ทุกคน's got talent


ช่วงนี้ผมเป้นอะไรมิทราบ นั่งเปิดดูคลิปยูทูบของรายการ Britain's Got Talent และรายการซีรี่ย์เดียวกันของประเทศต่างๆ ก็แปลกใจตัวเองอยู่เมหือนกัน เพราะปกติจะไม่ดูรายการประเภทนี้เลย ประเภทเรียลลิตี้ เอาคนธรรมดาๆมาเฟ้นหาความสามารถ แต่ช่วงนี้ยอมรับว่า "ติด" แฮะ อาจจะเป็นการอุ่นเครื่องรอของไทยที่กำลังจะมาถึงก็ได้

ไอ้ที่นั่งดูอยู่นี้ก็มีประโยชน์เหมือนกัน คือบางครั้งก็ได้ไอเดียเอามาประยุกต์ใช้กับงาน (รึไม่ก็ลอกมาใส่ในงานซะเลย ฮาๆๆ) บางคนก็ดูแล้วประทับใจ อย่างป้าซูซานบอยล์ หรือย่าเจนี่ คัตเลอร์ ที่ดังไปทั่วโลก หลายๆคนคงได้ดูกันมาแล้ว บอกตามตรงว่าดูกี่คัร้งก็รู้สึกดี คือไม่ใช่แค่ว่ามันให้ข้อคิดเรื่องการตัดสินคนจากภายนอกเท่านั้น แต่ผมว่ามันมีอะไรบางอย่างในศาสตร์ของ "ดนตรี" และ "การแสดง" ทั้งหลายที่ปรากฏในรายการนี้ ที่มันข้ามพรหมแดนภาษาและความเข้าใจ วิ่งตรงเข้าไปสู่การรับรู้เลย

หลายๆการแสดง ดูแล้วน้ำตาซึม ไม่รู้มันออกมาได้ยังไง เข้าใจแล้วที่เห้นกรรมการหรือผู้ชมน้ำตาคลอไปกับเพลง เราฟังเองเราก็รู้สึกว่า โห น้ำเสียงที่ทรงพลัง มันไม่ใช่แค่ว่าเสียงดัง หรือกังวาน หรืออะไรแบบนั้น มันคือเสียงที่สามารถวิ่งทะลูกะโหลกหนาๆ หูใหญ่ๆของเราไปกระตุ้นต่อมน้ำตาเราได้ มันคือคลื่นอะไรสักอย่างในอากาศที่มันไปมีผลต่อสมองส่วนไหนของเราก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า อึ้ง และรู้สึกโชคดีมากที่เกิดมาเป้นมนุษย์ ได้มีประสาทรับรู้อะไรดีๆแบบนี้ได้

มันสอนอะไรเรา? มันย้ำให้เราเข้าใจอีกครั้งว่า ชีวิตเราจะสำเร็จได้ต้องประกอบไปด้วย คน ฟ้า ดิน

คน ก็คือตัวเรานี่แหละ ที่จะดึงความสามารถของตัวเองมาใช้ให้ได้
ดิน ก็คือสภาพแวดล้อม อย่างป้าซูซานก็เลือกเพลงดีๆที่มีความหมายถึงตนเองออกมาได้ บวกกับสถานการณ์ในห้องส่ง บวกกับจัดจ์โหดๆอย่างไซมอน บวกกับผู้ชมที่แอนตี้การแต่งกาย
ฟ้า ก็คือเวลา ช่วงเวลาที่เหมาะสม ช่วงเวลาที่คนเบื่อนักร้องหน้าตาดี เบื่อคนแต่งตัวดีๆแต่ร้องเพลงห่วย

ทั้งสามอย่างนี้มันมาผสมกันจนเกิดเป็นความสำเร็จขึ้น จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้เลย ลองคิดว่าถ้าป้าซูซานเป้นสาวสวยหุ่นดี ความประทับใจมันคงจบแค่ว่า "เราเจอนักร้องสาวเสียงดีอีกคนนึง" แค่นั้น หรือถ้ากรรมการไม่โหดอย่างไซมอน โคเวลล์ ก็คงไม่ช่วยขับเอาความเก่งของป้าออกมาได้ดีขนาดนี้ ถ้าทุกๆคนไม่มีอคติด้านลบกับป้าตั้งแต่แรก ป้าก็คงไม่พลิกเสียงหัวเราะให้กลายเป็นเสียงชื่นชมได้ขนาดนี้เช่นกัน

มีอีกหลายคนที่เราดูแล้วเราก็ชื่นชม และยกย่องในความมานะอุตสาหะฝึกซ้อมจนผ่านการคัดเลือกอย่างเช้มงวดไปได้ อย่างหนุ่ม Tobias Mead ที่เต้น Breaking ได้อย่างเท่ หล่อด้วย แต่มีแฟนแล้ว ฮาๆๆ (แฟนสวยซะด้ว ยเหมาะสมกันดี ^^) อย่างน้า Craig Harper ที่มีบุคคลิกเหมือนคุณน้าผู้ชายใจดี แฟมิลี่แมน แต่เล่นตลกได้ฮาแบบน่ารักสุดๆ

แต่ไอ้ที่ชอบดูทีุ่สุด ไม่ใช่เรื่องดีๆ 55 เป็นของผู้เข้าประกวดประเภท Worst, Funny ever คือห่วยสุดๆแบบนี้ต่างหาก อย่างแรกเลยคือมันตลก อย่างที่สองคือ ไม่คิดว่าจะมีคนแบบนี้อยู่ในโลกด้วย หลายคนมาแสดงแล้วรู้ตัวว่ายังไม่ดีพอ ก็ยอมรับการตัดสินและลงจากเวทีไป แต่หลายคนก็ยอมรับไม่ได้ โดนคำคอมเมนต์แรงๆเข้าหน่อยก็ด่ากลับมั่ง วิ่งไปร้องไห้มั่ง

