รีวิวน้อยๆ - Terminator Salvation

(ชะตาไม่ได้ลิขิตเรา เราลิขิตตัวเอง)



ผมดูคนเหล็กมาแล้วทุกภาคครับ (ยกเว้นซีรี่ย์ The Sarah Conner Chronicle) จะเรียกว่าแฟนพันธุ์แท้ก็ไม่เชิง เพราะไม่ได้ถือตัวเองเป็นสาวกอะไรขนาดนั้น แต่ที่ดูเพราะรู้สึกว่าตัวหนังทุกภาคมันน่าติดตามดี และก็สารภาพว่า มายกเว้นเอาตอนภาคสี่นี่แหละครับที่ไม่ได้รู้สึกอยากดูอะไรมากมาย เพราะเท่าที่ติดตามข่าวหนังมา ก็พอจะเดาได้แล้วว่าหนังภาคนี้มันไม่น่าจะมีอะไรให้ลุ้นไปมากกว่ามานั่งดูสงครามรบกันระหว่างคนและเครื่องจักร

ซึ่งด้วยสาเหตุนี่เองที่ทำให้ผมไม่ได้อยากดู ถ้าไม่ใช่เพราะว่าดารานำคือคริสเตียน เบลล์ (ยิ่งช่วงนี้บ่จิ๊อยู่ด้วย ถ้าคนเล่นเป็นจอห์น คอนเนอร์ไม่ใช่เฮียเบลล์ล่ะผมอาจจะรอออกแผ่นไปเลยก็ได้) บวกกับไบรซ์ ดัลลัส ฮาเวิร์ด และเฮเลน่า โบนเฮม คาร์เตอร์อีก (ขอโทษพี่แซม เวิร์ธธิงตันไว้ด้วยที่ไม่ได้มาติดอันดับดาราประจำใจของผม วะหะหะ) เลยกลายเป็นว่าต้องเข้าไปดูตั้งแต่หนังเข้าวันแรกๆล่ะครับงานนี้ x-D

ตัวหนังก็เป็นไปตามที่คาดครับ คือเน้นเรื่องของสงครามมากกว่าจะมาไล่ล่ากันแบบภาคก่อนๆ หนังเปิดเรื่องย้อนอดีตสั้นๆในปี 2003 ก่อนจะข้ามมาเล่าเรื่องที่ปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงสงครามที้่มีจอห์น คอนเนอร์เป็นตัวละครหลัก และเราจะได้ทราบว่า สกายเน็ต ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการสังหารมนุษย์จนเกิด Judgment Day หรือวันพิพากษาขึ้น ทำให้บ้านเมืองพังทลาย มนุษย์ที่เหลือรอดต่างก็ต้องหลบๆซ่อนๆคอยป้องกันตัวเองจากเหล่าเครื่องจักรในนามของ กองกำลังกู้โลก (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Resistance Force ซึ่งผมว่าสื่อความหมายได้ดีกว่า "กู้โลก" นะครับเนี่ย ) จอห์น คอนเนอร์ต้องตามหาตัวไคล์ รีส ซึ่งเป็นพ่อของเขาที่จะถูกส่งกลับอดีตไปปกป้องแม่ของเขา (ในภาคแรก) ก่อนที่พวกเครื่องจักรจะชิงสังหารรีสจนทำให้อนาคตถูกเปลี่ยนไปในที่สุด

ดูจบแล้วบอกตามตรงว่า ก็ดีครับ ก็ดี แต่มันน่าจะดีกว่านี้ ตัวหนังจริงๆต้องบอกว่า ไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเท่าไหร่ สาเหตุหนึ่งอาจจะคล้ายๆกรณีของ Star Wars ที่ทำไตรภาคหลังออกมาก่อนไตรภาคแรก มันทำให้ตอนเราดู episode 1-3 เราดูเพราะแค่อยากรู้ที่มา (บวกกับซีรี่น์สงครามดวงดาวนี้มีสาวกแน่นหนาอยู่แล้ว) แต่เราไม่ค่อยลุ้นเท่าไหร่เพราะเรารู้ว่า ยังไงอนาคินก็ต้องกลายเป็นดาร์ธเวเดอร์อยู่แล้ว ชุดคนเหล็กนี่ก็เหมือนกัน หนังสามภาคแรกเราดูลุ้นเพราะว่าเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไร คนเหล็กจะฆ่าซาร่าห์และจอห์นได้หรือไม่ แต่ทีนี้ในสามภาคแรก มันมีการบอกเล่าเหตุการณ์ในอนาคตไว้หมดแล้ว ทั้งเรื่องที่จอห์น คอนเนอร์จะส่งรีสและ T-800 มาปกป้องตัวเองในอดีต แล้วในหนังมันเป็นเหตุการณ์ในช่วงปี 2018 ซึ่งยังไม่ถึงจุดที่จะมีการส่งคนเหล็กกลับมา (ในปี 2029) เพราะงั้น เราดูไปเราก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าพระเอกรอดแน่ๆ และสงครามยังไม่จบแน่ๆ

