อยู่กับงูเห่า
อยู่กับงูเห่า - หลวงพ่อชา

//atamma.org/audio/A_Chah-LivingWithTheCobra.mp3

คลิกขวา save as ค่ะ ไฟล์ขนาด 2.88 MB


//attamma.org

............................................................


ขอให้โยมจำไว้ในใจว่า อารมณ์ทั้งหลายนั้น จะเป็นอารมณ์ที่พอใจก็ตาม หรืออารมณ์ที่ไม่พอใจก็ตามอารมณ์ทั้งสองอย่างนี้ มันเหมือนงูเห่า งูเห่ามันมีพิษมากถ้ามันฉกคนแล้วก็ทำให้ถึงแก่ความตายได้ อารมณ์นี้ก็เหมือนกับงูเห่าที่มีพิษร้ายนั้น อารมณ์ที่พอใจก็มีพิษมากอารมณ์ที่ไม่พอใจก็มีพิษมาก มันทำให้จิตใจของเราไม่เป็นเสรี ทำให้จิตใจไขว้เขว จากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า

วันนี้จึงขอให้โอวาทย่อๆแก่โยม ขอให้เป็นผู้มีสติอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนก็ให้นอนด้วยสติ นั่งด้วยสติ เดินด้วยสติ ยืนด้วยสติ จะพูดก็พูดด้วยสติ จะทำอะไรๆก็ให้มีสติอยู่ด้วยทั้งนั้น

เมื่อมีสติแล้ว สัมปชัญญะความรู้ตัวมันก็จะเกิดขึ้นมา สติกับสัมปชัญญะเป็นของคู่กัน เมื่อทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันแล้ว ก็จะนำปัญญาให้เกิดตามทีนี้เมื่อมีทั้งสติ สัมปชัญญะปัญญาแล้ว ก็จะเป็นผู้ที่ตื่นอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืน

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนนั้น ไม่ใช่ธรรมะที่เพื่อฟังเฉยๆหรือรู้เฉยๆ แต่เป็นธรรมะที่ต้องปฏิบัติ ต้องทำให้เกิดขึ้น ต้องทำให้มีขึ้นในใจของเราให้ได้ จะไปที่ไหนก็ให้มีธรรมะ จะพูดก็ให้มีธรรมะ จะเดินก็ให้มีธรรมะ จะนอนก็ให้มีธรรมะ จะทำอะไรๆก็ให้มีธรรมะทั้งนั้น

คำว่า "มีธรรมะ" นี้ก็คือ จะทำอะไรก็ตาม จะพูดอะไรก็ตาม ให้ทำด้วยปัญญา ให้พูดด้วยปัญญา ให้นึกคิดด้วยปัญญา ผู้ใดมีสติ สัมปชัญญะ ควบกับปัญญาอยู่ตลอดเวลาแล้ว ผู้นั้นย่อมอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าทุกเมื่อ

ดังนั้น แม้เมื่อโยมจากวัดหนองป่าพงนี้ไปแล้ว ก็จงเป็นผู้ปฏิบัติ ให้ธรรมะทั้งหลายมารวมอยู่ที่ใจ มองลงไปที่ใจ ให้เห็นสติ ให้เห็นสัมปชัญญะ ให้มีปัญญา เมื่อมีทั้งสามอย่างนี้แล้ว มันจะมีการปล่อยวาง รู้จักเกิดแล้วมันก็ดับ ดับแล้วมันก็เกิด เกิดแล้วมันก็ดับ

ที่เรียกว่า "เกิดๆ ดับๆ" นี้คืออะไร คืออารมณ์ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป ดับแล้วมันก็เกิดขึ้นมา ในทางธรรมะเรียกว่าการเกิดดับ มันก็มีเท่านี้ ทุกข์มันเกิดขึ้นแล้ว ทุกข์มันก็ดับไป ทุกข์ดับไปแล้ว ทุกข์ก็เกิดขึ้นมา นอกเหนือจากนี้ไป ก็ไม่มีอะไรมีแต่ทุกข์เกิด แล้วทุกข์ก็ดับไป มีเท่านี้

เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว จิตของเราก็จะเห็นแต่การเกิด-ดับอยู่เสมอ เมื่อเห็นการเกิด-ดับอยู่เสมอ ทุกวันทุกเวลา ตลอดทั้งกลางวัน ตลอดทั้งกลางคืน ตลอดทั้งการยืน เดิน นั่ง นอน ก็จะเห็นได้ว่ามันไม่มีอะไรจริงๆมีแต่เกิด-ดับอยู่เท่านี้เอง แล้วทุกอย่างมันก็จบอยู่ตรงนี้

