สิงหาคม 2554

 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ที่ประทับหลวง Shugakuin Rikyu : Kyoto, Japan
ในที่สุดก็ได้เวลา
พระราชวังในเกียวโตแห่งสุดท้ายที่ไปเยือน คือ ที่ประทับหลวง Shugakuin
อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ใช้ระยะเวลาเดินทางต่อจาก Kyoto Imperial Palace โดยรถบัส ไปต่อสาย 5 ที่ Ginkakuji แล้วเดินต่อไปอีกสิบห้านาที ก็ถึง รวมระยะเวลาเดินทางประมาณ 1 ชัวโมง ถ้านั่งสาย 5 ไปเลยโดยไม่ต้องไปรอต่อรถ น่าจะเร็วกว่านี้ได้อีก
(เราเอง และคนแถวนี้มักจะบอกว่า Kyoto มี สาม palace แต่ที่จริงแล้ว สองในสามที่ว่านั้น เป็นที่ประทับ ไม่ใช่พระราชวังที่แท้จริง ซึ่งในภาษาญี่ปุ่น เขาจะใช้คำว่า Rikyu ที่แปลว่า imperial villa แต่ในภาษาอังกฤษ บางทีก็แปลว่า detached palace ดังนั้น ก็เลยมีคนเีรียกว่า palace ไปด้วย)

ตามธรรมดาแล้ว พระราชวัง/ที่ประทับหลวงทั้งหลาย ค่าเข้าชม ไม่ต้องเสีย แต่ต้องจองก่อนล่วงหน้า ซึ่งความโชคดีอย่างหนึ่งของชาวไกจิน (ช่าวต่างชาติ) ทั้งหลาย คือ ไปจองแล้วมักได้เข้าชมเลยในวันนั้น หรือในวันรุ่งขึ้น ส่วนชาวญี่ปุ่นเอง ต้องจองล่วงหน้ากัน สามเดือนหกเดือนเลยทีเดียว

แต่หากใครเป็นชาวต่างชาติ เขาก็อนุญาตให้พาเพื่อนชาวญี่ปุ่นไปด้วยได้ 1 คน ประมาณว่าเพื่อเป็็นล่ามให้นั่นเอง

การเข้าชมพระราชวัง/ที่ประทับหลวง นอกจากต้องจองล่วงหน้าแล้ว ยังต้องเข้าชมเป็นรอบๆ ตามเวลาที่เขาจัดไว้ พร้อมกับ guide ของทางพระราชวังด้วย

ไอ้ตอนรอที่ Imperial palace นี่ไม่เท่าไหร่ เพราะแดดร้อน ก็ยังมีสวน มีต้นไม้ให้นั่งพักได้ แต่ที่ Shugakuin นี่ ไม่เลย
เดินตากแดดเปรี้ยงๆเข้าไปเพื่อจะพบว่า ... ประตูจะเปิด ก่อนเวลานัดหมาย 20 นาทีเท่านั้น..



และในบัตรอนุญาต ก็บอกว่าให้ไปก่อนเวลา อย่างน้อย 10 นาที ..
เอิ่ม จะเป๊ะไปมั้ยคะ สรุปว่าให้ตรูมาแบบ -ตรง- เวลาที่ 10-20 นาทีก่อนเวลานัดสินะ

ระหว่างนั้น ด้วยแดดเปรี้ยงซะขนาดนี้



อิชั้นก็ออกไปเดินเล่น หลบแดดตามใต้ต้นไม้ข้างทางดีกว่า

เดินไปทางตะวันออกของรั้วพระราชวัง ประมาณห้าสิบเมตร ก็เจอสวนผัก และไร่นา
ที่ปักป้ายไว้อย่างโหด (ปกติที่ญี่ปุ่นไม่ค่อยมีป้าย -ห้าม- ชัดเจนแบบนี้เท่าไหร่) ว่าห้ามเข้า. ที่ว่าโหด ก็เพราะว่ามีภาษาอังกฤษด้วยซึ่งทั่วไปมักไม่ค่อยมี

เออ ไม่เป็นไร ไม่เข้า แต่ขอถ่ายรูปหน่อยแล้วกัน เพราะเห็นเป็นไร่นาที่กว้างใหญ่ สวยงามดี แชะ.



