|
สัจธรรมจากการตัดผมและเจาะหู
วันนี้ผมไปเจาะหูมาครับ
เป็นเรื่องที่อยากจะทำมานานแล้ว แต่ไม่กล้าทำซะที เหตุผลแรกคือ ที่บ้านผมอยู่กันหลายคนมาก และมีแต่ผู้หญิง ป้า น้า อา ยาย ฯลฯ ซึ่งค่อนข้างจะหัวอนุรักษ์หน่อยๆ เพราะงั้น ผมไม่รู้ว่าจะถูกตัดออกจากกองมรดกรึเปล่า ถ้าที่บ้านเห็นเข้า 555 เหตุผลต่อมาคือ ผมคิดว่าในเมื่อหุ่นยังเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ เจาะไปมันจะเข้ามั้ย มันจะดูเก๋ย์ไปมั้ย เหตุผลอีกข้อก็ต้องบอกตามตรงว่า ติ่งหูผมหนามาก และยานลงมายังกะพระสังกัจจาย ทำให้เกิดความกลัวไปเองว่า มันคงเจ็บกว่าคนอื่นที่เค้าหูไม่หนากัน ทั้งหมดนี้ทำให้ผมไม่ได้ไปเจาะหูซะที
และผมก็ตัดผมสกินเฮดด้วย
หลังจากจิตตกมาช่วงนึงจากเรื่องหลายเรื่องที่มันเข้ามาในชีวิต ทำให้ผมรู้สึกอยากจะประชดชีวิต แต่จะกินยาตายก็ยังไม่อยากตาย จะไปกรีดข้อมือ....แค่ไอ้ที่เป้นอยู่นี่เค้าก็หาว่าผมโรคจิตแล้ว ไม่อยากทิ้งร่องรอยอะไรให้คนอื่นมาโจมตีได้อีก 55 เพราะงั้น ผมจึงตัดสินใจประชดชีวิตด้วยการ "โกนหัว และ เจาะหู" มันซะเลย
จริงๆชีวิตมันไม่เลวร้ายอะไร เมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายจบลงด้วยดี ผมก็ได้เติบโตขึ้นอีกก้าวนึง (ชีวิตหนึ่งปีที่ผ่านมาของผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากๆ) ไอ้ความรู้สึกอยากประชดชีวิตมันก็เบาบางลงไปด้วย แต่ถ้าเป้นอย่างนั้น มันก็หมายความว่า ผมยังติดอย่กับอะไรเดิมๆ ไม่ยอมก้าวออกมาทำสิ่งที่อยากทำซะที
สามเดือนมานี้ผมลดน้ำหนักไปได้สิบสองกิโลแล้วครับ (เฮ้ ดีใจกะผมหน่อย เย้ๆๆๆๆ ) บวกกับอากาศที่ร้อนเหลือหลาย ทั้งๆที่เป็นแค่เดือนกุมภาพันธ์ ผมเลยตัดสินใจไปตัดสกินเฮดมันซะเลย
จริงๆไอ้ทรงนี้ผมเคยตัดมาครั้งนึงแล้วครับ สมัยไปเขาชนไก่ตอนเรียนรด.ปี 3 ตอนนั้นตัดเสร็จแล้วบอกตามตรง....เสียเซลฟ์มาก ออกมาโคตรเหมือนไจแอนท์ 5555 แต่เพื่อความสะดวกในการฝึก ก็เลยไม่ได้หดหู่มากมายอะไร (เพื่อนบางคนห่วงหล่อไว้ก่อน ทรายเข้าหัวเต็มไปหมด สมน้ำหน้า วะฮ่ะฮ่าๆๆ) มาครั้งนี้คิดในใจ ไหนๆกรูก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว มันคงไม่ทุเรศไปกว่านี้หรอกมั้ง (ไอ้ที่เป็นอยู่นี่ก็ไม่เห็นจะดึงดูดใครเข้ามาได้เลยฟระ ) ก็เลยเดินเข้าร้านตัดผม ช่างถาม เอาทรงอะไรคะ รองทรง หรือรองหวี หรือธรรมดาๆ ผมตอบ สกินเฮด ช่างไม่แปลกใจแถมยิ้มๆด้วย (ตอนนี้เองที่ผมเพิ่งสังเกตว่า ช่างผู้ชายทุกคนในร้าน หัวเกรียนกันหมด หะหะ)
สัจธรรมมันเกิดขึ้นตอนนี้เองครับ
ระหว่างที่ปัตตาเลี่ยนไถไปบนหัวผม ผมแอบใจหาย เมื่อมองเห็นเส้นผมดกหนาที่ไว้มาตลอดมันร่วงลงมาทีละกระจุกๆ และเมื่อหัวเริ่มเกรียน ต่อมเกรียนของผมมันก็เริ่มทำงานตามหัว ผมเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย นี่หน้ากรูเหรอวะเนี่ย ......