แต่ไอ้ที่เด็ดสุดๆก็คือ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนบางพวกที่แย่สุดๆแล้วคิดว่าตัวเองเก่งสุดๆ ไม่ยอมรับคำตัดสินก็มีเยอะ พวกนี้ล่ะดูแล้วฮาสุด คือไม่รู้ว่าเค้าถูกเลี้ยงดูมายังไง หรือใช้ชีวิตยังไงถึงมีทัศนคติแบบนี้ได้ อย่างอีสาวซ่า Rachel ที่มาออดิชั่นรายการ XFactor (เสิร์ชด้วยคำว่า Evil Rachel) ชีโผล่มาแบบผมทอง เคี้ยวหมากฝรั่ง(แม้กระทั่งตอนร้องเพลง) กรรมการถามว่า ทำงานอะไร คำตอบ "ช่วงนี้ขี้เกียจค่ะ" ถามว่าร้องเพลงอะไรได้บ้าง "มาดอนน่า ไคลี่ เกวน สเตฟานี่ ฯลฯ นู๋ร้องได้หมดค่ะ ดีกว่าด้วยซ้ำ" ให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่ "ให้เต็มสิบค่ะ" ตอนจะร้องมีการขอไมโครโฟนด้วย เพราะไมโครโฟนที่ทีมงานยกมาบูมใกล้ๆนั้นน่ารำคาญ

พอร้องเพลงจบยังมีการถามว่า "นู๋ร้องเก่งมากใช่มั้ยคะ" ซึ่งก็น่าแปลกใจที่กรรมการไม่ได้พ่นคำแรงๆอะไรใส่ชี แค่พูดเรียบๆว่า "คุณทั้งขี้เกียจ หลงตัวเอง แถมไร้ความสามารถ อย่างงี้จะให้ใครจะเอา" (จริงๆก็แรงนะ แต่ก็จริง ก๊ากๆๆๆ) ชีก็ด่ากลับซะเต็มที่จนการ์ดต้องหิ้วออกไปข้างนอก

หรือวง Singing Soul (ที่ตอนแรกไซมอนฟังเป็น Singing Troll ซึ่งก็เข้ากันดี 555) สามสาวทรีโอที่ดูแล้วยังกับตัวชิปมังค์ในกาตูน ร้องเพลงแย่ แต่คิดว่าตัวเองเจ๋ง แล้วด่ากรรมการกลับว่าไม่มีความสามารถมาตัดสินตนเอง ก็ไม่เข้าใจว่าแล้วเห็นเสียงตอบรับของคนทั้งห้องส่งรึเปล่าว่าเค้าส่งเสียงเชียร์หรือเสียงโห่ไล่ (วงนี้พอไซมอนเซย์โน ผู้ชมเฮกันทั้งฮออล์)

พ่อหนุ่ม Donald อันนี้ส่วนตัวชอบนะ คือแกเป็นคนผิวดำ เรียนมหาลัย ออกสไตล์เนิร์ดๆ และ(อาจจะ)คิดว่าตัวเองร้องเพลงเก่งมาก แต่โดนไซมอนกด Buzz ตั้งแต่ร้องยังไม่จบประโยคแรกด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่มั่นใจมาก (แม้จะร้องเพลงห่วยบัดซบสุดๆก็ตาม ผิดคีย์ เสียงหลง ฯลฯ) ทำให้ผู้ชมในห้องส่งช่วยกันเขียร์และร้องตาม สองหนุ่ม Ant&Dec ก็กระซิบบอกให้ร้องต่อไป (สองหนุ่มนี้คนจะชอบมาก เพราะให้กำลังใจผู้เข้าแข่งทุกคนไม่ว่าจะดีหรือหว่ยก็ตาม เรียกว่าเป็นคนปลอบใจจากพี่ว้ากทั้งสามนั่นแหละ 55) จนสุดท้ายที่ร้อง Bleeding Love แล้วหลงไม่เลิก Piers ถึงกด Buzz ซึ่งแกก็บอกว่าแกชอบนะ ถึงจะร้องห่วย แต่เพราะทำให้คนทั้งห้องส่งสนุกสนาน เลยอยากฟังต่อ ซึ่งก็แน่นอนว่าไปต่อไม่ได้ ฮาๆๆๆ

ยังมีอีกหลายคลิปเลยที่รวมเอาไว้เป็น The Worst Ever บางคนมาแล้วแป้ก บางคนก็อาศัยใจกล้าหน้าด้านโชว์บ้าบอคอแตกอะไรไม่รู้อย่างโชว์ตดเป็นเพลง (ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยอมรับว่าเก่งมากที่ตดต่อเนื่องได้เยอะขนาดนั้น) หรือบางคนก็แทบจะแก้ผ้าโชว์หุ่นอันแสนบัดซบของตัวเอง อันนี้ก็สงสารกรรมการเหมือนกันที่ต้องมาทนดูอะไรอุบาทว์ๆทั้งวัน

ซึ่งทั้งหมดนี้มันทำให้เราเห็นว่า โลกเรามีคนหลากหลาย คนเก่ง คนห่วย คนธรรมดา คนพยายามเก่ง คนคิดว่าตัวเองเก่ง คนเก่งที่ไม่รู้ตัวเอง คนเก่งหลายอย่าง คนเก่งบางอย่าง ฯลฯ พอหันมามองดูตัวเอง ก็รู้สึกว่า เรามันก็คนธรรมดาๆนี่แหละ มีเรื่องที่ถนัด เรื่องที่ไม่ถนัด เรื่องที่อยากรู้ มากมายก่ายกอง เรามีความสุขที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราถนัด เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับเรา เรามีความสุขตามอัตถภาพ ไม่ได้รวยล้นฟ้า ไม่ได้หล่อเหมือนดารา แต่เราเชื่อว่า ณ ปัจจุบันนี้ ต้องมีคนอิจฉาชีวิตเราบ้างล่ะ

ทำผิดบ้าง ทำถูกบ้าง ใช้ชีวิตกันต่อไป





 

Create Date : 19 ธันวาคม 2553    
Last Update : 19 ธันวาคม 2553 23:25:58 น.
Counter : 529 Pageviews.  

ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ได้ไปเล่นบ้านเพื่อน และเพื่อนของเขาก็ได้แนะนำให้เค้ารู้จักกับเครื่องเล่นวิดิโอเกมที่ชื่อ "แฟมิลี่ คอมพิวเตอร์" เขายังจำประโยคที่เพื่อนพูดกับเขาได้ว่า "นี่คันบังคับหนึ่งของเรา นายเอาคันบังคับสองไป" แล้วทั้งคู่ก็นั่งเล่นเกมคอนทร้ากันอย่างสนุกสนาน เด็กคนนั้นจำได้ว่า เขาเหมือนได้ค้นพบของเล่นชิ้นใหม่ ที่ไม่เคยนึกเลยว่ามันจะมีอิทธิพลกับเขาไปตลอดชีวิต

เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาพร้อมกับ "วิดิโอเกม" ตลอด เขาเริ่มรู้สึกว่า เขาขอบที่จะเล่นมัน เขารักที่จะเล่นมัน เขาทึ่งมากๆว่า คนที่สร้างเกมเหล่านี้ออกมา ทำได้ยังไงกัน? ตัวละครในเกมมันถึงได้มีชีวิตจิตใจพร้อมผจญภัยไปกับผู้บังคับหน้าจอทีวีได้อย่างไม่บิดพลิ้ว

เด็กคนนั้นโตขึ้น พร้อมกับเทคโนโลยีวิดิโอเกมที่มากขึ้นด้วย จากภาพคนสี่เหลี่ยมๆเป็นจุดๆ ค่อยๆมีสีสันสวยงามสมจริงขึ้น จนถึงยุคที่เครื่องเกมสามารถสร้างภาพโพลีกอนสามมิติ มีแสงเงามีความลึก เพิ่มความสนุกสนานไม่ต่างอะไรกับนั่งชมภาพยนตร์ชั้นดีเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเป็นภาพยนตร์ที่เขาควบคุมตัวเอกในนั้นได้ดั่งใจนึก

มีครั้งหนึ่งที่เด็กคนนั้นหลงก้าวเข้าไปในเส้นทางแห่งความมืด เขาทำการ "ขโมย" แผ่นเกมจากร้านเกมเจ้าประจำทีั่เขาไปเล่นเสมอๆ เพราะคิดว่าแผ่นเกมบางเกมไม่มีคนเล่นเท่าไหร่ เขาเอาไปก็คงไม่มีอะไร แต่อย่างไรการขโมยก็เป็นเรื่องผิด เขาถูกจับได้ เขาถูกเรียกผู้ปกครองมาพบ และแจ้งเรื่องให้ทราบ ผู้ปกครองของเขาให้อภัย แต่ก็มีอคติกับของรักของชอบของเขา "วิดิโอเกม" ถูกมองว่าเป็นของเล่นสำหรับเด็ก และบางครั้งก็ล่อลวงเด็กไปในทางที่ผิด เขาต้องทนกับคำต่อว่าของผู้ปกครองเสมอเมื่อเห็นเขาเล่นเกม

แต่มันคงจะเข้าไปในสายเลือดเขาแล้วจริงๆ เขายิ่งเล่นยิ่งพบว่า เขารักมันมาก คนบางคนอาจจะรักการปลูกต้นไม้ คนบางคนอาจรักสัตว์เลี้ยง สำหรับเขา เขารักวิดิโอเกม! ไม่เพียงแต่เล่นมันเท่านั้น เขายังรู้สึกว่า เขาอยากจะเป้นคนที่สร้างสรรค์เกมให้คนอื่นเล่นบ้าง เขาอยากเป็นนักสร้างเกม!

เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย เขาเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่ก็พบว่า ตัวเขาเองไม่ได้ชอบมันเท่าไรนัก และเรียนได้ไม่ค่อยดีเสียด้วย การเรียนไม่ดีของเขาทำให้เขาเรียนจบช้ากว่าเพื่อนๆไปถึง 3 ปี ยิ่งหลักสูตรที่เรียน 5 ปีของคณะนี้ด้วยแล้ว ทำให้เขาใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนานถึง 8 ปี เพื่อนๆรุ่นเดียวกันบางคนทำงานแล้ว บางคนศึกษาต่อ เขาเพิ่งจะจบออกมาได้

ถึงจะบอกว่าไม่ชอบอย่างไร แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าการเรียนในคณะนี้สูญเปล่าเลย หลายปีในรั้วมหาวิทยาลัยได้สอนอะไรเขามากมาย สิ่งสำคัญที่สุดก้คือกระบวนการการคิด เขาคิดเป็น เขาทำงานเป็น ในช่วงปีสุดท้ายเขาได้ประสบการณ์ทำงานด้านกราฟฟิคจากการแนะนำของรุ่นพี่ แน่นอนว่ามันยังไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากทำที่สุด แต่เขาก็ทำมันไปเพื่อหาประสบการณ์