แล้วก็กลับมารอที่หน้าพระราชวัง
ที่ 20 นาทีก่อนเวลานัดหมาย บ่ายโมงครึ่งของเรา ก็ได้เดินเข้าอย่างสง่างาม

ยื่นใบอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ แล้วก็ได้เจ้านี่มาครอบครอง
audio guide ภาษาปะกิต



ข้อมูลพื้นฐานแบบ เคาะออกมาจากหนังสือเลย คือ
- สร้างในสมัย Edo เริ่มเมื่อปี 1655 แล้วเสร็จในปี 1659 (ซึ่งเร็วมาก เมื่อคิดว่าเป็น large scale garden ขนาดนี้) หลังจาก Katsura Rikyu ประมาณ 30 ปี
- ให้ถ่ายรูปได้
- ก่อนเข้าชมต้องไปขออนุญาตก่อนที่ Kyoto Office of the Imperial Household Agency ต้องใช้ passport ด้วย
- เปิดให้เข้าชมในวันราชการ
- ในเดือน เม.ย. - พ.ค. และ ต.ค.-พ.ย. เปิดให้เข้าชมในวันเสาร์ด้วย
- ส่วนเดือนอื่นๆ เปิดวันสุดสัปดาห์เฉพาะวันเสาร์ที่สามของเดือนเท่านั้น
- ปิดในวันหยุดราชการทั้งหลายทั้งปวง และปลายปีในวันที่ 28 ธ.ค. - 4 ม.ค.
- จุดเด่น คือ Panoramic view ในแบบ borrowed scene (shakkei) เมื่อมองจาก upper garden ที่สำคัญคือ shakkei นี้มันมีหลายชั้นซะด้วย อิชั้นขอเรียกแบบไม่เป็นทางการว่า สวยขโมยซีน เพราะมันไม่ใช่แค่ยืมแล้ว มันใช้แบบถาวรเลย
และ -karikomi- (immense clipped hedge) หรือรั้วพุ่มไม้ขนาดอลังการ ที่อยู่เหนือจาก upper pond ขึ้นไป

พระราชวังแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจขององค์อดีตจักรพรรดิ Gomizuno (1596-1680, ครองราชย์ตั้งแต่อายุ 15 และเป็นจักรพรรดิอยู่ 18 ปีก่อน abdication ในปี 1929 ) โดยที่พระองค์ไม่เคยให้คำจำกัดความของที่แห่งนี้ว่าเป็น official residence เลย (สร้างซะขนาิดนี้เนี่ยนะ!)
งบประมาณได้รับการสนับสนุนจากตระกูล Tokugawa
ตัวพระราชวัง เดิมเป็นตำแหน่งของวัด Shugakuin ที่สร้างตั้งแต่ตอนปลายของศตวรรษที่ 10 แต่ต่อมาโดนทำลายไป เหลือเป็นหมู่บ้าน Shugakuin mura (mura = หมู่บ้าน) พอมาสร้างวังซะ ก็เลยเอาชื่อนี้มาใช้ อยู่ในป่าทึบทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกียวโต
ที่พำนักที่เป็นตัวอาคาร ค่อนข้างไม่แข็งแรงนัก ดังนั้น จึงใช้เป็นที่พำนักแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆในแต่ละครั้งเท่านั้น จุดประสงค์ในการสร้างอาคารที่บอบบาง ชำรุดได้ง่าย (ดังนั้น จึงต้องการ maintenance สูงมาก เพื่อให้คงสภาพมาได้จนปัจจุบัน) ก็เพื่อให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติในบริเวณนั้นนั่นเอง

