... ชีวิตเพื่อเที่ยว หัวใจเพื่อ..ใคร ? ...
<<
มิถุนายน 2551
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
28 มิถุนายน 2551

ไม่มีชื่อเรื่อง

เช้าอย่างนี้มองไปไกลตาภูเขาถูกโอบกอดด้วยม่านหมอก
แสงแดดอ่อนๆกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นมากมาย
ฉันใช้สองมือกอดกระชับรอบตัวเองไว้ถ่ายเทความอบอุ่นจากมือสู่ร่างกาย
จากร่างกายสู่มือ

หน้าบ้านพักกล้วยไม้ดินที่ปลูกเป็นแถวลดหลั่นตามเนินดินชูช่องดงาม
มองไปไม่ไกลนัก ต้นบ๊วยเรียงรายเป็นแถว ข้างๆถัดไปเป็นสวนท้อ
ต้นนางพญาเสือโคร่งยืนต้นเป็นแถว ดอกสีชมพูงามสะพรั่ง
ว่ากันว่า งดงามราวดอกซากุระ จนได้ชื่ออีกชื่อว่า ซากุระเมืองไทย
มองไปไกลตาเป็นไร่กาแฟอาราบิก้า
ที่นี่เป็นแปลงทดลองปลูกไม้เมืองหนาว “ ขุนวาง ”

สองสามปีให้หลังฉันมาที่นี่ทุกปี มาช่วงเวลานี้ที่ดอกซากุระผลิบาน มีสีชมพูแต้มไปทั่วเขา
มากับเขามากับชัยเพื่อนสนิทของเขา ต่อไปก็คงมีแค่ “ ชัย ” ที่พามา หรือไม่ก็คงต้องมาเองคนเดียว
หัดช่วยเหลือตัวเองบ้าง อย่าให้เขาว่าได้ว่าพอไม่มีเขาก็ทำอะไรเองไม่ได้

แค่คิดถึง “ เขา ” ก็รู้สึกร้อนผ่าวที่เปลือกตา
“ เวลา ” ฉันต้องการเวลาเพื่อเยียวยาความปวดร้าวลึกๆในใจ
สูดหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆปล่อยลมหายใจออกช้าๆนับหนึ่งถึงแปด
อย่างนี้ใช่มั้ยหนึ่งในวิธีจัดการกับความเครียด

“ ทำดีที่สุดแล้ว ”
ใช่ ฉันทำดีที่สุดแล้ว และนั่นคือสิ่งที่ควรกระทำ

“ เขา ” ทรมานจากความเจ็บปวดจากโรคร้ายที่เขาเป็น
เรารู้ว่ามีเวลาไม่นาน เราต่างเก็บเกี่ยวความสุขที่อยู่ร่วมกันไว้ในมากที่สุด