ในไม่ช้าเขาพบว่าเขาทำมันได้ค่อนข้างดี วูบหนึ่งเขาคิดจะล้มเลิกความฝันในการเป็นนักสร้างเกมแล้วใช้ชีวิตประกอบอาชีพแบบเดียวกับคนอื่นๆ เขารู้ดีว่าอาชีพ "นักสร้างเกม" มันก็เหมือนความฝัน บางคนไม่รู้ว่ามีอาชีพนี้อยู่ด้วยซ้ำ บางคนที่รู้ก็บอกว่ามันเป็นไปได้ยาก ยิ่งในประเทศไทยที่ไม่ได้มีเส้นทางสำหรับอาชีพในฝันนี้โดยตรงเท่าไร ยิ่งทำให้โอกาสเป็นไปได้ลดลงอาจจะน้อยกว่าหนึ่งในร้อยด้วยซ้ำไป

เขาเรียนจบจนได้ เมื่อเรียนจบ เพื่อนของเขาแนะนำให้เขารู้จักกับนักธุรกิจใหญ่รายหนึ่งที่มีแผนการจะลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ และจากการคุยกันถูกขอทำให้นักธุรกิจท่านนั้นอยากจ้างเขาให้เป็น "นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์" ให้ได้ ด้วยเงินเดือนที่สูงมากสำหรับเด็กจบใหม่อย่างเขา ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่า หรือฉันจะประกอบอาชีพนี้ดี? อาชีพที่บอกไปใครก็มองว่าโอ้โห มั่นคงนะ ดีนะ อนาคตไกลนะ

เขาตอบตกลง...





.....แต่เขาเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย เขาบอกปฏิเสธไปพร้อมกับให้เหตุผลว่า "มีสิ่งที่เขาอยากทำมากกว่านั้น" นักธุรกิจท่านนั้นยอมรับในการตัดสินใจของเขาแต่โดยดี แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหางานในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่เหตุบ้านการณ์เมืองร้ายแรงถึงขั้นวิกฤติ เขาส่งใบสมัครงานไปเป้นสิบที่ บวกกับพอร์ตโฟลิโอผลงานมากมายที่เคยทำมา แต่ไม่มีวี่แววการตอบกลับแม้แต่น้อย....

เขาเริ่มถอดใจ เดิมทีเขากะจะพักผ่อนหลังจากการเรียนการทำวิทยานิพนธ์ที่หนักหน่วงแค่ราวๆหนึ่งเดือน แต่สองเดือนผ่านไปแล้ว สามเดือนผ่านไปแล้ว เขาคิดว่าหรือสิ่งที่เขาตัดสินใจมันอาจจะผิด เขาหลงทาง...เหมือนที่เพลงว่าไว้....แต่ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝันใช่ไหม? เพลงก็ว่าไว้อย่างนั้นเหมือนกัน เขานั่งนิ่งรออย่างอดทน ประสบการณ์ชีวิตของเขาบอกว่า ขอแค่เราอดทนรอเวลา จะต้องได้พบกับเรื่องดีๆแน่นอน

แล้วเขาก็ได้พิสูจน์ให้ตัวเองทราบอีกครั้งว่า เขาตัดสินใจไม่ผิด การรอคอยไม่สูญเปล่า เมื่อเขาได้รับการติดต่อจากอดีตเพื่อนร่วมงานว่า ทางบริษัทผลิตเกมชั้นนำแห่งหนึ่ง ตกลงนัดสัมภาษณ์เขา เพื่อเข้าทำงานในตำแหน่งเกมดีไซเนอร์!

หลายคนบอกว่าเขาโชคดี แต่เขารู้ว่าไม่ใช่ เขาเคยอ่านพบจากที่ไหนสักแห่งถึงสมการแห่งชีวิต สมการนั้นเขียนไว้ว่า

ความโชคดี = โอกาส+การเตรียมพร้อม

เขาลืมนึกไปเลยว่า เมื่อสองปีก่อน...เขาเคยอ่านพบประกาศรับผู้สนใจเข้าอบรมด้านการทำเกม และเขาก็สมัครไป พร้อมทั้งผ่านหลักสูตรนั้นมาอย่างครบถ้วน อีกทั้งยังเคยส่งงานเข้าประกวดจนได้รับการติดต่อให้ทำเกมจากบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่ง บริษัทที่ว่านั้นก็คือบริษัทที่รับเขาเข้าทำงานในวันนี้นั่นเอง เส้นทางการดำเนินชีวิตในวันนี้ของเขาถูกกรุยทางไว้แล้วตั้งแต่สองปีก่อน!

สองปีที่ยาวนาน สองปีที่เต็มไปด้วยอุปสรรค และความเหนื่อยยากจนเกือยจะล้ม ท้อแท้หลายหน แต่ไม่ยอมเลิก ไม่ยอมทิ้งความฝัน วันนี้ "เขา" คนนั้น ชื่อเล่นว่าแก๊ป ชื่อในเวบบอร์ดหลายแห่งจะรู้จักเขาในนามของ CARAGIO วันนี้ นายคาราจิโอ้คนนั้นได้ประกอบอาชีพ "เกมดีไซเนอร์" เป็นวันแรกแล้วครับ

ผมเป็นเกมดีไซเนอร์แล้วครับทุกท่าน

ผมจะได้สร้างเกมแล้ว

วงทนงษ์ ชัยณรงสิงห์เคยบอกว่า วิธีเดียวที่จะจัดการกับความฝัน คือการลงมือทำ

วันนี้ผมจัดการกับความฝันได้แล้วครับ

และขอเป็นกำลังใจให้กับ "นักจัดการความฝัน" ที่ยังจัดการไม่สำเร็จอีกหลายๆท่าน

ท่านไม่ได้ทำไม่สำเร็จ

ท่านแค่ "ยังทำไม่สำเร็จ" ต่างหาก

แด่นักล่าฝันทุกท่าน (ที่ไม่ใช่AF) ครับ




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2553    
Last Update : 8 มิถุนายน 2553 8:16:32 น.
Counter : 327 Pageviews.  

