ชีวิตมีไว้ใช้ .. ไม่ได้มีไว้โชว์

การเตรียมตัวไป work and travel

บล็อกนี้เขียนเรื่องการเตรียมตัวไป work ของเราดีกว่า ..

สิ่งสำคัญที่ต้องมี ;
อันดับแรกเลยคือ ข้อมูล เพราะการจะไป work ตัวคนเดียวเนี่ย ต้องหาข้อมูลเยอะถึงเยอะมาก ทั้งเรื่องงานที่จะต้องไปทำ ที่พัก เอกสาร ฯลฯ จิปาถะ โดยเฉพาะในชาวงวิกฤตของชีวิตที่เอเจนซี่ที่จ่ายตังค์จ้างไปร่วมครึ่งแสนไม่สามารถช่วงเราได้เลย เราจึงต้องขวนขวายด้วยตัวเองทั้งหมด สิ่งที่เราทำแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ได้แก่

1. หาสมุดน่ารัก ๆ มาสักเล่ม ขอเรียกว่า "สมุดวิเศษ" ก็แล้วกัน เวลาได้ข้อมูลอะไรมาให้จดลงไปให้หมด โดยแบ่งเป็นส่วน ๆ เช่น วีซ่า งาน ที่พัก เพื่อน สิ่งสำคัญ ฯลฯ จะให้ทำการรวบรวมข้อมูลทำได้ง่าย หาก็ง่าย ไม่ปวดเฮด

2. โหลด Google earth มา แล้วหาว่า งานที่ต้องทำอยู่จุดไหนของโลก โดย search จากที่อยู่นายจ้างที่ได้จากเอเจนซี่มา (ถ้าไม่มีเอาชื่อหน่วยงานมาหาใน google เดี๋ยวนี้หน่วยงานไหนเค้าก็มีเว็บทั้งนั้น) หาตำแหน่งที่ชัดแจ้งของที่ทำงาน หลังจากนั้นเลือกเครื่องมือหาที่พัก (ใน google earth นั่นแหละ) หาว่าที่พักไหนอยู่ใกล้ ๆ กับที่ทำงานบ้าง (อันนี้เราหาเพราะงานเราไมมีที่พักให้ ต้องหาเอง ใครทำบุญมาเยอะได้ที่พัก ก็ข้ามช็อตนี้ไปเลย) เอาชื่อที่พักมาหาเรท+ดูรูปจากรีวิว+โทรไปถามเรทว่าจะไปอยู่นาน เอาข้อมูลที่ได้มาถามเพื่อนที่จะไปด้วยกันว่าสนใจอันไหน แล้วโทรไปจอง อ้อ ข้อมูลทั้งหมดที่ได้นี้ (โดยเฉพาะชื่อที่พัก address และ เบอร์โทรศัพท์) อย่าลืมลงในสมุดวิเศษด้วยล่ะ

นอกจากนั้น google earth ยังช่วยให้เรารู้ทิศทางคร่าว ๆ ของเมืองที่จะไปอยู่ในอนาคตอันใกล้ ว่าที่กินอยู่ไหน ที่ช็อปอยู่ไหน ที่เที่ยวอยู่ไหน ทำให้เราปรับตัวได้เร็วในระดับหนึ่ง อาจจะปริ้นท์ใส่สมุดวิเศษไว้ (ตอนเราไปถึงขั้นปริ้นท์สายรถเมล์ไว้ แต่ก็ได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ นะเออ)

2. เขียน things to do ลงในสมุด ว่าต้องทำอะไรให้เสร็จภายในวันไหน

3. เตรียมเอกสารให้พร้อม สิ่งที่ควรจะถ่ายเอกสารเก็บไว้ ได้แก่ พาสปอร์ต หน้าวีซ่า และ DS-2019 ควรมีอย่างน้อย 3 ชุดคือ 1. ซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทาง 2. ติดตัว 3. ฝากเพื่อนไว้ 1 ชุด

4. เรื่องเสื้อผ้า ควรหาข้อมูล dress code ของเมืองนั้น ๆ ในช่วงที่ไป ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร รวมถึงเสื้อผ้าที่ต้องใช้ทำงานด้วย ซึ่งงานของเรา (Host&Casheir) เค้าระบุว่ารองเท้าดำล้วน ถุงเท้าไม่เกี่ยง (แต่เราเอาดำล้วนไปเหมือนกัน เผื่อโผล่) ให้ใส่เสื้อกันหนาวได้แต่ต้องดำล้วน+ไม่มีฮูด ซึ่งเราไม่มี (มารู้ทีหลัง) เลยต้องทนหนาวเวลาทำงานเล็กน้อย (แก้ปัญหาโดยการเอาเครื่องดื่มร้อนจากห้อง Beverage มากิน 555)

5. เรื่องอาหารการกิน (กรณีที่บ้านพักอนุญาตให้ทำอาหารได้) ควรจะตกลงกับเพื่อนร่วม worksite ว่าใครจะเอาอะไรไป บางทีขนไปชนกัน เช่น น้ำปลา 3 ขวด โอ้วแม่เจ้า ราวกับใช้กินต่างน้ำ ลองตกลงกันดู สิ่งที่ควรจะมีคือ