องค์อดีตจักรพรรดิ มาเยือนสถานที่แห่งนี้หลายครั้งในแต่ละปี รวมแล้วมีหลักฐานว่าพระองค์มาเยือนที่แห่งนี้ มากกว่าเจ็ดสิบครั้งตลอดช่วงชีวิต และแต่ละครั้งที่มาเยือน ก็ต้องมีขบวนขนย้ายสิ่งของและจิปาถะต่างๆมา ทำให้ต้องเสียงบประมาณไปจำนวนมาก จึงก่อให้เกิดกระแสต่อต้านพอสมควร เพราะในขณะนั้น ที่จริงแล้ว พระองค์ไม่ได้เป็นจักรพรรดิอีกต่อไปเพราะได้ลงจากบรรลังค์แล้ว

องค์ Gomizuno เป็นผู้ที่มีอารมย์สุนทรี และหลงไหลศิลปะ เป็นอย่างมาก
หลังจากลงจากบรรลังค์แล้ว ตระกูล Tokugawa เองได้สนับสนุนให้พระองค์หาสถานที่สร้าง villa และหลังจากกระบวนการเลือกสถานที่อย่างพิถีพิถัน ก็มาลงตัวที่ป่าด้านนี้ของเมือง บริเวณเชิงเขา Higashiyama (Higashi = east, yama = mountain)

การก่อสร้างเริ่มในทศวรรษ 1950 และกล่าวกันว่า พระองค์เป็นผู้ออกแบบสวนด้วยตนเอง ตามอย่าง style ของ Kobori Enshu (ผู้ออกแบบสวนที่ Katsura Rikyu ซึ่งในขณะที่ก่อสร้าง Shugakuin นี้ Enshuได้เสียชีวิตไปแล้ว) โดย Enshu เอง เคยเป็นที่ปรึกษาในการก่อสร้างสวนที่ Kyoto gosho มาก่อนด้วย

ตัว Shugakuin เอง ประกอบไปด้วยอาคารสามส่วนที่แยกห่างออกจากกันโดยสวน และต่างกันที่ระดับความสูงจากน้ำทะเล ตัวทางเดินเชื่อมต่อกัน เดิมเป็นเพียงทางเดินเท้าเล็กๆ ต่อมาในปี 1890 ได้ต่อเติมเป็นทางเดินกรวดที่ปลูกต้นสนไว้ตลอดสองข้างทาง

พื้นที่ทั้งหมด กว่า 133 เอเคอร์
ตัว lower และ upper villa ความสูงต่างกันที่ 40 เมตร และมีทางน้ำไหลผ่านให้ได้ยินเสียงตลอด

มาดูพิมพ์เขียวกันก่อน
ไม่งั้นจะงงว่าอะไรเป็นอะไร



ในช่วงแรก อาคารมีแค่ upper และ lower villa ต่อมาอีกกว่าสิบปี จึงได้มีการสร้าง middle villa ขึ้นเพื่อเป็นที่พำนักของเจ้าหญิง Akenomiya

The Lower Villa
หลังจากผ่านเข้าไปหลายประตูแล้ว เราก็จะเข้าไปพบกับ Miyuki-Mon (Imperial Gate) เป็นประตูไม้ ที่แกะสลักเป็นลวดลาย flower-shaped rhomboid pattern, ภายในสวนของ ส่วน lower villa นี้ออกแบบมาให้ความรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้สูง ในสวนประดับไปด้วยโคมหินหลากแบบ แต่ละอันก็มีชื่อพิเศษ เช่น Sodegata (Sode = แขนเสื้อ kimono, ชื่อนี้แปลว่า Sleeve-shape หรือเรียกอีกชื่อได้ว่า Wanikuchi = crocodile-mouth), Chosen (Korean) lantern
ในบริเวณสวน มีธารน้ำที่ไหลมาจากภูเขา Hiei ด้วย
อาคารที่อยู่บริเวณ ส่วน Lower villa นี้มีชื่อว่า Jugetsukan เป็นที่พักชั้นแรกก่อนที่องค์อดีตจักรพรรดิจะเดินทางต่อไปยัง Upper villa ตัวอาคารแบ่งออกเป็นสามห้องย่อย



ในบริเวณ Ichinoma (Ichi = 1) ซึ่งกว้าง 15 เสื่อนั้น มีบริเวณที่กว้างสามเสื่อ ถูกยกระดับขึ้นให้สูงกว่าส่วนอื่น เพื่อให้เป็นที่นั่งของพระองค์ มี Tokonoma สองตำแหน่ง และชั้นประดับที่สวยงาม