[REC2] เพิ่งจะได้ดู หะหะ สุดยอดว่ะ (Spoil)

โหลดมาตั้งเดือนกว่าแล้ว ทำไมเพิ่งจะได้มาดูจนจบก็ไม่รู้ อาจเพราะก่อนหน้านี้ไปอ่านสปอยมานิดๆว่าภาคนี้ไม่ใช่ซอมบี้แบบเดิมแล้ว แต่เป็นซอมบี้ไสยศาสตร์ ประกอบกับลองเปิดดูผ่านๆ เห็นพระเอาไม้กางเขนไปแขวนประตู โอ้วก็อดดด เลยดอุงมันไว้งั้นแหละ

จนกระทั่งมาเปิดดูเมื่อวานจนจบ ถึงได้รู้ว่า ผู้กำกับแมร่งเจ๋งมาก!

คือที่ผมบอกว่าเจ๋ง เพราะเค้าทำแบบอารมณ์ Survival Horror สไตล์เกม สไตล์แบบว่าสูตรสำเร็จที่เรายังดูลุ้นได้ คือมันไม่ใช่สูตรสำเร็จแบบเดาได้ง่ายไป และก็ไม่ใช่แบบแหวกแนวซะจนเลยเถิด แต่เป็นการเดาได้แบบว่า เออ เราสุนกกับมันนะ อีกอย่างผมว่ามันไ้ด้อารมณ์เกมนิดๆด้วยมั้ง คือผมดูภาคแรกแล้วผมนึกออกเลยนะว่าถ้ามันเป็นเกม มันต้องสนุกแน่ๆ และมันจะมีมุขอะไรมาบ้าง

จากภาคแรกก็เช่น มุขไฟดับ พอเปิดไฟมา เจอซอมบี้อยู่ข้างๆ หรือมุขแบบเรียลลิตี้ที่ต้องเดินๆไปตามห้องต่างๆ แล้วผีจะโผล่มาก็โผล้เลย ไม่ต้องมีบิ๊วอะไร

และผมก็คิดออกด้วยว่าถ้าทำภาคสองมานะ มันต้องเปลี่ยนไปที่มุมของหน่วยสวาทแหงมๆ แล้วมันก็ใช้จริงๆ อะไรทำนองเนี้ยอะครับที่ผมว่ามันช่วยชูรสให้หนังเรื่องนี้อย่างมากเลย กล่าวคือ จากภาคแรก เราได้เห็นจากมุมของนักข่าว ของคนที่ไม่มีความสามารถด้านต่อสู้ เป็นคนธรรมดาที่เข้าไปเจอเหตุการณ์สยองแบบนี้ แล้วพอภาคสองเราได้มองจากมุมของนักสู้บ้าง แต่ก็ยังสู้ไม่ได้เพราะว่าผีมันไม่ใช่อย่างที่คิดไว้

อีกอย่างคือบรรยากาศในหนังมันดูัอัพขึ้นจากภาคแรก ทั้งที่เป็นฉากเดียวกัน นั่นคือภาคแรกเราเห็นว่าเป็นอพาร์ทเมนต์ธรรมดา ที่มีคนติดเชื้อ แล้วก็ติดกันไปเรื่อยๆๆ แล้วมันถูกปิดตายไม่ให้เชื้อแพร่มาข้างนอกได้ พอภาคสองซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อจากภาคแรกเล็กน้อย ทำให้บรรยากาศมันกลายเป็นอพาร์ทเมนต์ร้้าง ผีสิงไปแล้ว (เพราะทุกคนติดเชื้อหมดแล้ว) ถ้าเป็นเกม มันก็คือฉากเดิมแต่เพิ่ม hard เข้าไป

นอกจากนี้ยังมีการบอกเล่าเรื่องราวผ่านทางมุมมองของสองฝ่าย คือฝ่ายหน่วยสวาท และฝ่ายเด็กวัยรุ่นแอบเข้ามา โดยการใช้ "กล้องวิดิโอ" เป็นตัวบอกเล่าให้ผู้ชมได้ทราบ เราจะเห็นว่ามีการใช้กล้องของหน่วยสวาทที่เปลี่ยนมุมไปยังเจ้าหน้าที่แต่ละคนได้ แล้วเปลี่ยนเป็นกล้องธรรมดาของวัยรุ่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยกล้องเดิมของช่างกล้องจากภาคที่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าในตอนท้ายเราก็ต้องใช้มุมของ Night Shot เพื่อเพิ่มอรรถรสความหลอนเช่นเดิม

และไอ้นี่แหละครับที่มันสุดยอดมากๆ นั่นคือ (สปอยล์นะครับ)....








สภาพของห้องที่ถูก "พราง" ไว้ ด้วยอำนาจอะไรสักอย่าง ทำให้มองปกติไม่เห็น ต้องปิดไฟ ถึงจะเจอสภาพแท้จริง! โอ้ว ไซเลนท์ฮิลล์ชัดๆ คือใครที่ไม่กล้าดูผมจะเล่าบรรยากาศให้ฟังนะครับว่า ในหนังเนี่ยบอกไว้ว่าเ้จ้าผีตัวแม่นั้น เราไม่สามารถมองมันในแสงปกติได้ ประมาณว่ามันจะไม่ออกมาใต้แสงว่างั้นเหอะ ต้องปิดไฟ มันถึงจะออกมา (คือในเรื่องนี้พวกตัวเองต้องเก็บตัวอย่างมาจากผีครับ จึงต้องล่อให้มันออกมา) ทีนี้มันไม่ใช่แค่ผีอย่างเดียว แต่มันคือสถานที่ด้วย อย่างเช่นฉากนึงที่พวกตัวเอกค้นหาห้องลับ แต่ในห้องเดิมที่เคยมาแล้วไม่มีอะไร พอปิดไฟแล้วปิด Night Shot กำแพงที่เคยเป็นกำแพงตันๆ กลับมีทางเดินเข้าไปได้ (ซึ่งพอเปิดไฟแล้วก็เป็นกำแพงเหมือนเดิม) หรือในห้องที่ดูใต้แสงไฟปกติก็จะเห็นเป็นโต๊ะเก้าอี้วางระเกะระกะ แต่พอปิดไฟแล้ว กลับกลายเป็นอ่างน้ำลึกลับคล้ายกับโลงศพตั้งอยู่กลางห้อง และที่มันหลอนก็เพราะในฉากนึง ตัวละครตัวนึงถูกดึงลงไปในบ่อนี้ แต่พอเปิดไฟปุ๊บ บ่อน้ำหายไปเมหือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะงั้น!