เร็วมาก
เมื่อต้นปีที่เขาตรวจพบโรคร้ายที่นอนหลับอย่างสงบเสงี่ยมในร่างกาย
หลบซ่อน อย่างเงียบเชียบ ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่ตอบรับต่อการตรวจสุขภาพประจำปี
เจออีกทีก็เกินเยียวยา เขาต่อสู้กับมันด้วยการผ่าตัดตามด้วยเคมีบำบัด
“ พอเถอะ เหนื่อยเหลือเกินแล้ว ” เดือนที่แล้วที่เขาออกปาก
...
...
ฉันไม่ได้ร้องไห้ในวันสุดท้ายที่เขาลาจาก
“…ฉันอยู่นี่ ” มือของเขาเย็น มือของฉันเย็น มือของเราอยู่ในมือของกันและกัน
ใบหน้าที่คุ้นตา ร่างกายที่ผ่ายผอม ซีดเซียว ลมหายใจแผ่วเบา บางครั้งหอบกระชั้น
“ ช่วยด้วย ” คำพูดแผ่วเบา
แล้วฉันก็ตัดสินใจ
เข็มที่สามของมอร์ฟีนช่วยให้เขาสงบ ลมหายใจแผ่วและ..เสียงหัวใจและชีพจรแผ่วเบา
ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆของโรงพยาบาล ฉันกอดเขาไว้ในอ้อมแขนเป็นครั้งสุดท้าย
“ จะอยู่กับฉันในใจของฉัน เราอยู่ด้วยกันเสมอ รู้ใช่มั้ย ” ฉันกระซิบบอกเขาที่ข้างหู
ไม่มีเสียงคร่ำครวญไม่มีหยดน้ำตา เสียงความเศร้า เอะอะอยู่ในห้องเล็กๆ
…
...
“ ชัย ” บินกลับจากต่างประเทศหลังจากไปดูงาน
ทันได้ช่วยงานศพ ตลอดสามวันชัยอยู่เคียงข้างฉัน อยู่จนเสร็จงาน
ชัย ตามไปที่บ้านช่วยจัดบ้าน อยู่เป็นเพื่อนจนแน่ใจและไว้วางใจว่าฉันอยู่ได้ถ้าเขา
ต้องกลับไปทำงานต่อ
“ ฉันไม่เป็นไร อยู่ได้จริงๆนะ เขาสอนให้เข้มแข็ง เขาอยู่นี่กับฉันตลอดเวลา ”
ฉันแตะมือสองข้างลงที่ตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจและยิ้มให้ชัยบางๆตอนที่ส่งเขาขึ้นเครื่องกลับเชียงใหม่
ชัยกอดฉันไว้ในอ้อมแขนของเขา
“ เธอรู้ใช่มั้ยว่าจะตามฉันได้ที่ไหน ทุกเมื่อ ทุกเวลานะ ” ประโยคสุดท้าย
ก่อนที่ชัยจะก้มลงจูบหน้าผากของฉัน ฉันยิ้มมองตามเขาจนเดินหายไปกับผู้คน
...
...
เราไม่มีใคร “ เขา ” เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นทุกอย่างที่ฉันอยากให้เป็น
แต่ความจริงคือเขาเป็น “ พี่ ” เราเป็นพี่น้องคราวพ่อคราวลูก
ก็พี่กับฉันห่างกันตั้ง10 ปี พ่อกับแม่จากเราไปตอนที่ฉันอายุ 15 ปี
อุบัติเหตุ ฝนตก ถนนลื่น มีรถสิบล้อแหกโค้งไถลลื่นมาชน ท่านเสียชีวิตคาที่
ไม่ทรมานนาน แล้วฉันก็อยู่กับพี่ เราไม่มีญาติสนิท ปู่ย่า ตายายจากเราไปตั้งนานแล้ว
ญาติคนอื่นๆ มีเพียงน้าและครอบครัวของน้า นานๆติดต่อหากันที
ไม่มีญาติทางพ่อเพราะพ่อเป็นลูกคนเดียว น่าเศร้า
งานศพ “ พี่ ” ฉันแทบจะตามหาใครไม่ได้ กำพร้าเต็มรูปแบบจริงๆ
...