5.1 ซุปก้อนคนอร์และผงปรุงรส - แม้ว่าที่อเมริกาจะมีซุปก้อนคนอร์เหมือนกัน แต่รสชาติต่างกันลิบลับ ของเราอร่อยกว่ามาก เอาไปเยอะ ๆๆๆๆ เลย option เสริมคือ ซุปก้อนรสต้มยำ ขอบอกว่าอร่อยเด็ดมาก คนชาติไหนได้ลอง ไม่ซึ้งให้เตะ แม้ว่าคนทำจะทำอาหารไม่เป็นเลยก็ตาม 555

5.2 น้ำมันหอย - ไม่รู้เป็นอะไร แต่ผัดผักของไทยจะขาดสิ่งนี้ไปไม่ได้ แล้วที่อเมริกาก็ดันไม่มีอีก (อ้างอิงจากเมืองที่เราอยู่นะ) มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ขาดน้ำมันหอยกัน เกือบเหี่ยวตายกันหมดทีเดียว จนต้องยอมซื้อจาก korean market ใน Sacramento มา แม้ว่าน้ำมันหอยขวดเดียวจะราคาเกือบ 4 เหรียญ !!! ซอสปรุงรส เต้าเจี้ยว ซีอิ้วขาว

5.3 ผงทำอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ - อันนี้แล้วแต่ศรัทธาเลยว่าใครชอบทำอะไร แบบไหน แต่บอกไว้ก่อนว่า ครั้นจะเลือกแกงเลียง แกงเหลือง ต้มข่าไก่ หรืออะไรก็ช่าง ได้โปรด เบิ่งดู ingredient needed สำหรับตำรับนั้น ๆ ก่อน เพราะเวลาจะทำให้ได้อย่างหน้าซอง จะต้องหาผัก เครื่องปรุงไทยอื่น ๆ เพิ่มเติม แล้วที่โน่นก็ช่าง มีของกินที่ไม่เหมาะกับการทำอาหารไทยเอาซะเลย แค่ใบมะกรูดมาทำต้มยำ ยังพลิกแผ่นดินหาไม่เจอ มะเขือก็เป็นลูกยักษ์ ๆ .. อยากทำอาหารไทยกินทื่นี่เลยต้อง ปลง เอาผักบ้านเค้ามา adapt เอาเอง

5.4 มาม่า - เน้นรสแก้เลี่ยนไว้เลย หมูสับนี่ไม่ต้องเน้น เวลาจะกลับมาม่าเหลือส่วนมากจะเป็นรสหมูสับ (จากที่สำรวจโพลมา) นอกจากนั้น ถ้าเหลือเป็นรสต้มยำต่าง ๆ เอาไปให้เพื่อนฝรั่งจะชอบกันมาก

5.5 น้ำพริก - ตามแต่ชอบ พื้นฐานก็พวก น้ำพริกเผา กับน้ำพริกตาแดง

ที่เราเจอว่ามีขาย คือ น้ำปลากับน้ำจิ้มไก่ ค่ะ

เขียนมาตั้งนานเป็นเรื่องกินซะครึ่งนึง พอละ เรื่องอื่นเหอะ

6. ของฝาก เราซื้อของที่ระลึกชิ้นเล็ก ๆ ที่แสดงความเป็นไทย ไปให้เพื่อนร่วมงาน 2 โหลแน่ะ (เหลือดีกว่าขาด) และของใหญ่ (ดูดีกว่าหน่อย) 2 ชิ้น สำหรับที่ทำงาน+บ้านพักค่ะ อันนี้แล้วแต่จะหาได้เลยค่ะ

7. กระเป๋าเดินทาง สำหรับสายการบินระหว่างประเทศ โดยทั่วไปเค้าอนุญาตให้กระเป๋า baggage 2 ใบ (น้ำหนักขึ้นอยู่กับสายการบิน) carry on 1 ใบ (กำหนด 7 กก. แต่ไม่เคยมีใครมาชั่งของเราเลย) อันนี้ข้อแนะนำคือ เอาสิ่งของสำหรับการอยู่รอด 1 วัน ใส่ Carry on ไว้ค่ะ แปรงสีฟัน โฟมล้างหน้าชุดเล็ก (ขวดไม่เกิน 50 ml.) ชุปสำหรับเปลี่ยน 1 ชุด เอกสารสำคัญที่ต้องติดตัว ของกันเบื่อ (เช่น mp3 หนังสืออ่านเล่น - แต่เรา "นอน" แก้เบื่อค่ะ 55) ที่เหลือโหลดเรียบ
ข้อแนะนำอีกอย่างสำรับกระเป๋าเดินทางคือ ควรมีสายรัดกระเป๋า (สำคัญมาก) เราซื้อแบบธรรมดา 120 บาท แต่ช่วยชีวิตเราจนกลับมาถึงเมืองไทยเลยทีเดียว

สำหรับการเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง (สำหรับคนซื้อใหม่) เราแนะนำแบบผ้าดีกว่านะคะ แม้ว่าบางคนจะบอกว่าแบบ fiberglass มันทนทานกว่า เปื้อนแล้วทำความสะอาดง่ายกว่า แต่เราเอาไป 2 ใบ fiberglass 1 ,ผ้า 1 เดินทางด้วยระยะทางที่เท่ากัน ตัว fiberglass ที่ว่าทนทาน ก็จริงนะคะ แต่ตรงตัวล็อก + บานพับ เป็นพลาสติกหมด ของเราแตกยับหมดทุกล็อคเลยค่ะ มาถึงสุวรรณภูมินี่ออกมาเล็กน้อยพอเห็นของข้างใน (ดีที่มีแต่เสื้อผ้า+มีสายกระเป๋ารัดไว้) ส่วนกระเป๋าผ้านี่ดำ+โสโครกมาก ๆ แต่ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ ล้อลากเดี้ยงเล็กน้อย แต่ก็ดีกว่ากระเป๋าแตกอ่ะ

คาดว่าจะเป็นทั้งหมดที่ต้องเตรียมแล้วนะคะ หลังจากแพ็คกระเป๋าแล้ว ก็เตรียมตัวเดินทางโลด




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2551 16:15:49 น.   
Counter : 2152 Pageviews.  

ยังไงก็ได้ไป Lake Tahoe อยู่ดีอ่ะ

ไม่ได้เขียนบล็อกนานมากกกกก แต่วันนี้มาเขียนเพราะว่าช่วงนี้กำลังเป็น season ใหม่ที่เด็ก ๆ ต้องไป work กันอีกแล้ว ประกอบกับงานที่ทำอยู่ก็ว่าง ๆ เหมือนเค้าจ้างมานั่งเฝ้าคลินิก เลยมานั่งอัพบล็อก จากรูปที่ดองเค็มมานาน (ดู ๆ ไปอาจมีขี้เกลือเกาะบ้างเน่อ)

ต่อจากตอนที่แล้ว ถึงมาเขียนตอนนี้ก็ไม่ได้อารมณ์คุกรุ่นอย่างเมื่อต้นปี 555 แต่ตอนนี้รู้ถึงเหตุผลทั้งหมดแล้วค่ะ ว่าตอนแรก เอเจนซี่เราส่งชื่อเราไป Harrah's ผิดสาขา (เลือก Reno แต่ส่งไป Lake Tahoe ค่ะ) ทาง ICEO (เอเจนซี่ที่อเมริกา) ก็ส่งชื่อไป lake แล้ว ทำให้เค้าจัดเราลงงานกันหมดแล้ว จึงเปลี่ยนงานไม่ได้ค่ะ ความจริงถ้าอธิบายก็เข้าใจแหละ แต่อารมณ์นั้นมันอยากไป Reno อ่ะ

เรื่องก็ผ่านพ้นมาเรื่อย ๆ ตนถึงสัมภาษณ์วีซ่า ซึ่งก็จำอะไรไม่ได้มาก (ตามประสาคนความจำปลาทอง) จำได้อย่างเดียว คนสัมภาษณ์หล่อ (ฮา~) เค้าถามว่าเรียนอะไร ที่ไหน ไปที่ไหน ทำงานอะไร เรื่อย ๆ ไป แต่ด้วยความว่าอยู่ปีสุดท้าย เค้าเลยถามด้วยว่ากลับมาเมื่อไหร่ จะทำอะไรต่อไป ก็ตอบไปตามนั้น แล้วเค้าก็ให้สแกนทุกนิ้ว แล้วบอกว่า Good luck and enjoy America แน่นอนค่ะ และจะ Enjoy กว่านี้ ถ้าพี่จะไปด้วย ฮี่ฮี่ฮี่

พอวีซ่าผ่าน ทุกอย่างก็โล่ง ความรู้สึกเดียวกับการได้เข้าห้องน้ำหลังท้องผูกมา 7 วัน (เว่อร์ไปไหม)

ต่อจากนี้ก็ต้องวุ่นวายกับการเตรียมตัวจะไปรับผิดชอบตัวเองแล้วล่ะสิ




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2551 15:14:47 น.   
Counter : 329 Pageviews.  

Work and travel : สู้เพื่อเด็ก ๆ จ้า

หลังจากที่เราได้รับโทรศัพท์ ว่าตกสัมภาษณ์ Reno ที่เราเลือกไป ..

