นิดหนึ่งนี้อุทิศแด่ชาวนา ผู้ต่ำต้อยน้อยหน้าเหลือแสน ลำบากยากจนข้นแค้น ไป่แม้นชาวฟ้ามหานคร โดย อ. ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ

ประโยชน์ของตอซังฟางข้าว

ท้องทุ่งนาไทยแต่โบราณกาลนานมามักจะเห็นตอซังฟางข้าวที่ถูกปล่อยทิ้งร้างให้แห้งเหี่ยวเปื่อยยุ่ยผุพังอยู่กลางท้องนา ผ่านฝนผ่านหนาวผ่านแดดเป็นระยะเวลาหลายเดือน ทำให้เศษซากของอินทรีย์วัตถุต่างๆได้มีเวลาให้จุลินทรีย์ได้ทำงานย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยคืนแร่ธาตุและสารอาหารที่ต้นข้าวดูดมาปล่อยกลับคืนไปสู่ผืนดินหรือธรรมชาติดังเดิม ธรรมชาติจึงสมดุลจะเพาะปลูกกี่รอบก็ยังทำให้ข้าวสามารถเจริญเติบโตงอกงามได้อย่างสมบูรณ์ โดยมักไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคแมลงเหมืองดังสมัยนี้ ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ได้จากตอซังฟางข้าวที่เปื่อยผุนั่นเอง

สถาบันข้าวนานาชาติ. IRRI ได้เคยวิจัยให้ข้อมูลไว้ว่าในฟางข้าวที่ให้ผลผลิต 100 ถังจะมีไนโตรเจนอยู่ 7.6 ก.ก. ฟอสฟอรัส 1.1 และโพแทสเซียมอีก28.6 ก.ก. นอกจากนี้ยังมีธาตุรองธาตุเสริมอีกเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแคลเซีย แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง  แมงกานีส สังกะสี นิกเกิ้ล โบรอนฯลฯ ที่เอาข้อมูลนี้มาอ้างก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านตระหนักถึงความสำคัญของตอซังฟางข้าวให้มากๆครับ ที่สามารถทำให้พี่น้องชาวไร่ชาวนาประหยัดต้นทุนลดการซื้อและใส่ปุ๋ยลงไปได้มากเพราะอาหารจากตอซังฟางข้าวนั้นช่วยให้ข้าวสมบูรณ์เจริญเติบโตเป็นพื้นฐานเป็นตัวเสริมที่ดีอยู่แล้ว


แต่จะทำอย่างไรให้ตอซังฟางข้าวเปื่อยยุ่ยผุพังโดยเร็ว ท่านอ่านคงยังไม่ลืมสูตรการทำจุลินทรีย์หน่อกล้วย จุลินทรีย์จากขี้ควาย จุลินทรีย์จากขุยไผ่กันนะครับ เพราะสูตรการทำจุลินทรีย์เหล่านี้ช่วยทำให้เราไม่ต้องไปเสียเงินซื้อจากหัวเชื้อจุลินทรีย์ญี่ปุ่น ไม่ต้องไปเสียเวลารอจุลินทรีย์ที่ภาครัฐแจกเพราะอาจจะไม่เพียงพอ ถ้าลืมสูตรลืมวิธีทำผมจะไม่บอกซ้ำในที่นี้ แต่ให้ไปหาอ่านกันเอาเองในเว๊บไซด์ http://www.thaigreenagro.com. นะครับ เพราะจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยทำให้ตอซังฟางข้าวของเราเปื่อยผุพังย่อยกลายเป็นปุ๋ยให้เราโดยง่าย


การใช้ประโยชน์จากตอซังฟางข้าวจึงมีความสำคัญมากในห้วงที่ข้าวยากหมากแพงเศรษฐกิจฝืดเคือง เพราะช่วยลดต้นทุนการใส่ปุ๋ย ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่มากเกินไป ยิ่งใช้หินแร่ภูเขาไฟ (พูมิช, พูมิชซัลเฟอร์) ใส่เสริมเติมเข้าไปในบางครั้งแทบไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงก็สามารถที่จะทำให้ข้าวแทงช่อห่อรวงออกมาให้เราได้ไม่แพ้กัน จากที่มาของเนื้อแร่หินภูเขาไฟที่เป็นส่วนหนึ่งของแมกมา ลาวา ที่หลอมเหลวหินแร่ธาตุต่างๆ ในอุณหภูมิหลายร้อยหลายพันองศาจึงเป็นประโยชน์ต่อพืชอย่างมากมาย เมื่อผสมผสานกับตอซังฟางข้าวจึงทำให้ข้าวโตและแข็งแรงจนแทบไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีและฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชแต่อย่างใด


มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com





 

Create Date : 09 กันยายน 2557   
Last Update : 9 กันยายน 2557 13:26:56 น.  