สรุปแล้ว แม้หนังภาคนี้หลายๆคนจะบอกว่า มันออกทะเลนะ มันกลายพันธุ์จากหนังซอมบี้เป็นหนังไสยศาสตร์ แต่ผมก็อยากจะบอกว่ามันคือการกลายพันธุ์ที่แจ่มมาก (จริงๆในหนังภาคแรกก็แอบเกริ่นๆไว้บ้างแล้วล่ะนะ) ผู้กำกับยังคงรักษาบรรยากาศ และความกดดันของการเอาตัวรอดไว้ได้ดีเยี่ยมช่นเดิมเลลย




 

Create Date : 22 เมษายน 2553    
Last Update : 22 เมษายน 2553 2:31:50 น.
Counter : 209 Pageviews.  

ซื้อ Wii Balance Board มาแล้ว

หายไปนานมาก เกือบปีได้ แหะๆ ช่วงที่ผ่านมาก็วุ่นๆกะการทำ Thesis ครับ ชีวิตมีอะไรหลายๆอย่างทั้งดีและไม่ดี ที่ดีๆคงได้แก่ซื้อเครื่อง Wii ล่ะมั้ง 555 ส่วนเรื่องไม่ดีก็...ช่างแม่งเหอะ ไม่อยากพูดถึง

Wii เครื่องละแปดพัน ถามว่าคุ้มมั้ย? ก็คุ้มอยู่นะ ซื้อมาเล่นหลายเกม เล่นบ่อย ไม่ใช่ว่าซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้เล่น มูลค่าสิ่งของที่แท้จริงคงอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ไปจำมาจากใครเหมือนกัน แต่รู้สึกว่ามันใช่เลย ของแพงหรือถูกไม่ได้อยู่ที่ว่ามันราคาหลักร้อยหลักพัน แต่มันอยู่ที่ว่า เราซื้อมาแล้วได้ใช้มันให้คุ้มค่าคุ้มที่ใจเราต้องการรึเปล่า ...เนอะ?

วันก่อนก็ซื้อ Wii Balance Board มาแล้วครับ (จะว่าไปอุปกรณ์เสริม Wii มันรวมแล้วราคาแพงกว่าเครื่อง XBox อีกมั้งเนี่ย หะหะ ไอ้ผมก็ซื้อมาแทบทุกอย่างเลย) นั่งคิดอยู่ว่าจะซื้อมือถือดี หรือซื้ออย่างอื่นดี ไอ้อย่างอื่นที่ว่านั่นส่วนมากมันก็เป็นของเล็กๆน้อยๆ ซึ่งผมไม่อยากจะให้ตังก้อนที่เก็บมามันผลาญไปกับอะรที่มันมองไม่ค่อยเห็น เอาแบบก้อนใหญ่้ๆ ของใหญ่ๆไปเลยละกัน ก็มาลงที่ไอ้แท่นมหัศจรรย์หรรษานี่ล่ะครับ เอาสุขภาพไว้ก่อนละกัตวุ้ย (ถ้าได้เล่นน่ะนะ)

เล่นมาสองวันละ สิ่งนึงที่ทำให้รู้สึกว่าดีใจที่ซื้อไอ้บอร์ดนี้มาก็คือ มันทำให้เราตระหนักได้ซะทีว่าเราอ้วนโคตรพ่อ และสุขภาพเราก็ไม่ค่อยดีเลย (โทษ Thesis ไว้ก่อน หนึ่งเดือนที่ผ่านมาชีวิตผมมีแต่ทำงานแล้วก็กินๆๆๆ )
====================
สำหรับคนไม่ได้เล่นเกมนะครับ ไอ้เครื่องนี้มันเป็นอุปกรณ์เสริมของเครื่องเกม Wii ที่เรียกว่า Balance Board หน้าตาเป้นอย่างในรูปครับ


หลักการของมันก็คือ มันจะมีตัวจับน้ำหนักที่กดลงมาทั้งสองข้างซ้าย-ขวา เพื่อคำนวณว่าเรามีน้ำหนักเท่าไหร่ และด้วยความที่มันละเอียดมากๆนี่เอง ทำให้มันสามารถคำนวณไปได้กระทั่งว่าเรากำลังยกแขนซ้าย ยกแขนขวา โยกไปข้างหน้า ย้ายมาข้างหลัง เอียงตัวไปทางไหนมันรู้หมดเลยล่ะ โฮะๆๆ

และสำหรับตัวเกมที่แถมมา (จริงๆต้องบอกว่าตัวเกมขายพร้มบอร์ดตะหาก หะหะ) ก็คือ Wii Fit Plus ครับ มันก็เกมเดียวกับ Wii Fit ที่ออกมาเมื่อปี 2008 นั่นแหละ แต่มันจะเพิ่มฟังกืชั่นหลายๆอย่าง เล่นเกมการเล่นใหม่ๆเข้าไปมากมาย โดยแบ่งหัวข้อการเล่นเป็นหมวดๆดังนี้

