กุมภาพันธ์ 2551

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
เล่าเรื่องเมืองที่ไปเที่ยว .... โรม วันที่ 1
ด้วยความที่จองตั๋วเครื่องบินช้ากว่าที่ควร จึงทำให้ในที่สุดแล้ว สายการบินที่เราต้องการ (ต้องการ= ราคาถูก) เต็มไปหมดแล้ว และนี่คือการจองล่วงหน้าก่อนเดินทางสองเดือน...
อันที่จริงจะว่าเต็มไปทั้งหมดก็ไม่ใช่ ถ้าหากว่าวันเดินทาง flexible ได้ละก้อ จะมีตั๋วเครื่องบินให้เลือกพอสมควรทีเดียว แต่เนื่องจากมีภารกิจ (คนอื่น) อยู่ จึงต้อง fix วัน แต่ไม่ fix สถานที่ !! คือกะว่า ถ้าในที่สุดแล้วตั๋วไปเที่ยว Italy ไม่มีในวันที่ต้องการ ก็จะไปที่อื่นกันแทน..
แต่ในที่สุดก็มาได้ของ Malaysia Airline ในราคาตั๋วไปกลับ โรม กรุงเทพ (transit Malaysia) 36400 บาท แพงกว่าที่อยากได้ แต่ก็ยังถูกกว่าหลายสายการบิน ก็เลย เอาวะ ไป Italy กัน!

ตัวข้าน้อยเป็นผู้วางแผนการเดินทาง .. และเนื่องด้วยไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับอิตาลีนอกจากคำว่า Ciao สวัสดี ก็เลยต้องมีการค้นข้อมูลกันหนักหน่อย ทำเอาเหนื่อยทีเดียว
และนี่คือหนังสือที่เอามาประกอบกันในการเดินทางครั้งนี้
1. Pauline Frommer's Guide to Italy
2. Frommer's Guide Italy
3. Eyewitness travel guide Italy
4. เที่ยวรอบโลก Italy
5. จังหวะ.. Italy
6. กว่าจะเป็น อิตาลี วราห์ วรเวช -> เล่มนี้ซื้อเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน แต่อ่านไม่จบในตอนนั้น พอมาอ่านตอนนี้แล้วดีมากๆเลย...

(บางส่วนสั่งซื้อจาก Amazon.com)

ทริปนี้มีคนถูกบังคับไปด้วยคือคนนี้ อิ อิ น้องไหม ทันตแพทย์คนเดียวในกลุ่ม ..



ออกเดินทางจากเมืองไทยกันวันที่ 24 มกรา
ถึง rome ตอนเช้ามืด ตีห้ากว่าๆ ใช้บริการ Hotel Limousine จากโรงแรมมารับ ในราคา 3 คน 55 euro
รถ Mercedes ค่ะ โชเฟอร์พุดอังกฤษได้บ้างเล็กน้อย นั่งรถเข้าเมืองประมาณ ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเช้ามากๆ ถนนก็เลยว่างก็เป็นได้ พวกเราไปลงที่สนามบิน Fiumicino (FCO) ค่ะ หรือที่เรียกว่า Leonardo da Vinci Airport นั่นก็ที่เดียวกัน
สนามบินที่ Rome มีอยู่สองแห่งคือที่นี่ และอีกที่หนึ่งชื่อ GB Pastine (CIA) อยู่ใกล้เมืองมากกว่าค่ะ

แถวนี้นี่รถยุโรปเป็นเรื่องธรรมดา... ก็เพราะว่ามันอยู่ในยุโรปน่ะสิเนอะ รถที่เห็นบ่อยๆก็มี Alfa Romeo, Mercedes, Lancia ส่วนรถญี่ปุ่นก็มีบ้าง Yaris ยังมีเลย
รถอีกอย่างที่เห็นบ่อยก็นี่เลย smart car นั่งสองคน น่ารักมากๆ แล้วก็รถเล็กๆอีกหลายแบบ ดังตัวอย่าง ..







ไปถึงที่พัก โรงแรมหนึ่งดาว ชื่อ Hotel Mimosa อยู่ในอาคารที่เคยเป็น army barrack มาก่อน ตัวโรงแรมอยู่ชั้นสองของอาคาร เก่าแห่งหนึ่งใกล้กับ Pantheon ที่อิตาลีนี่โรงแรมเล็กๆจะอยู่ในอาคารแบบนี้แหละ แล้วก็แบ่งชั้นกัน อาจจะเป็นชั้นหนึ่งของโรงแรมหนึ่ง ชั้นสองก็เป็นอีกโรงแรมหนึ่ง สำหรับ Hotel Mimosa นี่ เพื่อนร่วมอาคารเดียวกัน เป็นคนทั่วๆไปนี่แหละ ไม่ได้เป็นโรงแรมเหมือนอย่างบางแห่ง เวลาเดินก็เลยต้องระมัดระวังนิดนึง เราเองก็เลยต้องพยายามยกกระเป๋าเบาๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้มันกระแทกกับขั้นบันไดจนเสียงดังรบกวนเขา แต่ก็ยังไม่วาย มีเสียงกึกกักไปตลอดทางหละ แหะ แหะ


โรงแรมส่วนใหญ่จะให้ check in หลังสิงโมงเช้าถึงเที่ยงเป็นต้นไป ด้วยความที่พวกเรามาถึงเช้ามากๆ ก็เลยต้องฝากของเอาไว้ก่อน แล้วตัวที่ยังสกปรกๆไม่ได้อาบน้ำเพราะว่าเดินทางไกลมานี่ก็ระเห็จออกไปเที่ยวเมืองกันเลย เป้าหมายของเราในวันนี้คือ Vatican Museum, St Peter’s Basilica แล้วก็ในเมืองแถบ Campo di Fiori , The Jewish Ghetto, Piazza navona, The Pantheon แต่ว่าเอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้เป็นไปตามแผน เดี๋ยวมาดูกัน ..

