ขอให้รอ วันรุ่งของพรุ่งนี้ ฟ้าคงมี พรชัยให้กับเรา (พ.ท. ณรงค์เดช นันทโพธิเดช)
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2553
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
18 สิงหาคม 2553
 
All Blogs
 
ข้าวก้นหม้อ


ต้น.. “สวัสดีครับคุณจูเลีย สวัสดีครับคุณปู ผมต้นครับ”

ต้น ยกมือไหว้สองสามีภรรยาเจ้าของร้านอาหารพร้อมกับแนะนำตัวเอง

คุณปู “ต้นเคยทำงานที่ไหนมาบ้าง”

ต้น “เคยทำที่ร้านออคิด ครับ”

คุณ จูเลีย “ต้นทำในครัวใช่มั้ย”

ต้น “ใช่ครับ ผมทำได้ทุกอย่างในครัว เป็นคิทเช่นแฮนด์ (kitchen hand)”

ต้น มาสมัครงานเป็นคิทเช่นแฮนด์ในร้านอาหารแห่งใหม่ ระหว่างสนทนาเจ้าของร้านสองสามีภรรยาคือคุณจูเลียกับคุณปู ถามถึงประสบการณ์ในการทำงาน พร้อมทั้งอธิบายลักษณะงานในร้านนี้ ก็คล้ายกับทุกร้าน เพียงแต่ร้านนี้เป็นร้านขนาดเล็ก แต่มีลูกค้าแน่นทุกวัน ดังนั้นเจ้าของร้านจึงต้องการที่จะได้นักเรียนที่พอมีประสบการณ์ทำงานบ้าง เพื่อไม่ต้องหัดกันมากมาย เจ้าของร้านสามีคือคุณปู และภรรยาคือคุณจูเลีย คุณปูจะเป็นคนใจดี เคยเป็นนายทหารแต่ลาออกมาอยู่ออสเตรเลียนานแล้ว ส่วนคุณจูเลียเป็นคนลูกครึ่งไทย(จีน)กับอังกฤษ แต่พ่อแม่แยกทางกัน แม่คุณจูเลียมาอยู่ออสเตรเลีย เมื่อก่อนคุณจูเลียเคยทำงานสายการบิน แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว มีธุรกิจร้านอาหารอย่างเดียว นอกจากนี้คุณจูเลียได้ขึ้นชื่อในหมู่นักเรียนไทยที่เคยทำงานร้านนี้ว่า เป็นคนที่จู้จี้เจ้าระเบียบมาก ไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าผิดนิดผิดหน่อย ไม่ถูกใจคุณเธอ จะให้ออกทันที ไม่มีการแก้ตัว ถ้าเตือนแล้ว เรื่องนี้ทุกคนในบริสเบนทราบดี

ต้นมาสมัครร้านนี้โดยการแนะนำของเชฟ หรือพ่อครัวของร้านที่ชื่อว่าพี่เบญ พี่เบญรู้จักกับต้นจากการที่เคยทำงานในร้าน “ออคิด” ด้วยกัน ส่วนสาเหตุที่ต้นออกจากร้านออคิดก็เพราะ ทางร้านออคิดให้วันไม่แน่นอน บางอาทิตย์ก็ให้ทำหลายวัน บางอาทิตย์ได้ทำแค่วันเดียว ต้นเลยตัดสินใจหางานร้านใหม่ที่กำหนดวันแน่นอน จะได้บริหารเวลาเรื่องเรียนได้สะดวก

หลังจากที่พูดคุยกับคุณปูและคุณ จูเลียแล้ว ต้นได้ทำงานสี่วัน คือ พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ และ เสาร์ ตำแหน่งที่ทำร้านนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างจากร้านออคิดมากนัก อาจมีพิเศษหน่อยก็คือ ต้องลงของทอด,คอยตักอาหารใส่จานต่อจากที่พ่อครัวผัดเสร็จ และล้างกระทะแล้วส่งคืน สลับกับพ่อครัวที่ผัดเสร็จแล้วส่งให้ ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแต่ต้องบอกคนเสิร์ฟว่า อาหารจานนี้ของโต๊ะไหน จากนั้นคนเสิร์ฟก็จะยกอาหารไปให้ลูกค้า นอกจากนี้ก็ยังมีปลีกย่อยต่างๆทั่วๆไป เช่น เก็บครัว ล้างจาน ล้างภาชนะต่างๆ กวาดและถูพื้น ล้างเตา และอื่นๆ นี่เป็นการแจงรายละเอียดของการทำงาน ที่คุณปูเจ้าของร้านแจงให้ฟัง ก่อนจะมาเริ่มงานในวันพรุ่งนี้