หนึ่งเดือนหลังอยู่คนเดียว เหงาๆเงียบๆเหมือนกัน แต่ฉันก็อยู่ได้
ชัย โทรศัพท์หาฉันเกือบทุกวัน ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ ไม่ใช่พี่ก็เหมือนพี่
“ ชัย ” เพื่อนของพี่ เพื่อนรุ่นน้อง
“ อย่ามาเรียกฉันว่าพี่ ฉันไม่เคยคิดอยากเป็นพี่เธอ ” ชัยเคยว่าไว้อย่างนั้น คนอะไรอย่างนั้นนะ
หนึ่งปีให้หลังนี่เองที่นานๆเจอที ส่วนใหญ่จะโทรศัพท์คุยกันซะมากกว่า
เพราะครอบครัวของชัยย้ายไปอยู่เชียงใหม่ เห็นว่าได้มรดกเป็นที่ดินจากคุณปู่
เรายังเคยแซวเล่นๆว่าต่อไปคงต้องเรียกชัยว่า “ พ่อเลี้ยง ”
มาเชียงใหม่คราวนี้ฉันไม่ได้บอกชัย ขึ้นมาขุนวางคนเดียว
เหมารถให้ขึ้นมาส่ง อยากลองมาคนเดียวบ้าง เผื่อต่อไปชัยไม่ว่างจะได้มาได้
…
...
...
ฉันเดินจากบ้านพักไปร้านกาแฟของที่นี่ ผ่านโรงอาหาร มีคนงานสองสามคนเดินผ่าน
และเปิดยิ้มให้ คนที่นี่น่ารัก สองวันที่มาอยู่นี่ไม่รู้สึกแปลกแยกเท่าไหร่
เดินไปถึงร้านกาแฟ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปกลิ่นกาแฟสดคั่วบดใหม่ๆ ส่งกลิ่นหอมคละคลุ้ง
สองวันที่อยู่ที่นี่ จิบกาแฟเคล้าไอหมอกและลมหนาวทุกวัน
“ ผมไม่อยากจะเดาว่าเช้านี้คุณอาจจะรับลาเต้ร้อน นุ่มๆ ” บาริสต้าหนุ่มประจำร้านทักพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
ฉันยิ้มรับรอยยิ้มนั้น “ ลาเต้ค่ะ วันนี้ขอเป็นลาเต้ คุณไปซื้อหวยได้เลยถูกแน่นอน ”
“ ผมว่านักทำนายคงทำนายนิสัยคุณจากการดื่มกาแฟคงไม่ได้ เพราะรวนไปหมด คุณดื่มไม่ซ้ำ ”
เขาพูดและชงกาแฟไปด้วย
“ เขาอาจจะทำนายว่าฉันเป็นคนโลเล ไม่มั่นคงอะไรเทือกนั้นกระมังเพราะดื่มกาแฟไม่ซ้ำรส ”
ฉันตอบเขา ก็สองวันที่อยู่นี่กับกาแฟสองรอบเช้าบ่าย ฉันสั่งไม่ซ้ำชนิด
เมื่อวันก่อนมาแบบเข้มเล่นเอสเปรสโซ่ พอตกบ่าย มอคค่าร้อน เช้าอีกวันจิบคาปูชิโน่
พอตกบ่ายแค่โกโก้เย็น พอเช้านี้จิบลาเต้ บ่ายนี้ยังไม่ได้คิดว่าจะดื่มอะไร

เขาเงยหน้าจากแก้วกาแฟและมองหน้าฉันตรงๆก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ ไม่หรอก ท่าทางคุณไม่เหมือนคนโลเล ไม่เหมือนเลยสักนิด ”
ฉันยิ้มนิดๆให้เขา ก่อนเดินไปนั่งที่ชานไม้ข้างนอก ไม่มีเก้าอี้ประจำ ฉันเลือกนั่งไม่ซ้ำที่
จากมุมที่นั่งมองเห็นภูเขาทอดยาว ภาพใกล้ตาเป็นแปลงปลูกท้อ
ภาพไกลตาเป็นต้นนางพญาเสือโคร่งออกดอกสีชมพูเป็นทิวแถว
เมื่อวานฉันเดินเล่นไปไกลถึงที่นั่น เดินแวะไปดูเขาทำกาแฟสด เดินไปดูไร่อะโวคาโด ไร่กาแฟ
เดินจนเหนื่อยกลับมานั่งพักแถวร้านกาแฟ อยู่เงียบๆกับหนังสือในมือ
พยายามเพ่งสมาธิกับหนังสือที่อ่าน แต่บางทีก็อดจะเฉไฉออกนอกทางไม่ได้
ถ้าเป็นเมื่อก่อน พี่และชัยคงจะกะเกณฑ์ให้ออกไปเดินเล่น ถ่ายรูป และหาเรื่องยั่วแย่ให้ฉันได้วิ่งไล่

