Postcard from...พระจันทร์

พระเพื่อน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
10 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add พระเพื่อน's blog to your web]
Links
 

 

ผู้ชายในความ...ทรงจำ...กับวันที่แสนเหงา


...
(ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องแต่ประการใดคร๊าบบบ)
.
บนถนนสุขุมวิทที่รถราบนท้องถนนยังคงหนาแน่นแทบจะไม่ขยับอาจเป็นเพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเมื่อตอนเย็น ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงช่วงค่ำ ถึงแม้จะมีรถไฟลอยฟ้าก็ไม่ได้ช่วยให้จำนวนรถน้อยลงเลยสักนิดเดียว ฉันมีนัดกับใครบางคนที่นี้…ร้านอาหารกึ่งผับสไตล์ไอริช

ฉันปัดละอองฝนที่เกาะอยู่ตามเสื้อผ้า รวบผมที่ยาวกลางหลังให้เข้าที่เข้าทางก่อนที่จะก้าวเข้าไปในร้านที่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ รีบเดินขึ้นไปชั้นสองเพราะรู้สึกว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนภายในร้าน พลางมองหาโต๊ะที่พอจะหลบมุม นั่งแล้วไม่ตกเป็นเป้าสายตาของใครมากนัก ที่นี่ไม่มีดนตรีโฟลค์ซองอย่างที่ฉันชอบจะมีเพียงแต่เสียงเพลงที่เปิดจากเครื่องเล่นซีดีคลอเบาๆ เท่านั้น
‘เออ…เข้าใจนัดแฮะ แทบจะไม่มีคนไทยเลย’

ฉันคิดพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ร้าน ลูกค้าของร้านส่วนใหญ่จะพากันมาเป็นครอบครัว ระหว่างที่รอ…ใครอีกคน…ฉันนึกย้อนไปถึง วันเก่าๆ ที่ฉันกับเขารู้จักกันผ่านเว็บๆ หนึ่งที่เน้นสถานที่เที่ยวกลางคืนเป็นหลัก กว่าหนึ่งปีที่เราคุยกันผ่านอีเมลและเอ็มเอสเอ็นเกือบทุกวัน ฉันก็แค่อยากฝึกภาษา ส่วนเขาก็มีดีกรี…ด๊อกเตอร์…จากเมืองนอก

“พี่ ชอบเขาเหรอ”
เพื่อนรุ่นน้องที่เคยเข้าไปเล่นที่เว็บนี้ด้วยกันกับฉันเคยเอ่ยปากถาม

“เปล่า…ก็แค่คุยกันธรรมดาไม่มีอะไร” ฉันมักจะตอบแบบนี้

เขา…เป็นคนที่ป๊อบปูล่ามากในหมู่หญิงสาว แม้แต่…เจน…ที่เคยเจอ
ตัวเขามาแล้ว พอรู้ว่าฉันกับเขาติดต่อกันผ่านเอ็มเอสเอ็นถึงกับกรี๊ดใส่
แล้วถามฉันว่า
“แล้วคุยกันด้วยภาษาอะไร” ฉันอดที่จะยิ้มไม่ได้
“พี่เขาคุยภาษาอังกฤษมา ส่วนฉันก็ตอบภาษาไทยไป”
ฉันก็ได้ยินเสียงกรี๊ดอีกรอบ
“ถ้าหนูยังไม่แต่งงานนะพี่ งานนี้มี ฮึ่มๆ แน่”

ฉันก็ได้แต่หัวเราะพลางคิดว่า…มันเป็นเอามากนะเนี่ย ฉันกับเจนรู้จักกันผ่านทางเว็บไซต์นี้มาตั้งแต่ฉันเข้าไปเล่นเว็บใหม่ๆ เราทั้งสองและเพื่อนๆ ในเว็บ เคยนัดทานข้าวกัน แต่ไม่บ่อยนัก เจนเป็นสาวสวย ที่มีบุคลิกดี มีความมั่นใจสูง ช่างพูดช่างคุย สิ่งที่เจนอยากรู้

