ตุลาคม 2556

 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ห้องเรียนนิยาย: ว่าด้วยแรงบันดาลใจ และแก่นเรื่อง (Theme)

ลบบล็อกเก่าออกไปเพราะมันดูแฮงค์ๆ อ่ะ ไม่รู้เพราะอ่านในมือถือหรือเปล่า แล้วก็เลยก๊อบมาแปะใหม่อีกครั้งหนึ่ง ขอโทษทีนะคะ (-  -"  )

==================================

ตั้งแต่เขียนห้องเรียนนิยายมา ไม่เคยเขียนเรื่อง Theme เลยสักครั้งเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเฉพาะคน รวมทั้งเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่คนเขียนสักคนพึงมีก่อนจะเริ่มเขียนอะไรสักอย่าง ถ้าไม่มีเจ้านี่เป็นจุดเริ่มต้น แล้วเรื่องราวจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครมันจะแบบ...อยู่ดีๆ ก็รู้สึกอยากเขียนหนังสือจัง อ๊ะ เขียนเลยดีกว่าแบบนี้

แต่เมื่อไม่นานมานี่ เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาว่า เออ...มันมีจริงด้วยอ่ะ

เดี๋ยวนี้การเขียนหนังสือมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ซึ่งก็รู้อยู่หรอกว่ามันเปลี่ยน แต่หนิงไม่คิดว่ามันจะถึงขนาดนี้ ขนาดที่ว่าไม่มีแม้แต่ message อะไรที่จะบอกคนอ่านเลยด้วยซ้ำ

จะบอกว่าพล็อตในโลกนี้เท่าที่มีคนเคยรวบรวม ไม่เกิน 100 พล็อตที่วนเวียนเขียนห้องเรียนนิยายมา ไม่เคยเขียนเรื่อง Theme เลยสักครั้งเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเฉพาะคน รวมทั้งเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่คนเขียนสักคนพึงมีก่อนจะเริ่มเขียนอะไรสักอย่าง ถ้าไม่มีเจ้านี่เป็นจุดเริ่มต้น แล้วเรื่องราวจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครมันจะแบบ...อยู่ดีๆ ก็รู้สึกอยากเขียนหนังสือจัง อ๊ะ เขียนเลยดีกว่าแบบนี้

แต่เมื่อไม่นานมานี่ เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาว่า เออ...มันมีจริงด้วยอ่ะ

การเขียนหนังสือเดี๋ยวนี้กลายเป็นแฟชั่น กลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบที่ต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มสังคม กลายเป็นการขุดทอง ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนเสียแล้ว ก็รู้อยู่หรอกว่ามันเปลี่ยน แต่หนิงไม่คิดว่ามันจะถึงขนาดนี้ ขนาดที่ว่าไม่มีแม้แต่ message อะไรที่จะบอกคนอ่านเลย

เข้าตำราคนแก่ขอบ่นเสียแล้ว เพราะไม่คิดไม่ฝันว่าจะต้องมากล่าวถึง Theme ในตอนที่เขียนห้องเรียนนิยายมาไกลโขนาดนี้ ขนาดที่ว่านึกว่าไม่มีอะไรจะต้องเขียนอีกแล้ว กลับต้องย้อนคืนสู่สามัญเสียอย่างนั้น

อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะคน ดังนั้นถือว่าหนิงมาแชร์ประสบการณ์ของตัวเองด้วยบางส่วนก็แล้วกันค่ะ

แก่นเรื่อง หรือ Theme โดยส่วนตัวของหนิง มันคือ "ข้อความที่คนเขียนต้องการจะบอกผู้อ่าน" ดังนั้นก่อนที่จะมีข้อความได้ มันจะต้องมีแรงบันดาลใจเกิดขึ้นก่อน

ทีนี้จะไปหาแรงบันดาลใจมากจากไหน?

บางเวบก็มีกล่าวถึงวิธีการหาแรงบันดาลใจอยู่หลายวิธีนะคะ ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่น่าสนใจดี การได้พบประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เจอคนกลุ่มใหม่ ได้เห็นสถานที่ใหม่ รวมทั้งได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ๆ อาจจะสร้างแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้

แต่จริงๆ แล้ว สิ่งใหม่เหล่านั้นที่เข้ามาจะไร้ประโยชน์ หาไม่รู้จักคิด และการคิดนี่แหละค่ะ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง

การคิดไม่ถึงขนาดว่าสอนกันไม่ได้ ต้องเรียกว่าชี้ให้เห็นได้ แต่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้นๆ ว่าขยันจะคิดมากน้อยแค่ไหน เปิดใจกว้างได้มากแค่ไหน สิ่งที่หนิงบอกไป หนิงไม่ได้หวังว่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยอาจพอชี้ให้เห็นได้ว่าเราสามารถมีมุมมองแบบไหนกับสรรพสิ่งในโลกนี้ได้บ้าง

ตั้งคำถามให้มาก และรู้สึกกับมันให้มาก นี่คือหนทางที่หนิงจะแชร์ให้ค่ะ

ตั้งคำถามให้มาก...ตั้งคำถามอะไร?