ชาวนายุคใหม่ต้องไร้สารพิษ ติดอาวุธทางปัญญา

หลังจากที่ทางคณะ คสช. ได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาจากโครงการรับจำนำข้าวที่ตกค้างอยู่อีกประมาณ 92,000 ล้านบาท ซึ่งแต่ก่อนรัฐบาลรักษาการของยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไม่สามารถที่จะไขว้เอามาให้ชาวนาได้ เนื่องด้วยปัญหาจากการขัดขวางของม็อป กปปส. และความไม่มีเสฐียรภาพในหลายๆด้านรวมถึงการทุจริตคอรัปขั่นในหลายๆขั้นตอน นี่เองเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดข่าวชาวนาผูกคอตายไปหลายหลาย จริงเท็จจะเป็นอย่างไรก็สุดจะคาดเดาได้ แต่สรุปเอาง่ายๆได้ว่าในห้วงช่วงเวลาดังกล่าว มีข่าวนาผูกคอตายจริงๆ


เมื่อได้เงินมาก็ทำให้ชาวนาชาวไร่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาตินั้นได้ลืมตาอ้าปากมีโอกาสหน้าชื่นตาบานขึ้นมาได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม ที่ว่าสั้นๆนั้นก็เพราะว่าเงินที่ได้มานั้นมีเจ้าหนี้มีเจ้าของปุ๋ยยาเคมีมารอคอยรับช่วงต่อไปในทันที และพร้อมที่จะให้กู้ซื้อปุ๋ยยาต่อไปอีกในรอบฤดูกาลถัดไป เนื่องด้วยเจ้าหนี้ก็หวังเงินของชาวนานำไปหมุนเวียนใช้ในกิจการอีกต่อหนึ่งหลังจากที่ติดค้างมาเนิ่นนานหลายเดือน วัฎจักรของชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้กันเกือบทั้งนั้น คือส่วนใหญ่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำไร่ไถนาจนร่ำรวยมีเงินเก็บสะสมได้มีแต่ชักหน้าไม่ถึงหลัง เมื่อนานๆทีมีโครงการดีๆ ที่จะทำให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ก็น่าจะรณรงค์ส่งเสริมแก้ไขจุดอ่อน ปิดรอยรั่วทั้งปวง และในระยะยาวจะต้องไม่ทำลายระบบราคาหรือระบบวงจรของตลาดข้าวก็น่าจะรีบนำมาใช้หรือแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาวไร่ชาวนานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะปัจจุบันที่ดินที่จะทำก็แทบไม่ เปลี่ยนจากเจ้าของกลายมาเป็นผู้เช่ากันเกือบจะหมดประเทศแล้ว


การแข่งขันที่จะปลูกข้าวแล้วสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้นั้นจะต้องให้ตวามสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการลดต้นทุน การลดเมล็ดพันธุ์ และลดการใช้ปุ๋ยยาเคมี ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่มาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกาาใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก หรือเศษซากจากตอซังฟางข้าวด้วยการหยุดการเผา การใช้หินแร่ภูเขาที่แร่ธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์จากเถ้าลาวา การผลิตจุลินทรีย์ย่อยตอซังฟางข้าวใช้เองไม่ต้องขอ ไม่ต้องซื้อ การใช้พืชสมุนไพรไล่แมลง การเพาะขยายจุลินทรีย์ราขาวบิวเวอร์เรีย ราเขียวไตรโคเดอร์ม่า  บีทีปราบหนอน บีเอสปราเชื้อรา ฯลฯ การสร้างสระน้ำประจำไร่นา การศึกษาหาความรู้จดจำสังเกตุจากธรรมชาติหรือกูรูตามหน่วยงานต่างๆและจากคอมพิวเตอร์ซึ่งปัจจุบันถือว่ามีความสำคัญมาก สิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถที่จะอัพเกรดพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆในรูปแบบที่มีการบริหารจัดการต้นทุนที่ต่ำลงได้ เกษตรกรท่านใดอยากปรึกษาหารือเกี่ยวกับการทำเกษตรปลอดสารพิษสามารถโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาหารือกับเราได้นะครับที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2986-1680-2 หรือ Call Center. 084-555-4205-9



มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2557   
Last Update : 15 มิถุนายน 2557 12:56:09 น.  