ด้วยเหตุนีี้เองมันเลยไม่มีการลุ้น ไม่มีการมาหักมุมอะไรมากมาย ส่วนตัวผมแล้วยังชอบภาค 3 ที่ใครต่อใครด่าว่าห่วยนักหนาเลย คือลองเปรียบเทียบนะครับ ;

ภาคแรก หนังใหม่ สด เราดูลุ้นไปกับการตามล่าและการหนี
ภาคสอง เราอึ้งกับการเปลี่ยนลุคของซาร่าห์ คอนเนอร์ จากสาวเสิร์ฟอ่อนหวานขี้แย กลายเป้นอีสาวอึดกล้ามเป็นลูกควงปืนสู้คนเหล็ก และตะลึงกับเอฟเฟคต์คนเหล็กไหลที่ถือว่าโคตรจะล้ำสมัยสุดๆแล้วในยุคนั้น รวมทั้งตัวละคร จอห์น คอนเนอร์ ที่ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการอยู่รอดของมนุษยชาติ
ภาคสาม ส าเหตุที่คนไม่ค่อยชอบเท่าไหร่อาจะเพราะรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรใหม่ เหมือนเอาชื่อเสียงเก่ามาหากินแต่ผมชอบก็เพราะอยากจะรู้ความเป็นไปของจอห์น คอนเนอร์ หลังเหตุการณ์ในภาคสอง (ที่สะเทือนใจพอสมควรกับการกลายเป็นกรรมกรแบกหามท่าทางขี้ยา ไม่มีมาดนักรบผู้กุมชะตาของมนุษย์เลย) กับประเด็นว่าชะตาเปลี่ยนไปแล้วจริงหรือไม่ (เรื่องการเกิด Judgment Day) ส่วนการออกแบบคนเหล็กที่คราวนี้มาในมาดสาวเซ็กซี่ ที่ผมชอบคือการรวมเอาความยืดหยุ่นของเหล็กไหลในภาคสอง มาบวกกับความแข็งแกร่งของคนยเหล็กภาคแรก กลายเป็นคนเหล็กที่สร้างอาวุธซับซ้อนได้แต่ก็มีจุดอ่อนตรงที่เปลี่ยนรูปร่างตามใจไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งเอฟเฟคต์สำหรับคนเหล็กดีไซน์นี้มันไม่มีอะไรแปลกใหม่เหมือนกับสมัย T-1000 แปลงร่างไปมาอีกแล้ว คนเลยไม่ค่อยจะถูกใจมั้งครับ

สำหรับภาคนี้ ก็ต้องชมผู้กำกับแมคจีที่ยังคงคุณภาพการทำหนังแอ๊คชั่นไว้ได้เหมือนเดิม ฉากบู๊ ฉากรบกันมันเลลยดูเอามันส์ ดูตื่นตาตื่นใจได้ แต่นอกนั้นมันไม่มีอะไรเลยจริงๆ ยิ่งในปัจจุบันนี้ที่หนังแนว "คนรบกับเครื่องจักร" มีออกมาหลายเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทรานส์ฟอร์เมอร์เอย (และทรานสมอร์ฟเฟอร์ด้วย อิอิ) เมทริกซ์เอย รวมถึงหนังทุนไม่สูงอีกหลายๆเรื่อง ฉะนั้น ถ้าคนเหล็กภาคนี้ไม่สามารถหาจุดขายอะไรที่เพิ่มเติมเข้าไปได้ สุดท้ายมันก็จะถูกจัดเข้าไปรวมเป็นหนังแนว "คนรบกับเครื่องจักร" หนึ่งในหลายๆเรื่อง ต่อให้ทำฉากต่อสู้ สเปเชี่ยลเอฟเฟคต์ ดีแค่ไหนก็ตามที

โดยสรุปแล้ว ก็จัดว่าดีครับ เป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่ไม่ควรพลาดอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าท่านจะเป็นแฟนซีรี่ย์คนเหล็กหรือไม่ก็ตาม ถ้าชอบหนังบู๊ เข้าไปดูไม่มีเสียดายตังค์ครับ การแสดง เนื้อหาทั่วไป รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยเช่นการพยายามเชื่อมโยงกับภาคก่อนๆ ทั้งหมดถือว่ารักษามาตรฐานไว้ได้ไม่มีตก เสียแต่พล็อตรวมๆแล้วยังไม่มีอะไรที่โดดเด่นจนดึงดูดให้จดจำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะรายละเอียดที่เชื่อมกับภาคก่อนๆมันน้อยไปหน่อย หนังดีแล้ว แต่น่าจะทำได้ดีกว่านี้อีกครับ หวังว่าภาคต่อไป(ที่มีมาแน่ๆ) จะลบข้อด้อยจุดนี้ไปได้นะครับ เอาให้เป็นไตรภาคปิดตำนานคนเหล็กให้มันอลังการณ์ไปเลย

ให้ 8/10 ครับ B+




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2552 1:02:58 น.
Counter : 345 Pageviews.  

