นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน ลำบากยากจนข้นแค้น ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร โดย อ. ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ

ราคารับจำนำข้าวเหลือตันละ 12,000 บาท ชาวนาต้องลดต้นทุน

เริ่มวันแรกของการรับจำนำข้าวไปแล้วสำหรับราคารับจำนำรอบใหม่ที่รัฐบาลกำหนดให้ลดราคาลงมาเหลือ12,000 บาท โดยอาจจะมีเงินช่วยเหลือต่างหากอีก 1,000 บาทให้แก่ชาวนาโดยไม่ระบุว่าเป็นราคารับจำนำซึ่งจะเป็นด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจทราบได้หรืออาจจะกลัวฝ่ายค้านนำมาเป็นข้ออ้างในการโจมตีทำให้รัฐบาลออกอาการเป๋ก็เป็นได้ดูสภาพโดยรวมแล้วถือว่ารัฐบาลไม่ชัดเจนพอในการที่จะก้าวออกมายืนแถวหน้าเพื่อเป็นที่พึงให้แก่พี่น้องชาวไร่ชาวนาแถมยังขาดความมั่นใจในการดำเนินนโยบายรับจำนำให้พ้นผ่านได้อย่างตลอดลอดฝั่งอย่างน้อยน่าจะทำติดต่อกันให้ได้สักสองหรือสามปีเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกันไปเลยว่าโครงการรับจำนำนี้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลจริงหรือไม่ดีหรือด้อยกว่าโครงการประกันรายได้ของนโยบายพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร....เป็นที่น่าเสียดายที่โครงการดีๆต่อชาวนาอย่างนี้จะต้องถูกแก้ไขบิดเบือนเพียงเพราะไม่สามารถการควบคุมการทุจริตคอรัปชั่นให้เด็ดขาดได้

จากแรกเริ่มราคารับจำนำอยู่ที่ 15,000 บาทหลังจากเก็บเกี่ยวโดนหักค่าความชื้น 25 เปอร์เซ็นต์และต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้แก่วงจรอุบาศก์ต่างๆจนชาวนาชาวไร่ได้รับเงินจริงๆ ประมาณ 10,000 หรือ 12,000 บาท แต่พอรัฐบาลลดราคารับจำนำลงมาเหลือ 12,000 บาทก็จะทำให้รายได้ของชาวนาลดลงมาเหลือ 8,000 หรือ 9,000 บาทจากการที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตลงได้ จึงทำให้ตัวเลขขาดทุนดูสูงขึ้นจนเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านนำไปโจมตีได้(โดยที่รัฐบาลออกจะตื่นตระหนกตกใจง่ายไปสักหน่อย)เพราะเพียงแค่ตัวเลขนี้พูดถึงกันจริงๆแล้วสามารถช่วยทำให้ชาวนาชาวไร่ที่เป็นคนส่วนใหญ่ได้ลืมตาอ้าปากก็น่าจะที่จะสู้ต่อไปอีกหน่อยในระยะยาวอาจจะเป็นผลดีทำให้เกษตรกรทั่วประเทศมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น สร้าง GDPให้แก่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นก็เป็นได้

ในเมื่อพึ่งพาคนอื่นไม่ได้ก็ต้องกลับมาพิจารณาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มากๆเข้าไว้ในหัวข้ออัตาหิ อัตโนนาโถ (ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน) เป็นดีที่สุด ก็คือการทำอย่างไรก็ได้ในทุกวิถีทางให้ต้นทุนการทำนาปลูกข้าวเราลดลงพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาควรจะต้องกลับมาทบทวนเรื่องการเตรียมดินโดยใช้อินทรีย์วัตถุให้มากขึ้นงดการเผาฟาง งดการใช้สารเคมีที่เป็นสารพิษโดยไม่จำเป็น ลดการใช้เมล็ดพันธุ์กรวดน้ำตรวจดินให้อยู่ในสถานะที่เป็นประโยชน์ต่อต้นข้าวเพื่อจะได้ตักตวงดูดกินสารอาหารภายในดินออกมาเป็นประโยชน์ต่อต้นข้าวให้มากที่สุดเท่าที่จำทำได้สอบถามการทำนาปลอดสารพิษ ต้นทุนต่ำเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ0-2986-1680-2 หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน www.thaigreenagro.com.