ฉันก็เคยถาม…เขา…ผ่านทางเอ็มเอสเอ็น แต่คำตอบที่ได้ทุกครั้งก็คือเครื่องเขาไม่มีฟอนท์ภาษาไทย
อันที่จริงฉันก็อยากเห็น…เขา…คุยโต้ตอบกับฉันเป็นภาษาไทยเหมือนกัน เพราะฉันคิดว่าฉันคงอ่านและเข้าใจสิ่งที่เราคุยกันได้ดีกว่า แต่ถ้ามองอีกด้านถ้าฉันอยากฝึกภาษาให้ได้ดี ฉันก็ต้องทำใจยอมรับ

เคยมีใครบางคนพูดเอาไว้ว่าไม่มีอะไรในโลกของอินเตอร์เน็ตที่หาไม่ได้
ถ้าเราอยากรู้ ก่อนวันนัดพบไม่กี่วัน ฉันลองคำพูดประโยคนี้โดยการคีย์ชื่อเขา…แล้วก็คลิก

บางสิ่งบางอย่างที่ฉันไม่เคยรู้ก็ได้รู้ ข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ฉันอึ้ง มันเป็นความรู้ใหม่ที่ทำเอาฉันงงๆ กับตัวเอง ครั้งหนึ่งที่ฉันเคยถามถึงหน้าที่การงาน เขาตอบแค่เพียงว่าเขาเป็นผู้บริหารในเครือของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ข้อมูลที่ปรากฏตรงหน้าฉันเขาเป็นถึง…CEO…ของบริษัท
ฉันลองใส่เบอร์โทรฯ ที่เขาให้ฉันมา

สิ่งที่ทำให้ฉันตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือภาพถ่ายในชุดครุยพร้อมข้อมูลดิบที่เป็นดาต้าเบสของมหาวิทยาลัยชื่อดัง…หน้าตาไม่เลวเลย…ถ้าบอกว่าหล่อก็คงไม่ผิดอะไรนัก ยิ่งค้น ยิ่งเจอ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของคนดังใน
วงการบันเทิง ที่ตอนนี้ร้างลาวงการไปแทบจะไม่ค่อยได้ยินข่าว ฉันถามตัวเองว่า…จะไปตามนัดดีมั้ย…ใจหนึ่งบอกว่าไม่แต่อีกใจก็

‘ไปดูหน้าให้เห็นชัดๆ สิ’

หนึ่งวันก่อนถึงวันนัด ฉันออนไลน์เจอเขา รู้สึกจิตใจกระวนกระวายอยากจะเลี่ยงนัด จึงเข้าไปทักและบอกเขาว่า ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ถ้าฝนตกฉันก็ไม่อยากไป แต่เขากลับตอบฉันมาว่า

“ไม่กล้าไปรึ…สำหรับผม ฝนตกไม่ใช่ปัญหา ผมไปได้ ยังไงผมก็จะรอ”
เขาถามเหมือนจะดักคอฉัน
“เปล่าค่ะ เพียงแต่ไม่อยากออกไปไหนตอนฝนตก”
แล้วฉันก็ออฟไลน์ไปโดยไม่มีการบอกกล่าวเหมือนทุกครั้ง

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของฉัน ฉันตื่นเช้ากว่าปกติ เตรียมของใส่บาตรพระขอให้วันนี้เป็นอีกวันที่ดีของชีวิต นานแค่ไหนแล้วที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับวันพิเศษของตัวเอง ปีนี้จะลองดูสักครั้งไปทานข้าวกับ