บรรยากาศในร้านวันแรกของการทำงานใน ที่ใหม่ ต้นยังงงๆอยู่บ้าง กับการทำงานในร้านนี้ และออกจะรู้สึกมีความกดดันปนอยู่ด้วย เพราะทุกคนในร้านนี้ทำงานกันมานานหลายเดือน จนสนิทสนมกันดี พนักงานเป็นนักเรียนด้วยกันเองก็จะแสดงให้เห็นว่า ไม่ต้องการที่จะรับคนแปลกหน้าเข้าทำงาน โดยที่ไม่ได้มาจากกลุ่มของตัวเอง ในร้านนี้มีพนักงานไม่กี่คน มีพนักงานเสิร์ฟสามคน คือคุณจูเลีย,เป้ และแหม่ม เพราะร้านนี้เป็นร้านขนาดเล็กแค่สี่สิบที่นั่ง ส่วนในครัวมีพี่เบญ น้าเพ็ญ นี จิ๋ว และต้น ทุกคนต่างสนิทสนมกันดี โดยเฉพาะเด็กเป้นั้น จะสนิทกับคุณจูเลียมาก เพราะเป้เป็นคนช่างเจรจาและมือไม้อ่อน จะว่ามีสัมมาคารวะก็ไม่น่าใช่ เพราะต้นก็มีอายุแก่กว่าเธอก็มาก แต่ไม่เห็นว่า เด็กเป้จะมีสัมมาคารวะด้วย กลับตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ เพราะเด็กเป้จะแสดงออกจนต้นรู้สึกได้เลยว่า เด็กคนนี้ไม่ชอบหน้าเขาเสียมากๆเลย ข้อนี้ต้นรู้สึกได้จากอาการและปฏิกิริยาอาการต่างๆ แต่ต้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะต้นผ่านอะไรมามากแล้วเข้าใจทุกอย่าง ในเรื่องของคนสอพลอ ประจบประแจงเจ้านาย อยู่ที่ไหนก็เจอ ประเทศไหนๆก็มี ไม่ต้องคิดหนีไปไหน เพราะหนีคนประเภทนี้ไม่มีวันพ้น ขึ้นอยู่กับว่าเจ้านายจะมีวิจารณญาณในเรื่องต่างๆแค่ไหน ถ้าเจ้านายเป็นคนหูเบา ก็อาจจะลำบากสำหรับคนที่ร่วมงานกับคนประเภทนี้