บางทีเด็กๆที่ซ่อนอยู่ในตัวเราก็ออกมาโลดแล่น

“ อดีต ” คือความเศร้าที่แทรกอยู่ใน “ ความทรงจำ ”…ใครนะว่าไว้อย่างนั้น
…

ลาเต้สามชั้นกระเพื่อมในแก้วใสถูกวางลงตรงหน้า คนถือมาก็นั่งลงที่เก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับฉัน
“ ผมไม่รู้ว่าคุณหนีอะไรมา หรือมาหาอะไร แต่ผมแค่อยากจะบอกว่า ไม่ว่าคุณจะผ่านอะไรมา
ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เราไม่ควรจมอยู่กับความโศกเศร้า จนลืมมองไปยังอนาคต และลืมมองดูผู้คนรอบข้าง
ผมเคยอ่านหนังสือเจอบทความหนึ่ง คนเขียนพูดถึงอดีตและความทรงจำ ”
เขาหยุดพูดและมองหน้าฉัน เมื่อเห็นว่าฉันไม่พูดอะไรเขาก็พูดต่อ
“ คนเขียนเขาเขียนว่า ** อดีตคือเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด เราไม่สามารถจดจำอดีตได้ทั้งหมด
จะมีเพียงบางเรื่องเท่านั้นที่อยู่ในความทรงจำ อดีตเราเลือกไม่ได้ เขาว่า อดีตที่เป็นความทรงจำมีสองเรื่อง
คือ ความสุขและความทุกข์ ความสุขมักเป็นความทรงจำที่เราเลือกจำ แต่ความทุกข์นั้นเป็นอดีต
ที่ชอบแอบเข้ามาในความทรงจำ คุณเลือกที่จะเก็บส่วนไหนไว้ ”

ฉันยังคงเงียบ ก้มหน้ามองถ้วยลาเต้สามชั้นกระเพื่อมไหว
“ อีกคนบอกว่าความทรงจำก็เหมือนลิงซนมักจะกระโดดออกมาเล่นอยู่ตลอดเวลา
เชือกที่คอยกระตุกให้ลิงอยู่นิ่งก็คือ สติ ถ้าตั้งสติได้เร็วพอรู้ตัวว่าความทรงจำที่เป็นความทุกข์
แวบออกมาเราก็รีบเก็บเข้าลิ้นชักโดยด่วนและปล่อยความทรงจำที่เป็นความสุขออกมาแทน
การมีสติจะทำให้ชีวิตเรามีความสุข ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับผู้เขียนเรื่องการมีสติ ”

ฉันยิ้มให้เขาก่อนบอกเขาว่า “ ท่าทางของฉันเหมือนคนขาดสติหรือไง ”
เขารีบโบกมือไปมา
“ ไม่ๆผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นเสียหน่อย เอาเป็นว่าที่ผมพูดมาทั้งหมดคุณลืมๆซะก็ได้ ”
ถึงตอนนี้ฉันหัวเราะเบาๆ
“ คงไม่ได้เพราะฉันบันทึกไว้แล้วว่ามันเป็นอดีต ส่วนที่ควรจดจำ
บันทึกเป็นความทรงจำเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณนะคะ ”

เขายิ้มให้
“ ดีแล้ว เวลาคุณยิ้มคุณดูดีกว่าตอนที่ทำหน้าเฉยๆ ยิ้มให้โลกยิ้มให้ชีวิตบ่อยๆนะครับ
เอ่อ..ถ้าไม่รู้จะยิ้มให้ใครหันมายิ้มให้ผมก็ได้ ”
พูดจบแล้วเขาก็เดินกลับเข้าไปในร้านยืนประจำตำแหน่งหลังเคาท์เตอร์

ฉันมองตามเขา ไม่วางตาและยิ้มยิงใส่ตาเขาโดยเฉพาะ
เขาก้มลงตัวงอเอามือกุมตรงตำแหน่งหัวใจ ทำท่าทางคล้ายเจ็บปวด แต่ใบหน้าระบายยิ้ม
ฉันอดไม่ได้ที่จะปล่อยเสียงหัวเราะออกมา นานแค่ไหนนะที่ไม่ได้หัวเราะเสียงดังอย่างนี้

