พระอาจารย์พรหมวังโส


เมื่อวันอาทิตย์ - วันจันทร์ต้นเดือนเมษา ฉันมีโอกาสไปฟังพระธรรมเทศนาของพระอาจารย์พรหมวังโส 2 วัน

เลยขอนำการเทศน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน มาเล่าสู่กันฟัง
เนื่องจากหลวงพ่อเทศน์เป็นภาษาอังกฤษ ฉันจึงแปลและเรียบเรียงตามความเข้าใจ
ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ล่วงหน้า และขอน้อมรับความผิดไว้ทุกประการ


สมาธิคืออะไร

หลวงพ่อถามแล้วสาธิตโดยยกแก้วน้ำให้ดู
ยิ่งยกแก้วไว้นานเท่าไร แก้วก็จะยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อถือไว้นานๆ จนรู้สึกว่าแก้วหนักเกินไป

เรื่องง่ายๆ ที่ควรจะทำก็คือ วางแก้วใบนั้นลง
หลังจากวางลงแล้ว เมื่อเรายกแก้วใบเดิมขึ้นมาใหม่
เราจะรู้สึกเหมือนกับว่าแก้วใบนั้นเบาลง

การนั่งสมาธิก็เหมือนการวางแก้วลง
เมื่อออกจากสมาธิ เราจะพบว่า ชีวิตนั้นไม่หนักหนาสาหัสจนเกินไปนัก




ปล่อยวาง

หลวงพ่อเปรียบเทียบสมาธิกับการทำให้น้ำในแก้วนิ่ง
หลายๆ คน ทำสมาธิโดยการบังคับ ให้ใจนิ่ง
เหมือนกับการพยายามถือไว้ให้นิ่งๆ
ยิ่งเราเกร็ง ตั้งใจถือแก้วให้อยู่นิ่งๆ
น้ำในแก้วกลับยิ่งสั่นไหว

การทำให้น้ำในแก้วนิ่งนั้น
จำเป็นต้องวางแก้วน้ำนั้นลง
แม้ว่าในช่วงที่เรายกแก้วน้ำลงสู่พื้นนั้น น้ำอาจจะกระฉอกมากสักหน่อย
เหมือนเมื่อเราปลดปล่อยการควบคุมบังคับจิตใจ
มันอาจจะกระเพื่อมเกินปกติไปบ้าง
แต่ที่สุดแล้ว มันก็จะนิ่ง เหมือนกับน้ำในแก้วที่วางอยู่บนพื้น




let it go


ทำไม

หลวงพ่อเล่าว่า ครั้งหนึ่ง สมัยที่ท่านยังบวชอยู่ที่วัดป่านานาชาติ
ครั้งหนึ่งท่านเพิ่งออกมาจากสมาธิ และเดินสวนกับหลวงพ่อชา
หลวงพ่อชาจ้องท่านเขม็งแล้วถามด้วยเสียงอันดังว่า 'พรหมวังโส ทำไม!'
หลวงพ่อได้แต่ตอบว่า I don't know
หลวงพ่อชาหัวเราะ แล้วบอกว่า งั้นจะบอกให้
หลวงพ่อจึงตั้งใจฟัง คำตอบจากครูบาอาจารย์
คำตอบของคำถามว่า "ทำไม"
คำตอบของหลวงพ่อชาคือ "ไม่มีอะไร"
แล้วหลวงพ่อชาก็ถามว่า เข้าใจไหม
ในตอนนั้นหลวงพ่อก็ตอบไปว่า เข้าใจ
ทั้งที่จริงๆ ก็ยังไม่เข้าใจ

ที่ว่าไม่มีอะไรก็คือ
ไม่มีใคร ไม่มีตัวตน มีแต่ความว่าง





การนั่งสมาธิ
การวางแก้วลง
การเลิกยึดถือ
การหยุดทำ
การไม่พยายามจะไปที่ใด
หรือไม่พยายามจะเป็นสิ่งใด
การไม่ตัดสิน
การเลิกพยายามจะควบคุมสิ่งต่างๆ


ในการนั่งสมาธิ เราจะพบว่า ยิ่งเราปล่อยวางได้มากเท่าใด ตัวเราก็จะยิ่งหายไปมากเท่านั้น
ยิ่งเราปล่อยวาง เลิกพยายามควบคุมสิ่งต่างๆ ได้มากเท่าใด เราก็จะยิ่งสงบมากขึ้น
ยิ่งอยู่นิ่ง ก็จะยิ่งมีพลัง มีความสุข และยิ่งว่าง