อาทิตย์ แรกของการทำงานก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างเป็นปกติ การปรับตัวของต้นเริ่มเข้ากับคนอื่นได้ ยกเว้นแต่เด็กเป้ ซึ่งยังเห็นได้ชัดว่าเธอไม่ยอมเป็นมิตรกับต้น แต่นั่นก็คงไม่มีปัญหาที่ต้นจะทำงานในร้านนี้ ทุกเย็นคุณปูจะเข้ามาร้านสักพัก มาพูดคุยกับพนักงานด้วยกัน คุณปูมักจะถามต้นตลอดว่าทำได้ไหม มีอะไรลำบากใจหรือไม่ ต้นก็ได้แต่ตอบไปว่าไม่มี ทั้งที่ในใจอยากตะโกน ว่าเด็กเป้ เขาไม่ชอบหน้าผม แต่ก็คงทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัว เท่าที่ดูแล้วคุณปูจะชอบสนทนากับต้นมาก เหมือนคนคุยถูกคอกัน เพราะคุณปูเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นน้องพี่ชายต้นสองปี คุณปูจะนิยมชมชอบพี่ชายต้นมาก เพราะเป็นคนเก่งและจริงจังในการทำงาน และสร้างชื่อให้กับโรงเรียนนายร้อย คุณปูจะเล่าเสมอว่า วันไหนถ้าพี่ชายของต้นนำนักเรียนนายร้อยรุ่นน้องวิ่ง วันนั้นจะเป็นวันที่โหดที่สุด และเวลาโรงเรียนมีงานเต้นรำ โต๊ะพี่ชายของต้นก็จะถูกห้อมล้อมไปด้วยสาวๆ จนต้องมาเรียกรุ่นน้องที่ไม่มีคู่เต้นรำมาชวนสาวที่โต๊ะไปเต้นบ้าง นอกจากนี้ต้นยังเป็นทหารเกณฑ์ อยู่หนึ่งปีหลังจากจบมหาวิทยาลัย เพราะไม่ได้เรียน รด. ต้นจึงพอรู้จักนายทหารรุ่นเดียวกับคุณปู ต้นจึงชอบถามถึงคนนั้นคนนี้ว่า รุ่นเดียวกับคุณปูหรือไม่ ทำให้คุณปูรู้สึกเหมือนฟื้นความทรงจำต่างๆ ที่ไม่ค่อยมีใครคุยด้วยนักในต่างแดนอย่างนี้ จึงรู้สึกชอบที่คุยกับต้น ขนาดคุณปูถามจะให้ต้นทำงานหกวันต่ออาทิตย์ และจ้างเป็นพนักงานประจำเลย แต่ติดตรงที่ต้นเป็นนักเรียน ทุกวันนี้คุณปูทำงานประจำตอนกลางวัน ส่วนตอนเย็นเมื่อก่อนก็จะมาทำงานที่ร้าน แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำ เพราะต้องเตรียมตัวเข้าโรงพยาบาล เพื่อผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่วในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า ทำให้ที่ร้านขาดพนักงาน ต้นจึงได้มาทำงานนั่นเอง

ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี เริ่มเข้ารูปเข้ารอย เหมือนวงล้อที่หมุนไปตามร่อง ทุกคนต่างทำหน้าที่ตัวเองได้รับ พี่เบญก็ทำหน้าที่พ่อครัวใหญ่ ทำอาหารประเภทผัดทั้งหมด น้าเพ็ญทำแกงทั้งหมด ต้นตักอาหาร ล้างกระทะ และทำของทอดต่างๆ นีกับจิ๋วจะทำพวกสลัดยำต่างๆ หุงข้าว และแต่งหน้าอาหาร ทุกอย่างจะดำเนินไปทุกวันเป็นปกติ ถึงแม้เป้กับต้นจะไม่ค่อยชอบหน้ากัน แต่ก็ไม่ได้แสดงออกจนร่วมงานกันไม่ได้ เพียงแต่รู้กันลึกๆเท่านั้น ต่างคนต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ไม่เคยสนทนากัน เป้คงคิดว่าเป็นคนโปรดของคุณจูเลีย เธอจึงต้องแสดงให้คนมาใหม่อย่างต้นเห็น แต่ต้นก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะคิดว่าคนเรานั้น ถ้าทำงานให้นายจ้างได้ เขาก็คงจ้าง แต่ถ้าเราทำให้เขาไม่ได้ก็คงไม่มีใครที่ไหนจะมาจ้าง ดังนั้นเราควรจะแสดงฝีมือทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดจะดีกว่า ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องประจบประแจงเจ้าของร้านเลย แต่ต้นเองก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคนในร้านถึงได้จ๊ะจ๋ากับคุณจูเลีย จนน่ารำคาญขนาดนั้น แต่คุณจูเลียจะรำคาญหรือไม่ ต้นไม่อาจทราบถึงความรู้สึกนี้ได้ บางทีคุณจูเลียอาจจะชอบก็ได้ ทุกๆวัน จะได้ยินประโยค ซ้ำๆ เช่น ...คุณจูเลียขา คุณจูเลียคะ วันนี้พี่จูเลียสวยจัง อะไรประมาณนี้ วันนี้ก็อีกเช่นเคย คุณจูเลียก้าวเท้าเข้าร้านมา คนที่รีบมาเสนอหน้าก็คือ เด็กเป้ เหมือนเคย


เด็ก เป้ “สวัสดีค่ะ พี่จูเลีย”

จูเลีย “สวัสดีเป้ สวัสดีทุกคน” เสียงคุณจูเลียตอบ และทักทายคนในร้าน

เด็กเป้ “ต่างหูพี่จูเลียสวยจัง”