ก็ตั้งคำถามกับเหตุการณ์ กับการกระทำของคน การกระทำของตัวละครในหนังสือ หรือในละคร ส่วนมากหนิงจะตั้งคำถามว่า “จริงหรือ” อยู่เสมอ หรือไม่ก็ “ถ้า...หรือเปล่า”

ตัวอย่างเช่น นิทานเรื่อง ซินเดอเรลล่า ที่เป็นผู้หญิงสวยแต่อาภัพพ่อแม่ตาย เหลือแต่แม่เลี้ยงกับพี่สาวที่เป็นลูกติดแม่เลี้ยงโขกสับจิกหัวใช้ แถมกีดกันไม่ให้ไปงานเต้นรำ แต่ได้นางฟ้าช่วยเหลือให้ได้ขึ้นรถฟักทองไปปราสาทจนได้เต้นรำกับเจ้าชาย จากนั้นก็เกิดเรื่องนู่นนี่ แต่ท้ายสุดก็ลงเอยกับเจ้าชาย

ถ้าเจ้าชายไม่ได้เห็นซินเดอเรลล่าตอนสวมชุดสวยที่นางฟ้าเสก เจ้าชายจะแต่งงานด้วยหรือเปล่า?

จริงหรือที่แม่เลี้ยงกับพี่สาวเป็นคนไม่ดี เรื่องนี้เล่าผ่านมุมซินเดอเรลล่าหรือเปล่า จริงๆ แม่เลี้ยงกับพี่เลี้ยงอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้

ถ้าบังเอิญไม่มีฟักทองแถวนั้น ซินเดอเรลล่าจะได้นั่งรถแตงโม (หรือแตงไทย? หรือแตงทิเบต แตงญี่ปุ่น?) แทนไหม (อันนี้คำถามไร้สาระ)

การตั้งคำถามในที่นี้ จริงๆ อาจไม่ต้องตั้งเป็นรูปธรรมก็ได้ ประเด็นของหนิง ก็คือ การพิจารณาสิ่งต่างๆ ในหลายแง่มุม ไม่ได้หยุดแค่มุมมองที่ปรากฏเฉพาะหน้าเราเท่านั้น แต่ต้องมองด้านข้าง ด้านหลัง ด้านตะแคง ทั้งหลาย มันจะก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นจากการมองหลายเหลี่ยมของเรานี่แหละค่ะ

รู้สึกกับมันให้มาก...รู้สึกอย่างไร

จริงๆ หัวข้อนี้เป็นนามธรรมสุดๆ บางคนอาจทำได้ หรือบางคนก็ทำไม่ได้ เป็นเรื่องบุคลิกส่วนตัวด้วยเหมือนกัน เอาเป็นว่าหนิงขอใช้ตัวอย่างแทนก็แล้วกันนะคะ

เรื่อง American Pie มีตัวละครผู้ชาย เขาถ่ายรูปถุงพลาสติกที่ปลิวไปตามลม ปลิวหมุนไปหมุนมาบ้าง ปลิวพัดไปด้านนั้นด้านนี้บ้าง เขาบอกว่า ตอนที่ถ่ายภาพนี้ เขาเหมือนกำลังเต้นรำกับมันอยู่เลย

บางคนมองเจ้าถุงพลาสติกปลิวนี่ มองแล้วก็ผ่านเลย แต่กับบางคน เขารู้สึกกับเหตุการณ์ตรงหน้ามากๆ ที่ว่าให้รู้สึกกับมัน คือรู้สึกในลักษณะนี้

เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในแจ่มใส (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ >__<) คนเขียนคงเห็นอะไรบางอย่างกับชิงช้า 2 อันที่ไกวสลับกัน ถึงแม้ว่ามันจะไปคนละด้าน แต่จะมีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่มันจะโคจรมาเจอกัน นั่นคือ จุดตัดของชิงช้าทั้งสอง คนเขียนก็คงรู้สึกกับจุดนี้มากๆ จึงใช้ความรู้สึกนี้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียน

หนิงเคยนั่งอยู่ในห้องสมุด ประตูเป็นแบบผลัก มีอยู่สองด้าน ในวันนั้นบานประตูหนึ่งถูกผลักออกด้านนอก อีกบานหนึ่งถูกดึงเข้ามาด้านในห้องสมุด ตอนนั้นเงยหน้าขึ้นมา เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาห้องสมุดในด้านบานประตูที่ถูกผลักออก ส่วนผู้ชายอีกคนหนึ่งเดินออกจากห้องสมุดในด้านบานประตูที่ถูกดึงเข้ามา

เป็นความซับซ้อนของจุดเหตุการณ์ที่หนิงรู้สึกกับมันมากๆ ค่ะ

การตั้งคำถาม และการรู้สึกกับสิ่งสิ่งหนึ่ง บางทีจะเรียกว่าง่ายก็ง่าย เพราะบางคนสามารถทำได้โดยธรรมชาติ ในขณะที่บางคนก็ว่ายาก เพราะไม่เคยเกิดขึ้นแม้สักขณะจิต หรือบางคนอาจรู้สึก อาจสงสัย แต่ก็มองเลยผ่านไปไม่ได้สนใจมัน

แต่หนิงก็เชื่อว่า ของแบบนี้มันฝึกกันได้ ผลพลอยได้ของมัน จะทำให้เรากลายเป็นคนมองรอบด้านมากขึ้น เห็นอกเห็นใจมากขึ้นนะคะ ลองดูก็ได้ค่ะ

และเมื่อเราได้แรงบันดาลใจมาแล้ว ทีนี้ก็นำมาประมวลกลายเป็น ‘ข้อความถึงคนอ่าน’ ได้ ก็เท่ากับว่าเรามีหลักให้ยึดแล้วนี่คะ คราวนี้แหละ ก็หาของมาเสริมโดยการ ‘เลือก’ ล่ะ

พล็อตแบบไหนที่สามารถสื่อข้อความของเราได้ดี ตัวละครแบบไหนที่เหมาะกับพล็อตที่ว่านี้ ใช้ Conflict อะไรที่จะสื่อให้ชัดเจนได้บ้าง จะเล่าเรื่องด้วยมุมมองไหนดีที่จะช่วยขับเคลื่อนเนื้อเรื่องให้ได้ผล

แรงบันดาลใจและ Theme จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ควรมีก่อนเป็นอันดับแรก แต่ไม่น่าเชื่อว่ากลับถูกละเลย แล้วไปโฟกัสกับเครื่องมือก่อนเสียอย่างนั้น

ไม่รู้ช่วยได้หรือเปล่า Theme เป็นเรื่องส่วนบุคคลจริงๆค่ะ บางคนอาจจะมีเทคนิคอื่น ถือว่าหนิงมาแชร์ให้ฟังเฉยๆ ก็ได้ค่ะ เพราะประสบการณ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน




Create Date : 03 ตุลาคม 2556
Last Update : 6 มกราคม 2557 22:43:50 น.
Counter : 2524 Pageviews.

2 comments
  
อ่านแล้วมีแรงบันดารใจจริงๆ
หวังว่าน่าจะได้เจอกันในชื่อ OLO
โดย: OLO IP: 49.48.250.200 วันที่: 26 ธันวาคม 2558 เวลา:23:13:17 น.
  
คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าแต่งนิยายจบไปเรื่อง 1 แล้ว เรื่องถัดไปต้องได้มาอ่านพื้นฐานอะไรแบบนี้ ขอบคุณมากนะคะที่มาแชร์ มีประโยชน์จริงๆ
โดย: R IP: 180.183.71.76 วันที่: 29 มีนาคม 2562 เวลา:11:18:12 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

peiNing
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นเด็กกรุงเทพแท้ๆ แต่อยู่บ้านนอกของกรุงเทพน่ะนะ ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษนอกจากแกล้งสัตว์เลี้ยงที่บ้าน นั่นคือนกฮู้ผู้มีอายุ 10 ปีได้ (นกแก่มีหนวด) (แต่ตอนนี้ในที่สุดนกฮู้ก็จากไปอย่างสงบ ไม่รู้อายุรวมเท่าไรแต่มาอยู่ที่บ้านได้ 11 ปี ขอไว้อาลัยปู่ฮู้ ขอให้ไปสู่สุขคตินะ T^T)

ขอชี้แจงอีกอย่าง ชื่อ peiNing นี้ เป็นชื่อที่พี่กะน้องใช้ร่วมกันสองคน ดังนั้นอย่างงว่าเดี๋ยวก็แทนตัวว่ารุ้งบ้างหนิงบ้าง ก็มันคนละคนนิ (รุ้งน่ะคนพี่ หนิงน่ะคนน้อง)

FB สำหรับคนชอบงานเขียน peiNing ค่ะ

FB สำหรับคนชอบบทความสอนห้องเรียนนิยายค่ะ

  •  Bloggang.com