เมื่อเห็นอารมณ์เกิด-ดับอย่างนี้อยู่เสมอไปแล้วจิตใจก็จะเกิดความเบื่อหน่าย เพราะเมื่อคิดไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากมาย มันมีแต่การเกิดแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ดับ มันมีอยู่เท่านี้ ฉะนั้นเมื่อคิดแล้วก็ไม่รู้จะไปเอาอะไรกับมัน พอคิดได้เช่นนี้ จิตก็จะปล่อยวางปล่อยวางอยู่กับธรรมชาติ มันเกิดเราก็รู้ มันดับเราก็รู้มันสุขเราก็รู้ มันทุกข์เราก็รู้ รู้แล้วไม่ใช่ว่าเราจะไปเป็นเจ้าของสุขนะ หรือเมื่อทุกข์ขึ้นมา เราก็ไม่เป็นเจ้าของทุกข์เหมือนกัน เมื่อไม่เป็นเจ้าของสุข ไม่เป็นเจ้าของทุกข์มันก็มีแต่การเกิด-ดับอยู่เท่านั้น ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติของมันอย่างนั้นแหละ เพราะมันไม่มีอะไร

อารมณ์ทั้งหลายที่ว่ามานี้ เหมือนกันกับงูเห่าที่มีพิษร้าย ถ้าไม่มีอะไรมาขวาง มันก็เลื้อยไปตามธรรมชาติของมัน แม้พิษของมันจะมีอยู่ มันก็ไม่แสดงออก ไม่ได้ทำอันตรายเรา เพราะเราไม่ได้เข้าไปใกล้มัน งูเห่าก็เป็นไปตามเรื่องของงูเห่า มันก็อยู่อย่างนั้น

ดังนี้ ถ้าหากเป็นคนที่ฉลาดแล้ว ก็จะปล่อยหมดสิ่งที่ดีก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชั่วก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชอบใจก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ไม่ชอบก็ปล่อยมันไป เหมือนอย่างเราปล่อยงูเห่าตัวที่มีพิษร้ายนั้น ปล่อยให้มันเลื้อยของมันไปมันก็เลื้อยไปทั้งพิษที่มีอยู่ในตัวมันนั่นเอง

ฉะนั้น คนที่ฉลาดแล้ว เมื่อปล่อยอารมณ์ก็ปล่อยอย่างนั้น ดีก็ปล่อยมันไป แต่ปล่อยอย่างรู้เท่าทันชั่วก็ปล่อยมันไป ปล่อยไปตามเรื่องของมันอย่างนั้นแหละอย่าไปจับ อย่าไปต้องมัน เพราะเราไม่ต้องการอะไร ชั่วก็ไม่ต้องการ ดีก็ไม่ต้องการ หนักก็ไม่ต้องการ เบาก็ไม่ต้องการ สุขก็ไม่ต้องการ ทุกข์ก็ไม่ต้องการ มันก็หมดเท่านั้นเอง ทีนี้ความสงบก็ตั้งอยู่เท่านั้นแหละ

เมื่อความสงบตั้งอยู่แล้ว เราก็ดูความสงบนั้นแหละ เพราะมันไม่มีอะไรแล้ว เมื่อความสงบเกิดขึ้นความวุ่นวายก็ดับ พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านตรัสว่านิพพานคือความดับ ดับที่ตรงไหน? ก็เหมือนไฟเรานั่นแหละ มันลุกตรงไหน มันร้อนตรงไหน? มันก็ดับที่ตรงนั้น มันร้อนที่ไหนก็ให้มันเย็นตรงนั้น ก็เหมือนกับนิพพานก็อยู่กับวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารก็อยู่กับนิพพาน เหมือนกันกับความร้อนกับความเย็น มันก็อยู่ที่เดียวกันนั่นเอง ความร้อนก็อยู่ที่มันเย็น ความเย็นก็อยู่ที่มันร้อน เมื่อมันร้อนขึ้น มันก็หมดเย็น เมื่อมันหมดเย็น มันก็ร้อน

วัฏฏสงสารกับนิพพานนี้ก็เหมือนกัน ท่านให้ดับวัฏฏสงสารคือความวุ่น การดับความวุ่นวายก็คือการดับความร้อน ไฟทางนอกก็คือไฟธรรมดา มันร้อน เมื่อมันดับแล้ว มันก็เย็น แต่ความร้อนภายในคือ ราคะ โทสะโมหะ ก็เป็นไฟเหมือนกัน ลองคิดดูเมื่อราคะ ความกำหนัดเกิดขึ้น มันร้อนไหม? โทสะเกิดขึ้นมันก็ร้อน โมหะเกิดขึ้นมันก็ร้อน มันร้อน ความร้อนนี่แหละที่ท่านเรียกว่าไฟ เมื่อไฟมันเกิดขึ้น มันก็ร้อน เมื่อมันดับ มันก็เย็นความดับนี่แหละคือนิพพาน