อะไร อย่างนี้ที่ใหม่แปลกตา เด็กเป้จะชมว่าสวยหมด ไม่ว่ากระเป๋าถือ ต่างหู หรือบางครั้ง ถุงช็อปปิ้งที่คุณจูเลียถือ เด็กเป้ยังชมว่าสวยเลย นี่อาจเป็นพรสวรรค์ของเด็ก ที่เกิดมาปากหวาน และมีวาทะศิลป์ในการพูดหวานๆ กับคนที่เธอคิดว่าควรจะหวานด้วย

พี่เบญ “คุณปูเป็นอย่างไรบ้างครับ”

เสียง พี่เบญถามถึงคุณปูเพราะวันนี้เป็นวันที่คุณปูเข้ารับการผ่าตัดลิ้นหัวใจ

คุณ จูเลีย “พี่ปูยังไม่ได้ผ่าตัดเลย วันนี้ได้แต่เข้าเช็คร่างกาย ผ่าตัดพรุ่งนี้ สิบโมงเช้า”

คุณ จูเลียตอบด้วยเสียงสั่นเครือด้วยความเป็นห่วง และกังวลอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ทุกคนไม่กล้าที่จะถามต่อ เพราะคุณจูเลียคงจะกลั้นน้ำตาไม่ได้แน่ และทุกคนทราบดีว่า ทั้งสองรักกันขนาดไหน ถึงแม้ทั้งคู่จะไม่มีลูกด้วยกัน แต่ความรักทั้งสองก็มั่นคงต่อกันตลอดมา ขนาดคุณจูเลียตัดญาติพี่น้องทั้งหมด เพื่อปกป้องสามีในคราที่มีปัญหากัน และตัวคุณปูเองก็ขนาดลาออกจากราชการทิ้งเกียรติยศ ทิ้งอนาคตนายพลของกองทัพบกไทย ทิ้งทุกอย่างมาใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียด้วยกัน ฉะนั้นทั้งสองคนนี้ ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งจะว่าอะไร ก็ว่าตามกันแน่นอน


วันนี้เป็นวันศุกร์ และเป็นวันที่คุณปูเข้าห้องผ่าตัดเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ สิบโมงเช้า ร้านวันนี้ยุ่งมาก เพราะมีลูกค้าจองโต๊ะเต็มหมด คุณจูเลียไม่เข้าร้าน เพราะไม่มีจิตใจที่มาทำงาน เนื่องด้วยเป็นห่วงสามี พนักงานเสิร์ฟจึงมีเป้ แหม่ม และพนักงานใหม่อีกหนึ่งคน รวมเป็นสามคน ส่วนในครัวก็เหมือนทุกวันที่ทำ เพียงแต่วันนี้เป็นวันที่ร้านวุ่นวายและยุ่งมาก ทั้งลูกค้าเดินเข้ามากินและลูกค้าที่สั่งไปกินที่บ้าน (take away) ต้นทั้งล้างกระทะ ลงของทอด ตักอาหารไม่หยุด ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานไปตามหน้าที่ จนพักใหญ่ ลูกค้าที่มาสั่งอาหารไปกินที่บ้านเริ่มซาลง แต่ลูกค้าในร้าน ยังคงสั่งอาหารและเรียกอาหารอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ค่อยวุ่นวายมาก ก่อนหน้านี้ลูกค้าเข้าร้านพร้อมกัน จึงทำให้ข้าวที่หุงนั้นสุกไม่ทัน เพราะหุงหม้อต่อหม้อ โดยมีหม้อข้าวทั้งหมดสามหม้อ พอหมดหนึ่งหม้อก็หุงใหม่ทันที ทุกอย่างก็ไหลเรื่อยไม่มีสะดุด จนมาถึงโต๊ะสุดท้าย และก็เป็นออเดอร์ใบสุดท้ายจริงๆ มีลูกค้านั่งในโต๊ะนี้แค่สองคน ลูกค้าสองคนต้องการแค่ข้าวหนึ่งถ้วยขนาดใหญ่ ที่พอให้ตักแบ่งมาใส่จานกินคนละสองครั้งแค่พออิ่ม แต่ก็ต้องหยุดลงเพราะข้าวสุกไม่ทัน

ต้น...”ไก่ผัดเม็ดโต๊ะสาม”