ออกมานอกซอยโรงแรมที่พักตรงถนน Vittorio Emanuelle อืม... จะไปกันยังไงล่ะเนี่ย เดินหรือว่านั่งรถเมล์
ใน guidebook ก็ไม่ได้บอกด้วยว่าขึ้นรถเมล์ที่นี่ต้องทำยังไงมั่ง เมืองไทยนั่งรถเมล์ก็ขึ้นรถไปเลยแล้วไปจ่ายค่าโดยสารบนรถเอาโดยมีคนมาเดินเก็บแล้วก็บอกปลายทางที่จะลงไป ส่วนที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ขึ้นไปแล้วก็ต้องหยิบใบตัวเลขประจำป้ายที่ขึ้นไป พอจะลงก็ดูตรงบอร์ดดิจิตอลหน้ารถว่าถ้าเดินทางจากป้ายที่เราขึ้นมาต้องจ่ายเงินเท่าไหร่แล้วก็เดินไปจ่ายตรงกระปุกเก็บตังค์ของคนขับรถให้พอดี โดยที่มีเครื่องแลกธนบัตรไว้บริการบนรถด้วย แต่ว่าที่นี่ล่ะ?? ก็เลยเดินๆไปหา ว่ากันว่ามีตั๋วขายก่อนขึ้นรถ แต่ตรงป้ายรถเมล์ก็ไม่มีเครื่องขายตั๋วนะ ต้องเดินไปใกล้ๆแยกที่มีคนเดินเยอะๆ มีเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ ตั๋วรถเมล์ของที่นี่จะไม่ได้เป็นแบบนับตามป้ายที่ขึ้นหรือว่าขึ้นทีนึงจ่ายทีนึง แต่เป็นตั๋วซื้อแบบเหมาเวลา หนึ่งชั่วโมง ขึ้นกี่สายกี่ต่อ แวะที่ไหนก็ได้ในราคา 1 euro ส่วนตั๋วอีกแบบที่เราเกือบจะซื้อไปแล้วก็คือตั๋ววัน ราคา 4 euro อ่านหน้าจอ digital ของเครื่องขายตั๋วอยู่นาน เป็นภาษาอิตาเลียนก็เลยมั่วๆกดไป ใช้แบงค์ 5 euro จ่าย ปรากฏว่ามันไม่ออกตั๋วมาให้ !! เฮ้ยยยย ตังค์ตรู .. แล้วเครื่องก็เงียบไปหลายนาทีอยู่ พยายามกด cancel อยู่หลายทีกว่าจะออกมาได้ ทำเอาใจหายใจคว่ำนึกว่าจะต้องมาดวงซวยตั้งแต่แรกก้าวมาเมืองโรมซะแล้ว พอกดเอาตังค์ออกมาได้แล้วก็มาอ่านๆตัวเครื่องมันอย่างถี่ถ้วนดูอีกที อ๊ะ มันมีเมนูภาษาอังกฤษให้กดด้วยนี่หว่า พอกดไปปุ๊บ ไอ้หน้าจอดิจิตอลก็ขึ้นมาว่า กรุณาจ่ายเงินให้พอดี ไม่มีเงินทอน .... อ้อ อย่างนี้นี่เอง แต่ก็สรุปว่าพวกเราไม่มีเงินพอดีจ่ายอยู่ดีเพราะเพิ่งมาถึงยังไม่ได้แตกเหรียญกันเลยสักใบ เดินไปตรงร้านขายหนังสือพิมพ์ เขาก็บอกว่า ไม่มีขาย โบกมือบ๊ายบาย .. อืม อันที่จริงไม่แน่ใจว่าหมายความว่าไม่ขายหรือว่าไม่เข้าใจกันแน่ คนที่นี่ไม่ค่อยพุดภาษาอังกฤษกันเท่าไหร่เลย ลำบากนิดหน่อย สรุปว่าวันแรกนี้ ไหนๆก็มาถึงเช้ามากอยู่แล้วก็ถือโอกาสเดินเล่นฆ่าเวลาก่อนไปถึง museum ด้วยซะเลย ก็เลยเดินๆๆๆๆ จากที่พักตรง Torre Argentina ไปจนถึง Vatican!!

ผ่านด้านซ้ายมือมีทางเข้า Campo di Fiori ข้ามไปก่อนๆ กะว่าไว้มาตอนขากลับก็ได้ เพราะยังไม่รู้เลยว่ากว่าจะไปถึง Vatican ต้องเดินอีกยาวไกลแค่ไหน เพราะว่าไอ้พวกแผนที่ใน guidebook นี่มันระยะทางบอกยากมากๆ บางทีมันก็ไม่ได้ to scale นะ เราก็เลยตัดสินใจมุ่งไปเป้าหมายแรกให้ถึงก่อนดีกว่า
จนมาถึงนี่ก็รู้ว่าใกล้แล้วจุดหมายของเรา
แม่น้ำ Fiume Tevere มองลงทางใต้ค่ะ