Ichinoma


Fusuma ภายใน Ichinoma ภาพเก่ามากแล้ว ถ้าเป็นบ้านเมืองอื่น เขาคงเอาของจริงใส่พิพิธภัณฑ์ไปแล้ว แต่ที่นี่ยังเปิดให้ชม ของจริง ไม่มีตัวแสดงแทน. เก๋ซะ


สังเกตโครงสร้างของประตู และที่กั้นห้องแบบญี่ปุ่น จะสามารถถอดออกมาได้หมด และที่จริงแล้ว ตรงประตูมีหลายชั้นให้ใส่ได้ทั้ง โชจิ และประตูทึบ

อันนี้ของเก่าจริง สวยมาก


บริเวณ Ninoma (ni = 2) มี Japanese cedarwood sliding door
Sannoma (san= 3) ก็เป็นที่พักของข้าราชบริพาร

ออกจาก the Lower Villla แล้ว เดินไปทางด้านใต้อีกประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงส่วน the Middle Villa

ทางเดินแดดแผดเผาประจำวันนี้


มองไปอีกทาง ก็เห็นเจ้าไร่นา และทางเดิน....
ทางเดินที่ว่า มันคือไอ้ทางห้ามเข้าที่เราเจอตอนไปเดินเล่นระหว่างรอนี่นา!
ส่วนนั้นไม่มีรั้วก้น ต่อออกสู่ภายนอกเลย
... งั้นที่จริงแล้ว พระราชวังนี้ก็แอบเข้ามาได้สินะ .. เหอ เหอ ตกลงมันควบคุมกันแน่นหนาจริงป่าววะเนี่ย..


ไร่นาและสวนเหล่านี้ ในปี 1964 ทางสำนักพระราชวัง ได้จัดซื้อไว้เพื่อรักษาให้คงสภาพเดิม preserve scenic beauty ของ villa ไว้ โดยจ้างให้ชาวนา ชาวไร่ เดิมทำงานกันต่อไป รวมพื้นที่นาและสวนเหล่านี้กว่า 19 เอเคอร์

แล้วก็มาเจอประตูทางเข้า ตรงตัวประตูจริงๆ เขาปิดไว้ นักท่องเที่ยวชาวเราก็เข้าทางนี้ ประตูที่ซ่อนไว้เนียนมาก ตรงรั้วไม้ไผ่ ประมาณว่า ถ้าไม่มีตรงหูจับประตูนี้ หากันไม่เจอเลยทีเดียว


ส่วน the Middle Villa ประกอบไปด้วยอาคารสองแห่งคือ Rakushiken และ Kyakuden (ย้ายมาจาก วัด Rinkyuji)
Rakushiken นั้นเป็นอาคารที่สร้างพร้อมๆกับตัวสวนและบึง เป็นที่พำนักของเจ้าหญิง Akenomiya (พระธิดาองค์ที่ 8 ขององค์ Gomizuno) เชื่อว่าสร้างราวปี 1668 ตัวอาคารภายนอกเรียบง่าย แต่ภายในดู สง่างาม
Kyakuden นั้น เป็นอาคารที่ถูกต่อเติมมาทีหลัง ตัวอาคารเป็นของเดิมที่ถูกย้ายมาจาก Nyoin Palace (ตั้งอยู่ใกล้กับ Kyoto Imperial Palace) มีห้องสองห้อง ในห้องแรก Ichinoma มีชั้นประดับห้าชั้น มีชื่อว่า Kasumidana (dana = ชั้นวางของ) ความงดงามของชั้นนี้ถือเป็นหนึ่งในสามของชั้นประดับที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น (อีกสอง คือ Katsuradana ที่พระราชวัง Katsura และ Daigodana ที่วัด Sampoin ใน Kyoto) นอกจากตัวชั้นเองแล้ว ส่วนประดับประดารอบๆก็มีความละเอียดอ่อน และงดงามเหมาะสมกับเป็นที่พำนักของเจ้าหญิง