ฉันหันกลับมามองตัวเอง ท่าทางของฉันมันเหมือนคนอมทุกข์อมโศกขนาดนั้นเชียว
ไม่หรอก ฉันไม่ได้เศร้าขนาดนั้น จริงอยู่การไม่มีพี่ทำให้เหงาบ้าง แต่อดีตทั้งหมดของฉันและพี่ล้วนมีแต่ความสุข
ล้วนมีแต่ความทรงจำที่ดี พี่ไม่ได้ไปไหนยังอยู่ในใจของฉันเสมอ ดังนั้นฉันก็ไม่ควรทำท่าทางเหมือนคนอมทุกข์
ฉันควรจะยิ้มสินะเมื่อคิดถึงพี่ คิดถึงอดีต คิดถึงสิ่งดีๆ
ฉันยิ้มให้ตัวเอง
…
...
...
“ คิดอยู่แล้วเชียวว่าต้องมาอยู่ที่นี่ ” เสียงนุ่มคุ้นหูดังอยู่ข้างหลัง
“ ชัย ” ฉันหันขวับเกือบทันทีที่จบประโยคนั้น
เลื่อนเก้าอี้ออก เดินอ้อมไปหา และเข้าไปกอดเจ้าของเสียง
“ คิดถึง ” เสียงฉันอู้อี้อยู่กับหน้าอกของ “ ชัย ”
ความเงียบรายรอบ อ้อมแขนอบอุ่น รู้สึกเหมือนคางของชัยกดอยู่บนศีรษะ

เวลาผ่านไปเป็นครู่ “ จะมาทำไมไม่บอก ” น้ำเสียงต่อว่า
ฉันผละจากอ้อมกอดที่อบอุ่น ชัยจูงมือพาไปนั่งที่เดิม
ฉันฉุดมือเขาไว้ให้นั่งม้านั่งยาวข้างๆเมื่อเขาทำท่าจะไปนั่งเก้าอี้อีกตัว
เขาทรุดลงนั่งข้างฉัน “ รู้มั้ยว่าเป็นห่วงขนาดไหน โทรศัพท์ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ คงปิดเครื่องล่ะสิ
ดีนะที่จำได้ว่าช่วงเวลานี้เธอจะไปอยู่ที่ไหน ” เขามองหน้าฉันเห็นความห่วงใยในแววตา

“ อยากลองมาเอง อันที่จริงก็มาไม่ยากนะ ถ้าชัยไม่ว่างจะได้มาเองได้ไง ” ฉันยิ้มประจบ

“ คิดได้ยังไง ” เขาว่าน้ำเสียงไม่พอใจ
“ อะไร ”
“ คิดได้ยังไงว่าฉันจะไม่ว่างสำหรับเธอ คิดได้ยังไงว่าจะไม่พามา คิดได้ยังไงว่าจะมีช่วงเวลาที่ไม่มีฉัน ”
โห..โกรธหรืองอนละนั่น
ฉันคล้องแขนเขาไว้เอียงศีรษะซบลงบนไหล่กว้างนั้น “ ขอโทษจ๋ะ ขอโทษ ”
เสียงถอนหายใจของคนข้างๆ
“ ถ้าพี่ต้นยังอยู่คงหัวเราะเยาะฉันเหมือนทุกๆครั้งที่ฉันยอมเธอ ไม่เคยโกรธเธอได้เลยสักครั้ง ”

“ พี่ยังอยู่กับเรา ตรงนี้ อยู่กับเราเสมอ ” ฉันเงยหน้าชี้ตรงตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจของเขาและของฉัน
ยิ้มให้เขา ในรอยยิ้มนั้นฉันพยายามบอกเขาว่าไม่มีความทุกข์ซ่อนอยู่
ยิ้มอย่างจะให้เขารู้ว่าฉันยังมีความสุขดีและสามารถยืนหยัดอยู่ได้
ยิ้มอย่างที่จะบอกเขาว่าฉันคือคนๆเดิมที่เขาเคยรู้จัก

ชัยมองรอยยิ้มนั้นและนิ่งเงียบ ก่อนจะยิ้มให้ฉันไม่มีคำพูดใดๆจากปากของเขา
มีเพียงรอยยิ้มอบอุ่นคุ้นเคยส่งให้ฉัน