เราโทรหาเอเจนซี่เมื่อวาน ถามว่า ขอถามอีกทีเพราะไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงตกสัมภาษณ์เหรอ เพราะตอนแรกบอกว่า 20 คน ยังไง ๆ ก็ได้ที่นี่แน่ เพียงแต่ว่าจะได้ตำแหน่งอะไรเท่านั้น พี่เค้าบอกมาว่า

"อย่ามาถามพี่ เพราะพี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าที่อเมริกาบอกมาว่า ผ่านแค่ 3 ที่เหลือต้องไป Lake Tahoe แล้วเค้ายังบอกอีกว่า ที่ Reno ต้องการอีก 15 ตำแหน่ง .. พี่เลยถามเค้าไปว่าแล้วจะให้เด็กตกทำ ... อะไร เพราะว่าก็ต้องการเด็กอยู่ดี"

หลังจากนั้น เค้าก็จัดตารางให้เราได้สัมภาษณ์กับ Harrah's Lake Tahoe กลางอาทิตย์หน้านี้แหละ ซึ่งเราก็รับฟัง แต่ไม่ยอมรับชะตากรรมนี้แต่โดยดี ยังขอสู้อยู่ (ก็เลือกตั้งแต่แรก แถมยังจ่ายตังค์ไปตั้งเยอะ จะมามัดมือชกชั้นง่าย ๆ ได้ยังไง) เราเลยจัดการ mail ไปหา HR ของ Harrah's Reno ซะเลย อิอิ


พอมาอีกวัน เราได้รับเมล 2 ฉบับ ฉบับแรกมาจาก ICEO ที่เป็นเอเจนซี่ของทางอเมริกา



ใจความประมาณว่า ยังไง๊ยังไงเอ็งก็ต้องสัมภาษณ์กับ Lake Tahoe นาเฟ้ย

แต่อีกเมลนึงมาจาก Harrah's Reno ว่าให้เข้าสัมภาษณ์กับ Reno ได้ เดี๋ยวป๋าจัดให้



เราเลยส่งเมลตอบไปยัง ICEO ว่าเรายังต้องการสัมภาษณ์กับ Reno อยู่ (แนบเมลที่ Reno ตอบมาไปให้ด้วย) แล้วถามว่าตกลงเราต้องสัมภาษณ์ที่ไหนง่ะ :P แล้วตอบเมลคุณลุง Reno ว่าขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ แล้วแนบเมลคุณลุง ICEO ไปให้ด้วย (ประมาณว่าให้เค้าไปเคลียร์กันเอง แต่เราอยากไป Reno แหะ ๆ

ต่อมาอีก 3 วัน เราได้รับเมลตอบกลับจาก Reno เท่านั้น ว่าให้ติดต่อกับคุณ Laura perez โดยตรงเพื่อนัดวันสัมภาษณ์ หลัจากที่เราได้รับเมล เราไม่ได้โทรหาเค้าก่อน แต่เราโทรหาเอเจนซี่ของเรา เพื่อปรึกษาว่าเราควรจะโทรไปหรือไม่ เนื่องจากเมลที่เราได้ตอบกลับนั้น มาจาก Reno ที่เดียว ส่วน ICEO นั้นไม่ตอบเมลเรา ที่ยืนยันไปว่ายังอยากสัมภาษณ์กับ Reno อยู่ พี่เอเจนซี่ให้เราถือสายรอ หลังจากนั้นให้เราอธิบายเกี่ยวกับเหตุผลที่เราตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา รวมถึงพี่เค้ายังบอกว่าเราทำเกินกว่าเหตุ แต่ไม่ได้บอกว่าเราควรแก้ปัญหากับ ICEO หรือ Reno อย่างไร เราควรโทรไปหรือไม่ เพียงแต่บอกให้เรา FW เมลนั้นไปให้แล้วจะติดต่อกลับ

หลังจาก เรา FW ไปให้ 3 ชม ยังไม่มีใครติดต่อเรากลับ เราเลยโทรไปอีกที ถามว่าได้รับเมลหรือยัง พี่เค้าบอกว่าเดี๋ยวดูให้แล้วจะติดต่อกลับ (อีกรอบ) เรารอจนถึงเย็น ก็ไม่มี พรุ่งนี้จะเป็นวันสัมภาษณ์งานกับ Lake Tahoe แล้ว >o<

คืนนั้นเราเลยโทรหา Reno เพื่อนัดวันสัมภาษณ์ตามที่เค้าเมลบอกมา - - แต่เจอระบบฝากข้อความ เราเลยบอกว่าบ่าย 3 (ของที่โน่น) เราจะโทรไปใหม่

เราปลุกนาฬิกา 6 โมงเช้า เพื่อโทรหา Reno แล้วก็ได้คุยกับคุณ Laura เราจึงบอกจุดประสงค์ที่เราโทรมา เค้าถามเราว่าเรามาจากเอเจนซี่ (ชื่ออื่นที่ไม่ใช่ของเรา) หรือเปล่า เราตอบว่าเปล่า เค้าตอบเราว่าเค้าไม่มีรายชื่อของเรา เลยจดชื่อไว้ แล้วจะหาให้อีกที

เช้าเดียวกัน เวลา 8 โมง เราได้รับโทรศัพท์สัมภาษณ์จาก lake tahoe เพื่อสัมภาษณ์งานในตำแหน่งเดียวกับที่เอเจนซี่เคยบอกไว้ การสัมภาษณ์ไม่มีไรมาก เหมือนโทรมาคุยเล่นเฉย ๆ ไม่มีการคุยเรื่องเรท + ฯลฯ แต่บอกว่าให้ถามจากเอเจนซี่เอง