หากต้องการมีร่างกายที่แข็งแรง ก็ต้องออกกำลังกาย
หากต้องการมีจิตใจที่มีกำลัง ก็ต้องให้มันอยู่นิ่งๆ



ยิ่งคิด ยิ่งทำ มากเท่าใด จิตใจก็จะยิ่งอ่อนแอลง
ยิ่งตัวเราหายไปมากเท่าใด จิตก็จะยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น

มีคำกล่าวในคัมภีร์วิสุทธิมรรคตอนหนึ่งว่า

The path is, but no traveller on it is seen
Enlightenment is, but no person will enter enlightenment

ถ้าหากยังยึดถือในตัวตนอยู่ การนั่งสมาธิก็จะเป็นหนทางอันยากลำบาก
ยิ่งเราพยายามที่จะควบคุม สมาธิก็ยิ่งยากที่จะเกิดขึ้น





ชีวิตเปรียบดังรถโดยสารที่ไร้พลขับ


ในชีวิตของเราเราต้องพบเจอกับเรื่องต่างๆ มากมาย
บางครั้งรถโดยสารที่เรานั่งไปก็ผ่านไปยังเหตุการณ์ดีๆ
เหตุการณ์ที่เราอยากจะให้รถของเราแล่นไปช้าๆ หรือหยุดนิ่ง
เพื่อจะได้ชื่นชมสิ่งดีๆ เหล่านั้นนานๆ
มิไยที่เราขอร้องคนขับให้ลดความเร็วลง
หรือตะโกนบ่นว่าสักเท่าไร ก็ไม่ได้ผล
ยิ่งเราอยากให้รถวิ่งช้าลง
ก็ดูเหมือนคนขับจะกระทืบคันเร่งพารถห้อตะบึงให้ผ่านพ้นไปอย่างสุดความสามารถ

บางครา ที่รถแล่นผ่านไปยังเหตุการณ์อันไม่น่ารื่นรมย์
เหตุการณ์ที่เราอยากจะพ้นไปเสียเร็วๆ
เราก็ตะโกนร้องให้คนขับรีบๆ เหยียบคันเร่งไปเสียให้พ้นๆ
คนขับก็กลับจะแกล้งขับให้ช้าเฉื่อย หรือบางทีอาจจะจอดรถเสียเฉยๆ




ส่วนมากในการปฏิบัติธรรมนั้นในขั้นต้น
เรามักจะเสาะหาเจ้าตัวคนขับรถ เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นทุกข์
เพื่อที่เราจะสามารถควบคุมรถโดยสารคันนี้ได้ตามต้องการ
ให้แล่นช้าในยามที่เรามีความสุข
ให้แล่นเร็ว เมื่อเรามีความทุกข์

แต่เราสำรวจไปทั่วทั้งคันรถ
เราตามหาลึกลงไปเรื่อยๆ เราจะได้พบว่า
ณ ที่นั่งคนขับนั้น ไม่มีผู้ใดนั่งอยู่

แล้วเราจะทำอย่างไร
เราทำได้เพียงแต่กลับไปนั่งที่ผู้โดยสาร และหยุดบ่น

ก็จะบ่นไปทำไมในเมื่อไม่มีใครอยู่ฟัง
นั่งให้สบายๆ ดีกว่า

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เรายอมรับว่า
เราไม่อาจควบคุมอะไรได้

และเมื่อนั้นเราก็จะเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง




เป้าหมายของชีวิต
เคยมีคนถามหลวงพ่อว่า เป้าหมายของชีวิตคืออะไร

เป้าหมายของชีวิตคือการหาเป้าหมายของชีวิต
ถ้าลองพิจารณาดู จะพบว่านี่คือความจริง
เมื่อเราพบเป้าหมายของชีวิตแล้ว
ก็เท่ากับเราได้บรรลุเป้าหมายของชีวิต


สมัยยังเป็นนักวิทยาศาสตร์
หลวงพ่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ เพื่อจะค้นหาความจริงของจักรวาล
แต่ต่อมาแทนที่จะอยากรู้ว่ามีอะไรบนดวงดาว
หลวงพ่อกลับอยากรู้ว่า ใครกันที่กำลังมองดูดวงดาวเหล่านั้นอยู่
หลวงพ่อใช้การนั่งสมาธิเป็นเครื่องมือที่จะค้นพบคนๆ นั้น
คนๆ นี้คือใครกัน
ใครกันที่กำลังนั่งฟังเทศน์อยู่
ใครกันที่กำลังทำอะไรต่อมิอะไร

เป้าหมายทั้งหมดของศาสนาพุทธคือการค้นพบเก้าอี้คนขับรถอันว่างเปล่า
เพื่อที่จะหายไป

เรากำลังทนทุกข์

ยิ่งมีตัวตนมาก ก็ยิ่งทุกข์มาก
ยิ่งหายไปมาก ก็ยิ่งทุกข์น้อยลง

How wonderful it is, to be nothing...