ราคาข้าวตันละไม่ถึงหมื่น แต่ต้นทุนชาวนาสูงขึ้นจากการใช้สารเคมีที่นำเข้าเกือบ 100% ต้องปรับแก้ด้วย

หลังจากนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นอันล้มพังพาบไปตามที่เราๆท่านๆได้ทราบเหตุผลกันดีอยู่แล้ว ส่งผลทำให้ราคาข้าวเปลือกในขณะนี้ขึ้นๆลงๆอยู่ที่ระดับ 5-6พันบาท ทำให้รายได้ชาวนาลดหดหายไปมากพอสมควรประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ เพราะจากที่ขายได้ในราคาจำนำหักความชื้นจากการขายข้าวสดตันละ10,000-12,000 บาท เรียกว่าหดหายไปครึ่งต่อครึ่ง

รายได้จากราคาข้าวที่ลดลงสวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจึงทำให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนาไม่สามารถดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว จะต้องปลูกผักตากหญ้าหาอาชีพเสริมมาทดแทน แต่ก็ไม่ได้ผลมากนักเพราะราคาพืชผักก็ขึ้นๆลงๆตามอุปสงค์และอุปทานที่เป็นไปอย่างเสรี เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศจึงยังคงยากจนอยู่


รัฐบาลได้มีการประมูลข้าวผ่านตลาดเกษตรล่วงหน้าหรือเอเฟตไปแล้วกว่า 500,000 ตัน ได้เงินเข้ากระเป๋าไปแล้ว 7,000 กว่าล้านบาท และตั้งเป้าจะหยุดการประมูลทันทีเมื่อครบ 1 ล้านตัน ความจริงแล้วรัฐบาลก็มีการขายแบบระบบจีทูจีหรือรัฐต่อรัฐ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินโดนีเซีย   ฟิลิปปินส์ จึงทำให้ข้าวที่มีอยู่ในสต๊อคของรัฐบาลพอจะทุเลาเบาบางลงไปได้บ้างและมีเงินใช้หนี้ ธกส. ไปเกือบ 20,000 ล้านแล้วในขณะนี้ แต่ราคาที่ขายออกไปนั้นจะต้องแข่งกับเวียดนาม กัมพูชา พม่า เวียดนามซึ่งขายข้าวออกไปในราคาที่ต่ำกว่าไทยค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคาข้าวในปัจจุบันตกต่ำและเป็นไปตามกลไกตลาด


ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยเราที่กำลังผันผวน ค่าเงินบาทอ่อน จากสภาวะการณ์ทางการเมือง การท่องเที่ยว การลงทุนของภาคเอกชนที่หดหาย ทำให้ระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเราลดเหลือเพียงร้อยละ 1 กว่าๆ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ร้อย 2กว่าๆ จะอย่างไรก็ตามการที่ค่าเงินบาทอ่อนก็มีผลดีอยู่บ้างตรงที่การส่งออกโดยเฉพาะการส่งออกข้าวที่จะช่วยทำให้ระดับราคาข้าวของไทยเราเพิ่มขึ้นได้บ้าง แต่ในช่วงนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นฤดูการที่ผลผลิตข้าวกำลังออกมาสมทบกับสต๊อคเก่าจึงทำให้ราคาข้าวร่วงหล่นลงมาสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลได้ล้มเลิกไปราคาข้าวจึงยังคงต่ำอยู่


ราคาข้าวตกต่ำแต่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเกษตรกรชาวไร่ชาวนาต้องพึ่งพิงอิงอาศัยปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงแต่เพียงอย่างเดียวจึงทำให้ต้นทุนยังคงสูงอยู่ ปลูกข้าวขายผลผลิตก็ไม่คุ้มทุน แต่ถ้าเปลี่ยนรูปแบบกลยุทธ์วิธีการใหม่โดยอาศัยอินทรีย์วัตถุ เติมความสมบูรณ์ให้แก่ดินด้วยหินแร่ภูเขาไฟ ใช้จุลินทรีย์ชีวภาพในการป้งอกันกำจัดโรคและแมลงและรูปแบบกระบวนการอื่นๆที่ปลอดภัยไร้สารพิษก็จะทำให้ต้นทุนลดผลผลิตเพิ่ม โดยเฉพาะต้นทุนนี้นจะลดต่ำลงจากเดิมมากถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก็โทรศัพท์มาสอบถามกันได้ที่ 0-2986-1680-2 นะครับ


มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com





 

Create Date : 15 มิถุนายน 2557   
Last Update : 15 มิถุนายน 2557 12:45:58 น.  