I AM LEGEND, ตำนานบทบีบน้ำตา

I AM LEGEND
หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า ไม่ใช่หนังแอ๊คชั่น

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตกล่าวโทษชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ก่อนเลยครับ ....ข้าคือตำนานพิฆาตมหากาฬ โอโห้ เอาไปตั้งชื่อให้เรื่อง Warlord ดีกว่ามั้งเนี่ย คือก่อนหน้านี้ผมก็พอจะทราบเนื้อหาของเรื่องนี้มาคร่าวๆครับ ว่าเป็นเรื่องของมนุษย์คนสุดท้ายที่อยู่บนโลกซึ่งคนอื่นๆติดเชื้อไวรัส กลายเป็นผีดิบไปหมดแล้ว เขาจะเอาชีวิตรอดยังไงในโลกแบบนี้

ด้วยจินตนาการอันบรรเจิดของผมเอง ทำให้ผมตีความหนังเรื่องนี้ดังนี้
- พระเอกแมร่งต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ ถึงเหลืออยู่คนสุดท้าย
- พระเอกแมร่งคงคล้ายๆ Blade ที่ต้องออกมาสู้กับผีดิบ
- พระเอกแมร่งต้องเป็นตำนานสมชื่อเรื่องแน่ๆ ประมาณตำนานมนุษย์ผู้สู้ผีดิบ

เมื่อบวกกับชื่อไทย ข้าคือตำนานพิฆาตมหากาฬ และตัวอย่างหนังที่เห็นแว้บๆเหมือนกับ "พระเอกกับผีดิบกำลังคุยกัน" ทำให้ผมคิดไว้ว่า โห เดี๋ยวพระเอกมันคงเสี่ยงตายเข้าไปในรังผีดิบเพื่อเจรจาขออยู่อย่างสงบสุขแน่ๆ

ทั้งที่จริงๆแล้ว หนังเรื่องนี้ไม่มีผีดิบในแบบแฟนตาซีครับ เรื่องนี้เป็นวิทยาศาสตร์ล้วนๆเลยต่างหาก

หนังบอกเล่าถึง เนวิลล์ ลองบัตท่อม...เอ้ยม่ายช่าย หนังเล่าถึงโรเบิร์ต เนวิลล์ มนุษย์คนสุดท้ายในนิวยอร์ค ซึ่งรอดจากไวรัสสังหารผู้คนมาได้อย่างไรไม่ทราบ (หนังจะบอกเอง) เขาจึงต้องเอาชีวิตรอดในเมืองที่ผู้คนกลายเป็นปิศาจร้ายกระหายเลือด พร้อมทั้งหาวิธีแก้เชื้อไวรัสนี้ให้ได้

ผมสังเกตว่ตัวหนังไม่ได้เน้นรายละเอียดพวกไวรัส หรือผีดิบมากเท่าไหร่ แต่จะเน้นไปที่การเอาชีวิตรอดและสภาพจิตใจของตัวเอกมากกว่า ซึ่งจุดนี้เป็นส่วนที่ผมชอบมากๆ คือหนังแนวๆนี้ส่วนใหญ่ (เป็นต้นว่า ตระกูล Dead ของโรเมโร หรือพวก 28 Days Later) ถ้าไม่เน้นที่ความโหดร้ายของผีดิบ ก็จะเน้นสภาพจิตใจของคนที่มาอยู่ร่วมกัน แต่เรื่องนี้กลับเสนอให้เห้นสภาพจิตใจของตัวละครที่ต้องอยู่คนเดียว

ลองนึกดูเล่นๆ ถ้าเราอยู่คนเดียว (อ้อ กับหมาหนึ่งตัว) ถึงสามปี จะเป้นยังไง ...ไม่ต้องสามปีก็ได้ คิดเล่นๆแค่สามอาทิตย์ ไม่ได้คุยกับใครเลย ไม่มีอินเตอร์เน้ตเล่น (เพราะไม่รู้จะเล่นกับใคร) วันๆกินข้าว เอาปืนยิงสัตว์เล่น ตีกอล์ฟ เราจะทนได้หรือไม่