เราอยู่บนสะพาน Ponte Principe Amedeo di Savola เป็นสะพานโล่งๆ ไม่มีรูปสลักเหมือนอย่างสะพานที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกสองสะพานคือ Ponte Vittorio Emanuele II และ Ponte Sant’ Angelo
ข้ามสะพานแล้วก็เดินไปตามแนวถนนเลียบแม่น้ำ Lungotevere in Sassia ไปจนถึง Via della Condiliazione คือถนนที่จะตรงเข้าไปสู่ลาน Piazza Pio XII และเข้าสู่ลานหน้า St Peter’s Basilica ค่ะ

ถ่ายตรงถนนเลียบแม่น้ำ



ลานหน้านี่ออกแบบโดย bernini เป็นเสาเรียงกันเป็นรูปเกือบครึ่งวงกลมในแต่ละด้าน เหมือนลักาณะการโอบล้อม แต่เดิมทีตรงทางเข้าลาน Piazza sa Pietro (St Peter’s square) ที่เป็น Via della Condiliazione นี่เป็นทางเข้าแบบดั้งเดิม แต่มาในสมัยมุสโสลินีได้ถูกทำลายไปแล้วสร้างถนนที่เห็นในปัจจุบันขึ้นมาแทน โดยมีการนำเอาเสา Obilisk ของอียิปต์มาประดับตกแต่งด้วย ตัวถนนส่วนนี้เป็นหินก้อนที่นำมาเรียงกัน เหมือนอีกในหลายๆส่วนของตัว old town ของ rome สวยดีแต่ว่าไม่ดีสำหรับรถขับ

Via della Condiliazione มองเข้าไปตรงกลางคือวิหาร St Peter's


กลางลาน Piazza San Pietro


บริเวณเสาเรียงกันเป็นครึ่งวงกลม


ตอนนี้มีการจัด display ไว้กลางลานด้วย ต้นคริสต์มาสสูงมากๆ


และ model แสดงเรื่องราวตามพระคัมภีร์


แล้วก็ยังมีน้ำพุเล็กๆอยู่กลางลานด้วย


เข้าไปใกล้ๆ ด้านหน้าของ St Peter's ค่ะ



เนื่องจากไปเช้ามาก ถึงประมาณไม่ถึง เก้าโมงเช้า ก็เลยคนน้อยค่ะ เดินถ่ายรูปกันแบบโล่งๆ สบายๆ

แล้วก็เดินไปตามทางด้านขวามีป้ายชี้ไป Sistine Chapel และ Vatican Museum เดินไปเรื่อยๆตามทางนั้น จนไปถึงหน้า Vatican Musuem ซึ่งอยู่ไกลกับลานนี่มากทีเดียว ทำเอาเหนื่อยตั้งแต่ยังไมได้เข้า museum เลย...

ไปเช้าๆ คนน้อยค่ะ

เราเดินกันแบบงงๆ แล้วก็ไปดูงานหลักๆไม่ครบซะอีกเพราะว่าหลงใน museum ค่ะ 55555
ตั๋วเข้า museum เป็นรูป Statue of Laocoon เป็นรูปแกะสลักโบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง
Laocoon เป็นพระเมืองทรอย และบุตรสองคนโดนทำร้ายถูกอสรพิษรัด ขณะพยายามกล่าวตักเตือนเรื่องม้าไม้ที่พวกกรีกส่งมาเป็นของกำนัล เป็นงานสมัยศตวรรษที่ 1 สร้างโดยกลุ่มศิลปินเมือง Rhodes เจอโดยบังเอิญในระหว่างการขุดค้นบริเวณ Nero’s Golden House เมื่อเดือนมกราคม ปี 1506 ซึ่งเป็นสมัยที่ Michelangelo ยังมีชีวิตอยู่ด้วย เป็นงานเด่นเพราะดูมีการเคลื่อนไหวและสมจริงสมจัง ซึ่งในสมัย Hellenistic นั้นยังไม่มีงานศิลปะแนวนี้
อันนี้เป็นหนึ่งงานที่เราพลาดไปค่ะ (เศร้า..)

อันนี้รูปเอามาจากในเว็บค่ะ


เริ่มที่ Pinacoteca หรือ gallery ภาพวาด
อันนี้คือหนังสือที่เรานำมาด้วยในการนี้ Top 10 rome ค่ะ พกมาทั้งสองคนเลย 555 ทั้งเราและผู้ร่วมขบวนการ


งานใน Pinacoteca


ในห้องมีงานเด่นคือภาพ transfiguration ของ Raphael ค่ะ เป็นภาพพระเยซูคริสต์ปรากฏต่อหน้าบรรดาอัครสาวกในภาพลักษณ์แห่งพระเจ้า ตัว Raphael เองเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 37 ปี ตอนที่ทำงานชิ้นนี้อยู่ (ปี 1527-1520)

คนมุงดูมากมาย




งานอื่นๆที่เด่นก็มี caravaggio’s entombment และ Giotto’s Stefaneschi Triptych
ออกมาแล้วพวกเราก็เดินกันแบบไปตามทางค่ะ 555 ไปเรื่อยๆ ก็เพลินดี

ผ่านมายังส่วนที่เป็นงานประติมากรรมสมัยโบราณ

อ๊ะ !!