สาย ๆ เราโทรหาเอเจนซี่เพื่อบอกว่าเราสัมภาษณ์กับ Lake tahoe แล้วนะ

สิ่งที่เอเจนซี่ตอบมา ทำให้เราช็อก
(เอาบทสนทนามาลงให้ดูเต็ม ๆ แบบ director cut เลยทีเดียว)

"อ่าว ก็ไหนน้องไปโพสต์ในเวบนี่ว่าไม่อยากไปแล้ว" (ตรูบอกตอนไหนฟระ มีสักประโยคม้าย ตรูแค่บอกว่าถ้าเลือกได้ ตรูจะไปรีโน่เท่านั้น แต่ตอนนี้ตรูเลือกไม่ได้เฟร้ย ) แต่ตอนนี้เราต้องสงบอารมณ์ไว้ก่อน เลยพูดไปดี ๆ ว่า

"ก็แค่โทรมาบอกตามกฏน่ะค่ะว่าได้สัมภาษณ์จากนายจ้างแล้ว แล้วนายจ้างก็บอกว่ากำหนดการต่อไปให้ถามเอาจากเอเจนซี่ รวมถึงเรื่องเรทค่าจ้างและอื่น ๆ ด้วย เลยอยากถามด้วยว่าตำแหน่งที่ได้นี้ ได้เรทค่าจ้างเท่าไหร่คะ" (สงบไว้ลูก .. สงบไว้)

"อ่าว ก็น้องทำไมไม่เมลไปถามนายจ้างเองล่ะคะ" (อ่าว ตรูพูดด้วยดี ๆ มาจิกตรู 2 รอบละนะ) ตอนนี้เริ่มจิ๊ดหน่อยนึง เลยจิกตอบว่า

"อ่อ หนูทำอย่างงั้นได้เหรอคะ" (กร๊ากๆ) พี่เค้าเงียบไปสักครู่ ท่าทางจะต้องท่องนะโมเหมือนกัน แล้วตอบกลับมาว่า

"หนูคะ พี่จะบอกว่า การที่หนูโทรไปหานายจ้าง ติดต่อนายจ้างเอง มันผิดกฏ พี่เองพี่ก็ทำไม่ได้ ต้องผ่าน ICEO อีกทีนึง แล้วสิ่งที่หนูทำเนี่ย ไม่ได้เดือดร้อนที่พี่ (จริงเหรอ) แต่เดือดร้อนที่เด็กเอง หนูจะทำให้เพื่อนไม่ได้งานไปด้วย พี่ก็รู้นะว่ามันเป็นสิทธิ์ของหนู เพราะหนูเป็นลูกค้า แต่อยากรู้อะไรทำไมไม่ถามเอาที่พี่ ทำไมต้องติดต่อนายจ้างกันเอง แล้วน้อง ... ก็เหมือนกัน ส่งเมลไปหานายจ้างอยู่นั่นแหละ blah blah blah" เราเลยสอดขึ้นมาว่า "อ่าว ก็น้องเค้าก็มีเหตุผลของเค้ารึเปล่า เรื่องที่ว่า .. (อธิบาย)" พี่เค้าเลยอธิบายต่อนิดหน่อย "ก็รู้นะ แต่ว่า เฮ้อ ขี้เกียจจะพูด (พูดงี้จริง ๆ นะ)" แล้วพี่เค้าก็ตัดสายเราไป

เราเลยเซ็งที่จะติดต่อกับเค้าอีก เพราะรู้ว่าสิ่งที่เราทำก็ทำให้ชื่อเราที่บริษัทนี้เน่าไปแล้ว อีกอย่างไม่อยากโทรไปให้เสียความรู้สึกอีก เพราะในความรู้สึกของเรา การตัดสายโทรศัพท์กับคนที่ยังพูดด้วยไม่จบ (ซ้ำเรายังเป็นคนโทรไปเอง) มันไม่ได้เรียกว่า Unpolite แต่มัน Rude มากสำหรับเราเลยทีเดียว

ตอนนี้เราคงไม่ได้ต่อรองอะไรกับเอเจนซี่นี้แล้วล่ะ เบื่อ เซ็ง เสียความรู้สึก
ที่เขียนนี่ไม่ได้หวังให้ใครมาอ่านหรอก เพียงแต่อยากระบาย เมื่อกี้ไปตั้งกระทู้ไว้แต่เขียน Director cut ไม่ได้ เดี๋ยวโดนเพ่งเล็ง เลยมาเขียนในนี้ดีกว่า กร๊าก ๆ




 

Create Date : 17 มกราคม 2551   
Last Update : 17 มกราคม 2551 18:13:26 น.   
Counter : 452 Pageviews.  

Work and travel : เอเจนซี่ทำพิษ (again)

จากที่เราได้งานที่ Harrah's casino and hotel ที่เมือง Reno NV อ่ะ แล้วก็สัมภาษณ์งานไป 2 รอบแล้ว แต่ก็ยังไม่วายโดนเอเจนซี่แห่งนี้พ่นพิษใส่อีกรอบ !!!