Yoga - ก็คือโยคะนั่นเอง ผมไม่เคยเล่นโยคะ แต่พอจะรู้เรื่องมาบ้าง หมวดนี้ก็จะเน้นให้เราฝึกความสมดุลย์ของร่างกายกับการหายใจ คนเล่นโยคะก็คงจะสบายล่ะเนอะ (ส่วนผมก็ติดพุงไปตามระเบียบ หะหะ)
Strength Training - หมวดนี้จะเป็นการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายครับ ก็ได้แก่พวกการบริหารเป็นส่วนๆ วิดพื้น บิดตัวไปมาอะไรทำนองนี้ เรียกเหงื่อได้พอสมควรเลย
Aerobic - ก็ตามชื่อครับ เป้นหมวดที่เน้นการเคลื่อนไหวเร็วๆ เพื่อเรียกเหงื่อ และพวก Cardio ต่างๆ เช่นวิ่ง เต้นแอโรบิค รำไทเก๊ก (มีจริงๆนะเอ้อ ถึงจะไม่ถูกตามตำราเป๊ะๆก็เหอะ )
ี่Balance Game - อันนี้สนุกสุด 55 เป็นเกมประเภทที่ให้เราใช้สมดุลย์ร่างกายในการเล่นครับ เช่นเกมโหม่งบอล ที่เราจะต้องโยกตัวไปมาในทิศทางที่บอลพุ่งมา ในขณะเดียวกันก็หลบอะไรที่ไม่ใช่บอล เช่นรองเท้า หรือหัวหลินปิง )

และถ้าเป็น Wii Fit Plus ก็จะมีหมวดเกม balance เพิ่มขึ้นมาอีกครับ


เวลาเล่นก็อย่างในรูปเลยครับ บนซ้าย-โยคะ จะมีเทรนเน่อร์ในเกมทำท่าทางให้เราดูและเราทำตาม ซึ่งจะมีตัวบอกด้วยว่าเราโยกไปโยกมาแค่ไหน บนขวา-เกมโหม่งบอลอย่างที่บอกไปครับ ล่างซ้าย-วิดพื้น ในหมวด Strength Traning ล่างขวา-หมวดทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ในภาพคือทดสอบความสมดุลย์ของการยืนของเราครับ

=============================================
จากการเล่นมาสองวัน (และได้ลองเล่นมาก่อนหน้านี้แล้วอีกเพียบ อิอิ) แม้จะยังไม่เห้นความเปลี่ยนแปลง (แน่ล่ะ เพิ่งสองวันเองนี่หว่า) แต่ก็ต้องบอกว่าเกมทำออกมาได้ดีมากๆกับการออกกำลังกาย จริงๆแล้วตัวเกมไม่ได้เน้นให้เราออกกำลังกายแบบลดหุ่นสเลนเดอร์อะไรทำนองนั้นหรอกครับ แต่จะเน้นให้เราได้บริหารร่างกายเพื่อสร้างความสมดุลย์มากกว่า สังเกตว่าผมจะใช้คำว่าสมดุลย์เยอะมาก ตัวเกมเป้นอย่างงั้นจริงๆครับเพราะจะว่าไปแล้ว ถ้าร่างกายเราดีทั้งน้ำหนัก สมาธิ การทรงตัว มันก็จะทำให้เรามีบุคคลิกที่ดีด้วยใช่มั้ยครับ ^^

นอกจากนี้ตัวเกมยังมีหมวดที่ช่วยวางแผนการฝึกให้เราด้วย ว่าเราต้องการจะปรับให้เข้ากับ Lifestyle แบบไหน เช่นรู้ตัวว่ากินเยอะ ก็เลือกหัวข้อนั้นไป เกมจะจัดโปรแกรมการฝึกที่มันจะเน้นไปเผาผลาญไอ้ที่เรากินๆเข้าไปมากหน่อย หรือถ้าเรามีปัญหาเกี่ยวกับการพักผ่อน เช่นนอนไม่หลับ เกมก็จะหาไอ้ที่เราเล่นแล้วเหนื่อยจนนอนหลับได้สบายมาให้ แถมยังมีการคำนวณ BMI เปรียบเทียบแคเลอรี่อาหารกับที่เราเผาผลาญไปในแต่ละวันให้ด้วย เจ๋งเนอะ ^^

=============================================
สุดท้ายนี้เกมมันก็แค่เครื่องมืออันนึง สำคัญที่ใจเรา(ผม)เองนั่นแหละเนอะที่ว่าจะออกกำลังกายไปได้มากน้อยแค่ไหน ก็กะว่าต่อจากนี้ไปจะออกกำลังชดเชยไอ้ที่เพิ่มๆขึ้นมาช่วงปั่นงานล่ะครับ แหะๆๆๆ

ใครสนใจอยากซื้อเครื่อง wii มาเล่นบ้าง ช่วงนี้ราคาจะอยู่ประมาณ 8000 บาทนะครับ ส่วน balance board จะอยู่ที่ราวๆ 3500 ครับ ถ้าคิดว่าจ่ายเงินหมื่นนึงเพื่อเล่นเกมสนุกและได้สุขภาพไปด้วย มันก็คุ้มอยู่เหมือนกันเนอะ พอๆกะไปฟิตเนสนั่นแหละ แต่นี่เราได้เล่นอยู่บ้านเมื่อไหร่ก็ได้ทุกวันเลย ^^




 

Create Date : 06 มีนาคม 2553    
Last Update : 6 มีนาคม 2553 4:09:56 น.
Counter : 1446 Pageviews.  