เดินไปเรื่อยๆ ผ่านทางเดินที่สวยงามแบบนี้ ใน Gallery of Maps


ระหว่างสองข้างทางก็จะมีงานศิลาจำหลักมากมาย
สังเกตว่ารูปศิลาจำหลักใน Vatican นี่ตรงบริเวณเครื่องเพศจะมีใบไม้ปิด โดยที่เราจะไม่เห็นแบบนี้ในรูปศิลาจำหลักที่อื่นๆ นั่นก็เพราะว่า ทาง Vatican ให้นำมาปิดนั่นเอง อาจจะเป็นเพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียดในสถานที่ทางศาสนา



ฮ่วย+ ทำไมไปไม่ถึง sistine chapel สักที เหนื่อยแย้วววว ... แต่ก็สู้ๆ


ในที่สุดก็มาถึง Raphael Room ที่มีภาพวาด School of Athens


ในภาพเองตรงด้านล่างขวาก็จะมีรูปของ Raphael แทรกอยู่ด้วยค่ะ มองมาทางคนดูด้วย


ตุ๊กแกยักษ์!


กว่าจะไปถึง Sistine Chapel เล่นเอาเกือบหมดกำลังใจ เพราะเดินไปเรื่อยๆก็จะเขียนว่า ทางออก ทางออก จนเราเอ้ย .. แล้ว sistiine chapel ล่ะไปอยู่หนายยยย จนในที่สุดก็มาถึงจนได้ค่ะ
เห็นคนเยอะๆมาอยู่รวมกันอย่างนี้ละก้อ ใช่แน่ค่ะ งานสำคัญของ Michelangelo
ในส่วนนี้เขาห้ามถ่ายรูปค่ะ ใช้หรือไม่ใช้แฟลชก็ห้ามถ่าย แต่ตอนแรกเราไม่รู้ค่ะ แอบถ่ายไปหนึ่งภาพแล้ว อิ อิ



ส่วนที่ไม่ให้ถ่ายภาพ เราก็ไปหาดูกันได้ ชัดกว่าถ่ายเองอีกค่ะ จากภาพที่เขาขายกันหรือว่าใน guidebook ก็ได้ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับภาพ ... ขอติดไว้ก่อนก็แล้วกัน ไว้หาภาพมา post ได้แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งค่ะ

แล้วก็วนออกมาทางด้านนอก ทางเชื่อมไป St Peter’s จะมีทางแยกไปดู cupola ด้วย แต่เราไม่ได้ไป ก็เดินไปต่อที่ St Peter’s เลย
ทางเดินเชื่อมระหว่างส่วน museum กับ St Peter’s เลี้ยวขวาไป St peter ค่ะ


ต้องขอบอกว่า ทึ่งมากๆ ทำไมมันใหญ่ได้ขนาดนี้เนี่ยยยยย


ออกแบบมาให้มีแสงสว่างตามธรรมชาติส่องเข้ามาได้มาก


St peter’s basilica ใช่ว่าจะมีดีแค่ขนาดที่ใหญ่โตเท่านั้น แต่ภายในยังงดงามมากๆ มีรูปสลักและรายละเอียดยิบย่อยเต็มทุกพื้นที่ และก็ ฟรี ด้วยค่ะ ...
เดินเข้าไปทางด้านขวามือก็เจอละ รูปสลัก Pieta ของ Michelangelo ซึ่งสลักไว้ตั้งแต่เขาอายุเพียง 25 ปี ในปี 1499 (แต่บางเล่มก็บอกว่าเมื่ออายุ 23 ปี) Michelangelo ได้ทำรูปสลัก Pieta หรือพระแม่กำสรดไว้ทั้งหมดสี่ชิ้น ชิ้นนี้เป็นชิ้นแรก และโด่งดังที่สุด จะได้กล่าวถึงรายละเอียดของงานชิ้นนี้อีกครั้ง ส่วนชิ้นที่เหลือ ทำในสมัยบั้นปลายชีวิต ชิ้นที่สองมีชื่อเรียกว่า Pieta di Palestrina ทำเมื่ออายุ 65 ปี ชื่อนี้ก็เนื่องมาจากเดิมเขาตั้งใจทำให้ชาวเมือง Palestrina ใกล้กับ Florence แต่ไม่เสร็จสมบูรณ์ สุดท้ายตกเป็นของตระกูล Baberini นำไปไว้ในห้องสวด ต่อมาในปี 1939 ทางราชการจึงขอซื้อรับช่วงต่อมาเพื่อเป็นสมบัติของชาติ ปัจจุบันอยู่ที่ Galleria dell’ Accadamia ที่ Florence จัดแสดงอยู่ทางด้านขวามือของ David (เมื่อมองเข้าหา David) รูปสลักที่โด่งดังที่สุดของ Michelangelo และชิ้นที่สามไม่มีชื่อเฉพาะเจาะจง สร้างเมื่ออายุ 73 ปี จากบันทึกจดหมายเหตุของ vasari ประติมากรมีชื่อในยุคนั้นอีกคนหนึ่ง ได้บันทึกไว้ว่า เขาสลักเหมือนทำเล่นๆคือ แกะวันละนิดละหน่อยเหมือนเป็นงานอดิเรก และตั้งใจจะให้นำไปประดิษฐานบนหลุมศพของตัวเอง แต่สุดท้ายก้อนศิลาจำหลักเกิดแตกหักเสียหาย เขาก็เลยมอบให้เพื่อนฝูง ซึ่งก็ช่วยกันตบแต่งต่อมา ปัจจุบันอยู่ในส่วนพิพิธภัณฑ์ของโบสถ์ใหญ่ประจำเมือง Florence งานชิ้นที่สองและสามนี้แสดงถึงช่วงเวลาก่อนงานชิ้นที่หนึ่ง คือ ตอนที่พระคริสต์เพิ่งหลุดพ้นพันธนาการจากไม้กางเขน กำลังถูกอัญเชิญลงมา