ต้องขอบคุณบาริสต้าคนนั้น ฉันเอี้ยวตัวมองเข้าไปในร้าน
เห็นเขามองตรงมาและยิ้มให้

“ มาเถอะชัยไปสั่งกาแฟดื่มกัน กาแฟสดๆหอมๆ คนชงน่ารัก ”
ชัยหยุดยิ้ม และมองหน้าฉัน
“ โธ่! ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อยอย่ามองอย่างนั้นสิ มาเถอะจะแนะนำให้ชัยรู้จัก ”
ฉันฉุดมือชัยลุกขึ้น และเขาก็ลุกตามโดยดี

ใครนะบอกว่า ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เราไม่ควรจมอยู่กับความโศกเศร้า
จนลืมมองไปยังอนาคต และลืมมองดูผู้คนรอบข้าง
ใครนะที่บอกว่า ** ความทรงจำที่เป็นความสุขเราเลือกได้ และเมื่อเลือกแล้วก็ควรบ่มเพาะให้เติบโต
ออกดอกออกผล จากนั้นก็มองคนข้างกายและแบ่งปันให้เขา
เมื่อไหร่ที่ “ ความสุข ” ผ่านเข้ามา ฉันจะคว้าไว้และบ่มเพาะ แบ่งปันให้คนข้างกาย
ฉันก้มลงมองมือที่จับจูง มือของชัยและเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา
เหมือนชัยจะรู้ เขาก้มลงมองหน้าฉันและยิ้มให้ เราต่างมีรอยยิ้มให้กันและกัน
และฉันก็ไม่ลืมที่จะยิ้มเผื่อส่งไปให้คนที่อยู่หลังเคาท์เตอร์ชงกาแฟนั้น
…

** จากหนังสือ “ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ 11 ” โดย หนุ่มเมืองจันท์



ฉัน


Create Date : 28 มิถุนายน 2551
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 17:34:18 น. 19 comments
Counter : 392 Pageviews.  

 
ซากุระเมืองไทยสีเข้มจัง ไม่เห็นเหมือนซากุระที่ญี่ปุ่นเลยค่ะ


โดย: บู้บี้ IP: 133.82.251.202 วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:17:03:57 น.  

 
...
คงเกี่ยวกับช่วงเวลาและแสงมังคะ

อ้อ..ฝีมือคนถ่ายที่ไม่ค่อยได้เรื่องนัก..อิอิ


โดย: สิงห์อมบ๊วย IP: 118.174.92.227 วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:18:00:20 น.  

 
เพิ่งไปอ่านที่ถนนฯ มา แต่ขอก๊อปเม้นต์มาใส่ตรงนี้ด้วย เพราะจะได้เก็บไว้ดูนานๆ (ใครเขาอยากดูกันคุณพีท / ตอบ ผมเอง กร๊าก)

* * * *

ผมอ่านแล้วเศร้าอะครับ มันหวานแบบเศร้าๆ หรือเศร้าแบบหวานๆ กันนะ
สงสัยผมจะเก็บใส่ลิ้นชักไว้ไม่ทัน พออ่านช่วงแรกแล้ว ความทรงจำเก่าๆ
ก็แอบกระโดดโลดเต้นออกมาซะอย่างนั้น...

นึกสงสัยอยู่เชียว ว่า "ชัย" คงเป็นตัวจริง แต่แหม... คุณบาริสต้าโผล่มา
ก็อดหัวใจไหวเยือกไม่ได้ นี่ถ้าไปขุนวางแล้วได้นั่งจิบมอคค่า มองยิ้ม
หวานๆ ของบาริสต้าคนนี้นะ จะยอมบุกบั่นดั้นด้นไปเลยเชียว กร๊าก
//ดาว

ป.ล. เรื่องนี้ไม่มีชื่อเรื่อง แต่มีชื่อตัวละครสองคนแน่ะ
ป.ล.สอง ภาพสวยมากๆ ครับ

* * * *

ป.ล.สาม ภาพคุ้นมากมาย ภาพเดียวกับใน "แถก" เปล่าอะครับ
ป.ล.สี่ ลงที่ฟอร์ฯ ด้วยเปล่า มะพลอยเขาปลื้มคุณสิงห์มากเลยนะ



โดย: คุณพีทคุง ณ (ลายปากกา ) วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:19:47:55 น.  