ในหนังเราจึงเห็นการกระทำที่น่าสนใจ (และบางครั้งดูตลก) หลายอย่างของพระเอก เช่นการคุยกับหุ่นโชว์เหมือนเป็นคนจริงๆ (พูดก็พูดเถอะ ไอ้หุ่นในหนังนี่หน้าตามันหลอนมากๆ ถ้ามันพูดได้ขึ้นมาผมคงวิ่งล่ะครับ หะหะ) การที่พระเอกไม่รู้จะทตัวยังไงเมื่อเจอคนจริงๆคนอื่น นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ความพยายามที่จะ "รักษา" (Cure) ไม่ใช่ "ทำลาย" (Extinct) ที่พระเอกทุ่มเทตัวเองหายาที่จะช่วยให้พวกผีดิบกลับคืนเป็นคนได้ ไม่ใช่แค่เอาตัวรอดไปวันๆ นั่นทำให้เขาเหมาะที่จะได้ชื่อว่า เป็นตำนาน สมชื่อเรื่องจริงๆ

โดยรวมแล้ว อย่าคิดว่าหนังเป็นแบบแอ๊คชั่น ยิงผีดิบกระจายนะครับ คิดซะว่ามาดูหนังดราม่า ไซไฟ สักเรื่องดีกว่า มีฉากบีบน้ำตาอยู่หลายฉาก ฉากลุ้นระทึกก็ทำได้ดีจนหายใจไม่ทั่วท้องก็บ่อย ข้อเสียอาจจะเป็นเรื่องของการเล่าเรื่องที่ดูรวบรัดไปนิดนึง (หลายคนจึงยังอาจสงสัย ไวรัสมันมายังไงไปยังไง แล้วอาหารที่เก้บไว้สามปีมันไม่บูดเหรอ ฯลฯ) รวมทั้ง CG พวกผีดิบและเอฟเฟคต์ต่างๆที่ยังไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ พอจะจับผิดได้ (แต่จริงๆผมว่ามันก็ยอดแล้วนะ) เอาเป้นว่าผมอยากให้ท่านดูเรื่องของอารมณ์ความเหงาและการมีชีวิตของตัวละครมากกว่าที่จะไปสนใจรายละเอียดปลีกย่อยนะครับ (อารมณ์คงคล้ายๆกับพวก Lost in Translation ที่ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรเล่าเท่าไหร่ สื่ออารมณ์มากกว่า)

สรุป เป็นหนังน่าดูอีกเรื่องในช่วงสัปดาห์ครับ ก่อนจะรอพบแบบเลือดๆ บู๊ๆ เต็มๆใน AVP ปลายเดือน โฮะๆๆๆ
ให้ 7.5/10 ครับ

ปล. ต่อไปนี้เป็นฉากที่ผมชอบและประทับใจมาก มีสปอยล์นะครับ





1.ฉากพระเอกฆ่าหมาตัวเอง สังเกตว่าพระเอกไม่ได้มองหน้าน้องหมา และกล้องก็ไม่ได้ถ่ายให้เห็น ลองคิดภาพสิครับ ต่อจากนี้พระเอกจะต้องอยู่กับอารมณ์ที่ว่า "ชั้นฆ่าหมาตายคามือ" ไม่แปลกใจเลยที่ต่อจากนั้นพระเอกจะไปล้างแค้น

2.ฉากพระเอกเค้นให้หุ่นพูดกับเขา ทั้งฉากคุยกับเฟรดที่ถนน (ตอนพระเอกถามว่า "ถ้าแกเป็นคนล่ะตอบหน่อย" ลึกๆแล้วพระเอกก็ยังหวังให้หุ่นพวกนั้นคุยกับเขาได้สินะ) และฉากที่ไปคุยกับหุ่นหญิงชุดดำ ที่พระเอกพูดทั้งน้ำตาว่า "ตอบหน่อยสิ พูดทักทายหน่อยสิ" คือผมว่าหุ่นมันหลอนๆอยู่แล้ว ถ้าพูดขึ้นมาผมคงวิ่ง แต่พระเอกคงจะโคตรดีใจ จะเป้นผีหุ่นก็่ช่าง มาคุยกับกรูก็พอ

3.คำพูดในวิทยุ "คุณไม่ได้อยู่คนเดียว" ในหนัง....ผมฟังแล้วน้ำตาแทบไหลเลย เพราะฟังแล้วผมมักจะต่อให้ว่า "แต่ผมอยู่คนเดียว" ทุกทีเลย ลึกๆแล้วมันอาจไม่ใช่คำพูดให้ผู้รับสาร แต่เป็นคำพูดปลอบใจพระเอกต่างหาก(ว่าชั้นไม่ได้อยู่คนเดียวนะ)

4.ฉากระเบิดพลีชีพ ชอบหน้าพระเอกมาก โคตรเท่อ่ะ เห็นหลายคนบอกไม่ชอบให้พระเอกตาย แต่ผมว่ามันเป็นอะไรที่ถูกต้องแล้วล่ะครับ อยู่คนเดียวมาสามปี จนคิดวัคซีนได้สำเร็จ ชีวิตนี้คุ้มค่าแล้วครับสำหรับการเป็นตำนาน

น่าเสียดายที่ผมไม่ค่อยได้สังเกตสัญลักษณ์ผีเสื้อในหนัง บางทีอาจต้องกลับไปดูอีกสักรอบ หะหะ




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2550    
Last Update : 16 ธันวาคม 2550 12:18:30 น.
Counter : 210 Pageviews.  