งาน Pieta ชิ้นนี้เป็นชิ้นที่โด่งดังที่สุด “ ร่างพระคริสต์อ่อนระทวยอยู่บนตักของพระแม่ที่นั่งอยู่บนก้อนหิน แขนข้างหนึ่งของพระคริสต์ห้อยตกลงมา พระพักตร์ของพระแม่สงบ พระเนตรหลุบต่ำลงอย่างไร้จุดหมาย อิริยาบทของพระแม่อยู่ในลักษณะของบุคคลผู้ไม่สามารถฝืนบังคับตัวเอง แม้แต่จะประคองศีรษะให้ตั้งตรงอยู่บนบ่าทั้งสอง บอกถึงความรู้สึกหมดอาลัย สิ้นหมดเรี่ยวแรงที่จะประคองร่างหรือแม้แต่จะโน้มกายลงโอบกระชับ อาดูรซาเศร้าไร้ความรู้สึก เก็บกดอาการกำสรดสลดสะเทือนขวัญไว้กับพระองค์เองอย่างลึกซึ้ง องค์ประกอบของรูปสลักนี้ผสมผสานกลมกลืนกันเหมาะเจาะ แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่า พระแม่นั้นมีเรือนร่างใหญ่กว่าเมื่อเทียบสัดส่วนกับขนาดของพระคริสต์ Michelangelo ได้จินตนาการสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาดที่จำหลักให้พระแม่สวมเสื้อคลุมหลวมมากๆ จงใจสร้างให้อาภรณ์ที่สวมใส่กรุยกรายปกคลุมเรือนร่างมิดชิด แม้กระทั่งพระบาทก็เพียงแพลมให้แลเห็นเพียงปลายพระบาทข้างซ้าย ส่วนพระหัตถ์เปลือยเปล่านอกร่มผ้าเท่านั้น ที่ดูเสมือนว่ามีขนาดใหญ่เพื่อให้สมกับเรือนร่าง พระพักตร์ของระแม่มารีในศิลาจำหลักรูปนี้ช่างงดงามยิ่งนัก และมีขาดสมดุลกับของพระคริสต์ .. ด้วยศิลปะการออกแบบที่สุดยอดนี้เอง จึงทำให้มองดูภาพพระคริสต์ที่อ่อนระทวยบนตักพระแม่ไม่ขัดตา ซึ่งถ้าหาก Michelangelo สลักสัดส่วนทั้งสองพระองค์เท่าความเป็นจริงภาพคงไม่สมดุลเหมือนมองเห็นผู้ใหญ่ตัวเล็กอุ้มผู้ใหญ่ตัวโต” นอกจากนี้ยังมีความสำคัญคือเป็นงานชิ้นเดียวที่ Michelangelo ได้สลักชื่อลงไว้บนตัวงานด้วย เนื่องเพราะว่ามีแต่คนมาถามอยู่นั่นแล้วว่าใครเป็นคนแกะสลัก เขาก็เลยจัดการสลักชื่อตัวเองเอาไว้บริเวณ เข็มขัดที่พาดเฉียงทรวงอกพระแม่
แต่ก่อนนี้รูปสลักนี้ตั้งอยู่ในห้องสวดโดยที่ไม่มีกระจกใสมากั้นไว้เช่นในปัจจุบัน แต่ เมื่อประมาณปี 1972 ได้มีชายคนหนึ่งบุกเข้ามาตะโกนว่า “ข้าคือพระเยซูคริสต์” แล้วใช้ค้อนทุบจมูกกับนิ้วของพระแม่มารีแตกหักเสียหาย ทางการจังต้องนำกระจกกันกระสุนมาติดตั้งไว้ และได้ทำการบูรณะซ่อมแซมโดยการขูดหินอ่อนจากด้านหลังรูป นำผงหินที่ได้มายาเชื่อมกับส่วนที่ขำรุด แล้วตบแต่งขั้นสุดท้ายสมบูรณ์ในปีถัดมา เพราะสิ่งที่นำมาซ่อมได้มาจากหินก้อนเดียวกัน สีเดียวกัน จึงดูไม่ออกว่าทีที่ใดเคยชำรุดเสียหาย
(ข้อมูลจาก กว่าจะเป็นอิตาลี, วราห์ วรเวช)

เดินเข้าไปด้านในก็จะเข้าสู่ตัวโดมที่ออกแบบโดย Michelangelo โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก โดมของ Duomo แห่ง Florence ที่ออกแบบโดย Brunelleschi Michelangelo ชอบมากถึงขนาดที่ว่า ตอนตายเขาขออยู่ใกล้ประตูทางเข้าของ Santa Croce มากที่สุดเพื่อให้มองจากจุดที่นอนตายออกไปเห็นโดมของ Brunelleschi นั่นเลยทีเดียว

Baldacchino คือ แท่นบูชาชนาดใหญ่ฝีมือ Bernini ~ ว่ากันว่าเสาเกลียวทองบรอนซ์นี้ทำขึ้นจากเครื่องประดับเพดานมุขที่รื้อมาจากวิหาร Pantheon โดยพระสันตะปาปาอูร์บันที่ 8
ตอนแรกที่เห็นในภาพ คิดว่า แท่นบูชานี้ไม่น่าจะใหญ่มาก แต่พอไปเห็นของจริงที่สูงประมาณตึกสามสี่ชั้นแล้วก็น่าทึ่งมากๆ (แล้วก็ออกจะดูหรูหราฟุ่มเฟือยมากๆทีเดียว)