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2556   
Last Update : 26 สิงหาคม 2556 9:58:30 น.  

ราคาข้าวโลกเพิ่มสูงขึ้นกว่า 2,000 บาทต่อตัน

จากอานิสงส์โครงการรับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาททำให้ราคาพืชผลเกษตรอย่างข้าวได้ดีดตัวขึ้นเฉลี่ยทั่วโลกอีกตันละประมาณ 2,000บาท ส่งผลทำให้ชาวไร่ชาวนาทั่วโลกที่มีอาชีพเพาะปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงมนุษย์ที่อยู่อาศัยบนโลกใบนี้มิให้อดอยากได้มีโอกาสทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนี่ขนาดประเทศไทยประเทศเดียวที่พยายามสร้างราคาที่ยุติธรรมให้แก่ผลิตผลทางการเกษตรยังสามารถสะท้อนความต้องการที่แท้จริงได้ขนาดนี้ (ความต้องกินข้าว..แพงอย่างไรก็ต้องซื้อ)ถ้าเหล่าหมู่มิตรสหายอาเซียนร่วมแรงร่วมใจกันแบบกลุ่มโอเปคที่ร่วมมือจับกลุ่มสุมหัวกันกำหนดราคาน้ำมันโดยไม่สนใจสภาวะผลกระทบข้างเคียงก็จะทำให้พลังแห่งความสามัคคีนี่เพิ่มยิ่งขึ้นทวีคูณ

มิใช่จะมาปลุกปั่นให้เกษตรกรหรือชาวนาไทยหรือในอาเซียนค้ากำไรเกินควรนะครับแต่ต้องการให้เกษตรกรหรือชาวนามีอาชีพที่สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเท่ากับอาชีพอื่นๆในสังคมทำอาชีพปลูกข้าวก็สามารถที่จะมีเครื่องอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตได้ทัดเทียมกับอาชีพอื่นๆเยาวชนคนรุ่นใหม่จะได้ไม่ทิ้งไร่ทิ้งนา หันเหไปหาอาชีพในเมืองทำกันเสียหมดจนเหลือทิ้งไว้แต่คนเฒ่าคนแก่ให้เฝ้าบ้านเฝ้านาและต่อไปก็จะเป็นภาระต่อรัฐบาลในการสร้างที่พักอาศัยจัดงบประมาณและพยาบาลคอยดูแล....ถ้าคนหนุ่มสาวไม่มีเวลาเลี้ยงดูเพราะอาชีพในชีวิตประจำวันมิได้เอื้ออำนวยหรือเร่งเร้าบีบคั้นจนไม่มีเวลา

การรับจำนำข้าวส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกมีความสมเหตุสมผลกับราคาของข้าวสารพ่อค้าข้าวสารและพ่อค้าข้าวเปลือกสามารถที่จะมีรายได้ที่ทัดเทียมกันแต่ข้อเสียก็มีอยู่ตรงที่เงินทุกบาททุกสตางค์อาจจะตกหล่นสูญหายเบี้ยบ้ายรายทางไปกับระบบการกินหัวคิวเล่นพรรคเล่นพวก ถ้ารัฐบาลสามารถที่จะปกป้องดูแลปัญหาต่างๆ เหล่านี้ด้วยใจจริงได้ชาวไร่ชาวนาจะได้ประโยชน์เป็นอย่างมากเพราะอย่าลืมโครงการอภิมหาโปรเจคที่เกี่ยวกับชาวไร่ชาวนานั้นนานทีปีหนกว่าจะมีสวรรค์ประทานลงมา...ในครั้งนี้โชคดีไม่ต้องมีสวรรค์หรือฟ้าประทาน...มีรัฐบาลที่เข้าใจ(ในประชาชนจริงๆ)ก็ควรที่จะต้องรีบแก้ปัญหามุ่งหน้าให้โครงการขาวสะอาดโดยเร็วที่สุด...มิฉะนั้นถึงแม้จะปรับลดราคารับจำนำลงมาเหลือ12,000บาท...ชาวไร่ชาวนาก็ได้รับเงินจริงๆไม่ถึงราคาที่กำหนดใหม่ไว้อยู่ดี.....เพราะถูกโกงไประหว่างทาง!!!!!

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2556   
Last Update : 26 สิงหาคม 2556 9:24:53 น.  

โครงการรับจำนำข้าวตันละ 15,000 ดี.......แต่มีปัญหาที่การทุจริต!!!

จากการที่มีมติว่าจะลดราคารับจำนำข้าวจากตันละ 15,000 บาท ลดลงมาเหลือ12,000 บาทนั้น ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่พอจะลืมตาอ้าปากได้ประโยชน์จากเม็ดเงินจำนวนนี้อยู่บ้างก็พลอยอกสั่นขวัญหายไปตามๆกัน เพราะรัฐบาลกำลังจะปรับเปลี่ยนให้ลดราคาลงมาเนื่องด้วยสาเหตุการณ์อธิบายผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และทีมงานที่ไม่มีความชัดเจนเลี่ยงบาลีแบบเอาสีข้างเข้าถู ไม่ตรงประเด็นเนื่องด้วยอาจจะเกรงว่าตัวเลขขาดทุนจะมีอยู่สูงมากเกินไปตามที่ฝ่ายค้านได้โยนประเด็นเอาไว้ก็ไม่ทราบได้แต่ในเมื่อความจริงก็ต้องเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ก็ควรจะต้องรีบรับฟังและแก้ไขถ้ามีการสวมสิทธิ์ ทุจริตกันจริงในหลากหลายรูปแบบ รัฐบาลควรจะต้องรีบตรวจสอบปรับปรุงแก้ไขที่ต้นเหตุเหล่านี้ไม่ใช่ไปแก้ที่ปลายเหตุด้วยการลดราคารับจำนำลงมาเพื่อให้ตัวเลขที่ขาดทุนดูน้อยลงอันนี้เป็นการกระทืบลงไปที่อกและเหยียบกลางดวงใจของชาวนาโดยตรง!!!

เนื่องด้วยราคารับจำนำที่รัฐบาลได้มอบให้แก่ชาวนาพี่น้องเกษตรกรนั้นยังไม่ตรงกับจริตหรือพฤติกรรมการขายของพี่น้องเกษตรกรชาวนามากเท่าใดนักเพราะราคาที่ได้รับจริงจาก 15,000 บาทนั้น เขาได้รับจริงๆ เพียงแค่ประมาณ 12,000 –13,000 บาท เนื่องด้วยราคา 15,000 บาทนั้นเป็นราคาที่จะต้องมีความชื้นไม่เกิน 15เปอร์เซ็นต์แต่พฤติกรรมชาวนาไทยส่วนใหญ่เกี่ยวข้าวแล้วจะใส่รถบรรทุกส่งไปขายที่โรงสีทันทีเพราะไม่มีที่เก็บ ที่ตากอีกทั้งมีความจำเป็นเร่งด่วนในหลายเหตุผลที่จะต้องรีบใช้เงิน แถมโครงการนี้ความจริงแล้วเงินก็ยังไม่ได้รับโดยทันทีจะต้องรอไปอีกประมาณ 15-20 วัน จึงจะได้รับทำให้ในระหว่างนี้จะต้องไปหยิบยืมกู้หนี้ยืมสินพี่น้องเพื่อนบ้านไปพลางๆก่อน

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามชาวนาก็ยังได้ประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นอยู่บ้างจากที่ในอดีตขายข้าวได้ราคาเพียง 4,500 –6,000 บาท ถูกลดทอนตีราคาไปตามคุณภาพที่กำหนดโดยพ่อค้าโรงสี เพราะเกษตรกรไม่มีความรู้ในเรื่องเครื่องมือเครื่องไม้ที่ใช้วัดความชื้นเขาแจ้งเท่าใดก็เท่านั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาของข้าวเปลือกที่ทำให้รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายสูงแต่อยู่ที่การบริหารจัดการ ทีมงานที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์ควรจะต้องเข้มงวดกวดขันให้โครงการนี้มีความโปร่งใสมากที่สุดทั้งในเรื่องการสวมสิทธิ์ การรับซื้อ การขาย การเก็บสต๊อกความชัดเจนในเรื่องราคาที่เกษตรกรหรือชาวนาจะได้รับควรจะสอดคล้องต้องกันกับพฤติกรรมการขายของชาวนาที่ส่วนใหญ่จะขายข้าวสดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเท่าที่ได้เห็นตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการก็ประมาณหนึ่งแสนกว่าล้านบาท เมื่อเทียบกับเงิน 5 – 6แสนล้านบาทที่นำไปอุ้มเศรษฐีที่ล้มบนฟูกเมื่อครั้งวิกฤติต้มยำกุ้งของ 56 ไฟแนนซ์ที่รัฐบาลรับทรัพย์สินและลูกหนี้มา800,000 ล้านบาทส่งต่อให้ ปรส. อีกทั้งรัฐบาลในขณะนั้นต้องรับผิดชอบชดเชยภาระหนี้สินโดยรวมของกองทุนฟื้นฟูสูงถึง1.3 ล้านล้านบาทแต่มรดกถูกส่งไปทิ้งให้อีแร้งอีการุมทึ้งจากการประมูลซื้อถูกขายแพงของนายทุนต่างชาติโดยขาดการตรวจสอบและความรอบคอบในระบบการบริหารจัดการจึงทำให้คนไทยเสียเปรียบเสียผลประโยชน์จากการบริหารNPL ในครั้งนั้น...ผมว่าครั้งนี้ทำเพื่อเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติน่าจะได้บุญและคุ้มค่ากว่านะครับ

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2556   
Last Update : 26 สิงหาคม 2556 9:05:50 น.  

อย่าลดราคารับจำนำข้าวจากชาวนา

มีข่าวแว่วๆว่าทางกระทรวงพาณิชย์นำโดยนางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์นำเสนอนโยบายขอลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้าปี 55/56 รอบสอง หรือโครงการรับจำนำปี 2556 ที่จะเริ่มในเดือนเมษายน - พฤษภาคมนี้ จากตันละ 15,000 บาทให้ลงมาเป็น 14,000 บาท, 13,000 บาทตามลำดับ โดยท่านปลัดให้ความเห็นว่าชาวไร่ชาวนาน่าจะร่ำรวยหมดนี้หมดสินไปแล้วในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาจากราคาข้าวเปลือกที่รัฐบาลรับประกันราคาให้สูงกว่าราคาจริงจากท้องตลาด โดยความเห็นดังกล่าวได้แจ้งว่าไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณที่จะรับซื้อ เพราะงบประมาณในปี 2556 ได้ถูกอนุมัติเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตามต้องการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

ท่านปลัดวัชรี วิมุกตายนคงจะไม่ทราบหรือขาดข้อมูลเชิงลึกว่าภายในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมานั้น ราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 15,000 บาทนั้นชาวไร่ชาวนารับเงินจริงๆ แล้วไม่ถึง เพราะเงื่อนไขราคาที่ใช้ในการปฏิบัติหรือรับจำนำนั้นไม่ได้สอดคล้องตรงจริตหรือวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวไร่ชาวนาในบ้านเราที่มักจะเกี่ยวข้าวแล้วเทใส่ขึ้นรถบรรทุกตรงไปยังโรงสีเลยทันที และจะถูกตัดราคาจากปัญหาความชื้นสูงที่มากกว่า 25% ทำให้ราคาลดต่ำลงมาเหลือเพียง 10,000 - 12,000 บาทต่อตัน (จะหาพื้นที่ทำเป็นลานซีเมนต์คอนกรีตก็ไม่มีพื้นที่ไม่มีกำลังในการก่อสร้างลงทุน เพียงแค่พื้นที่เพาะปลูกก็หาเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว) แถมเงื่อนไขการรับเงินต้องรอเวลา ไม่สามารถรับเงินได้ทันที ในระหว่างที่รอก็ต้องกู้หนี้ยืมสินใช้เงินนอกระบบ ดอกเบี้ยแพงมาใช้แก้ขัดซื้อปุ๋ยยาเมล็ดพันธ์ุสำรองไปพลางก่อน

รายได้และผลประโยชน์ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ตกไปยังตัวเกษตรกรชาวไร่ชาวนาโดยตรง แต่จะไปตกแก่ผู้มีอำนาจวาสนาบารมีที่มีพื้นที่ตาก มีอำนาจต่อรอง มีพรรคพวก ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน มีปัญญารับซื้อข้าวได้ทีเป็นหมื่นเป็นแสนตัน พวกนี้จะได้กำไรส่วนต่างตรงที่สามารถตาก อบ สต๊อคเมล็ดข้าวเปลือกที่รับซื้อจากชาวนาอีกทอดหนึ่งประมาณ 1,000 - 5,000 บาท เพราะเงื่อนไขราคาที่รับซื้อจากชาวไร่ชาวนานั้นไม่ตรงกับวิถีชีวิตที่เป็นจริงของชาวนา (เก็บเกี่ยวแล้วขายทันที). ไม่มียุ้งฉางให้เก็บให้ตาก

ความจริงถ้ารัฐบาลคิดจะช่วยเหลือชาวนาให้ตลอดรอดฝั่งจริงๆ น่าจะตั้งราคาที่เกี่ยวสดแล้วขายให้โรงสีไปเลยว่าจะให้เท่าไร แล้วกระบวนการต่อจากนี้ให้เป็นหน้าที่ของภาคธุริจหรือโรงสีทำหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงไป ส่วนเรื่องการผลิตให้เป็นหน้าที่ของเกษตรกรชาวไร่ชาวนาในการพัฒนา เพราะขั้นตอนการชั่งน้ำหนัก การตรวจสอบความชื้นว่าจะมีกี่เปอร์เซ็นนั้นจะว่าแต่ชาวนาชาวไร่เลยครับ แม้แต่ป.ตรี ป.เอกบางคนนำข้าวไปขาย ทางโรงสีแจ้งว่าได้เท่าไรก็เท่านั้นครับ มาตรฐานอยู่ที่ปากของทางฝ่ายโรงสี และแต่ละโรงสีก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน นี่ยังไม่นับรวมเรื่องข้าวของสินค้าปุ๋ยยาที่ขึ้นราคาตามมาอีกนะครับ แล้วจะว่าชาวนาชาวไร่ได้กำไรไม่มีหนี้มีสิน หมดความอยากได้อยากมีไปแล้วได้อย่างไร?

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2556   
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2556 21:34:19 น.  

พื้นที่ดินทรายใช้ซอยด์พลัส

พื้นที่เกษตรกรรมที่เป็นดินทรายส่วนใหญ่จะขาดแคลนแร่ธาตุสารอาหารที่ใช้ในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้แก่พืช โดยเฉพาะพื้นที่แถบภาคอีสาน ทำให้ต้องสิ้นเปลืองปุ่ยในปริมาณเพื่อเพิ่มเติมเสริมลงไปในดิน เพื่อให้พืชได้ผลผลิตเป็นไปตามที่ต้องการ มิฉะนั้นพืชจะแคระแกร็น อ่อนแอ กิ่ง ก้าน ใบ ไร้ความอุดมสมบูรณ์ อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลงเพราะขาดแคลนสารอาหาร
เมื่ออาหารน้อยก็จำเป็นต้องเพิ่มอาหารจากแหล่งอื่นๆเข้าไปให้มากๆ โดยเฉพาะธาตุอาหารที่มาจากปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ 15-15-15, 16-16-16, 25-7-7 และ 16-8-8 ฯลฯ ซึ่งเป็นปุ๋ยหรืออาหารที่ให้ธาตุหลักโดยตรงและมีเปอร์เซ็นต์มาก แต่ข้อเสียของปุ๋ยเคมีก็คือมีราคาแพงแถมยังมีธาตุอาหารที่จำเป็นเพียงสามตัว คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ส่วนธาตุแคลเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน ธาตุเสริม เหล็ก, ทองแดง, แมงกานีส, สังกะสี, โบรอน, โมลิบดินัม, นิกเกิ้ลฯลฯ ในปุ๋ยเคมีจะไม่มีหรือมีก็เพียงตัวสองตัวเท่านั้น หรือการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวก็จะทำให้เกิดการสะสมกรดทำให้ดินเปรี้ยว แน่นแข็ง ในระยะยาวพืชจะไม่กินปุ๋ย ต้องหมั่นตรวจวัดกรดด่างของดินอยู่เสมอและรีบปรับปรุงแก้ไข
การใช้ผลิตภัณฑ์หินแร่ภูเขาไฟ “ซอยด์พลัส” ประกอบด้วยแร่ม้อนท์โมริลโลไนท์ ที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้เหนียวนุ่ม ชุ่ม หนืด เมือทำเทือกและระบายน้ำหลังหว่านข้าวจะเห็นพื้นผิวแตกระแหง ทำให้ดินสามารถอุ้มน้ำ อุ้มปุ๋ยให้แก่พืชได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีแร่ธาตุรองและเสริมจากหินแร่ภูเขาไฟต่างๆ อีกมากมาย ช่วยสนับสนุนให้พืชเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์และยั่งยืน อีกทั้งเมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมีแล้วราคาไม่แพง จึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการที่เกษตรกรจะนำไปปรับปรุงบำรุงดินในระยะเริ่มต้น เพื่อให้ดินทำหน้าที่กักเก็บปุ๋ยไว้ในดิน เหมาะสมกับพื้นที่นาดินทราย ดินร่วนจัด เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกในระยะยาวแล้วแทบจะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลยด้วยซ้ำ เป็นที่ชื่นชอบและเหมาะสมสำหรับกลุ่มที่ต้องการทำเกษตรอินทรีย์เป็นอย่างยิ่ง

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2555   
Last Update : 13 ธันวาคม 2555 9:05:57 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  
greenagro
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




เกษตรปลอดสารพิษ ชีวิตจะปลอดภัย อายุขัยยืนนาน ลูกหลานรื่นเริง

สวัสดดีครับ สำหรับผู้ที่สนใจการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพ มือสมัครเล่น มือใหม่ มือเก่า ก็เข้าได้ทุกคนครับ ขอเชิญเข้ามาเยี่ยมชมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ที่นี่เลยนะครับ "ชีวิตจะได้มีสุขกับเกษตร"

ประวัติและผลงาน


ปี ชื่อหนังสือ ผู้แต่ง / เรียบเรียง จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์
ปี 2535 พนักงานชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
ปี 2540 ธุรการ/จัดพิมพ์หนังสือ สมุนไพรใช้ในกุ้ง : ลูกใต้ใบ พญายอ ฟ้าทะลายโจร อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2540 ธุรการ/จัดพิมพ์หนังสือ การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2541 กองบรรณาธิการ พืชผักปลอดสารพิษด้วยภูไมท์ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2541 กองบรรณาธิการ การใช้ปูนและซีโอไลท์ ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ศิลป์ การใช้ปูนและซีโอไลท์ ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2542 กองบรรณาธิการ มะนาวด่านเกวียนปลอดสารพิษ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2542 ผู้จัดการชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
ปี 2553 บทความตีพิมพ์ นิตยสารผักเศรษฐกิจ บ. มิเดีย ออฟ กรีน กรุ๊ฟ จก. บ. มิเดีย ออฟ กรีน กรุ๊ฟ จก.
ปี 2554 บทความตีพิมพ์ เทคโนโลยีชาวบ้าน มติชน มติชน
ปี 2554 บทความดีพิมพ์ หลากวิธีการบังคับมะนาวนอกฤดู "เงินล้าน" เล่ม 2 พริ้ม ศรีหานาม บจ. นาคา อินเตอร์มีเดีย นาคา อินเตอร์มิเดีย
ปัจจุบัน ประธาน/กรรมการผู้จัดการ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ/บ. ไทยกรีนอะโกร จก.

[Add greenagro's blog to your web]