รอบแรก เค้าสัมภาษณ์เพื่อดูภาษาว่าพอไปวัดไปวาได้หรือเปล่า โดยคนที่มาสัมภาษณ์เป็นอาจารย์ของสถาบันภาษา รอบนี้นอกจากจะสอบสัมภาษณ์แล้วยังมีการสอบ listening โดยใช้ข้อสอบคล้าย ๆ TOEIC รอบนี้เราก็ผ่านมาได้ด้วยดี รอบนี้เค้าคัดเด็กจาก 50 คน (ที่เปิดรับตอนแรก สำหรับ site งานนี้) ให้เหลือ 20 คน เนื่องจากอ้างว่า งานในส่วนนี้ต้องการเด็กที่ภาษาค่อนข้าง advance

รอบที่สองเป็นการสัมภาษณ์งานกับนายจ้าง (HR ของ Harrah's เอง) โดยเป็นการสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ ทางเอเจนซี่เราบอกว่าถ้าเข้ามาถึงรอบสัมภาษณ์กับ HR ได้แล้วก็ไม่น่ามีคนตกอีกแล้ว แค่เป็นการเลือกเฉย ๆ ว่าจะได้ตำแหน่งอะไร ทางโน้นเค้าโทรมาคุยประมาณ 5 นาที ก็สรุปว่าคุณเหมาะกับงานนี้ ๆ ได้เรทเท่านี้ ๆ แล้วเราจะให้ manager ของแผนกนั้นโทรมาสัมภาษณ์คุณอีกที (รอบนี้เราก็เห็นเด็กไปสัมภาษณ์เยอะราว ๆ 20 คน)

หลังจากนั้นเพื่อนที่ไปที่เดียวกันก็ได้สัมภาษณ์รอบสอง แต่ไม่ใช่งานเดิมกับที่ HR บอก แต่ก็ไม่ว่าไร เพราะทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว แต่รอบนี้เราก็รอแล้วรออีก ก็ไม่มีคนโทรมาสัมภาษณ์สักที เราโทรถามเอเจนซี่ไปอย่างน้อย 6 รอบ ก็เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนที่ดูแล site งานเรารับโทรศัพท์ แล้วบอกว่าคนที่ดูแล site เราติดรับโทรศัพท์ผู้ปกครองอยู่ (หลายรอบทีเดียว - - ใช้มุกเดิมตลอด) เดี๋ยวพี่บอกให้ เราก็รอแต่ก็ไม่มีการติดต่อกลับใด ๆ

มาวันนี้เราได้รับโทรศัพท์จากเอเจนซี่ บอกว่า น้องตกสัมภาษณ์ โดยเค้ายังบอกอีกว่ามีคนผ่านสัมภาษณ์แค่ 3 คน เราเลยถามว่า

"อ่าว ก็พี่บอกแล้วว่ายังไงก็ผ่านได้ Reno อยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ" คำตอบที่เราได้รับก็คือ
"ใครบอกน้องเหรอคะ พี่เคยบอกน้องหรือเปล่าว่าได้แล้ว"

ตอนนั้นเราไม่มีอารมณ์จะเถียง มีแต่ว่าเซ็งสุด ๆ เอเจนซี่นี่พูดจาแบบนี้หลายรอบแล้ว พี่เค้ามีทางเลือกให้เราคือ ลองสัมภาษณ์กับ harrah's ที่ Lake tahoe (ซึ่งไม่รับรองว่าจะได้หรือเปล่า) หรือเลือกงานใหม่ไปเลย

เราไม่เข้าใจว่าเค้าทำได้ยังไงอ่ะ ไม่รู้ว่ามันเป็นความผิดพลาดที่เอเจนซี่หรือที่ Harrah's กันแน่ แต่ทำไมถึงผิดพลาดหลายครั้งเหลือเกิน จากเด็กเป็นร้อย คัดเหลือ 50 แล้วยังมาคัดเหลือ 20 แล้วยังมีตกสัมภาษณ์รอบสุดท้าย(ในเดือนมกราคม) อีก เราวางแผนว่าจะเดินทางวันที่ 12 มีนานี้แล้ว แต่เอกสารจ้างงานก็ยังไม่ได้ วีซ่าก็ยังไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่น่าจะจัดการได้แล้ว แต่ก็เถอะนะ เพราะงานเรายังไม่แน่นอนเลย

เอาใจช่วยเราและเด็ก Reno รวมถึงเด็กโชคร้ายที่หลวมตัวมาสมัครกับเอเจนซี่นี้ด้วยนะคะ





 

Create Date : 09 มกราคม 2551   
Last Update : 9 มกราคม 2551 19:37:08 น.   
Counter : 610 Pageviews.  