Create Date : 18 เมษายน 2551
Last Update : 19 มิถุนายน 2552 22:37:31 น.
Counter : 1461 Pageviews.

24 comments
  
How wonderful it is, to be nothing...
โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:0:04:00 น.
  


ขอบคุณมากค่ะ น้องแข ช่วยพี่ในเวลานี้ได้มากเลย

พี่คงต้องวางแก้วน้ำที่พี่ถือเอาไว้ มันอาจจะกระเพื่อมแรงตอนนี้ แต่ไม่นานมันก็จะนิ่งได้


no ego..
to be nothing...
โดย: Sirinut วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:0:17:24 น.
  
สาธุ ขออนุโมทนา

ยังวางแล้ววางเลยไม่ได้ ก็วางบ้างเป็นครั้งคราว ก็ได้พักใจไม่น้อยเลย จนเมื่อใดเห็นความไม่เป็นสาระอย่างแท้จริงในสิ่งที่ได้ถือไว้ เมื่อนั้น ความจำเป็นที่ต้องถือ ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็จะหมดไป และวางได้จริงๆ เสียที การฝึกวางไว้บ้างชั่วครู่ สภาวะที่สบายนั้นจะเป็นความประทับใจและกำลังใจให้เรา เราจะเห็นว่า มันสบาย เมื่อสามารถเปรียบเทียบได้ ธรรมชาติของเราก็รักที่จะสบาย ก็ย่อมเคลื่อนย้ายที่จะอยู่ในความสบาย มีความสบายเป็นที่อาศัย ..
โดย: ป่ามืด IP: 124.120.46.172 วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:0:31:31 น.
  
^
^

คิดถึงคนข้างบนจังเลยอ่ะคะ ยังไงถ้าหากว่าได้คุย
กับพี่เค้าอีกฝากบอกว่าน้องจิ๋วนิดคิดถึงนะจ้ะ

........................


สำหรับเรื่องการปล่อยวางนั้น จริงล่ะคะ
ถ้าหากวาทำได้ก็ดีไปเลยเน๊าะ แต่ว่ามันทำไม่ได้
ตลอดนี่อ่ะสิ อย่างหนก่อนทะเลาะกับพ่อมา
เค้าตะโกนใส่หน้าพี่เลย เพราะว่าเค้าบ่น
แล้วเค้าไม่ดูมั่งว่าใครฟังเค้า ... อ่านเรื่องนี้แล้วเก็ต
แฮะว่า มีเรื่องแล้วบ่น บ่นแล้วไม่มีใครฟัง
แล้วจะบ่นทำไมล่ะเนี่ย ... งือๆ ...
โดย: JewNid วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:8:06:04 น.
  

คลิ๊ก..สร้าง Glitter ด้วยตัวคุณเอง
สร้าง Comment ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง..คลิ๊กที่นี่


ขอบคุณค่ะคุณแขที่นำสิ่งดีดีมาฝาก
โดย: อุ้มสี วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:9:36:01 น.
  


โดย: อั๊งอังอา IP: 124.120.118.78 วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:10:27:41 น.
  
คิดถึงพี่ป่ามืดด้วยค่ะ..

อนุโมทนานะคะคุณแข น่าอิจฉาจังได้ฟังเทศน์จากพระอาจารย์พรหมวังโสด้วย เราเองก็มีโอกาสได้ฟังเทศน์จากท่านครั้งนึงด้วยความบังเอิญค่ะ แต่สมัยนี้ดีนะคะมี youtube MP3 อยากจะดูอะไร ฟังอะไรก็หาไม่ยากแล้ว

เพิ่งไปดาวน์โหลดหนังสือชวนม่วนชื่นมาวันนี้พอดีเลยค่ะ ใจตรงกันเลย
โดย: ลูกแม่ดอกบัว วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:10:39:37 น.
  