นิพพานคือสภาวะที่เข้าไปดับซึ่งความร้อน ท่านเรียกว่าสงบ คือดับซึ่งวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารคือความเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนั้น เมื่อถึงนิพพานแล้ว ก็คือการเข้าไปดับซึ่งความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง อันนั้น เรียกว่าการดับราคะ ดับโทสะ ดับโมหะ ก็ดับที่ใจของเรานั่นแหละ คือใจถึงความสงบ

ในความสงบนั้น สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี แต่มนุษย์เรานั่นแหละจะอดสุขไม่ได้ เพราะเห็นว่าความสุขเป็นยอดของชีวิตแล้ว แม้พระนิพพานก็ยังมาว่าเป็นความสุขอยู่เพราะความคุ้นเคย ตามเป็นจริงแล้ว เลิกสิ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ก็เป็นความสงบ เมื่อโยมกลับบ้าน แล้วขอให้เปิดเทปธรรมะนี้ฟังอีก จะได้มีสติ เมื่อโยมมาอยู่วัดหนองป่าพงใหม่ๆ โยมร้องไห้ เมื่ออาตมาเห็นน้ำตาของโยม อาตมาก็ดีใจ ทำไมจึงดีใจ? ที่ดีใจก็เพราะว่า นี่แหละ โยมจะได้ศึกษาธรรมะที่แท้จริงละ ถ้าน้ำตาไม่ออกก็ไม่ได้เห็นธรรมะ เพราะน้ำนี้เป็นน้ำไม่ดี ต้องให้มันออกให้หมด มันถึงจะสบาย ถ้าน้ำนี้ไม่หมด ก็จะไม่สบาย มันก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ อยู่เมืองไทยก็จะร้องไห้อยู่อย่างนี้ กลับไปกรุงลอนดอนก็จะ ร้องไห้อีก มีชีวิตอยู่ก็จะร้องไห้อยู่อย่างนี้แหละ เพราะน้ำนี้มันเป็นน้ำกิเลส เมื่อทุกข์ก็บีบน้ำนี้ให้ไหลออกมา เมื่อสุขมากก็บีบน้ำนี้ออกมาอีกเหมือนกัน ถ้าหมดน้ำนี้เมื่อใด ก็จะสบาย ถ้าโยมทำได้ โยมก็จะมีแต่ความสงบ ความสบาย

ขอให้โยมรับธรรมะนี้ไปปฏิบัติ ไปปฏิบัติให้พ้นทุกข์ ให้มันตายก่อนตาย มันถึงสบาย มันถึงสงบ

ขอให้โยมมีความสุข ความเจริญ ให้เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมะให้พ้นจากวัฏฏสงสาร





Create Date : 10 กันยายน 2548
Last Update : 10 กันยายน 2548 19:13:16 น.
Counter : 481 Pageviews.

17 comments
  
ขอบคุณนะครับ

เซฟเก็บไว้เลยคับ
โดย: me2you วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:8:45:30 น.
  


ขอบคุณมากครับ..

อย่าลืมพักผ่อนเยอะๆ ล่ะครับ..หาเวลาออกกำลังกายด้วยก็ดีครับ..
โดย: กุมภีน วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:8:59:54 น.
  
แปลกใจ วัดไทยมากมี แปลกดี วัดมีไม่ไป
วัดตลิ่งชัน วัดแก้วแจ่มฟ้า วัดประดิษฐาราม วัดลาดปลาเค้า วัดลาดบัวขาว วัดเลาและวัดยาง....ect ...แล้วเมื่อไหร่ จะไปวัดขัดเกลาใจให้ใสสะอาด ศีลธรรมไม่ขาด ต่อเติมไว้ ไม่เมามัว หลีกหนีความชั่วร้าย ก็ให้ไปวัด อย่ารอเมื่อตาย ไปวัด ตายแล้วคงได้ไป ไปวัด เมื่อยังหายใจอยู่ไปวัด..
...แล้วเมื่อไหรจะไปวัดขัดเกลาใจให้ใส่สะอาด ศีลธรรมไม่ขาด ต่อเติมไว้ไม่เมามัวหลีกหนีความวุ่นวาย...ก็ให้ไปวัด

ไปยังอ่ะ
โดย: erol วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:10:38:07 น.
  
โดย: Nutty Professor วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:17:12:55 น.
  
ยังมีน้ำตาก็คือยังมีกิเลส ทุกข์ก็บีบน้ำตา สุขก็บีบน้ำตา ..