คนแปลกหน้าที่รู้สึกเหมือนคุ้นเคย

ลองดูสักครั้งว่าตัวตนที่เรารูจักผ่านตัวอักษร จะเหมือนตัวจริงมากน้อยแค่ไหน ก่อนถึงเวลานัดไม่ถึงชั่วโมง ฉันโทรศัพท์ถามรายละเอียดที่ตั้งของร้าน เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเสียงเขาทางโทรศัพท์ เสียงนุ่มทุ้มทำเอาใจฉันเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะอะไร เขามาถึงร้านตรงเวลาที่นัดไว้ ฉันไม่แปลกใจนักที่เจอตัวจริงเพราะภาพถ่ายที่เจอในเน็ตยังพอมีเค้าให้เห็น จะต่างกันก็เพียงดูสูงวัยและดูภูมิฐานขึ้น เราสั่งอาหารมาทานกันเงียบๆ แทบจะไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ฉันลอบสังเกตเขาเป็นระยะๆ บุคลิกท่าทางภายนอกดูเงียบขรึมไม่ดูเป็นหนุ่มเจ้าสำราญอย่างที่คิดไว้ วันนี้เขาสวมเสื้อแขนยาวสีขาว ผูกไทด์สีเหลือง ยังดีไม่สวมสูทมาด้วย ฉันเสียอีกที่ดูเหมือนเด็กกะโปโลไปในทันที เขาบอกฉันว่า

“ติดประชุมด่วนเกือบมาไม่ทัน” ฉันก็ได้แต่ยิ้ม

ฉันไม่ใช่คนที่ช่างพูดช่างคุย เขาคงจะดูออก จึงเป็นฝ่ายชวนฉันคุยแทน เรื่องแบบนี้เขาคงถนัดอยู่แล้ว ส่วนฉันรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่น่าจะรู้สึกยินดี

ฉันกับเขามี Life Style ที่ต่างกันสุดขั้ว เขาเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงในบริษัทมหาชนที่ใครๆ ก็อยากเข้าไปทำงานเป็นหนุ่มเพลย์บอยที่ใช้ชีวิตกลางคืนตามคลับบาร์ มีหญิงสาวล้อมหน้าล้อมหลัง ส่วนฉันก็แค่พนักงานบริษัทเล็กๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่กับบ้านและที่ทำงาน นานๆ ถึงจะออกไปเที่ยวผับกับเพื่อนๆ ในออฟฟิศสักครั้ง เขาเคยบอกฉันผ่านเอ็มเอสเอ็นว่า…เป็นการกระจายรายได้…นั่นสิ หน้าที่การงานระดับ CEO อย่างเขาไม่กระทบอยู่แล้ว

คืนนี้ฉันกับเขาต่างแยกย้ายกันไป เขาคงไปต่อในที่ที่เขาคุ้นเคยและไปเกือบทุกวันกว่าจะกลับถึงบ้านก็คงเช้า ส่วนฉันมุ่งหน้ากลับบ้าน รู้สึกเหมือนมาทานข้าวกับเจ้านายยังไงไม่รู้ คุยเรื่องงาน เสร็จงานก็ต่างแยกย้ายกันกลับประมาณนั้น แล้วฉันก็มีคำตอบให้กับตัวเองว่า…คงเป็นเรื่องยาก…ที่จะสานสัมพันธ์ต่อไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด

ฉันตัดสินใจลบเบอร์โทรศัพท์ของเขาทิ้งไป ป่วยการที่จะมีไว้ เพราะฉันมั่นใจว่าคงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน

วันนี้ฉันนอนไม่ค่อยหลับ จึงตื่นเร็วกว่าปกติ นาฬิกาบอกเวลาตีสามกว่าๆ ฉันลุกขึ้นล้างหน้าเปิดคอมฯ ต่อเน็ตเข้าเอ็มเอสเอ็น เช็คอีเมล ตอบอีเมลกว่าจะเสร็จก็เกือบเช้าแล้วเตรียมตัวไปทำงานต่อ แต่สายตาเหลือบไปเห็น…เขา…ออนไลน์อยู่ ความเคยชินทำให้ฉันเกือบจะเข้าไปทักแต่เขาก็ออฟไลน์ไปก่อนที่ฉันจะทันได้คุย

‘เรายังมีเรื่องที่จะต้องคุยกันอีกหรือ’

ฉันอดคิดและถามตัวเองไม่ได้ ฉันตัดสินใจบล็อคเอ็มเอสเอ็นของเขาและลบเขาออกจากคอนแทคฉันทันที ยังไม่ทันที่ฉันจะออฟไลน์ออกจากเอ็มฯ เจ้าเพื่อนรุ่นน้องตัวดี ก็เข้ามาทัก ถามฉันถึงเรื่องนัดที่ผ่านมา