ภายในอาคาร Kyakyden


ชั้นประดับ (ที่อิชั้นถ่ายรุปมาไม่ชัด T_T)


บริเวณประตูไม้ มีลวดลายของ hoko (floats) ที่ใช้ในงาน Gion และอีกประตูหนึ่งเป็นภาพปลาคาร์ปในแห





อันนี้พื้นไม้ เก่าจริง สวยจริง


ด้านหลังตัวอาคาร มีระเบียงเตี้ยๆ มีเอกลักษณ์ที่รั้วระเบียง เป็นชิ้นไม้ที่ต่อกันเป็นรูปเหมือนแห แบบนี้


(หลังจากที่เจ้าหญิงบวชในปี 1680 ได้มีการสร้างวัด Rinkyu-ji ขึ้นในบริเวณใกล้เคียง)
ตัวสวนนั้น ส่วนที่เป็นบึง ได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพเดิมมาโดยตลอด แต่บางส่วนของสวนด้านตะวันตก ได้ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกต้น pine tree ที่ถูกตัดแต่งให้ตัวพุ่มกระจายออกในแนวระนาบ มีชื่อว่า Kasamatsu (umbrella pine)


นอกจากนี้ในสวนของตำหนักส่วนนี้ยังมีโคมหินที่มีสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์อยู่ด้วย (สร้างในสมัยที่มีการเผยแผ่ศาสนาคริสต์เข้ามา)

The Upper Villa
จากทางเดินกรวด มองขึ้นมาที่ the Upper Villa จะพบว่า ด้านซ้ายมือ เป็นรั้วต้นไม้ขนาดยักษ์ ที่เรียกว่า Okarikomi รั้วต้นไม้ขนาดอลังการ ประกอบไปด้วยต้นไม้และไม้พุ่มปลูกรวมๆกัน สูงกว่า 15 เมตร และยาวกว่า 200 เมตร บังส่วนที่เป็นเขื่อนกั้นน้ำ และบึงไว้ทั้งหมด

เข้ามาทาง Imperial gate เดินเพลินๆขึ้นมาเรื่อย ก็จะเป็นทางเดินที่สองข้างทางเป็นไม้พุ่มหนาเหนือระดับสายตา เทียบความสูงกับคุณ guide ได้ ซึ่งจะบังแสง ทำให้เหมือนเป็นการเดินจากที่มืด มายังที่สว่าง



นี่เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่เป็นเทคนิคการจัดสวนญี่ปุ่น คือการคลี่คลาย -ภาพ- ที่มองเห็น ให้เหมือนการเปลี่ยนรูปภาพ ไม่ใช่การมองไล่ไปเรื่อยๆตามทางที่เราเดินเป็นสามมิติ แต่เป็นเหมือนการเปิดภาพใหม่ เทคนิคนี้ก็ถูกนำมาใช้ที่นี่เช่นกัน พุ่มไม้ที่ทำมาสร้างรั้ว เป็น evergreen tree/shrub ทั้งสิ้นที่ถูกตัดแต่งอย่างดี และทึบ จนเราจะสองไม่เห็นวิวสองข้างทาง จนขึ้นมาได้สูงที่ระดับหนึ่ง มองลงไปด้านล่างก็จะเห็นภาพนี้



บึงที่เห็นคือ Yokuryuchi (Bathing dragon pond) โดยมีภาพด้านหลังเป็น borrowed scene scale ขนาดใหญ่สุด เพราะมันคือ เส้นขอบฟ้าและทิวเขาทั้งแนว

อาคารที่สูงที่สุด เมื่อเราเดินผ่านรั้วพุ่มไม้ขึ้นไปแล้วคือ Rinuntei (a pavillion near the cloud) อยู่เยื้องไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จากตำแหน่งนี้สามารถมองเห็น บึงน้ำ และอาคาร Kyusuitei (faraway pavillion) รวมทั้งส่วน Borrowed scene คือเทืือกเขาทางด้านเหนือของเกียวโต และเทือกเขาทางด้านตะวันตกก็มองเห็นได้ลิบๆ ตัวเมืองเกียวโตจะอยู่ทางด้านซ้ายของวิวเมืื่อมองออกจาก Rinuntei



ตัวอาคาร Rinuntei ห้องแรก ichinoma ขนาดหกเสื่อ ห้อง ninoma ขนาดสามเสื่อ ไม่มีทั้ง tokonoma (alcove) หรือชั้นประดับ แสดงให้เห็นว่าจุดประสงค์ของผู้สร้างจริงๆ คือ การทำให้เรียบง่าย เข้ากับธรรมชาติที่สุด



ทางด้านเหนือของ Rinuntei เป็นห้องพื้นไม้ มีชื่อว่า Senshidai ซึ่งสามารถมองไปเห็นลำธารได้ หากเปิดประตูของห้องทั้งสาม จะมีเสียงลมพัดผ่าน พร้อมทั้งได้ยินเสียงของน้ำตก otaki ที่อยู่หลังพุ่มไม้ด้วย บริเวณใต้หลังคาที่นั่งรับลมได้ ตรงพื้นซีเมนต์ มีหินเรียงเป็นกลุ่มๆ เรียกว่า hi-fu-mi-ishi (ในการนับจำนวนของ hitotsu = 1, futatsu = 2, mittsu = 3) หรือ 1-2-3-stones คือฝังหินเป็นกลุ่มๆลงในพื้นซีเมนต์ บางอันมีหนึ่ง บางกลุ่มมีสองหรือสาม guide อธิบายด้วยว่า สีที่เห็นต่างกันนั่นคือ นำหินมาจากคนละเมืองกัน ละเีอียดอ่อนและเลือกกันขนาดนั้น.



Panoramic view มองจาก Rinuntei ไปทางตะวันตก
click ขยายได้นะคะ ^^


เดินออกจาก Rinuntei มีทางลงมายัง Yokoryuchi



Yokoryuchi เป็นบึงขนาดใหญ่ เกิดจากการทำเขื่อนกั้นน้ำจากลำธารบนภูเขา บึงไม่ลึกมาก แต่ก็ลึกขนาดพายเรือเล่นได้ เป็นสถานที่ที่ชาววังเขามาพายเรือหย่อนใจกัน มีทางเดินและสวนล้อมรอบบึง และส่วนตรงกลางเป็นเกาะกลางน้ำ ที่เชื่อมต่อกันด้วยสะพานจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง และต่อกับ Kyusuitei

การเดินบริเวณนี้ จะเห็นวิวที่คลี่คลายและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ภาพของเกาะกลางน้ำ พุ่มไม้ พืชพรรณ ที่โผล่มาให้เห็น และหายจากลานสายตาไปเป็นช่วงๆ แล้วกลับมาใหม่ ในวิวที่งดงามขึ้นเรื่อยๆ น่าตะลึง
และเมื่อมองไปทางฝั่งตะวันตกก็ยังพบกับแนวพุ่มไม้และต้นไม้ของ Nishihama shore อีก ซึ่งถ้าเป็นช่วงตะวันตกดิน จะเห็นเป็นเงาตัดกับแสงพระอาทิตย์ตกดิน งามหยด

บริเวณบึงมีสะพานสามสะพาน เป็นสะพานไม้, สะพานดิน และสะพานหินที่ชื่อว่า Chitose Bashi (thousand-year-ole bridge)



สะพาน Chitose นั้น เชื่อมเกาะที่ Kyusuitei ตั้งอยู่กับเกาะที่มีชื่อว่า Bashou วิวจากบริเวณนี้ ประกอบไปด้วย Maple valley และ Mihogashima ที่เงียบสงบและงดงาม

Kyusuitei เป็น teahouse ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางบึงเล็กๆ มีสองชั้น ชั้นล่างกว้าง 18 เสื่อ ส่วนชั้นบนเป็นรูป L-shape ปัจจุบันอยู่ระหว่างการซ่อมแซมบางส่วน