Ratatouille - อาหารจานเต็มสิบ!, สนุกเกินคาดจริงๆครับ

28072007

แรท-ตา-ทู-อี้ - อาหารฝีมือหนูจานนี้เด็ดจริง!

ผมไม่ค่อยได้ดูหนังอนิเมชั่นบ่อยนักครับ ล่าสุดที่ดูคือ Monster House ซึ่งถ้าจะถามว่าหนังอนิเมชั่นของค่ายนี้ดีมั้ย ก็ตอบว่าหนังสนุกดี แม้ว่าโดยรวมแล้วเป้าหมายหลักที่ทำออกมาจะค่อนไปที่ผู้ชมกลุ่มที่เป็นเด็กก็ตาม ไม่ใช่ว่าเนื้อหาติงต๊องอะไรหรอกนะครับ แต่โครงเรื่องรวมๆแล้วจะออกมาไม่รุนแรงนักให้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี

พอมาได้ดู Ratatouille (ชื่อสะกดยากจัง 55) นี้ก็ต้องบอกว่า เกินความคาดหมายของผมจริงๆครับ หนังสนุกมากๆ ด้วยโครงเรื่องที่ให้เด็กดูก็ดี ผู้ใหญ่ดูก็ยิ่งดีใหญ่ อีกทั้งเทคนิคด้านภาพก็งามแบบเห็นพัฒนาการได้ชัดเลย แสงเงา รายละเอียดต่างๆ ปราณีตสวยงามดีจริงๆ

เรื่องนี้ตอนผมอ่านเรื่องย่อ ก็คิดว่ามันคงเป็นแนวๆ หนูอยากทำอาหาร ไปเจอชายหนุ่มที่อยากทำอาหารแต่ไม่เก่ง ทั้งคู่เลยร่วมมือกัน หนูสอนคน คนสอนหนู ไปๆมาๆก็เกิดมิตรภาพ และจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แค่นี้ก็ทำให้ผมสนใจแล้ว แต่มาดูจริงๆแล้วยิ่งประทับใจครับ ผมสังเกตได้ว่าเค้าใส่รายละเอียดลงไปให้เรื่องมันสมจริงกว่าการ์ตูน"มิตรภาพระหว่างคนกับสัตว์" หนูก็คือหนู คนก็คือคน ทั้งเรื่องสังเกตได้ว่าหนูกับคนไม่ได้พูดกันเลย แต่ทั้งคู่ก็มีมิตรภาพให้กันในแบบที่ไม่ซ้ำแนวคิดเรื่องคนกับสัตว์แบบเดิมๆ

ธีมที่น่าสนใจอีกอย่างคือเรื่องของอาหาร ความเป้น"โลกแห่งความจริง" ของการ์ตูนอนิเมชั่นคราวนี้ไม่ใช่ประเภท ร่วมกันฟันฝ่าไปถึงจุดหมาย อะไรทำนองนั้นอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องการทำอาหาร(ซึ่งใกล้ตัวคนมากขึ้น) ไม่มีพ่อครัวระดับเทพ ไม่มีตัวร้ายที่ร้ายเกินไป มีแต่"ศิลปะแห่งการทำอาหาร" ที่ไม่ว่าใครก็เข้าถึงได้ สมกับ quote นึงในหนังที่บอกประมาณว่า เราอาจหาคนธรรมดามาสร้างงานศิลปะชั้นยอดไม่ได้ แต่เราสามารถหางานศิลปะชั้นยอดได้จากคนธรรมดา (อะไรทำนองนี้น่ะครับ ผมก็จำไม่ค่อยได้เหมือนกัน ขออภัยด้วยค้าบ rstun.gif") น่าจะให้ข้อคิดกับคนดูได้ไม่น้อยทีเดียว ยิ่งบ้านเราซึ่งอาจยังมองงานศิลปะเป็นแค่อาชีพหลักลอย สู้อาชีพใหญ่ๆ อย่างหมอ หรือนักธุรกิจไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าความสุนทรีย์ก็สำคัญไม่น้อยกว่าความมั่นคงในชีวิตเหมือนกัน

การดำเนินเรื่องดีมากๆครับ ลำดับเรื่องราว การบอกเล่าเรื่องราวผ่านโลกของคน และโลกของหนู ทำได้น่าสนใจน่าติดตามจนจบเรื่อง มุขตลกที่ใส่มาก็ไม่บ้าๆบอๆเกินไป กำลังพอดีๆเตามอารมณ์ของหนัง ตามความเห็นผมนะครับ ผมว่าไม่มีช่วงไหนของหนังที่น่าเบื่อเลย โรงที่ไปดูวันนี้เป็นโรงดิจิตอลราคาที่นั่งละ 150 บาท แต่ผมรู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าดูหนังเรื่องยาวๆเรื่องอื่นที่ราคาเท่ากันซะอีกนะครับ