แต่ไปๆมา พอตัดเสร็จ บอกตามตรง โล่งหัวมากครับ มันเบาสบายจนผมแปลกใจ และส่องกระจกดูเมื่อช่างตัดเรียบร้อยแล้ว รู้สึกว่า มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้นี่หว่า และที่ดีใจมากๆคือ ...มันไม่เหมือนไจแอนท์แล้วโว้ย ฮ่าๆๆๆๆ (จริงๆมันอาจจะเลวร้ายกว่านั้น แต่เอาเป็นว่า ไม่เหมือนไจแอนท์ กระผมก็โล่งใจแล้วล่ะฟะ แหะๆ)
ไอ้เจาะหูนี่ก็เหมือนกัน บทจะเจาะ มันก็เกิดขึ้นตอนทุ่มครึ่ง ผมขี้เกียจรอแล้ว ขี้เกียจให้ใครไปเป็นเพื่อน ขี้เกียจลังเลจนสุดท้ายไม่ได้อะไร ผมเดินไปบิ๊กซีลาดพร้าว (ห้างที่ใกล้บ้านที่สุด) เดินหาร้าน เห็นร้านที่เขียนว่ารับเจาะหูด้วยเครื่อง ก็เดินเข้าไปบอก เจาะหูครับ เท่าไหร่ ใส่แบบไหน มันจะเจ็บมากมั้ย หูผมหนานะครับ ฯลฯ
นั่งลง รอช่างเอาตัวตุ้มหูใส่ปืนยิง ช่างแอบถาม น้องเหงื่อแตกเลย ไม่เจ็บหรอกพี่รับรอง ผมก็ได้แต่แก้ตัวไปว่า อากาศมันร้อนครับพี่ (มันก็ร้อนจริงๆแหละ แต่ใจผมก็เต้นไม่เบาเหมือนกัน อิอิ)
วินาทีนั้น ช่างเอาปืนยิงมาจ่อหูผม แล้วก็เหมือนจะเล็งจุดที่เหมาะ ไอ้ผมก็คิดในใจ เมื่อไหร่มึงจะยิง เมื่อไหร่มึงจะยิง ความรู้สึกเหมือนนักโทษประหารที่รอตอนเพชฌฆาตเหนี่ยวไกปืน...แล้วมันจะเจ็บมั้ย กรูจะสะดุ้งมั้ย ฯลฯ เต็มหัวไปหมด
แล้วก็มีเสียงดัง กริ๊ก ผมรู้สึกเจ็บติ่งหูแค่เหมือนเอาเล็บไปหยิก ช่างบอก เรียบร้อยน้อง หา? เสร็จแล้วเหรอ ช่างมีแอบทำหน้าตกใจ บอกเอ๊ะ...แหม เกือบไม่ทะลุ ....อ้าว ตกลงมันทะลุมั้ยพี่ ต้องยิงอีกรอบมั้ยเนี่ย ช่างบอก ทะลุๆ พี่ล้อเล่น หะหะ
แล้วผมก็เจาะหูเสร็จด้วยประการฉะนี้ ===================== สัจธรรมสอนอะไรเรา ผมก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน แต่ความรู้สึกทั้งตอนตัดผมและตอนเจาะ มันคล้ายๆกัน และมันเป็นอาการที่เราเป้นมาหลายครั้ง ในตอนที่คิดกลัวอะไรไปล่วงหน้า กลัวที่จะวางอะไรบางอย่างในมือลง กลัวที่จะทำอะไรที่ไม่เคยทำ พอได้ทำแล้วก็รู้สึกว่า มันไม่ได้เลวร้ายอะไรอย่างที่เราคิดนี่หว่า มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เส้นผมบนหัวผม สักพักมันก็คงยาวใหม่ แล้วผมก็ค่อยคิดอีกทีว่าจะตัดทรงอะไรตอนนั้น ไอ้หูที่เจาะ ถ้ามันไม่เวิร์ค ผมก็คงไปเอาออก ถ้ามันเวิร์ค ผมอาจจะเจาะเพิ่มอีกสักรูสองรูก็ได้
หลายเรื่องในชีวิตคงเป้นเช่นนี้ เฉียบพลันแบบปรัชญาเซ็น เรียบง่าย และพบได้ทั่วไป ไม่ต้องเดินทางไปทิเบตก็รู้แจ้งได้ ขอเพียงแค่เราหยุดคิด หยุดถือมัน และก้าวต่อไปโดยไม่ต้องกลัวจะเสียหาย ตอนเราเกิดมาเราก็ไมไ่ด้พกอะไรมาด้วยซะหน่อย
กลัวเสียอะไร เนอะ? ^^
ผมสบายใจจนเดิน 3 กิโลกลับบ้านไม่เหนื่อยเลยครับ ^_____^
| Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2552 |
| Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2552 3:09:13 น. |
| |
|
|