Work and travel : Strawberlae agency

ประสบการณ์เลวร้ายอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเอเจนซี่ ที่เราประสบพบเจอมาด้วยตัวเอง ด้วยความที่เห็นว่าเป็นบริษัทใหญ่อ่ะนะ ไม่นึกว่าการจัดเด็กจะไม่ได้เรื่องอะไรขนาดนี้

เราสมัครโครงการ WAT กับ เอเจนซี่ YESC แล้วก็สมัคร+จ่ายเงินไปตั้งแต่ก่อนที่เค้าจะหมดโปรโมชั่นแล้ว (โปรฯลดค่าโครงการประมาณพันกว่าบาท - - ก็ยังดีวะ ) โดยพี่เอเจนซี่ที่เชียงใหม่นี่เค้าบอกว่าถ้าจ่ายตังค์เนิ่น ๆ ก็จะได้มีสิทธิ์เลือกงานก่อน พอสัมภาษณ์กับเอเจนซี่ (วัดระดับภาษาอังกฤษ) ผ่านแล้ว และหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือนก็เป็นช่วงเตรียมเอกสาร ด้วยความที่เราตั้งใจจะไปทำคาสิโน (ถ้าทำงานอื่น เอเจนซี่อื่นดีกว่านี้เยอะแยะ - - มั้ง ) เลยเตรียมเอกสารแต่เนิ่น ๆ หน่อย ส่งเอกสารครบแล้ว เลือกงานแล้ว (confirm กับสาขาเชียงใหม่ไปแล้วด้วย) แต่ก็ยัง confirm ในเวบเอเจนซี่ด้วยอีกรอบ เพราะในเวบจะให้เลือก 5 อันดับ เผื่อหลุด แต่พอถามที่เชียงใหม่เค้าก็บอกว่าน่าจะได้แน่นอนเพราะจ่ายตังค์ก่อนและเลือกงานไว้แล้ว งานที่เลือกเป็นดังนี้



แล้วสองสามวันที่ผ่านมานี่ ก็มีพี่เอเจนซี่ที่กรุงเทพ โทรมาบอกว่าเราไม่ได้งานที่เราเลือกไว้ ตั้งแต่อันดับ 1-4 เต็มหมดเลย ตอนนี้เหลืออันดับ 5 เราจะเอาเลยไหม หรือว่าเราจะเลือกใหม่ ถ้าเอางานคาสิโนก็จะเหลือไม่กี่ที่ (ซึ่งแต่ละที่ก็แบบว่า suburb ทั้งนั้น ) เลยขอเวลาเค้าคิดดูก่อนแล้วจะโทรกลับไปบอก (ตอนนั้นเรียนอยู่ด้วย) พอเรียนเสร็จก็โทรไปถามเค้าอีกทีว่างานที่เหลือนั่นเรทเป็นยังไง ค่าบ้านอะไรเป็นอย่างไร เท่าไหร่ เพราะไม่มีข้อมูลเลย พี่เค้าก็บอกว่างานร้านอาหารไทยที่เราเลือกก็เรท 6.7 เหรียญต่อชม.+ทิป เราเลยคิดว่าก็น่าจะดีอยู่ เลยบอกว่าเลือกอันนี้ไปก่อนก็ได้ค่ะ พอเรากลับมาถึงหอ (เป็นเวลาที่ออฟฟิซเอเจนซี่ปิดแล้ว) เราเลยมานั่งดูงานในเวบใหม่ . . .

อ่าวเวร .. งานร้านอาหารไทยมัน (แม่ง) ไม่ได้บวกทิบนี่หว่า ไมพี่นั่นมันบอกว่าบวกฟระ .. ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ไม่มีเรียน ค่อยไปออฟฟิซเลยก็ได้ เผื่อจะได้เลือกงานใหม่ด้วย

วันถัดมา เราเดินเข้าไปที่ออฟฟิซสาขาเชียงใหม่
: เออ.. มาพอดี พี่จะบอกว่าเราได้ที่ Reno ที่เราเลือกอันดับหนึ่งแล้วนะ เพราะที่เช็คดูแล้วก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมเราไม่ได้ที่ Reno เพราะเราจ่ายเงินก่อนแล้วเลือกงานไว้แล้ว
: อ่าว ก็พี่ที่กรุงเทพเค้าโทรมาบอกว่าไม่ได้ นี่ก็ยังงงอยู่ ว่าทำไมไม่ได้ เลยว่าจะมาถามแล้วเลือกงานใหม่ด้วย
: ต้องได้ดิ เพราะมีน้องสองคนที่เค้าจ่ายทีหลังเค้ายังได้ที่นี่เลยอ่ะ

พี่เค้าเลย msn ไปถามพี่ที่สาขาใหญ่ให้ว่าทำไมเราไม่ได้ เค้าบอกว่าเรายืนยัน job เอง โทรไปบอกว่าเราเอาที่ร้านไทย ชัวร์ ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องน้องคนนี้จบไปแล้ว เปลี่ยนไม่ได้แล้ว พี่ที่นี่เค้าเลยบอกว่า เห็นน้องเค้าอยากจะเปลี่ยนน่ะ เพราะเห็นว่ามีน้องที่เค้าจ่ายทีหลังทำไมได้ไปที่นี่ล่ะ
ทางสาขาใหญ่เลยโทรมาเลย แบบว่าแอบวีนเล็ก ๆ