สถานการณ์ตลาดข้าวไทยในสถานการณ์ที่ชาวนาต้องปรับตัว




ถ้าจะพูดถึงเรื่องการปลูกข้าวหรือการบริโภคข้าวที่มากที่สุดในโลกนั้น ต้องยกให้จีนกับอินเดียนะครับ ไม่ใช่ประเทศไทย ดังที่ใครหลายๆคนอาจจะเข้าใจผิดจากข้อมูลที่เราได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องแชมป์การส่งออกข้าวที่เป็นมาในอดีต ประเทศไทยเราเพียงแต่มีความสามารถในการบริหารจัดการประชากรให้อยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี ประมาณ 62-65 ล้านคน จึงทำปริมาณผลผลิตข้าวที่ออกมานั้น นอกเหนือจากการบริโภคกันเองภายในประเทศแล้ว ก็ยังมีเหลือส่งออกไปยังประเทศต่างๆอีกมาก เป็นสิบล้านตันต่อปีโดยเฉลี่ย


แตกต่างจากจีนและอินเดียที่มีประชากรเป็นพันล้านคนและสามารถผลิตข้าวออกมาปีหนึ่งๆ เป็นร้อยล้านตัน ตัวเลขล่าสุดในปี 2556ที่ได้มา จีนมีผลผลิตจ้าวมากถึง 140 ล้านตัน แต่ผลผลิตส่วนใหญ่ยังคงใช้บริโภคกันเองภายในประเทศ มิได้ส่งออกมาเหมือนอินเดีย ไทย เวียดนาม กัมพูชา พม่าและลาว เพราะฉะนั้นถ้ามองกันให้ดี มองกันแบบยาวถ้าจีนสามารถควบคุมประชากรให้อยู่ในสัดส่วนที่สัมพันธุ์กับผลผลิตข้าวได้ ประเทศไทยเราที่มุ่งแต่ปริมาณการส่งออกที่เป็นอันดับหนึ่ง โดยไม่เน้นคุณภาพและประสิทธิภาพโดยเฉพาะเรื่องต้นทุน เมื่อยักษ์ตื่นขึ้นมาเราก็จะลำบาก เพราะจีนและไทยนั้นมีวัฒนธรรมการกินการอยู่ที่คล้ายๆกัน


นี่ขนาดจีนที่ถือเป็นยักษ์หลับทางด้านเศรษฐกิจ พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็แทรงอเมริกาไปเสียเฉยเลย ดังนั้นถ้าเขาสามารถบริหารจัดการข้าวได้รวดเร็ว วันนั้นพี่ไทยจะมีอะไรไปแข่งกับเขาหรือไม่ ในเมื่อทุกวันนี้ต้นทุนการปลูกข้าวของไทยยังสูงกว่าเวียดนาม และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนโดยเฉลี่ยไทยมีต้นทุนอยู่ที่ไร่ละ 5,000-6,000 บาททำให้เมื่อมีปัญหาด้านราคาข้าวโลกที่ตกต่ำก็จะทำให้ชาวนาเดือดร้อนจากการจำหน่ายข้าวที่มีส่วนต่างของกำไรน้อยมากไม่เพียงพอต่อการใช้ในการดำรงชีพจึงทำให้ชาวนาชาวไร่ส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่


การให้ความสำคัญเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตนั้นจึงน่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วน ทั้งเรื่องการลดต้นทุน การลดการใช้สารเคมี การลดเมล็ดพันธุ์ หรือการเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไร และเพิ่มรายได้ที่ทางประเทศเวียดนามเขาใช้เป็นนโยบายในการช่วยเหลือชาวนาของเขา ไทยเราก็น่าจะนำมาปรับใช้ในบ้านเราเพื่อช่วยเหลือเกษตรด้วยเช่นกัน แทนที่จะมุ่งในเรื่องของประชานิยมหรือเชิงปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว ควรหันมาให้ความสนใจในการให้ความช่วยเหลือแบบยั่งยืนโดยเฉพาะการใช้วัสดุจากธรรมชาติทดแทนปุ๋ย การทำให้ปุ๋ยกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า การเสริมสร้างความแข็งแรงเพื่อลดการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืช การปลูกข้าวในรูปแบบเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่า หรือการให้ความรู้ความเข้าใจชาวไร่ชาวนาในสาขาอาชีพเกษตรด้านอื่นเพื่อให้มีความพร้อมต่อการผลิตสินค้าเกษตรที่อาจจะมีการขึ้นลงได้อย่างสอดคล้องสัมพันธ์กับสถานการณ์โลกที่อาจหมุนเวียนเปลี่ยนผันอยู่ตลอดเวลา


มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2557   
Last Update : 15 มิถุนายน 2557 12:19:51 น.  