ต้น บอกพูดกับพนักงานเสิร์ฟว่า ผัดไก่กับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์นี้ของโต๊ะสาม

เป้ “ตอนนี้ข้าวหมด สุกไม่ทัน อย่าเพิ่งออกอาหาร”

ต้น “ไม่มีข้าวเหลือเลยเหรอ”

เป้ “ก็บอกว่ายังไม่สุก ยังไม่สุก”

เสียง เป้พูดแบบกระชากเสียงเหมือนคนแสดงอำนาจแทนเจ้าของร้าน ทั้งที่ในใจต้นเองหมายความว่า ข้าวที่เหลือก็คือข้าวจากที่โต๊ะอื่นกินไม่หมดอยู่ในโถตักข้าวและเหลือกลับ มา ก็นำมารวบรวมกัน ก็สามารถนำไปให้ลูกค้าสองคนได้ เพราะทุกร้านก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน โดยที่ไม่ต้องมานั่งรอว่า เมื่อไหร่ข้าวจะสุก และลูกค้าเองก็คงจะดีใจด้วยที่อาหารออกมาเร็ว แต่ถ้าให้นั่งรอ อย่างน้อยก็คงประมาณเกือบสิบห้านาที แล้วกับข้าวก็ผัดเสร็จแล้วด้วยก็คงจะเย็น หรือไม่ก็ต้องผัดใหม่ ลูกค้าเองก็คงจะหงุดหงิด เพราะหิวข้าวจนตาลาย และไม่ประทับใจในการบริการสักเท่าไหร่ เมื่อต้นเห็นว่า เด็กด้านนอกไม่คิดจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เธอคงจะนั่งรอจนกว่าข้าวจะสุกเป็นแน่ ด้วยความหวังดีของต้น จึงเดินไปดูหม้อข้าวอีกสองใบที่เหลือ แล้วเปิดมันออกดู ต้นเห็นว่า ข้าวก้นหม้อ ที่พนักงานด้านนอกตักนั้น ยังสามารถค่อยขูดเบาๆ ก็สามารถนำไปเสิร์ฟลูกค้าได้ ต้นจึงค่อยบรรจงขูด แต่ก็ได้ยินเสียงเด็กเป้ย้ำให้ต้องสะดุ้งว่า

เป้ “พี่จูเลีย ไม่ให้เอาข้าวก้นหม้อไปเสิร์ฟลูกค้า”

ต้น “ข้าวก้นหม้อที่ไหน”

เพราะ ความเข้าใจของต้นนั้น ข้าวก้นหม้อในความหมายของคุณจูเลียก็คือ ข้าวที่อาจเป็นเมล็ดสุดท้าย หรืออาจเป็นข้าวที่สัมผัสกับพื้นก้นหม้อหุงข้าว เมื่อข้าวสุกแล้วข้าวด้านบนที่ไม่ได้สัมผัสกับก้นหม้อ สีจะขาวสวยและหอมน่ารับประทาน แต่ข้าวที่สัมผัสกับกับความร้อนก้นหม้อนั้น อาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆไม่น่ารับประทาน หรือรับประทานไม่ได้เพราะมีกลิ่นไหม้ แต่นี่ต้นไม่ได้เอาข้าวที่เป็นสีน้ำตาลไปให้ลูกค้าแม้แต่น้อย ต้นค่อยขูดเบาๆจนข้าวเพียงพอสำหรับลูกค้าสองคน อย่างน้อยก็สามารถยืดเวลาให้ลูกค้ารอข้าวที่กำลังจะสุกอีกสิบห้านาทีข้าง หน้าได้ ระหว่างที่กินข้าวถ้วยนี้หมด เมื่อต้นตักเสร็จแล้วก็หันไปบอกกับพี่เบญว่า

ต้น “พี่เบญออกอาหารได้เลย มีข้าวแล้ว”

ต้น พูดจบพร้อมกับยื่นถ้วยใส่ข้าวให้กับเป้ เธอรับไปด้วยความไม่ค่อยพอใจนัก อาจเป็นเพราะคิดว่า ไอ้ต้นทำไมมึงถึงเสือกนัก มึงไม่เชื่อกูว่าคุณจูเลียไม่ให้เอาข้าวก้นหม้อไปเสิร์ฟลูกค้า แต่ในใจของต้นกลับรู้สึกดี ที่ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับเจ้าของร้าน และลูกค้าก็คงมีความสุขที่ไม่ต้องมานั่งรอกินอาหาร น้าเพ็ญ พี่เบญก็ไม่เห็นพูดอะไร เพราะทุกคนเห็นว่าต้นทำถูกแล้ว จะมีก็แต่เป้เท่านั้นที่รู้สึกเสียหน้า