 
...
ขอบคุณคุณพีทค่ะสำหรับเม้นท์
เป็นแรงขับเคลื่อนให้อยากคิดอยากเขียน

ปล.1 ตอนแรกจะให้บาริสต้าเป็นตัวจริง แต่คนเขียนมีใจให้ชัย เลยเก็บบาริสต้าไว้ให้คุณพีทแทน...อิอิ
ปล.2การคิดชื่อเรื่อง ชื่อตัวละครมันยากจริงนะคุณพีท
ปล.3ในแถกเป็นถนนไปขุนวางค่ะ สวยใช่มั้ย กลับมาเมื่อไหร่ ไปกันๆๆ
ปล.4 ขอบคุณมะพลอย เดี๋ยวไปขอบคุณอีกครั้งที่ฟอร์



โดย: สิงห์อมบ๊วย IP: 61.7.133.104 วันที่: 8 กรกฎาคม 2551 เวลา:8:59:24 น.  

 
...
อ้อ..ลืมบอกรูปถ่ายนั่นน่ะ เพื่อนถ่ายไม่ใช่ดิฉัน อิอิ

รูปที่ดิฉันถ่ายต้องรูปนี้

หมายเหตุ คนละปีคนละเวลานะค


โดย: สิงห์อมบ๊วย วันที่: 8 กรกฎาคม 2551 เวลา:20:51:22 น.  

 



โดย: teansri วันที่: 9 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:02:30 น.  

 
...
สวัสดีค่ะคุณเทียนสี คนขยัน

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: สิงห์อมบ๊วย IP: 61.7.133.208 วันที่: 9 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:19:02 น.  

 
แหมๆๆ คนละปีคนละเวลา แต่ต้นอยู่ทางซ้ายเหมือนกัน ตรงกลางมีถนนเหมือนกัน ทางขวามีพุ่มไม้เขียวๆ เหมือนกัน หยวนๆ น่า ผมความจำดีใช่มั้ยหรอก ฮ่าๆๆ (โอ้ คุณพีท "แถกไถ" ไปสีข้างด้านๆ เยย)

เห็นคุณสิงห์บอกวันนี้ปวดหัว เลยรีบแวะเข้ามาโอ๋ครับ (รีบแล้วแต่ยังช้าไปหลายชั่วโมง) หายปวดยังเอ่ย ตอนนี้ผมหัวฟูแหละ โม่นิยายทีละสองเรื่องนี่มันช่างกดดัน TT

ป.ล. ยินดีที่เก็บบาริสต้าไว้ให้ ซ้วบ


โดย: คุณพีทคุง ณ (ลายปากกา ) วันที่: 10 กรกฎาคม 2551 เวลา:20:01:27 น.  

 
...
หวัดน่ะค่ะ หวัดไม่ดี ทานยาแล้ว
ขอบคุณคุณพีทค่ะ



ขยันจริงๆคุณพีทเนี่ย
คุณพีทสู้ๆ


โดย: สิงห์อมบ๊วย วันที่: 10 กรกฎาคม 2551 เวลา:21:48:50 น.  

 
เมาทักทายคับ เอ้ย...
มาทักทาย



โดย: เซโก้4 วันที่: 10 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:08:02 น.  

 
สวัสดีค่ะ..

อ้อมแอ้มแวะมาบอกว่า...

ได้ทำเครื่องบริวารถวายพระสงฆ์เสร็จแล้วค่ะ..

ขอเชิญร่วมอนุโมทนาบุญได้เลยนะค่ะ..

zwani.com myspace graphic comments
Candy Bar Dolls Icons
ขอให้มีความสุขมากๆนะค่ะ


โดย: อ้อมแอ้ม (คนผ่านทางมาเจอ ) วันที่: 11 กรกฎาคม 2551 เวลา:18:11:03 น.  