“เป็นไงบ้างอะพี่ เล่าให้ฟังหน่อยสิ หนูอยากรู้”
“พี่ต้องรีบไปทำงานนะ เอาไว้ค่ำๆ ละกันนะ เดี๋ยวพี่ไปทำงานสาย”
ฉันต่อรอง
“ไม่ต้องเลยพี่ เล่ามาเดี๋ยวนี้ หนูอยากรู้จะแย่แล้ว”
“ก็ได้ ก็ได้…อยากรู้อะไรก็ว่ามาละกัน” ฉันตอบกลับไป
“พี่เขาเป็นไงมั้ง หล่อมั้ย”
“อ่อ…อยากรู้ว่าหล่อมั้ย...แค่เนี่ยอะนะ” ฉันถามเสียงสูง
“ฮื่อ... บอกหน่อยดิ นะพี่นะ”
“ก็จัดว่าหน้าตาดี ดูภูมิฐานสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใหญ่โต ฉันว่าหน้าคล้ายผู้ว่าคนที่ได้ฉายาว่า…หล่อเล็ก…อะ แต่จะออกเข้มกว่า รูปร่างก็ไล่เลี่ยกันและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ พอยัง”
“พี่รู้ป่าว มีคนอยากเจอ…พี่เขา…มากนะพี่”
“แล้วไงอะ…นี่พี่เขายังไม่รู้นะว่าฉันรู้แบคกราวน์ของเขา ลูกคนดังเอ่ยชื่อไปใครๆ ก็รู้จัก”
“แต่พี่เขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไรนี่”
“ใช่ แต่เขาก็พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว ประมาณว่าถ้าฉันไม่ถามก็ไม่เคยพูดถึง ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลกยังไงไม่รู้”
“พี่เขาคงไม่อยากพูดก็ได้มั้ง จู่ๆ จะให้เค้าเล่าได้ไงล่ะว่าเป็นลูกคนดัง เขาไปทานข้าวกับพี่ อย่างน้อยเขาก็สนใจพี่อยู่บ้างล่ะ”
“ฉันไม่เคยคิดถึงข้อนี้เลย ทำไมแกไม่คิดบ้างว่ะ บางทีฉันอาจจะเป็นแค่หมากตัวนึงของพี่เขา”
“ถามจริง พี่ไม่รู้สึกอะไรกับพี่เขาบ้างเลยเหรอ”
“ตอบตรง เป็นบางครั้งที่รู้สึกหวั่นไหวบ้าง แต่แกก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพี่เขามีครอบครัวแล้ว”
“เค้าแยกกันอยู่ไม่ใช่เหรอพี่ แฟนพี่เขาก็อยู่เมืองนอกและอีกอย่างนะพี่ หนูได้ข่าวว่ากำลังจะหย่ากัน”
“ฉันไม่ได้สนใจว่าเค้าจะหย่ากันหรือเปล่า…เพราะฉันไม่เคยคิดที่จะเป็นมือที่สาม แต่ฉันดูท่าทีเค้าแล้วพอดีกว่าจะเป็นเพื่อนกันยังยากเลยว่ะ ด้วยฐานะ หน้าที่การงาน ดีไม่ดีพี่แกอาจจะคิดว่าฉันจะไปจับเค้าก็ได้ พี่แกเข้าสเปกสาวๆ สมัยนี้เลยนะเว้ย หล่อ รวย หน้าที่การงานดี กำลังจะหย่าเมีย…ฉันไม่ยุ่งดีกว่า” ฉันพูดแล้วก็อดหัวเราะสมเพชตัวเองไม่ได้