อ่า..คอมเมนต์โดนเซ็นเซอร์อ่ะค่ะไม่รู้ไปติดคำไหน

อนุโมทนาด้วยนะคะ เราชื่นชอบพระอาจารย์พรหมวังโสมาก ท่านเทศน์ได้ถูกใจคนธรรมดา คนที่เริ่มปฏิบัติจริงๆเลย รูปภาพประกอบก็สวยมากเลยค่ะ

ป.ล. คิดถึงพี่ป่ามืดด้วยอีกคนค่ะ
โดย: ลูกแม่ดอกบัว วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:10:41:37 น.
  
เสียดายมาก ไม่รู้ข่าวท่านมาเทศน์เลย เสียดายจริงๆ
อยากลองไปฟังท่านเทศน์สักครั้ง สงสัยบุญเรายังไม่ถึงพอน่ะ


ห้องสมุดบ้านอารีย์ คงต้องหาวันไปสักวันหนึ่งแหละ อาจจะประมาณพ.ค. ขอดูก่อนแล้วกัน


อืมม์..หนังสือดีคือหนังสือแจกฟรี อ่านเหตุผลแล้วก็เห็นด้วยนะนี่
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:11:54:43 น.
  
สวัสดีวันศุกร์จ้าน้องแข...สบายดีไหมค่ะ
ไม่ได้เข้ามาทักทายตั้งนานยังคิดถึงเหมือนเดิมเลยน๊า...
โดย: มดทิพย์ วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:12:46:29 น.
  
อ่านแล้วจรรโลงใจดีจังค่ะ
u'll never walk alone...
โดย: ทูน่าค่ะ วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:13:10:47 น.
  
...



ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่นำมาให้อ่านกันครับ




โดย: The Legendary Midfielder วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:14:07:00 น.
  
สาธุครับ

เคยสังเกตอยู่บ้างเหมือนกันว่า ครูบาอาจารย์ชาวต่างชาติหลายต่อหลายองค์
ท่านจะแสดงธรรมโดยอุปมาอุปมัยได้แยบคาย และเข้าใจได้ค่อนข้างง่ายๆ
คงเป็นเพราะท่านไม่มีพื้นฐานเป็นชาวพุทธมาก่อน
พอได้มาศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง ท่านก็เลยเปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิมของท่าน
และนำเอาความรู้จากการเปรียบเทียบนั้นมาถ่ายทอดอีกทีหนึ่ง

พี่ชอบฟังธรรมครูบาอาจารย์ต่างชาติทุกองค์เลยครับ
แต่มีข้อแม้ว่า ..... ท่านต้องแสดงธรรมเป็นภาษาไทยนะ แหะๆๆๆ
โดย: สะเทื้อน วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:18:33:46 น.
  
#1

#2

#3 สาธุ สาธุ

#4 พระพุทธเจ้าเคยเล่าเปรียบเทียบว่าเวลามีคนพูดไม่ดีกับเรา ก็เหมือนเวลาเราไปเที่ยวบ้านใคร ถ้าเขายกอาหารมาให้แล้วเราไม่กิน อาหารนั้นก็จะกลายเป็นของเจ้าของบ้านไปตามเดิม ถ้าคนอื่นบ่นแล้วเราไม่เก็บมากลุ้ม ก็สบายกายสบายใจนะคะ

#5 สวัสดีค่ะคุณอุ้ม

#6

#7 ประทับใจธรรมเทศนาของท่านอาจารย์มากค่ะ ฟังแล้วมีกำลังใจปฏิบัติธรรมค่ะ ยังมีต่ออีกตอนหนึ่งค่ะ ไว้จะเขียนให้อ่านต่อ

#9 เจ๊ เด๋วคราวหน้าจะชวนมาฟังเทศน์ด้วยกัน

#10

#11

#12

#13 ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะครูของพระฝรั่งส่วนหนึ่งคือหลวงพ่อชา ท่านต้องสอนพระฝรั่ง โดยที่มีอุปสรรคทางภาษาจึงจำเป็นต้องใช้ตัวอย่างที่เห็นได้ เข้าใจได้ โดยไม่ต้องใช้ภาษามากมายด้วยมั้งคะ
โดย: rebel วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:22:58:58 น.
  
^
^
# 10 กดอีโมผิดหน้าเฉยเลย
โดย: rebel วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:23:00:25 น.
  
เยี่ยมมาก ๆ กับคำแปล

เคยไปวัดป่าธรรมชาติมาครั้งหนึ่งนั่งคุยกับเจ้าอาวาส
ดูเหมือนจะชื่อ "พระสุเมโธ"
สายท่านอาจารย์ชาดูจะใกล้กับท่านพุทธทาสมาก

วันล้ออายุท่านพุทธทาสพพระอาจารย์ชาจะต้องไปร่วมด้วย มีช่วงหลัง ๆ ที่ท่านอาพาส เคยไปตอนที่ท่านอาพาสได้แต่เยี่ยมอยู่ข้างนอก

เป็นพระลูกชาวบ้านที่น่าสนใจ และคำสอนของท่านเรียบง่ายและตรงดี
โดย: คนเดินดินฯ วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:23:19:33 น.
  