อยู่ตรงกับโดมพอดี


งานเด่นใน St Peter’s นอกจากนี้ก็มี รูปปั้นทองสำริด St peter จากยุคกลาง ที่มีคนรอเข้าคิวมากมายเพื่อจูบหรือลูบเท้าของท่านเพื่อความโชคดี

Alexander VII’s monument หนึ่งในผลงานช่วงสุดท้ายของ Bernini (1678) เป็นรูปปั้นแห่งความยุติธรรม ความจริง ความบริสุทธิ์ และความสุขุม ซึ่งมองขึ้นไปยังสมเด็จพระสันตะปาปาผู้ซึ่งประทับอยู่ใต้เงาของเวิ้งกำแพง และมีรูปปั้นโครงกระดุก กำลังคลานออมาจกใต้ม่านหินอ่อน เพื่อฉวยเอานาฬิกาทรายบนศีรษะ เป็นการเตือนให้ระลึกถึงความตาย

ยังมีห้องสารภาพบาปด้วย

งานของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นงานของ Bernini อย่างลาน Piazza San Pietro ทีด้านข้างจัดวางเสาเรียงเป็นรูปครึ่งวงกลมให้เหมือนแขนที่กางออกเชื้อเชิญผู้ศรัทธานั่นก็เป็นฝีมือของ Bernini ด้วย แล้วยังน้ำพุในเมืองที่ Piazza Navona นั่นก็ด้วย เรียกว่า เดินไปทางไหนในโรมก็เจอแต่ Bernini ค่ะ

เดินออกมาขอถ่ายรูป swiss guard แต่เขาบอกว่ามันเป็นกฎแล้วว่าห้ามถ่ายรูปนะจ๊ะ เราก็เลยต้องเดินออกมาถ่ายจากไกลๆเอา เสื้อผ้าที่ทหารเหล่านี้ใส่ เป็นชุดดั้งเดิมที่ออกแบบโดย Michelangelo แต่ว่าในช่วงที่อากาศเย็นก็จะเห็นว่ามีเสื้อคุมใส่ทับอีกชั้น เหมือนอย่างตอนที่เราไปนี่ก็เห็นชุดดั้งเดิมโผล่ออกมานอกเสื้อคลุมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง


มื้อเที่ยงนี้ หิวมาก แวะข้างทางเอาแบบมั่วๆเลย เข้าร้าน Ristro ตรงทางเดินไป castel Sant’ Angelo แล้วก็ดวงดีซะจริงๆ ที่เข้า Ristorante จ่ายไปซะ มื้อแรกคนละจานพร้อมน้ำหนึ่งแก้ว 60 กว่า euro!! เจอ coke แก้วเล็กนิดเดียว 5 euro เข้าไปถึงกับกระอัก ผู้ร่วมทางถึงกับปรารภออกมาว่า กลับเมืองไทยจะซื้อโค้กลิตรมากินสักแปดขวด! แล้วก็ออกมาจากร้านแบบอึ้งๆ ... เดินไปตามทางสู่ Castel Sant’ Angelo ว่ากันว่าใช้เป็นฉากในนวนิยายเรื่อง เทวากับซาตาน ของ Dan Brown ด้วย แต่เราก็ไม่ได้เข้าค่ะ (ไม่ชอบ Dan Brown – ชิ.. ล้อเล่นค่ะ เป็นเพราะกะจะประหยัดค่ะ หลังจากเจอราคามื้อแรกเข้าก็ กลัวตังค์จะไม่พอ) ถ่ายรูปจากด้านนอกเฉยๆ แล้วก็ข้ามสะพาน Ponte Sant’ Angelo ไป บนสะพานมีรูปสลักมากมาย งดงาม งดงาม





แล้วเราก็เดินกลับทางเดิม ไป check in จริงๆกันที่โรงแรมสักที
นั่งพักเล็กน้อย ได้อาบน้ำซะที แล้วก็พร้อมออกไปเดินย่ำเมืองอีกรอบ มานั่งคิดๆดูอันที่จริงตรงเมือง Rome ที่เราตั้งใจจะไปเที่ยวกันนี่ก็ไม่ได้ใหญ่เท่าไหร่ ก็เลยเอางี้ดีกว่า เปลี่ยนแผนเป็นว่าวันนี้ไปเดินเก็บที่ไกลๆไปทางเหนือและตะวันตกให้หมด แล้วพรุ่งนี้จะได้มาเดินเล่นแถบ Roman Forum แล้วก็เข้ามาเดินเล่นในเมืองแบบสบายๆ ก็เลยตกลงใจว่า เย็นนี้จะเดินไป Piazza del Popolo ที่อยู่ทางเหนือสุด กันเลย !
ออกจากโรงแรมมาที่ The Pantheon ที่ที่ทุกคนไม่พลาดค่ะ คนเริ่มเยอะแล้วเพราะว่าเป็นช่วงบ่าย

Pantheon เดิมเป็นวิหารโรมันสมัยออกุสตุส ต่อมาเปลี่ยนเป็นโบสถ์คริสต์ ปัจจุบันเป็นสุสานของ พระเจ้า Vittotorio Emanuelle II ผู้รวมประเทศอิตาลี, พระเจ้า Unberto I และจิตรกร Raphael