“ฉันถือคติที่ว่า…อะไรๆ ที่มันจะไปด้วยกันได้ มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ดูกลมกลืนกัน ทั้งเรื่องทัศนคติและการใช้ชีวิต ถ้ามันต่างกันมากนัก ก็ต่างคนต่างอยู่นะดีแล้ว โอเคมั้ย ฉันจะได้ไปทำงานซะที สายแล้ว แล้วเจอกันดึกๆ”
ฉันรีบตัดบท ออฟไลน์ ปิดเครื่อง ออกจากบ้านก่อนที่จะสายมากไปกว่านี้
ใกล้จะเลิกงานแล้วท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนทำท่าจะตก มือถือสั่น มีสายเรียกเข้าปรากฏอยู่หน้าจอฉันรีบกดสายรับทันที
“มีอะไรเหรอ” ฉันรีบถาม
“พ่อไม่สบายอยู่โรงพยาบาล” พี่ชายฉันตอบกลับมาเบาๆ
“ตอนนี้อยู่ในห้องไอซียู” ฉันใจหายวาบ มือเริ่มเย็น
“เป็นอะไรมากมั้ย” ฉันรีบถาม
“โรคหัวใจกำเริบ หมอให้ผ่าตัดทำบายพาส เลิกงานแล้วรีบมาก็แล้วกัน”พี่ชายฉันวางสายไปได้พักใหญ่ ฉันรีบเก็บของแล้วออกจากออฟฟิศ ไปโรงพยาบาลทันที

ระหว่างที่นั่งรถไป ใจฉันเหม่อลอย อารมณ์ไม่ปกตินัก กังวล กลัว สารพัดที่ประดังเข้ามา พ่อจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้มั้ย! ความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งสอง ไม่สู้ราบรื่นนัก ความคิดเห็นระหว่างฉันกับพ่อมักจะสวนทางกันเสมอ ฉันออกมานั่งรอพี่ชายที่หน้าห้องไอซียู

ภาพในห้องไอซียูไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ไม่มีสายระโยงระยางที่เตียงคนไข้เหมือนที่เคยเห็นในละครน้ำเน่า หมอบอกว่าให้พักในห้องไอซียูเพื่อดูอาการสัก 3-4 วัน

ขณะที่จังหวะการเต้นของหัวใจของพ่อในห้องไอซียูแผ่วเบาแต่หัวใจของ…ฉัน…กลับเต้นไม่เป็นจังหวะ บางครั้งก็ดังโครมครามจนเกรงว่าจะมีใครได้ยิน เรื่องของพ่อทำให้ฉันลืมเรื่อง…เขา… เสียสนิท
…
หลายเดือนที่ผ่านมา ฉันมัวแต่ยุ่งกับเรื่องอาการป่วยของพ่อ จนขาดการติดต่อกับเพื่อนๆ ยิ่งใกล้สิ้นปีหลายบริษัทเตรียมปิดโปรเจคงานที่ทำ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทที่ฉันทำงานอยู่ ฉันหอบงานกลับมาทำที่บ้านเพราะต้องส่งงานบางส่วนให้ลูกค้าก่อนที่บริษัทจะหยุดยาวในช่วงปีใหม่

ฉันเริ่มกลับมาออนไลน์อีกครั้งไล่อ่านอีเมลเพื่อนๆ ที่ส่งแต่ Forward เมลไร้สาระไม่ก็รูปสาวนุ่งน้อย ห่มน้อย อะไรของมัน… ว่ะเนี่ย แล้วฉันก็มาสะดุดตากับเมลของเพื่อนคนหนึ่งที่ส่ง Link การจัดรายการเพลงสดทางอินเตอร์เน็ต เป็นเว็บเพลงสไตล์อินดี้ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน แล้วฉันก็ติดลมนั่งฟังเพลงที่กำลังเปิดอยู่ เป็นเพลงของ Cocteau Twins มีบางสิ่งบางอย่างสะกิดใจฉันให้หยุดฟัง จะมีดีเจบ้านเราสักกี่คน ที่เปิดเพลงแนวนี้เพลงที่ฟังแล้วเกิดความรู้สึกหลอนได้ในบางครั้ง

ชื่อของวงทำให้ฉันนึกไปถึง…ใครบางคน…ที่เคยใช้ชื่อนี้เป็นชื่ออีเมล์…ชื่อวงดนตรีที่เขาชื่นชอบ นานแค่ไหนแล้วที่ฉันกับเขาไม่ได้ติดต่อกันทางเอ็มเอสเอ็น หลังจากที่พบกันในคืนนั้น ใจของฉันก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง

“สวัสดีครับเราพบกัน ในคืนวันศุกร์ถึงเช้าวันเสาร์ ผมเริ่มต้นด้วยเพลงของ Cocteau Twins ถ้าใครยังไม่ง่วงก็อยู่เป็นเพื่อนฟังเพลงด้วยกันก่อนนะครับ”

ฉันกลับเข้าไปหน้าเว็บไซต์ที่มีโปรแกรม…คุยสด…ติดตั้งเอาไว้ วันนี้หน้ากระดานว่างเปล่าไม่มีใคร ออนไลน์อยู่ในห้อง มือเริ่มเย็นเฉียบแต่ใจกลับร้อนรุ่ม เอาไงดี

“Hi” ฉันลองพิมพ์ข้อความลงไปจะมีใครตอบรับหรือเปล่านะ
“Hi” ชื่อของเขาปรากฏขึ้นที่หน้าจอ พร้อมกับการตอบรับคำทักทาย

“I’m Zany, you…remember me”
“…” เงียบ จนฉันนึกไม่ออกว่า…เขา…จะรู้สึกเช่นไร

“You make me remember”

เขาตอบกลับมาแล้วข้อความก็หยุดอยู่เพียงแค่นี้ ขณะที่ฉันกำลังจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป เสียง…เขา…ก็ดังคลอเพลงที่กำลังจะเปิดในช่วงต่อไป

“การที่เราจะมี...ความรู้สึกดีดี...กับใครบางคน บางครั้งเราก็หาเหตุผลไม่เจอว่า...ทำไม แต่...การที่จะไปจากใครสักคน เราช่างหาเหตุผลที่จะมา...อ้าง...ได้ร้อยแปด ผม…ขอมอบเพลงนี้ให้กับใครบางคนที่ผมรู้สึกดีดีด้วย แต่จู่ๆเธอก็หายไปจากชีวิตผม โดยที่ผมติดต่อเธอไม่ได้”

แล้วเสียงเพลง If you remember me ของ Barry Manilow ก็ดังขึ้น

When you remember me
If you remember me
I hope you see
It's not the way

I want it to be
Or I'd be with you now,
But wherever you go
My love goes with you.

Keep on smiling
Keep on Shining
Even though you know
you want to cry,
I tried to love you.
Looking in my eyes
You saw promises and lies
Too many times.
…
ยามใดที่เธอคิดถึงฉัน
ถ้าเธอยังจำฉันได้
ฉันหวังที่จะได้พบเธอ
แม้ไม่มีหนทางใด
ฉันปรารถนาจะเป็นคนที่อยู่เคียงข้างเธอ
ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
ความรักของฉันจะตามติดเธอไป
…
“Please call me back”

ข้อความสุดท้ายที่ฉันเห็นก่อนที่ข้อความจากแฟนคลับทางบ้านจะรุมกระหน่ำเข้ามาสอบถาม เพราะแนวเพลงที่เปิดเปลี่ยนไป

The end





 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2553
5 comments
Last Update : 10 กรกฎาคม 2553 2:14:43 น.
Counter : 1086 Pageviews.

 

 

โดย: นนนี่มาแล้ว 10 กรกฎาคม 2553 9:21:43 น.  

 

แง่บๆ

 

โดย: itoursab 10 กรกฎาคม 2553 16:06:49 น.  

 

.
.
พี่ปุ๊ หายไปไหน คิดถึง

 

โดย: สิงห์อมบ๊วย 22 กรกฎาคม 2553 20:51:08 น.  

 

Hi, I missed you Prachanh, where have you been hiding? I love this short story..!1

 

โดย: Camille IP: 71.81.178.101 10 พฤศจิกายน 2553 11:06:37 น.  

 

มีบล็อคด้วยเหรอ แอดไปแล้วนะคะ

 

โดย: nalinnovel 10 ธันวาคม 2554 12:20:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.