เรื่องนี้ให้ 10/10 เลยครับ ไม่ผิดหวังแน่ๆ

ปล.ถ้าผมจำไม่ผิด ตามธรรมเนียมของหนัง Pixar จะมีอนิเมชั่นสั้นๆ โปะหน้าอยู่ด้วย หนังสั้นเรื่อง Lifted ที่โปะมากับเรื่องนี้ก็ฮาได้ใจเลยครับ ยิ่งได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องต่อไป(เรื่อง WAL-E ที่ได้ยินมาว่า ทั้งเรื่องพูดภาษาหุ่นยนต์!) ก็ยิ่งคุ้ม ถ้ามีธรรมเนียมยืนปรบมือให้หลังหนังจบ (เค้าเรียกอะไรนะ...Stand Ovation รึเปล่า?) ผมคงจะยืนอยู่จนท้ายเครดิตเลยล่ะครับ ^^




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2550 17:27:42 น.
Counter : 192 Pageviews.  

Harry Potter and the Order of Phoenix, ผิดหวังนิดๆ แต่ก็ยังน่าติดตาม

14072007

โดยส่วนตัวผมเองก็เป็นแฟนพ่อมดน้อยเรื่องนี้คนนึงครับ ตามอ่านมาตั้งแต่ภาคแรก และก็ดีใจที่ได้เห็นจินตนาการในหนังสือออกมาโลดแล่นเป็นหนัง พูดตามตรงว่าหนังทำออกมากี่ภาคก็ยังตื่นตาตื่นใจกับเอฟเฟคต์ต่างๆ ไอ้ที่เคยอยู่ในหัว มันออกมาให้เห็นเป็นของจริงได้ แต่ก็แล้วแต่ภาคนะครับว่าภาคไหนจะสนุก ซึ่งก็ไม่มีภาคไหนที่ไม่สนุกนะครับ เพียงแต่ภาคไหนจะสนุกกว่ากันเท่านั้นเอง

เนื้อเรื่องคงไม่กล่าวถึงนะครับ น่าจะหาอ่านได้ตามเวบหนังทั่วๆไปอยู่แล้ว (และหลายๆท่านน่าจะเคยอ่านกันมาแล้วด้วย) ในส่วนของหนัง ถามว่าดีมั้ย ก็ดีตามมาตรฐานแฮรี่พ็อตเตอร์น่ะครับ แต่ถามว่าสนุกมั้ย ผมก็ยังงงๆอยู่ คือมันก็สนุก แต่ก็ไม่เชิงสนุก เอ๊ะ ยังไง? คงเพราะฉบับหนังสือของภาคนี้ยาวมากๆครับ ใครที่ไม่เคยอ่านก็จะบอกไว้ว่า ภาคนี้ความหนาของหนังสือ หนากว่าภาคแรกประมาณสองเท่าได้ ซึ่งในหนังภาคแรกนั้นทำออกมายาว 3 ชั่วโมง เก็บรายละเอียดของหนังสือไปเยอะมากๆ ภาคนี้จึงกลับกัน เมื่อหนังต้องทำเนื้อหาให้ยาวแค่สองชั่วโมงกว่าๆ แต่เนื้อหามากกว่าหนังภาคแรกสองเท่า จึงต้องตัดไปเยอะเลยครับ ซึ่งไอ้การตัดเนี่ยแหละที่ผมรู้สึกว่าทำให้หนังโดดๆพิกล อารมณ์ของแต่ละฉากไม่ต่อเนื่องกันน่ะครับ คือดูรู้ว่าเค้าพยายามจะเชื่อมกันนะ แต่มันก็ยังไม่ถึงจุดที่จะทำให้ลื่นไหลได้จนเพลิน