: หนูขา หนูจำได้หรือเปล่าคะที่โทรมาหาพี่ว่า หนูตัดสินใจว่าจะเลือกที่นี่
: จำได้ค่ะ แล้วยังจำได้อีกด้วยนะคะที่พี่บอกว่าที่ร้านไทยได้เรท 6.7 บวกทิบน่ะค่ะ ซึ่งหนูไปดูในเวบแล้วมันไม่เป็อย่างงั้นอ่ะค่ะ
: หนูขา ร้านอาหารที่ไหนก็ต้องบวกทิปทั้งนั้นล่ะค่ะ อันนั้นพี่อาจจะลืมเขียนลงไปก็ได้นะคะ
: ถ้าอย่างงั้นหนูก็ถือว่าเชื่อไม่ได้นะคะว่าบวกจริง แล้วอีกอย่างหนูสงสัยด้วยค่ะ ว่าทำไมหนูถึงไม่ได้ที่ Reno อ่ะคะ
: อ๋อ ที่ Reno นั่นมันต้องตามคิวอ่ะค่ะน้อง เพราะต้องเรียงตามที่จ่ายเงินค่ะ
: อ่าว แล้วหนูเห็นว่าที่เชียงใหม่นี่มีน้องกลุ่มนึงที่จ่ายเงินทีหลังหนูแล้วทำไมเค้าไปได้ล่ะคะ หรือว่าจะต้องเอาจำนวนด้วย ว่าตัดคนที่ไปคนเดียวออก
: คือน้องที่ได้สองคนนั่นก็ถูกตัดออกเหมือนกันค่ะ
: อย่างงั้นร้านไทยหนูไม่ทำนะคะ และถ้าเลือกงานใหม่ได้แล้วจะโทรไปบอกนะคะ (เชอะ)

แต่ถึงจะพูดไปอย่างงั้นเราก็ต้องมาเลือกงานใหม่อยู่ดี เลยนั่งเลือกที่ออฟฟิซเชียงใหม่อยู่นานสองนาน (ไม่ได้นาเฟ้ย ตรูต้องไปอยู่ตั้ง 4 เดือน เดือดร้อนมาหน้าไหนก็ช่วยเหลือตรูไม่ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นต้องเลือกที่ดีที่สุดไว้ก่อน)

ผ่านไปประมาณ 3 ชั่วโมง (ก็ยังเลือกไม่ได้ เพราะที่เหลือก็ เหลือคณา) พอดีว่ามีน้องคนนึงเข้ามาที่ออฟฟิซ มาบอกว่าทำไมหนูไม่ได้ Reno ทั้งกลุ่มล่ะพี่ ได้แค่ 2 คน (เลยรู้ว่าเป็นเคสเมื่อกี้) พี่เอเจนซี่ที่นี่เค้าเลยถามว่า อ่าว ตกลงกลุ่มนี้ได้หรือไม่ได้ยังไงเนี่ย น้องเค้าก็บอกว่าได้ เพิ่งคุยกะกรุงเทพเมื่อกี้นี่เอง

ตอนนี้หน้าข้าพเจ้าเป็นเยี่ยงนี้ --> คิดในใจว่า เวง .. ตรูโดนสะตรอเบอร์แหลใส่ซะละ

เราเลยนั่งเลือกงานไปพลาง ๆ รอน้องเค้าตกลงกับเพื่อน แล้วในที่สุดน้องเค้าก็ตกลงกันว่าจะย้ายไปที่อื่นกันทั้งกลุ่ม แล้วน้องเค้าก็โทรไปบอกสนง.ใหญ่ว่าตกลงกลุ่มนี้จะย้ายกันหมด รวม 2 คนที่ได้รีโน่ด้วย แล้วน้องเค้าก็วางสาย เราเลยโทรต่อทันที โดนขอสายเจ๊คนเดิม

: หวัดดีค่ะ โทรมาถามเรื่องงานอ่ะค่ะ ว่าตกลงได้ Reno หรือยัง
: ตกลงน้องจะไม่เปลี่ยนไปที่อื่นแล้วใช่ไหมคะ พี่จะบอกว่ามันเต็มจริง ๆ อ่ะค่ะ
: จริงเหรอคะ คือว่าตอนนี้หนูยังอยู่ที่ออฟฟิซอ่ะค่ะ แล้วก็อยู่กับน้องที่เค้าเพิ่ง Cancle Reno เมื่อกี้ 2 คนอ่ะค่ะ หนูเลยคิดว่าตอนนี้มันน่าจะว่างอย่างน้อยก็สองที่นะคะ
: อ่าเหรอคะ งั้นพี่เอาหนูใส่ก็ได้ค่ะ นี่คนสุดท้ายจริง ๆ แล้วนะคะ แล้วคราวหลังถ้าอยู่ด้วยกันก็คุยต่อกันเลยก็ได้นะคะ (พี่จะได้ไม่สะตรอเบอร์แหลให้เมื่อย- - อันนี้เติมเอง เหอ ๆ)

แล้วก็ได้ไป Reno, Nevada ด้วยประการฉะนี้




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2550   
Last Update : 13 ตุลาคม 2550 13:56:39 น.   
Counter : 571 Pageviews.  

1  2  

เมอแรงก์มะนาว
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add เมอแรงก์มะนาว's blog to your web]