Marcus Agrippa บุตรเขยของจักรพรรดิออกัสตัส เป็นคนแรกที่สร้างวิหาร Pantheon เมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งถุกแทนที่ด้วยหอกลมของจักรพรรดิเฮเดรียนช่วงปี 118 -125 แต่ทรงถ่อมพระองค์และให้เกียรติแก่ Agrippa โดยจารึกไว้เป็นภาษาละตินบนหน้าจั่วว่า “สร้างโดย Agrippa” จั่วนี้สร้างลวงตาให้วิหารดูเล็กลง ทำให้พื้นที่กว้างใหญ่ภายในดูน่าอัศจรรย์ใจมากขึ้นอีก Bernini (อีกแล้ว) เคยเพิ่มหอคอยเล็กๆบนจั่วแต่ถูกรื้ออกไปเมื่อปี 1883
ส่วนโดมมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 43.3 เมตร กว้างที่สุดในยุโรป ตรงส่วนบนสุดของโดมเจาะช่องเรียกว่า Oculus เป็นช่องหน้าต่างทรงกลมกว้าง 8.2 เมตร เปิดให้รับแสงและอากาศ กำแพงหนาถึง 6.2 เมตร


ด้านหน้า หน้าจั่วสามเหลี่ยม “สร้างโดย Agrippa”


ตรงฐาน สังเกตว่าใหญ่มาก ส่วนหน้าจั่วทรงสามเหลี่ยมด้านหน้าค้ำยันไว้ด้วยเสาแกรนิต 16 ต้น เป็นเสาดั้งเดิมทั้งหมด ส่วนเสาด้านซ้ายสามต้นเลียนแบบศตวรรษที่ 17


ด้านใน




oculus หรือหน้าต่างทรงกลมตรงกลางโดม


สุสานของ Raphael


display christmas ที่จัดใน pantheon เป็นตู้เล็กๆ น่ารักมาก


น้ำพุบริเวณด้านหน้า Pantheon



ประติมากรรม นางฟ้าและซาตาน บริเวณลานด้านหน้า Pantheon 5555





แล้วก็เดินลัดเลาะไปตามป้ายง่ายๆ ที่เขียนว่า Piazza di Spagna , Fontana di Trevi เชื่อคนง่ายก็เลยเดินตามป้ายไปเรื่อยๆค่ะ แล้วก้ไปถึงจริงๆด้วย (ก็แหง หละ) สังเกตว่าที่นี่ค่อนข้างจะใช้ชื่อเรียกสถานที่ต่างๆเป็นภาษาอิตาเลียนเป็นหลัก อย่างป้ายตามที่บอกนี่ ถ้ารู้ภาษาอิตาเลียนแค่นิดหน่อยก็เดินตามไปถูกแล้ว แต่ถ้าไม่รู้เลยก็คงต้องพึ่งความสามารถส่วนตัวกันเอง อย่างชื่อเมืองนี่ก็ยังเรียกโดยใช้ชื่อภาษาอิตาเลียนเป็นหลัก Rome = Roma , Rome’s train station = Roma Termini, Naples = Napoli, Florence = Firenze, Venice = Venezia, แต่ Pisa = Pisa หละ ง่ายดีเนอะ

แถบ Spanish Steps นี่มีร้านค้ามากมาย พวก hi-end brand ก็อยู่แถวนี้ แล้วก็ยังมี outlet เล็กๆน้อยๆอีกมากมาย ถ้ามีเวลา (และที่สำคัญต้องมีเงินหน่อย) ก็น่าเดินเตร็ดเตร่อยู่ บันไดเสปนนี้ ฝรั่งเศสสร้างให้อิตาลี แต่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่สเปน เออ เอาเข้าไป.. สมัยก่อนเป็นที่นั่งเหล่สาวๆมาเป็นนางแบบวาดภาพของพวกจิตรกร ด้านล่างจะมีน้ำพุเล็กๆไว้ให้ชุ่มชื่นหัวใจ พอไต่บันไดขึ้นไปก็จะมองเห็นวิวลงมาข้างล่างแบบนี้.. ด้านบนของบันไดสเปนมีจิตรกรมานั่งวาดภาพเหมือนแบบทันใจ เหมือนที่เมืองไทยนั่นแหละ บ้างก็เหมือน บ้างก็ไม่เหมือน เขามีตัวอย่างภาพที่วาดไว้แล้วให้ดูด้วยเพื่อเปรียบเทียบฝีมือด้วย



มองจากด้านบนลงมา


พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว รีบไปต่อดีกว่า .. ว่าแล้วก็ตรงไปยัง Piazza del Popolo ทางเหนือ ที่อยู่ติดกับสวน Borghese ที่นี่เป็นจัตุรัสที่กว้างขวางมากๆ ตรงกลางจะเป็นเหมือนที่ให้คนเดินเล่นมากกว่า รอบข้างเต็มไปด้วยที่นั่งให้คนมานั่งกินลมชมวิว คู่หนุ่มสาวฝรั่งมานั่งจูบกันดูดดื่มก็มี เอ่อ... ตรงกลางก็เป็นเสา Obilisk แล้วก็มีน้ำพุเล็กๆที่ออกจากปากสิงโตล้อมรอบทั้งสี่ด้าน
ทางทิศตะวันออกและตะวันตกมีรูปสลัก และน้ำพุเล็กๆอีกด้วย

ลาน Piazza del Popolo


ส่วนด้านเหนือเป็นที่ตั้งของโบสถ์ Santa Maria del Popolo
เปิดให้เข้าชมฟรี


รายละเอียดในตัวโบสถ์


แม้จะเล็กแต่ว่าด้านในก็งดงาม ทั้งสองด้านเป็นห้องสวดที่ประดับไปด้วยรูปสลักและภาพวาด มีไฟส่องสว่างให้เห็นภส่วนประกอบข้างในชัดๆ ปุ่มกดจะอยู่ใกล้ๆกับแผงกั้น มีกล่องให้หยอดเหรียญบริจาคด้วย