อีกอย่าง เพราะการตัดนี่แหละทำให้อารมณ์ที่น่าจะได้จากเนื้อเรื่องภาคนี้จริงๆลดลงไปอย่างน่าเสียดาย ในหนังสือ ภาคีแห่งนกฟินิกซ์สำคัญมากๆ และมีบทบาทในการเป็นกองทัพลับของแฮรี่มากๆเช่นกัน (เค้าถึงเอามาตั้งเป็นชื่อตอนไง) แต่ในหนัง ผมกลับรู้สึกว่าเออ ถ้าคนไม่เคยอ่านหนังสือมาดู เค้าจะเข้าใจมั้ยหว่าว่าไอ้ภาคีนี้มันมีอะไรบ้าง ตัวละครหลายๆตัวก็บทน้อยมากเช่น นิมฟาดอร่า ท็องส์ ในหนังสือรู้สึกว่าเป้นพี่สาวน่ารักสุดเปรี้ยว (ผมก็รอดูอยู่ว่าจะเปรี้ยวแค่ไหน อิอิ) ในหนังบทน้อยจนเรียกว่าถูกลืมไปเลย (ออกมาเปลี่ยนสีผมกับเปลี่ยนหน้านิดเดียวเองง่ะ) โช แชง ภาคนี้ออกมาจูบกับแฮรี่เท่านั้นเอง (ในหนังสือมีบทร่วมจนน้ำตาไหลเลย) หลายๆท่านในหนังสือ พอเป็นหนังแล้วหายไปเลย ฉากต่อสู้กันตอนท้ายเรื่อง นี่เป้นครั้งแรกเลยครับที่ผมรู้สึกว่าตอนอ่านนั้น จินตนาการออกมามันส์สุดๆ พออยู่ในหนัง มันยังไม่เท่าที่คิดไว้ (แม้บรรยากาศจะออกมาเหมือนกกับตอนอ่านก็ตาม) พวกนี้แหละครับที่ผมว่าน่าเสียดาย

โดยรวมแล้ว ผมก็พอจะสังเกตได้ว่าผู้กำกับพยายามจะสื่ออะไรออกมาในแบบของเค้า ในแบบที่แฮรี่ภาคก่อนๆยังเป็นอารมณ์เด้กกำลังจะเปลี่ยนเป้นวัยรุ่น ภาคนี้มาเป้นวัยรุ่นเต็มตัวแล้วก็ต้องอารมณ์ต่างออกไป ซีเรียสขึ้น ชัดเจนขึ้น ไม่มีอภินิหาริย์อะไรในแบบหนังเด็กแล้ว ถ้าจะให้แนะนำ ภาคนี้ผมค่อนข้างผิดหวังนะครับ ในความคิดผมภาคสี่เป็นภาคที่สนุกที่สุด ผู้กำกับจับเอาโครเงรื่องที่ค่อนข้างยาวมาสรุปให้ชัดเจนได้ลงตัวมากๆ ภาคนี้ยังจับมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่สาวกแฮรี่จะพลาดกันเหรอครับในเมื่อโดยรวมโปรดัคชั่นของหนังก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และทำออกมากี่ภาคก้ยังชวนให้ดูได้เสมอ

ให้ 7/10 ครับ ยังตอบโจทย์ไม่ค่อยได้นะ แต่ก็ดูไม่เสียดายตังครับผม

ปล. เข้าไปดูใน imdb แล้วเพิ่งนึกออก นาตาเลีย เทน่า ผู้รับบทนิมฟาดอร่า ท็องส์สุดเปรี้ยวของผม ก็คืออีสาวซ่าส์ เอลี่ ใน about a boy นั่นเอง (ตอนแสดงเรื่องนั้นผมก็ชอบลุคเธอเมหือนกันครับ อิอิ)




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2550 17:27:29 น.
Counter : 163 Pageviews.  

Die Hard 4.0, ลุงบรูซ วิลลิส ยังไงก็ตายยากครับผม!

06072007

ช่วงนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนพูดถึงหนัง Transformers นะครับ ทั้งๆที่หนังที่น่าจับตามองอีกเรื่องนึงอย่าง Die Hard 4.0 เข้าฉายในช่วงไล่เลี่ยกันแต่ดูเหมือนคนจะสนใจหุ่นเหล็กแปลงร่างมากกว่า อาจเพราะว่าเข้าถึงคนได้เยอะกว่ามั้งครับ ทั้งหนุ่มๆที่สมัยเด็กๆคลั่งไคล้หุ่นแปลงร่าง หรือเด็กๆรุ่นปัจจุบันก็คงตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย ส่วนตัวผมก็ให้คะแนนความมันส์เต็มสิบไปแล้ว มาถึงลุงอึดกันบ้าง ตอนแรกว่าจะไม่ไปดู เพราะช่วงนี้รายจ่ายเยอะเหลือเกิน แต่ไหนๆก็สนใจมาตั้งแต่ตัวอย่างแล้ว บวกกับได้ยินมาว่ามันส์ไม่แพ้กัน ก็เลยได้ไปดูมาวันนี้ครับผม

ดูจบแล้วเสียดายครับ ...เสียดายที่น่าจะไปหาสามภาคแรกมาดูเรียกน้ำย่อยก่อน จะได้รับความมันส์แบบต่อเนื่องกันไปเลย ไม่เป็นไรอ่ะเพราะหนังสามภาคแรกก็ค่อนข้างหายากอยู่ ภาคนี้ผมคงบอกสั้นๆตามสไตลล์ครับว่าสนุก มันส์สะใจไม่แพ้เจ้าหุ่นแปลงร่างเลย เพียงแต่อารมณ์หนังมันค่อนข้างซีเรียสกว่าด้านเนื้อหา แต่แฟนๆหนังแอ๊คชั่นก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน

เนื้อเรื่องสไตลล์ Hollywood Cop ทั่วๆไปครับ ตัวร้ายวางแผนร้าย ร้อนถึงพระเอกต้องมาลุยเดี่ยว แต่ Die Hard นั้นดูจะมีราศีกว่าตรงที่เค้ามีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นชัดเจน เรียกว่าถึงจะเบื่อหนังแอ๊คชั่นแค่ไหนก็ต้องอยากมาดูลีลาบู๊กวนๆของลุงจอหืน แมคเคลน ที่ไม่ยอมเกษียนซะที ...อ๊ะ พูดให้ถูกคือแกอยากเกษียนเต็มแก่ แต่เกษียณไม่ได้ต่างหาก เพราะปัญหามันประดังเข้ามาหาแกซะเหลือเกิน ก็พอดีว่าถ้าไม่ใช่แก ก็ไม่มีใครจัดการได้แล้วล่ะ แกเลยต้องตกที่นั่งระห่ำอยู่เรื่อย

สิ่งที่ชอบในตัวหนังคือคาแรคเตอร์ของแต่ละคน ที่บอกตามตรงว่ามันไม่โง่เหมือนหนังทั่วไปแฮะ ลุงจอหืน แมคเคลน(บรูซ วิลลิส) ภาคนี้ก็มีมาดกวนๆ อารมณ์ขันในความระห่ำของแก ฝ่ายแฮคเกอร์หนุ่ม แมท ฟาเรลล์(จัสติน ลอง) และเพื่อนแฮคเกอร์อีกคนนึง ก็ดูดีว่าเป็นแฮคเกอร์ในโลกจริงๆ คือสมองฉลาด แต่อีคิวไม่ได้ต่ำไปเหมือนที่เราเรียกว่าเนิร์ด(ซึ่งมักจะเห็นบ่อยๆในหนังเรื่องอื่น) รู้จักรับมือกับสถานการณ์พอสมควร ฝ่ายตัวร้ายแม้ภาคนี้จะไม่ได้บู๊ระห่ำเทียบเท่า แต่ก็ดูว่าใช้ความฉลาดได้น่ากลัวมากๆ (เช่นการแฮคเข้าวิทยุทหารแล้วสั่งการให้ยิงจรวดใส้พระเอกงี้ บรื๋อ น่ากลัวนะครับ) รับบทโดย ทิมโมที โอลิแฟนท์ (ซึ่งกำลังจะมีบทนักฆ่า 47 ในภาพยนตร์จากวิดิโอเกม Hitman ในเร็วๆนี้) และอีกหลายๆคนแรคเตอร์ที่น่าประทับใจ

เนื้อเรื่องเสียดสีสังคมปัจจุบันได้พองามครับ เรื่องการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปจนถ้ามันรวนขึ้นมาก็แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย อาจจะดูเว่อร์ไปหน่อยแต่ผมว่ามันก็เหมาะแล้วล่ะกับคอนเซ็ปท์การนำมือบู๊รุ่นเก๋าใช้กล้ามเนื้อบวกกึ๋นมาปะทะกับมือบู๊รุ่นใหม่ที่ใช้สมองและฝีมือด้านเทคโนโลยีในการโจมตี สุดท้ายแล้วเราก็ยังคงชอบสไตลล์คลาสสิคอยู่ดีใช่มั้ยล่ะครับ ^^

ก็คงต้องออกตัวก่อนล่ะครับว่ายังไงเรื่องนี้ก็ยังเป็นหนังแอ๊คชั่น จะหามิติของตัวละคร ความสมเหตุสมผลของบทมากคงไม่ได้ สิ่งสำคัญก็คือความมันส์นี่ล่ะครับที่น่าจะถูกใจคอแอ๊คชั่นทั้งหลาย ให้ยกเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งตำนานแอ๊คชั่นโลกลืมไม่ได้เลย ใครที่กำลังรอพ่อมดน้อย Harry Potter และเพิ่งอิ่มเอมมาจาก Transformers อย่ามองข้ามเรื่องนี้ไปล่ะครับ ขอรับรองว่าคุณจะอิ่มได้อีกมื้อแบบไม่เสียดายเงินเลย

ให้ 9/10 ครับ

ปล. ลูกสาวแมคเคลน เก๋าได้ใจมาก ได้เชื้อพ่อมาเต็มๆเลย
ปล.2 แม็กกี้ คิว เรื่องนี้ก็ยังคงสวยเซ็กซี่อันตรายเหมือนเดิม โฮะๆๆๆ




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2550 17:27:53 น.
Counter : 227 Pageviews.  

1  2  

CARAGIO
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด
คนฉลาดตกเป็นทาสของคนแกล้งโง่
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add CARAGIO's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.