สาธุ อนุโมทนาค่ะ

..ก็ช่วยกันเตือนช่วยกันสะกิดกันไปเรื่อยๆนะคะ ธรรมไม่ใช่ฟังครั้งเดียวแล้วเลิก ปัญญาสาม ..ปัญญาทางธรรมนั้น ต้องภาวนาคือทำให้เจริญสำเร็จด้วยการอบรมค่ะ ..ภาวนา ๓ อย่าง ๑. กายภาวนา [การอบรมกาย] ๒. จิตตภาวนา [การอบรมจิต] ๓. ปัญญาภาวนา [การอบรมปัญญา] ฯ

โดย: ป่ามืด วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:19:02:53 น.
  
ขอบคุณค๊า

ทานข้าวยังคะ
โดย: yadegari วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:19:13:03 น.
  
คุณแบม
เรียบร้อยแล้วค่ะ
ขอบคุณค่า

ค่ะพี่ป่ามืด

พี่ณัติ
ค่ะ

พี่แอโร
เดี๋ยวไปค่ะ

พี่กุมภีน


คุณมี
โดย: rebel วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:19:25:46 น.
  
นั่นอะดิ
ทานข้าวยัง

พี่ยังไม่ได้อัพบล็อค
เลยไม่รู้ว่า "ระบบ" จัดการอะไร
กับบล็อคพี่หรือยัง
แต่เห็นว่าหลังบล็อคมีข้อความ
ยังไม่ได้เลือกกลุ่มย่อย

คิดว่าวันจันทร์ เมล์ไปหาเว็ปมาสเตอร์
ก็ดีนะคะ
พี่ไม่รู้ว้าถ้าอัพแล้วจะเป็นยังไง
ถ้ามีปัญหาก็จะเมล์ไปแจ้ง

อีกอย่าง เรื่องบางเรื่อง มันก็ไม่สามารถ
จัดกลุ่มได้เนอะ
บางครั้งอ่านเรื่องที่จัดกลุ่มไม่ได้
ยังสนุกกว่า เรื่องที่จัดกลุ่มได้เสียอีก
และในบล็อคของแต่ละคนก็เลือกกลุ่มบล็อคกันไว้แล้ว

งงๆ ว่าระบบมีเกษฑ์อะไรในการคัดเลือกหว่า
หรือทำไมต้องคัดแยก เลือกกลุ่มย่อยอีก
ในเมื่อมีหน้าแรกอยู่แล้ว

ไว้มีเรื่องอะไร ก็ไปบ่นๆ ได้ที่บล็อคนะ


โดย: grappa วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:19:25:55 น.
  
^
^
งงๆ ว่าระบบมีเกณฑ์อะไรในการคัดเลือกหว่า

ข้างบนพิมพ์ผิดอยู่
โดย: grappa วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:19:28:02 น.
  


คืนนี้หลังดูบอลจะอัพบล็อค ลองดู

โดย: keyzer วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:20:20:16 น.
  
กลับมาอีกที ... เมื่อกี้พี่เข้าไปดูใน และลองเข้าไปแก้ไขบล็อคล่าสุดดู

สรุปก็คือ เราต้องกลับไปแก้ไขและเลือกกลุ่มย่อยทุกบล็อคใหม่ ไม่งั้นbloggangจะเข้าไปแก้ไขและเลือกกลุ่มย่อยแทนเรา ใช่ไหม

ทำไมวุ่นวายจัง
ต้องกลับไปนั่งแก้ไขทั้งหมด

โดย: keyzer วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:20:28:15 น.
  
หลังๆ นี่ปล่อยให้มันพ่นพิษออกมาบ่อยๆ ค่ะ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:20:39:13 น.
  
ขอบคุณค๊า
พริกแวะมาอัพเดทบล็อคแล้วค๊า

โดย: พ ริ ก ขี้ ห นู @ UK วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:20:43:16 น.
  
โดย: อพันตรี วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:20:47:16 น.
  
แก้ไขกลุ่มย่อยใหม่ เนี่ย เม้นจะหายไปมั้ยอะ

เพราะเคยลอง เป็นแล้ว ซึ้งเลย
โดย: Nutty Professor วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:21:37:14 น.
  

(ยังไม่ได้เลือกกลุ่มย่อย)

โดย: Nutty Professor วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:21:39:30 น.
  
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ขอ add ไว้อ่านต่อนะคะ
โดย: BeHappier วันที่: 12 กันยายน 2548 เวลา:23:32:10 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

rebel
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Five Precepts For Kids

  1. I promise to try not to take the life of any animal, bug, fish or bird.

  2. I promise to try not to take anything which is not given to me.

  3. I promise to try not to be greedy or disrespectful with regard to what I eat, see, feel and listen to.

  4. I promise to try not to lie or speak harmfully to anyone.

  5. I promise to try not to consume any foods, drinks or drugs which make me stupid or crazy.




กันยายน 2548

 
 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
9
11
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
24
25
28
29
30
 
 
10 กันยายน 2548
All Blog