 
สาธุ..


โดย: สิงห์อมบ๊วย IP: 118.174.107.130 วันที่: 11 กรกฎาคม 2551 เวลา:21:16:13 น.  

 
หวัดไม่ดีจริงๆ ด้วย งือ ป่วยเป็นไข้ พรุ่งนี้ต้องรีบโม่แล้ว ยังไม่ได้เขียนไอ้โต๊ะวันเสาร์นี้เลย ตายแน่ (มาอ้อน)


โดย: คุณพีทคุง ณ (ลายปากกา ) วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:18:42:11 น.  

 
...
เชอะ.. ไปเที่ยวมาแล้วบอกเป็นไข้
เห็นใจดีมั้ยเนี่ย... เอ้า...Paracet. 2เม็ดทานเวลามีไข้ทุก4-6 ชม. หายไวๆนะคะ :-)

...
เสียดายตักไม่ว่าง เตรียมไว้ให้นายโต๊ะซบแทนเฮียนพ
ไม่งั้นจะให้คุณพีทซบให้หายเหนื่อยแล้วไปโม่นายโต๊ะต่อ

ปล.อย่าใจร้ายกับนายโต๊ะนักคุณพีท


โดย: สิงห์อมบ๊วย วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:19:19:10 น.  

 
อ่อนหวาน อบอุ่น ละเมียด...


ขอจิบม็อคค่า ชมดอกไม้จากต้นนางพญาเสือโคร่ง ด้วยคนนะฮะ...



อดีตเป็นความทรงจำชนิดหนึ่ง...ผมก็มีอดีตที่ทั้งดีและไม่ดี เคยพยายามที่จะลบความทรงจำนั้นหลายครั้ง แต่มันก็ลบไม่ออกทุกทีน่ะสิ...


ปล. ประโยคนั้นมิน่าล่ะ ทำไมมันถึงคุ้นๆ ผมก็ชอบอ่านของคุณหนุ่มเมืองจันทร์เหมือนกันฮะ...ให้ข้อคิดดีๆได้หลายเรื่องเลยล่ะ


โดย: ยางมะตอยสีชมพู IP: 124.121.218.171 วันที่: 18 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:36:17 น.  

 
...
ขอบคุณที่แวะมาตามคำชวน

(ใจง่ายไปหรือเปล่า ...เอิ้กๆๆ)


โดย: สิงห์อมบ๊วย IP: 61.7.133.93 วันที่: 19 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:36:14 น.  

 
ปกติไม่ใช่คนใจง่ายหรอกฮะ...



แบบว่า ใจง่ายเฉพาะกับสาวๆอ่ะนะ เอิ๊กๆ


โดย: ยางมะตอยสีชมพู IP: 124.121.131.247 วันที่: 19 กรกฎาคม 2551 เวลา:11:36:47 น.  

 
อ่านแล้ว..ชอบจัง
คนเขียน..เก่งจังเลย
เรื่องราว..เหมือนจะเรื่อยๆ
แต่มันน่ารัก...แอบอุ่นๆ
แถมยังได้อะไรเล็กๆหลังอ่านจบด้วย


โดย: nikanda วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:20:43:40 น.  

 
...
ปลื้ม ค่ะ ปลื้ม
คุณแจงทำเอาคุณสิงห์เขิน ม้วนอยู่หน้าคอมพ์


โดย: สิงห์อมบ๊วย วันที่: 8 สิงหาคม 2551 เวลา:7:52:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สิงห์อมบ๊วย
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ลายปากกา


เรื่องสำคัญ ทำความเข้าใจกันก่อนงานเขียนใน "บล็อกสิงห์อมบ๊วย" เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน แม้ผลงานจะห่วย ก็เป็นสิทธิ์ของผู้เขียนนะคะ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นอาจมีความผิด ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ................................
[Add สิงห์อมบ๊วย's blog to your web]