ข้าวราคาถูก ควรปลูกแบบลดต้นทุน.

หลังจากที่รัฐบาลยุติโครงการรับจำนำข้าวจึงทำให้วิกฤติราคากระทบกับปากท้องของชาวไร่ชาวนาเมื่อข้าวเปลือกราคาเป็นไปตามกลไกของตลาดโลกที่มีทั้งอินเดีย ลาว กัมพูชาเมียนมาร์ เวียดนาม ต่างก็ออกมาแข่งขันประชันราคาจนอยู่ที่ระดับราคา 5,000-6,000 บาทต่อตันซึ่งถือว่าต่ำมากอยู่เหมือนกันเมื่อเทียบค่าครองชีพในปัจจุบันส่งผลทำให้กำรี้กำไรที่เคยมีของชาวไร่ชาวนาหดหายไม่เหลือพอที่จะนำไปจับจ่ายใช้หนี้ได้เพียงพอ

การประมูลข้าวที่ไทยหวังว่าจะได้จากฟิลิปปินส์ก็อาจจะต้องผิดหวังเพราะถูกเวียดนามแซงหน้าให้ราคาที่ต่ำกว่าจึงคาดได้ว่าน่าจะได้โควต้าในการส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์กว่า 700,000 ตัน (จากการเสริมสต๊อคข้าวที่กำลังลดลง)ไทยเราก็ต้องก้มหน้ากลับมาหาวิธีแนวทางในการระบายข้าวไปยังประเทศอื่นๆต่อไปทั้งยุโรป อเมริกา จีน แอฟริกาเพื่อที่จะได้ระบายข้าวที่มีอยู่ในสต๊อคจำนวนมาก

โดยปรกติไทยจะส่งออกข้าวไปต่างประเทศแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้

1. ข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวระดับพรีเมี่ยมชื่นชอบมากในสหรัฐฯ อียู จีน สิงคโปร์

2. ข้าวขาว ปลูกมากในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบนข้าวชนิดนี้ต้องแข่งขันกันสูงกับเวียดนาม ไทยมีจุดแข็งในข้าวขาว 100% และมีสัดส่งออกข้าวนี้ 30-40% ตลาดส่วนใหญก็จะเป็นชาวอาเซียนด้วยกันอย่าง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

3. ข้าวนึ่งไทยผลิตเพื่อส่งออก แต่ส่งออก 100% ไปที่แอฟริกา ไนจีเรีย

4. ข้าวเหนียวมีการส่งออกน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่บริโภคภายในประเทศ

วงจรการค้าข้าวก็จะมีเกษตรกรที่ทำหน้าที่ปลูกข้าวและส่งขายไปยังโรงสีโรงสีก็จะแปรสภาพเป็นข้าวสารจำหน่ายจ่ายแจกไปยังตลาดทั้งในในและต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่ก็จะผ่านพ่อค้าผู้ส่งออกในห้วงช่วงสองสามปีที่ผ่านมาโครงการรับจำนำของรัฐบาลที่รับซื้อข้าวสูงถึงตันละ 15,000 บาท ทำให้กระทบกับพ่อค้าผู้ส่งออกจำนวนมากที่ไม่สามารถซื้อข้าวแข่งกับรัฐบาลได้ข้าวส่วนใหญ่จึงไหลเข้าไปอยู่กับรัฐบาลและรัฐบาลก็จะต้องเร่งรีบหาเงินมาจ่ายคืนชาวด้วยการค้าข้าวออกไปยังตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเช่นกันซึ่งส่วนใหญ่จะทำการค้าแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี แต่ก็มาติดขัดเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นและปัญหาการเมืองปัญหาข้าวเน่าข้าวหายไปจากคลังที่เก็บจึงทำให้โครงการนี้มีอันสะดุดหยุดไปตามระเบียบ

ภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะงักจากยอดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่หายหน้าหายตาไปส่วนหนึ่งทำให้เกิดปัญหาในหลากหลายมิติแต่มิติที่สัมผัสกับชาวไร่ชาวนาเกษตรกรได้ก็คือเรื่องปัญหาปากท้องที่มีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายเมื่อขายข้าวในราคาตามตลาดโลก ซึ่งมีราคาค่างวดเฉียดฉิวกับต้นทุนที่แพงโด่งขึ้นมาสาเหตุส่วนหนึ่งก็คือค่าครองชีพ ค่าปุ๋ยค่ายาที่ขึ้นตามราคาข้าวแต่เมื่อราคาข้าวลดลงแต่ราคาปุ๋ยยาไม่ลดตามลงมาด้วย จึงทำให้การดำรงชีพของพี่น้องเกษตรกรดำรงอยู่ได้ยากขึ้น

การหาสิ่งทดแทนปุ๋ยยาเคมีจึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งอย่างการใช้กลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟที่ให้แร่ธาตุสารอาหารที่เกือบครบถ้วนแก่พืชหรือต้นข้าวไม่ว่าจะเป็นฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดงแมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินั่ม นิกเกิล ขาดแต่เพียง ไนโตรเจนถ้าเกษตรกรไม่เผาตอซังฟางข้าวหรือมีการเติมอินทรีย์วัตถุปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกเพิ่มเติมเสริมเข้าไปก็จะช่วยทำให้ใช้หินแร่ภูเขาไฟทดแทนปุ๋ยเคมีได้ไม่ยากที่สำคัญทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงมามากกว่า 50-60%เพราะหินแร่ภูเขาไฟช่วยทำให้พืชมีความแข็งแกร่งจากซิลิก้าที่ละลายน้ำได้ด้วยเพลี้ยหนอนแมลงราไรจึงเข้าทำลายได้ค่อนข้างยาก

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com




 

Create Date : 25 เมษายน 2557   
Last Update : 25 เมษายน 2557 17:58:54 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  
BlogGang Popular Award#10


 
greenagro
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




เกษตรปลอดสารพิษ ชีวิตจะปลอดภัย อายุขัยยืนนาน ลูกหลานรื่นเริง

สวัสดดีครับ สำหรับผู้ที่สนใจการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพ มือสมัครเล่น มือใหม่ มือเก่า ก็เข้าได้ทุกคนครับ ขอเชิญเข้ามาเยี่ยมชมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ที่นี่เลยนะครับ "ชีวิตจะได้มีสุขกับเกษตร"

ประวัติและผลงาน


ปี ชื่อหนังสือ ผู้แต่ง / เรียบเรียง จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์
ปี 2535 พนักงานชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
ปี 2540 ธุรการ/จัดพิมพ์หนังสือ สมุนไพรใช้ในกุ้ง : ลูกใต้ใบ พญายอ ฟ้าทะลายโจร อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2540 ธุรการ/จัดพิมพ์หนังสือ การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2541 กองบรรณาธิการ พืชผักปลอดสารพิษด้วยภูไมท์ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2541 กองบรรณาธิการ การใช้ปูนและซีโอไลท์ ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ศิลป์ การใช้ปูนและซีโอไลท์ ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2542 กองบรรณาธิการ มะนาวด่านเกวียนปลอดสารพิษ อ.ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ ชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อักษรสยามการพิมพ์
ปี 2542 ผู้จัดการชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
ปี 2553 บทความตีพิมพ์ นิตยสารผักเศรษฐกิจ บ. มิเดีย ออฟ กรีน กรุ๊ฟ จก. บ. มิเดีย ออฟ กรีน กรุ๊ฟ จก.
ปี 2554 บทความตีพิมพ์ เทคโนโลยีชาวบ้าน มติชน มติชน
ปี 2554 บทความดีพิมพ์ หลากวิธีการบังคับมะนาวนอกฤดู "เงินล้าน" เล่ม 2 พริ้ม ศรีหานาม บจ. นาคา อินเตอร์มีเดีย นาคา อินเตอร์มิเดีย

ปี 2555 คอลัมน์ประจำ/ไม่ประจำ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, เดลินิวส์, ประชาชาติธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ, ไทยโพสต์ ฯลฯ, นิตยสาร ไม่ลองไม่รู้, ผักเศรษฐกิจ, รักษ์เกษตร, เกษตรวาไรตี้ ฯลฯ

ปี 2556- ปัจจุบัน นักกจัดรายการวิทยุ สถานีวิทยุมก.บางเขน, มก. ขอนแก่น, มก. เชียงใหม่, มก. สงขลา และเครือข่ายสยามชัยเรดิโอ

ปัจจุบัน ประธาน/กรรมการผู้ัจัดการ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ/บริษัท ไทยกรีนอะโกร จำกัด
[Add greenagro's blog to your web]