สิ่งน่ารักอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นคือ เจ้าถังน้ำดับเพลิง
คือปกติมันจะมีเจ้าถังเครื่องพ่นดับเพลิงอยู่แล้วตลอดทุกฤดูใช่มั้ย
แต่เจ้านี่.. ถังแดงใส่น้ำจริงๆนี่ มันมาอยู่ด้วยน่ะสิ ไม่แน่ใจว่าเฉพาะฤดูร้อนรึเปล่า เพราะก่อนหน้านี้เราไม่เคยเห็น (แต่อิชั้นก็เคยมาแต่ฤดูใบไม้ผลินะคะทุกคน) น่ารักดี (บางบ้านก็มีแต่ถังนี้ แต่ไม่มีเครื่องดับเพลิง)


KaedeBashi เป็นสะพานไม้มีราวกั้นเหนือบึง เป็นจุดชมใบไม้ร่วงที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง (อันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมา T_T ขออภัยเจ้าค่ะ)

เดินไปเรื่อยๆ ทางเหนือจะไปถึงจุดจอดเรือ และเมื่อมองย้อนมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะพบ Rinuntei อยู่ด้านบนไกลๆ มองมาในระดับสายตาจะเป็นบึงและต้นไม้ที่มีสีสันและตัดแต่งอย่างดี แต่พอมองสูงไล่ระดับไปเรื่อยๆ การตัดแต่งและสีสัน จะเข้ากับธรรมชาติบนภูเขาเบื้องหลังมากขึ้นเรื่อยๆ การตัดแต่งและออกแบบแบบนี้เอง ที่ทำให้ราวกับว่า สวนและเทือกเขาด้านหลัง หลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน

Nishihama shore


บริเวณ Nishihama shore ส่วนที่เป็นต้นไม้ทึบ (มองจากอีกด้านมันก็คือ Okarikomi) ได้รับการตัดแต่งด้วยเครื่องมือที่เป็นเหมือนมีดปลายด้ามไม้







พุ่มไม้สูง หนา และลึกด้วย แค่ยืนแกว่งมีดตัดจากด้านเด​ียวคงไม่ครบ ก็เลยต้องเข้าไปอยู่ตรงกลาง​พุ่มไม้แล้วหมุนตัวไปรอบๆเพ​ื่อตัดแต่ง ดังนั้น สังเกตก็จะพบว่า บางจุดของพุ่มไม้ มีรูแบบนี้ ให้คนลอดข้างใต้ แล้วเข้าไปยืนได้ตรงกลาง



มีบางทฤษฏีบอกว่า ทางเดินเดิม เวลาชาววังเขาเข้ากัน คือ เดินเข้ามาทาง imperial gate เลาะ Nishihama มาเรื่อยๆ มาลงเรือที่อยู่ทางตอนเหนือของบึง ซึ่งจากจุดนี้มองไปทางตะวันออกเฉียงใต้จะเห็น borrowed scene ที่มี Rinuntei อยู่เหนือสายตาขึ้นไป หลังจากนั้นล่องเรือไป teahouse พักผ่อนหย่อนใจ ก่อนจะเลาะไปทางตะวันออก และขึ้นไปยัง Rinuntei เพื่อไปชื่นชมกับ borrowed scene อีกแบบหนึ่ง

ถ้าเป็นไปตามทฤษฎีนี้ ก็จะเป็นการจัดตำแหน่งน้ำ ไว้ตามขนบสวนญี่ปุ่นเป๊ะ คือ keep water on the right (!) และเห็นความงามไล่เรียงความอลังการไปเรื่อยๆ

คนญี่ปุ่นเขาคิดกันเยอะจริงๆ

บึงกว้าง มีวิวด้านหลังเป็นเทือกเขา
ในวันที่แดดดีแบบนี้ และพื้นน้ำราบเรียบ จะเห็นเงาของทิวทัศน์สะท้อนลงในพื้นน้ำ ..
สวยขโมยซีนจริงๆ


Reference : Official Shugakuin Imperial Villa pamphlet
A Guide to the Gardens of Kyoto (revised and updated edition) : Marc Treib, Ron Herman, Kodansha international, 2003




Create Date : 08 สิงหาคม 2554
Last Update : 10 สิงหาคม 2556 9:54:19 น.
Counter : 2639 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

blueschizont
Location :
ประจวบคีรีขันธ์  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



รักญี่ปุ่น