แวะมาดูหนังสือดีๆๆนะค่ะ



โดย: catt.&.cattleya.. วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:23:25:14 น.
  
โห โชคดีจังค่ะได้อ่านบลอคนี้
ตอนแรกเราว่าจะไป แต่คิดว่าคงฟังไม่รู้เรื่องแน่ๆเลยไม่ได้ไป มาวันนี้ก็ไได้อ่านแบบที่แปลแล้วด้วย

ชอบวิธีสอนของหลวงพ่อจังค่ะ ไม่ต้องพูดมาก อธิบายมาก พระภิกษุต่างชาติก็สามารถเข้าใจได้ผ่านการกระทำและคำไม่กี่คำของท่าน

ไม่แปลกเลยเนอะที่ฝรั่งจะทึ่งและสนใจพุทธศาสนา เพราะ I'm nothing มันดูไร้ค่าและน่าเศร้า น่าสมเพชมากในมุมมองของเค้า แต่พอพลิกกลับมาในมุมของศาสนาพุทธ มันกลับกลายเป็นปลายทางของชีวิตที่วิเศษสุด
โดย: Hobbit วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:15:59:01 น.
  
สวัสดีค่า
โอ๊ะ เล่มนี้อีกแล้ว ชวนชื่นม่วน
เล่มนี้พี่สาวไกด์ก็พึ่งนำมาอัพบล็อก
อ่านสนุกได้ข้อคิดด้วยค่ะ

วันนี้มาชวนไปตะลุยหลวงพระบางด้วยกันต่อ

โดย: oa (rosebay ) วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:19:46:10 น.
  
ไม่มี ก็ไม่มี

เก่งจังเป็นนักแปลธรรมแล้ว นู๋แข
โดย: whitespace IP: 210.246.75.231 วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:19:48:59 น.
  
หลายวันนี้ได้ยินแต่เพลงโอมมณี



=)
โดย: hunjang วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:22:42:53 น.
  




วันนี้..วันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5
ใยตัวเราจะลืมวันที่ใจสุขพระจันทร์แจ่ม
ขอบคุณมิตรที่คอยเตือนพระเยือนถึง
แสนสุดซึ้งตรึงจิตในน้ำใจ
สมดังคำว่าคบมิตรบัณทิตดีประเสริฐยิ่ง

อนุโมทนากัลยาณมิตรมีสุขอิ่มบุญทุกคนนะค่ะ




นอนหลับฝันดีไหว้พระด้วยนะค่ะ

โดย: catt.&.cattleya.. วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:22:51:53 น.
  
สวัสดีค่ะ พูรู้จักชื่อพระอาจารย์พรหมวังโส จากเพื่อนคนหนึ่งในเวปครอสเวิร์ด ชื่อ ย่าชอบเล่า นำเรื่องต่างๆที่พระอาจารย์เทศน์มาเล่าให้ฟังค่ะ รวมถึงเรื่องจากหนังสือ ชวนม่วนชื่นด้วย พูชอบมากจึงนำมาลงบล๊อคค่ะ
แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนเขียนหนังสือชวนม่วนชื่น ที่เป็นภาษาไทย ทราบไหมคะ จะได้ลงเครดิตให้ถูก
โดย: pumpond วันที่: 25 กรกฎาคม 2551 เวลา:20:26:12 น.
  
ไม่รูว่าหลงทางมาเจอที่นี่ได้อย่างไรแต่พอได้อ่านแล้วต้องขออนุญาติAddไว้เผื่อแวะมาหาอีก ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่มอบให้
โดย: Teddybear IP: 124.121.86.249 วันที่: 14 มกราคม 2552 เวลา:13:58:11 น.

Valentine's Month



rebel
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Five Precepts For Kids

  1. I promise to try not to take the life of any animal, bug, fish or bird.

  2. I promise to try not to take anything which is not given to me.

  3. I promise to try not to be greedy or disrespectful with regard to what I eat, see, feel and listen to.

  4. I promise to try not to lie or speak harmfully to anyone.

  5. I promise to try not to consume any foods, drinks or drugs which make me stupid or crazy.




เมษายน 2551

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog