นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน ลำบากยากจนข้นแค้น ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร โดย อ. ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ

ข้าวต้นสูง อ่อนแอ ล้มง่าย ขายไม่ได้ราคา

ชาวนาชาวไร่ในช่วงนี้ก็คงจะต้องประสบกับปัญหาเรื่องฝน ที่มีร่องมรสุมพัดพาดผ่านหย่อมความกดอากาศต่ำจากภาคกลางภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งตรงไปยังชายฝั่งเวียดนามตอนกลางจึงทำให้ข้าวที่อยู่ในระยะเก็บเกี่ยวส่วนใหญ่ล้ม ระเนระนาด ราบเป็นหน้ากลอง ทำความเกิดความเสียหายต่อเมล็ดข้าวในเรื่องความชื้น เน่าเสีย ถูกตัดราคา หน้าโรงสีเนื่องด้วยคุณภาพที่ลดน้อยถอยลงไปอย่างน่าเสียดาย

การที่ข้าวล้มง่ายส่วนหนึ่งเกิดจากการดูแลรักษาในระยะเริ่มต้นที่มักจะใช้แต่ปุ๋ยที่ให้แร่ธาตุสารอาหารตัวหน้าสูงมากเกินไป จนทำให้ข้าวงามใบต้นสูง ผอม เล็กเรียวเมื่อเกี่ยวก็จะได้แต่ฟางน้ำหนักน้อยอีกทั้งก็มักจะใช้เมล็ดพันธุ์ที่หนาแน่น ปริมาณมากถึง 3 - 4 ถังต่อไร่นาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็จะเป็นกลุ่มนี้ ต้นข้าวที่อ่อนแอ ล้มง่ายนั้นส่วนใหญ่จะขาดการสะสมแคลเซียมและซิลิก้าอยู่ในระดับที่เพียงพอ จึงทำให้ต้นอ่อนแอถ้ามีการเตรียมปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ผสมกับ หินแร่ภูเขาไฟ (Zeo Platinum พูมิช [Pumish] )ในอัตราหนึ่งต่อห้า (ปุ๋ยเคมี 5 ส่วน : พูมิช 1 ส่วน)ก็จะช่วยทำให้ข้าวไม่ดูดกินไนโตรเจนในปริมาณที่มากเกินไป เพราะ พูมิชจะช่วยทำให้ปุ๋ยกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า ค่อยปลดปล่อยออกมาให้ข้าวกินอย่างพอเหมาะพอดี

ลักษณะของข้าวที่ดี คือต้นเตี้ย แบน อ้วน อวบ ไม่ผอม ชาว สูงชะลูด พร้อมต่อการรับน้ำหนักของรวงการดูแลให้ต้นข้าวมีลักษณะที่ไม่สูงยาวอ่อนแอ จะต้องกระทำตั้งแต่ตอนเตรียมดินคือควรจะต้องใช้หินแร่ภูเขาไฟ (พูมิช (Pumish), พูมิชซัลเฟอร์(Pumish Sulpher) )ในอัตรา 20 – 40 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านตั้งแต่ตอนเตรียมเทือกต้นข้าวจะได้รับแร่ธาตุซิลิก้าตั้งแต่ต้นเล็กและมีการสะสมไปจนตลอดข้าวมีอายุถึงการเก็บเกี่ยวจะช่วยทำให้ต้นข้าวแข็ง ตั้ง ทน อึดต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลงถ้ามีในปริมาณที่เพียงพอบางครั้งไม่ต้องใช้การดูแลรักษาป้องกันโรคแมลงศัตรูพืชที่ปลายเหตุได้เลยเพราะต้นข้าวจะมีภูมิคุ้มกัน มีน้ำมีนวลที่สมบูรณ์ปกป้องทั้งโรคและแมลงได้อย่างดีเยี่ยม

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreeangro.com




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2556   
Last Update : 7 ธันวาคม 2556 18:11:07 น.  

ชาวนากับวิธีแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแบบปลอดสารพิษที่ตำบล รำมะสัก จ.อ่างทอง

ปัญหาเรื่องเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายต้นข้าวนั้นต้องยกให้เป็นมหากาพย์แห่งวงการปลูกข้าวเลยก็ว่าได้เพราะยังไม่มีวี่แววว่าจะลดการระบาดลงไปได้ง่าย ๆ ขณะนี้ที่ตำบลรำมะสักอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ก็กำลังประสบปัญหาเรื่องนี้อย่างหนักชาวนาก็มีการดูแลป้องกันอย่างขยันขันแข็งเพื่อปกป้องต้นข้าวให้รอดพ้นจากการเข้าทำลายของศัตรูข้าวตัวร้ายชนิดนี้ ให้สูญสิ้นไปจากแปลงนาของตนเองให้ได้

แต่พฤติกรรมการป้องกันดูแลรักษาคราวนี้ออกจะผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมอยู่ค่อนข้างมากแต่เดิมที่ใช้แต่สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นหลัก ไม่ว่าภาครัฐจะรณรงค์ส่งเสริมให้ลดละ เลี่ยง เลิก การใช้สารพิษอย่างไรก็ตามยังไม่สามารถที่จะทำให้เกษตรกรในพื้นที่นี้ยอมรับแต่อย่างใด ตลอดระยะเวลา4 – 5ปีมานี้ เกษตรกรที่นี้ยังคงจะนิยมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืขอยู่ตลอดมาหลังจากที่นักวิชาการส่งเสริมของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (คุณหนึ่ง 086-8954172) ได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มหมอยาชาวบ้าน(ผู้รับจ้างฉีดพ่นสารเคมีประจำหมู่บ้าน นายวิชัย สำเร็จผล 57 หมู่ 9 ตำบลรำมะสักอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง 14120) ได้เล่าว่าเนื่องด้วยการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชส่วนใหญ่มักจะใช้ไม่ค่อยได้ผลกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพราะหลังจากฉีดพ่นไปไม่นาน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลก็จะกลับมาระบาดอีก บ้างก็ดื้อยาฉีดพ่นไม่ตาย

พอดีมีเกษตรกรท่านหนึ่งได้นำ จุลินทรีย์ “ทริปโตฝาจ”ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษให้ตนนำไปฉีดพ่นในแปลงนา ทราบว่าเกษตรกรท่านดังกล่าวทราบมาระยะหนึ่งแล้วจากเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงไว้ใช้สารชีวภัณฑ์ชนิดนี้แล้วได้ผลแต่เนื่องด้วยยังไม่มั่นใจและคุ้นเคยกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ให้ผลรวดเร็วทันใจมากกว่าจึงยังไม่กล้าใช้ในเบื้องต้น จากที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลค่อนข้างหนักและใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชแล้วเอาไม่อยู่ จึงได้มาซื้อ “ทริปโตฝาจ”ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ สาขารำมะสัก จ.อ่างทอง แล้วนำไปใช้ปรากฏว่าทำให้ข้าวไม่เสียหาย แถมยังช่วยรักษาผลผลิตให้ข้าวได้มากกว่าไร่ละ 110 ถังจึงทำให้เป็นที่ฮือฮาและบอกต่อแก่คนในพื้นที่นี้อย่างมาก เกษตรกรชาวไร่ชาวนาท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแบบปลอดภัยไร้สารพิษติดต่อสอบถามได้ที่คุณหนึ่งหรือ 0-2986-1680 -2 นะครับ

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2556   
Last Update : 7 ธันวาคม 2556 17:52:59 น.  

ข้าวที่ปลูกบนพื้นที่หินแร่ภูเขาไฟ จังหวัดบุรีรัมย์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม 2556 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางช่อง 3 ของคุณสรยุทธ์ สุทัศนจินดา กับคุณไบรท์พิชญทัฬน์ ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับงานมหกรรมข้าวหอมมะลิและของดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ข้าวลืมผัว และมีอยู่ชนิดหนึ่งทีน่าสนใจอย่างมากคือ ข้าวฮ่างภูเขาไฟ ที่ได้ทำการเพาะปลูกอยู่บนพื้นที่ภูเขาไฟเก่าของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งผู้ดำเนินรายการได้ระบุถึงคุณสมบัติของข้าวที่ดูดกินแร่ธาตุอาหารจากหินแร่ภูเขาไฟจากด้านล่าง ทำให้ข้าวมีความแข็งแกร่งและการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นกว่าการปลูกในพื้นที่ปรกติแถมยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลายอย่างในเชิงสมุนไพรส่งเสริมสุขภาพอย่างเช่นแร่ธาตุกาบา, ไนอะซิน, วิตามินบีและใยอาหารสูง ช่วยลดความโรคอัลไซเมอร์,ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง, ช่วยโรคเหน็บชา, ช่วยแก้ปัญหาท่านที่ท้องผูกบ่อย,ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง, ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และยังช่วยดูแลผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นชะลอการเกิดริ้วรอย ให้ผิวมีความเยาว์วัยอยู่เสมอ

ท่านที่สนใจสามารถไปเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ที่ เจ เจมอลล์ สวนจตุจักร ตลาดนัดติดแอร์ได้นะครับมีการนำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวหลากหลายรูปแบบมานำเสนอตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม2556 – 1 กันยายน 2556 เหมาะสำหรับที่สนใจห่วงใยสุขภาพอีกทั้งนักธุรกิจที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ปลอดภัยไร้สารพิษเข้ามาสู่ไลน์ธุรกิจเพิ่มขึ้นรับรองว่าไม่ผิดหวังครับเพราะว่ามาจากท้องถิ่นที่เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิโดยตรงของประเทศไทยเรา

จะสังเกตเห็นได้ว่าข้าวที่ปลูกอยู่บนพื้นที่หินแร่ภูเขาไฟนั้นจะมีความสำคัญพิเศษโดดเด่นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งประเทศญี่ปุ่น, คาซัคสถาน,เกาะบาหลีประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนมากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรเชิงธรรมชาติเพราะไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าแมลงเนื่องด้วยแร่ธาตุจากหินแร่ภูเขาไฟที่พร้อมต่อการละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชนั้นมีอยู่มากเนื่องด้วยผ่านความร้อนเป็นล้านๆ องศา จากแมกมา มาเป็นลาวา และค่อยๆเย็นตัวลงกลายเป็นหินสุกหินเดือดที่มีรูพรุนจากฟองอากาศที่เดือดพล่านทำให้มีความสามารถจับตรึงสารพิษจับตรึงก๊าซของเสียกลี่นเหม็น หรือแม้แต่การจับตรึงปุ๋ยให้กลายเป็นปุ๋ยละลายช้าได้ค่อนข้างดีเยี่ยมแร่ธาตุและสารอาหารที่มากมายอุดมสมบูรณ์จะช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแรงลดการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงได้มาก

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2556   
Last Update : 7 ธันวาคม 2556 17:29:12 น.  

ปัญหาหนอนกอ ในช่วงอายุข้าว 30 วัน

ปัญหาเรื่องหนอนแมลงศัตรูข้าวที่ชาวไร่ชาวนามักประสบพบเจอกันอยู่บ่อยๆนั้น เคยสังเกตไหมครับว่า มักจะมาในระยะที่ต้นข้าวของเราอ้วนท้วนสมบูรณ์หรือมีการใส่ปุ๋ยฉีดพ่นบำรุงไปทั่วกิ่งก้านใบเมื่อต้นข้าวได้รับสารอาหารที่เข้ามากระตุ้นจนเกิดการเจริญเติบโตยืดขยายแบ่งเซลล์ในระยะนี้ก็จะเป็นจุดอ่อนให้โรคแมลง เพลี้ย หนอน รา ไร เข้ามาทำลายได้ง่ายๆพืชบางชนิดนั้นมีขนเล็กละเอียด มีนวลมีไขที่คอยปกป้องคุ้มครองในรูปแบบธรรมชาติกำหนดมา โดยเฉพาะต้นข้าวนั้นก็เช่นกันถ้าสภาพต้นสมบูรณ์กลไกการป้องกันตนเองก็สามารถทำงานได้เต็มที่ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปที่มีโรคแมลงเข้าทำลายได้น้อยลง

ปัญหาของหนอนในอดีตนั้นมักจะมาเป็นระยะๆ เป็นช่วงๆ เช่นระยะฝนชุกระยะใส่ปุ๋ย ระยะบำรุงดอกใบ แต่ปัจจุบันพบว่าบางพื้นที่แทบไม่เลือกเวลาเข้ามาทำลายของหนอนแมลงศัตรูพืชกันเลยทีเดียวแต่ในเรื่องข้าวนั้นเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาไม่สับสนเกินไปก็จะให้ข้อสังเกตุว่าในระยะที่พืชจะได้รับปุ๋ยหรืออาหารโดยเฉพาะไนโตรเจนที่ทำหน้าที่ที่ทำให้ต้นข้าวงามใบเฝือใบ ยืดต้นได้อย่างรวดเร็วนั้น ก็จะเป็นช่วงที่มีฝนตกบ่อยๆหรือเรียกว่าระยะฝนชุกจนบางครั้งตกทั้งวันทั้งคืนจนรุ่งเข้าตื่นมาเห็นหนอนกัดกินใบข้าวกระจัดกระจายเสียหายไปทั่วทั้งทุ่งจนเรื่องยุ่งไปถึงพระอินทร์ที่ปล่อยควายมากินข้าวชาวนาจนได้รับความเสียหายก่อให้เกิดชื่อหนอนชนิดหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า “หนอนกระทู้ควายพระอินทร์”ซึ่งมักจะออกมากัดกินทำลายต้นข้าวในเวลากลางคืน

และช่วงระยะเวลาที่ควรระมัดระวังอีกช่วงหนึ่งก็คือระยะที่ใส่ปุ๋ยก่อนข้าวแตกกอ คือในช่วงระยะเวลา ใกล้อายุข้าว 30 วันบางท่านก็จะใส่ปุ๋ยช่วงข้าวอายุ15 หรือ 20 วัน แต่จะให้ดีควรใส่ปุ๋ยในช่วงที่ข้าวใกล้จะแตกกอ คือช่วงข้าวอายุ28-29 วันเมื่อใส่ปุ๋ยลงไปหนึ่งหรือสองวันข้าวก็จะเริ่มแตกกอมีลูกหลานออกมาช่วยแบ่งเบากระจายการดูดกินไนโตรเจนมิให้ข้าวรับมากเกินไปแต่ถ้าใส่ในช่วง 10-20 วัน ต้นจากเมล็ดเดียว ต้นเดียว ก็จะดูดกินปุ๋ยมากเกินไปทำให้เฝือใบ อ่อนแอ อวบอ้วน ง่ายต่อการเข้าทำลายของหนอนและแมลงศัตรูพืชเพราะฉะนั้นถ้าต้องการหลีกเลี่ยงการรบกวนของหนอน ควรใส่ปุ๋ยให้แก่ข้าวในช่วงอายุ28 วัน หรือก่อนที่ข้าวจะแตกกอสัก สอง หรือสามวัน จะช่วยแก้ปัญหาข้าวเฝือใบได้หรือจะใช้อีกวิธีการหนึ่งโดยการทำให้ปุ๋ยกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า ด้วยการใช้ปุ๋ย 100กิโลกรัม (2 กระสอบ) คลุกผสมกับ หินแร่ภูเขาไฟ (พูมิช Pumice, ไคลน็อพติโลไลท์Clinoptilolite, สเม็คโตไทต์ smectotite) 1กระสอบก็จะช่วยลดการเฝือใบของข้าวได้เป็นอย่างดี

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2556   
Last Update : 26 สิงหาคม 2556 11:16:18 น.  

ราคารับจำนำข้าวเหลือตันละ 12,000 บาท ชาวนาต้องลดต้นทุน

เริ่มวันแรกของการรับจำนำข้าวไปแล้วสำหรับราคารับจำนำรอบใหม่ที่รัฐบาลกำหนดให้ลดราคาลงมาเหลือ12,000 บาท โดยอาจจะมีเงินช่วยเหลือต่างหากอีก 1,000 บาทให้แก่ชาวนาโดยไม่ระบุว่าเป็นราคารับจำนำซึ่งจะเป็นด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจทราบได้หรืออาจจะกลัวฝ่ายค้านนำมาเป็นข้ออ้างในการโจมตีทำให้รัฐบาลออกอาการเป๋ก็เป็นได้ดูสภาพโดยรวมแล้วถือว่ารัฐบาลไม่ชัดเจนพอในการที่จะก้าวออกมายืนแถวหน้าเพื่อเป็นที่พึงให้แก่พี่น้องชาวไร่ชาวนาแถมยังขาดความมั่นใจในการดำเนินนโยบายรับจำนำให้พ้นผ่านได้อย่างตลอดลอดฝั่งอย่างน้อยน่าจะทำติดต่อกันให้ได้สักสองหรือสามปีเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกันไปเลยว่าโครงการรับจำนำนี้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลจริงหรือไม่ดีหรือด้อยกว่าโครงการประกันรายได้ของนโยบายพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร....เป็นที่น่าเสียดายที่โครงการดีๆต่อชาวนาอย่างนี้จะต้องถูกแก้ไขบิดเบือนเพียงเพราะไม่สามารถการควบคุมการทุจริตคอรัปชั่นให้เด็ดขาดได้

จากแรกเริ่มราคารับจำนำอยู่ที่ 15,000 บาทหลังจากเก็บเกี่ยวโดนหักค่าความชื้น 25 เปอร์เซ็นต์และต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้แก่วงจรอุบาศก์ต่างๆจนชาวนาชาวไร่ได้รับเงินจริงๆ ประมาณ 10,000 หรือ 12,000 บาท แต่พอรัฐบาลลดราคารับจำนำลงมาเหลือ 12,000 บาทก็จะทำให้รายได้ของชาวนาลดลงมาเหลือ 8,000 หรือ 9,000 บาทจากการที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตลงได้ จึงทำให้ตัวเลขขาดทุนดูสูงขึ้นจนเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านนำไปโจมตีได้(โดยที่รัฐบาลออกจะตื่นตระหนกตกใจง่ายไปสักหน่อย)เพราะเพียงแค่ตัวเลขนี้พูดถึงกันจริงๆแล้วสามารถช่วยทำให้ชาวนาชาวไร่ที่เป็นคนส่วนใหญ่ได้ลืมตาอ้าปากก็น่าจะที่จะสู้ต่อไปอีกหน่อยในระยะยาวอาจจะเป็นผลดีทำให้เกษตรกรทั่วประเทศมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น สร้าง GDPให้แก่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นก็เป็นได้