หน้าตากล่องรับบริจาค และปุ่มกดเปิดไฟ


นอกจากนี้ก็ยังมีการจุดเทียนที่ทำเป็นเทียนไฟฟ้าเลียนแบบของจริงด้วย

ก็ประหยัดและไม่สร้างมลพิษดี ช่างไอเดียจริงๆ แล้วก็ยังปลอดภัยกว่าด้วยสิ

ออกจาก Piazza del Popolo แล้วเราก็วนกลับมาตามทางเดิม เพื่อมุ่งไปยังน้ำพุ Trevi น้ำพุที่มีชื่อเสียงที่สุดของโรม หรือจะเรียกว่ามีชื่อเสียงที่สุดของอิตาลีก็ได้

ระหว่างทางก็แวะกินข้าว มื้อเย็นของวันนี้



น้ำพุ Trevi อยู่ไม่ห่างจากบันไดสเปนนัก สาเหตุที่เราไมได้แวะมาตั้งแต่ตอนเดินผ่านรอบแรกนั้นก็เพราะ .. ว่ากันว่า ที่นี่ตอนกลางคืน สวยกว่าตอนกลางวันนั่นเอง
ตระการตามากๆ เป็นน้ำพุที่ใหญ่กว่าที่คิดมากมาย กินเนื้อที่บริเวณส่วนด้านหลังของตึกห้องสมุดประจำเมืองไปทั้งหมด ว่ากันว่า ใครได้โยนเหรียญลงที่นี่จะได้กลับมาโรมอีกครั้ง แต่ว่า.. ต้องโยนด้วยมือขวาข้ามไหล่ซ้ายให้ไปตกในน้ำพุนะ ...








บริเวณโดยรอบก็มีแผงขายของที่ระลึก มีร้านอาหาร ร้านไอศกรีมมากมาย ว่าแล้วก็... ไปชิมกัน ข้าน้อยเองไม่ได้ซื้อมาด้วยเพราะว่ายังไม่รู้สึกอยากกินเท่าไหร่ ก็อากาศมันหนาวออกอย่างนั้น ก็เลยได้ชิมของคนอื่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็รู้สึกได้ว่า ไอศครีมช๊อคโกแลตของที่นี่มันช่างต่างจากเมืองไทยเหลือเกิน ทั้งเข้มข้นและไม่หวานไป สมกับที่เป็น Italian Gelato (= ไอศครีมอิตาลี น่ะเอง)



ผ่านมาทาง Pantheon ในช่วงกลางคืน เปิดไฟสวยเชียว





แล้วก็เดินกลับไปพักผ่อนกันที่โรงแรม
โรงแรมรูหนูของเรา 5555



มองจากหน้าต่างโรงแรมที่พักลงมา



หมดไปหนึ่งวันแล้ววว..





Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2551 15:29:59 น.
Counter : 2387 Pageviews.

6 comments
  
รถเล็กๆของเขา น่ารักดีจริงๆ

อยากไปอิตาลี อยากไปดูบอล ^^

ปล. สอบ CU-TEP เผื่อเรียนต่อ โท ที่จุฬาครับ
โดย: BaLL182 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:20:22:13 น.
  
หวัดดีค่ะ ขอบคุณที่แวะไปที่บล็อคนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ^^

ฝนไปอิตาลีมาเมื่อปลายปีที่แล้ว คนเยอะแยะมากมาย พออ่านที่คุณ blueschizont เขียนแล้วแอบทึ่งกะข้อมูลที่แน่นปึ๊ก อ่านแล้วเพลินเลยค่ะ ตอนฝนไปก็แค่รู้บางอย่างเพราะตอนนั้นไม่ได้มีเวลาอ่านข้อมูลมากมายนัก ว่าแล้วก็ขอแอ๊ดบล็อคเป็นเพื่อนบ้านกันหน่อยนะคะ
โดย: แมวจอมกวน วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:23:25:20 น.
  
ภาพสวยจัง อ่านเรื่องก็เพลิน ชอบมากๆ เยี่ยมจริงๆ
โดย: แกงโฮ๊ะ IP: 202.142.197.229 วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:16:13:34 น.
  
ถ้าได้ไปอิตาลีบ้าง จะต้องมาขอคำแนะนำแล้วล่ะค่ะเนี่ย :)

รูปสวยมากค่ะ ใช้กล้องอะไรคะ
โดย: Goddess วันที่: 7 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:05:57 น.
  
กะลังจะไปทำงานที่โรมเร็วๆนี้ ประมาณ 2 ปีค่ะ ก็เลยศึกษาข้อมูลอยู่ แต่ก็อยากได้ข้อมูลจากคนที่ทำงานอยู่ที่นั่นจริงๆ บ้าง ไม่รู้จะถามใครดี ใครรู้บ้าง บอกหน่อยนะคะ
โดย: jumjija IP: 58.137.143.4 วันที่: 27 มิถุนายน 2551 เวลา:14:48:59 น.
  
อ้อ ลืมให้ email ค่ะ jumjija@gmail.com

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
โดย: jumjija IP: 58.137.143.4 วันที่: 27 มิถุนายน 2551 เวลา:14:50:32 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

blueschizont
Location :
ประจวบคีรีขันธ์  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



รักญี่ปุ่น