้ว ก็ต้องเลื่อนตัวออกไปให้คนอื่นได้ถ่ายภาพบ้าง

ดังนั้น เราจึงได้ภาพนี้มา ด้วยความเอื้อเฟื้อของคนที่อยู่ด้านหน้า





มองออกไปยังเมืองเกียวโตที่อยู่เบื้องหน้า



เจดีย์สามชั้น มองจากสวนด้านล่าง



เป็นอีกหนึ่งสถานที่แนะนำ ยามซะกุระบาน .. เพราะเมื่อได้เห็นด้วยตัวเองแล้ว สวยจับใจจริงๆ




Create Date : 22 พฤษภาคม 2553
Last Update : 28 พฤษภาคม 2553 11:39:30 น.
Counter : 1457 Pageviews.

1 comments
  
เข้ามาดู blog นี้ทีไร
ไม่เคยผิดหวังเลยค่ะ
ข้อมูลดี รูปก็สวยนะคะ
โดย: Somyachi วันที่: 14 มิถุนายน 2553 เวลา:17:17:56 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

blueschizont
Location :
ประจวบคีรีขันธ์  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



รักญี่ปุ่น