ในเมื่อพึ่งพาคนอื่นไม่ได้ก็ต้องกลับมาพิจารณาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มากๆเข้าไว้ในหัวข้ออัตาหิ อัตโนนาโถ (ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน) เป็นดีที่สุด ก็คือการทำอย่างไรก็ได้ในทุกวิถีทางให้ต้นทุนการทำนาปลูกข้าวเราลดลงพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาควรจะต้องกลับมาทบทวนเรื่องการเตรียมดินโดยใช้อินทรีย์วัตถุให้มากขึ้นงดการเผาฟาง งดการใช้สารเคมีที่เป็นสารพิษโดยไม่จำเป็น ลดการใช้เมล็ดพันธุ์กรวดน้ำตรวจดินให้อยู่ในสถานะที่เป็นประโยชน์ต่อต้นข้าวเพื่อจะได้ตักตวงดูดกินสารอาหารภายในดินออกมาเป็นประโยชน์ต่อต้นข้าวให้มากที่สุดเท่าที่จำทำได้สอบถามการทำนาปลอดสารพิษ ต้นทุนต่ำเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ0-2986-1680-2 หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน www.thaigreenagro.com.

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2556   
Last Update : 26 สิงหาคม 2556 9:58:30 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  
greenagro
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




เกษตรปลอดสารพิษ ชีวิตจะปลอดภัย อายุขัยยืนนาน ลูกหลานรื่นเริง

สวัสดดีครับ สำหรับผู้ที่สนใจการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพ มือสมัครเล่น มือใหม่ มือเก่า ก็เข้าได้ทุกคนครับ ขอเชิญเข้ามาเยี่ยมชมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ที่นี่เลยนะครับ "ชีวิตจะได้มีสุขกับเกษตร"

ประวัติและผลงาน


ปี ชื่อหนังสือ ผู้แต่ง / เรียบเรียง จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์
ปี 2535 พนักงานชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
ปี 2540 ธุรการ/จัดพิมพ์หนังสือ สมุนไพรใช้ในกุ้ง : ลูกใต้ใบ พญายอ ฟ้าทะลายโจร อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2540 ธุรการ/จัดพิมพ์หนังสือ การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2541 กองบรรณาธิการ พืชผักปลอดสารพิษด้วยภูไมท์ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2541 กองบรรณาธิการ การใช้ปูนและซีโอไลท์ ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ศิลป์ การใช้ปูนและซีโอไลท์ ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2542 กองบรรณาธิการ มะนาวด่านเกวียนปลอดสารพิษ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2542 ผู้จัดการชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
ปี 2553 บทความตีพิมพ์ นิตยสารผักเศรษฐกิจ บ. มิเดีย ออฟ กรีน กรุ๊ฟ จก. บ. มิเดีย ออฟ กรีน กรุ๊ฟ จก.
ปี 2554 บทความตีพิมพ์ เทคโนโลยีชาวบ้าน มติชน มติชน
ปี 2554 บทความดีพิมพ์ หลากวิธีการบังคับมะนาวนอกฤดู "เงินล้าน" เล่ม 2 พริ้ม ศรีหานาม บจ. นาคา อินเตอร์มีเดีย นาคา อินเตอร์มิเดีย

ปี 2555 คอลัมน์ประจำ/ไม่ประจำ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, เดลินิวส์, ประชาชาติธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ, ไทยโพสต์ ฯลฯ, นิตยสาร ไม่ลองไม่รู้, ผักเศรษฐกิจ, รักษ์เกษตร, เกษตรวาไรตี้ ฯลฯ

ปี 2556- ปัจจุบัน นักกจัดรายการวิทยุ สถานีวิทยุมก.บางเขน, มก. ขอนแก่น, มก. เชียงใหม่, มก. สงขลา และเครือข่ายสยามชัยเรดิโอ

ปัจจุบัน ประธาน/กรรมการผู้ัจัดการ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ/บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด
[Add greenagro's blog to your web]