แรงบันดาลใจ

ผมห่างหายจากการโพสท์กระทู้และเขียนบล็อกไปนานพอสมควร ต้องบอกกันตามตรง(และแม้จะดูเหมือนข้ออ้างก็ตาม อิอิ) ว่าผมไม่มีแรงบันดาลใจในการเขียนสักเท่าไหร่ อาจมาจากเหตุการณ์ที่ผมพบในช่วงสองสามเดือนก่อน (ที่เขียนในบล็อกคราวก่อนเรื่องการเจาะหูและตัดผม) ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าผมไปนั่งเศร้า หรือไปหดหู่อะไรแต่อย่างใด ตรงกันข้ามผมมีชีวิตสบายๆมีความสุขไปตามอัตภาพซะอีกครับ ช่วงที่หายไปนี่ผมก็มีงานเข้ามาบ้าง ก็สนุกกับงานไป แล้วก็สารภาพว่าติดเกมครับ แหะๆๆ เพราะว่าเพื่อนผมคนนึงมาเสนอขาย macbook pro รุ่นปลายปีก่อนให้ในราคาที่ถูกมาก ก็เลยซื้อไว้ ทำให้คอมที่ผมใช้อยู่นี้สเปคแรงพอที่จะหาเกมใหม่ๆมาลงได้ เกมที่ลงเล่นนี่ก็ล้วนแต่เป็นเกมที่อยากเล่นมานานแล้ว แต่ติดว่าไม่มีเครื่อง และสเปคคอมที่ใช้ก็ไม่สูงพอ พอได้คอมมาแล้วก็เลยหามาเล่นซะหายอยากเลลยครับ แหะๆๆ

(หมายเหตุ - จริงๆแล้วผมซื้อ macbook pro มาเพื่อจุดประสงค์หลักในการทำงานจริงๆนะ เพียงแต่ว่างานมันมีเข้ามาเป้นระยะ ในขณะที่เกมที่อยากเล่นมันมีมากกว่างาน พอว่างจากงานผมก็เล่นเกม ก็เท่านั้นเอง จริงๆนะ เชื่อกันหน่อยซี่ เชื่อเถอะ ฮือๆๆๆ T____T)

ด้วยเหตุนี้ ผมก็เลยมีความสุขกับชีวิตไป จริงๆต้องเรียกว่าชีวิตแบบ So So มากกว่า คือไม่ได้มีความสุขมาก แต่ก็ไม่ได้ทุกข์มาก มันก็เลลยไม่มีอะไรขับเคลื่อนให้มาเขียนบทความอะไรนัก ทั้งรีวิวเกม รีวิวหนัง หรือโพสท์กระทู้อะไร ซึ่งก็แปลกใจระคนดีใจพอสมควรครับที่มีสมาชิกพันทิพบางท่านหลังไมค์มาถามไถ่ว่าไม่เห็นบทความรีวิวหนังของผมเลย ผมไม่ค่อยได้ดูหนังหรืออย่างไร? ผมดูหนังไม่กี่เรื่องครับช่วงนี้ เพราะหนังโรงใหม่ๆไม่ค่อยมีหนังที่อยากดู ไอ้ที่อยากดูดูแล้วก็ไม่ได้เกินความคาดหวังอะไรถึงจนาดต้องมาเขียน ยังไงก็ต้องขอบคุณนะครับที่หลังไมค์มาให้รู้ว่ายังมีคนติดตามงานของผมอยู่ ขอบคุณจริงๆครับผม ^______^

==============================
ตอนนี้คิดว่าจะกลับมาเขียนอีกครั้ง เริ่มจการีวิวเกม 4-5 เกมที่เล่นไป จะเรียกว่ามีแรงบันดาลใจขึ้นมาก็ไม่เชิงครับ แต่ผมมีความรู้สึกอย่างงี้มาตลอดแล้วนั่นคือ บางครั้งเวลาเราห่างหายจากอะไรไปนานๆ พอกลับมาเจอมันอีกครั้ง ทำให้เรารู้สึกสนุกสนาน มีไฟ เหมือนกับไม่ได้เจอเพื่อนเก่าแล้วมาเล่าเรื่องกันและกัน มารำลึกความหลังกันอีกครั้งนั่นแหละครับ

มันก็เหมือนเพลงที่เค้าว่าไว้ ว่าบางครั้งเราก็ต้องแบ่งที่ว่างตรงกลางไว้บ้าง เพื่อรองรับความรู้สึกที่มันจะเกิดขึ้น คู่รักหลายคู่ก็เลิกกันเพราะว่ารักกันมากไป แปลกแต่จริงครับ ถ้าเราคุ้ยเคยกับอะไรมากไป ความรู้สึกมันก็จะกลายเป้นความเคยชิน และอาจเป้นความเฉยชาได้ถ้าไม่รู้จักมีลูกล่อลูกชนกับมันซะบ้าง

เมื่อก่อนผมเคยเชื่อในประโยคที่เค้าบอกว่า ถ้ารักใคร ให้บอกเค้าบ่อยๆ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส แต่เมื่อผมพบว่าบอกรักใครมากไปมันก็กลายเป้นของตาย และกลายเป็นไม่มีคุณค่า ผมก็ต่อต้านประโยคนี้อย่างสุดขั้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมถึงตระหนักได้ว่า จริงๆมันต้องอยู่บนความพอดี อะไรมากไปมันก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี บางครั้งเราอาจต้องเล่นทริคกับมันบ้าง ทั้งหมดไม่ใช่ว่าเรามีลับลมคมใน แต่เรารู้ทันมันต่างหาก เพื่อจะได้คงความสดใหม่ของความรู้สึกให้มันหล่อเลี้ยงเราได้ต่อไป

คิดงั้นมั้ยครับ ^_________________^

ปล. ขอบคุณความห่างไกลที่ทำให้รู้ความรู้สึกในใจพวกเรา




 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2552 4:42:58 น.
Counter : 181 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

CARAGIO
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด
คนฉลาดตกเป็นทาสของคนแกล้งโง่
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add CARAGIO's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.