แต่การกระทำของต้นนั่นไม่ได้ เป็นอย่างที่ต้นหรือทุกคนคิด เพราะเมื่อถึงวันรุ่งขี้น คุณจูเลียเข้ามาทำงานในร้านปกติ แต่ไม่ปกติตรงที่คุณจูเลียดูตึงๆกับต้น เหมือนไม่พอใจอะไรสักอย่าง ส่วนเด็กเป้ก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษ จะมีก็แต่ต้นที่รู้สึกสงสัย วันนี้ก็เป็นวันที่ร้านยุ่งเหมือนเมื่อวาน เพราะศุกร์ เสาร์ เป็นวันทำเงินให้กับร้านค้าทุกร้าน คนออสเตรเลียจะออกมารับประทานอาหารนอกบ้านส่วนใหญ่ในวันนี้ ยกเว้นกรณีที่มีวันหยุดติดกันหลายวัน หรือที่เรียกว่า long weekend คนส่วนใหญ่อาจออกไปเที่ยวนอกเมือง ทำให้ร้านค้าในเมืองจะเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด

คืนวันนี้หลังจากที่ ต้นทำหน้าที่ล้างเตา เก็บของในครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลูกค้าก็ออกไปหมดแล้ว ทุกคนเตรียมตัวที่จะกลับบ้าน คุณจูเลียพูดขึ้นว่า

จูเลีย “....ต้นมานี่หน่อยสิ”

ต้นหันไปมองตามเสียงพร้อมกับเดินตามคุณจูเลีย ออกไป ในระยะที่ไม่มีคนได้ยินเสียงที่คุณจูเลียจะบอกกับต้น

จูเลีย “วันนี้ต้นทำเป็นวันสุดท้ายนะ”

พูดจบพร้อมกับยื่นซองใส่เงินให้ต้น รับ พร้อมกับพูดต่อด้วยเสียงที่ไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรต้นเลยว่า

จู เลีย “เนื่องจากพี่รู้สึกว่าต้นเป็นคนรั้น ไม่ค่อยเชื่อฟัง แต่พี่ก็ขอบใจมากนะที่มาช่วยทำ”

เจ้าร้านพูดจบพร้อมกับเอามือมาตบ ไหล่ต้นเบาๆ

ต้น “ผมก็ขอบคุณพี่เช่นกันที่ให้โอกาส”

ต้น พูดพร้อมกับยกมือไหว้ จากนั้นต้นก็หันหลังเดินออกจากร้านไป โดยไม่จำเป็นต้องถามเหตุผล เพราะมันมีเหตุผลในตัวของมันอยู่แล้วว่า นายจ้างมีสิทธิที่จะจ้างหรือไม่จ้างใครก็ได้ แล้วยิ่งคนอย่างต้นด้วยแล้ว ไม่เคยใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ ต้นเป็นคนที่ทำงานจริงจัง มีหลายร้านที่เรียกไปทำงาน แต่ที่เลือกร้านนี้ เพราะเป็นร้านเล็กๆ พนักงานไม่มาก ปัญหาหยุมหยิมคงน้อย ไม่เหมือนร้านออคิดที่ต้นเคยทำ ขนาดพ่อครัวใหญ่ยังเป็นคนอิจฉาริษยา พี่เบญก็อยู่ไม่ได้ เพราะพ่อครัวใหญ่กลัวว่า พี่เบญจะขึ้นแทนที่ จึงกันท่าสารพัด และบีบจนพี่เบญทนไม่ได้ต้องลาออกมาเอง ส่วนต้นนั้นชอบคุยชอบเล่นกับพี่เบญ ก็เลยออกตามมาด้วย แต่กระนั้นก็ไม่วายที่ต้องมาเจอเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆอย่างนี้อีก มันคงจะเหมือนกันทุกที่ในโลกนี้ ไม่ว่าที่ใดก็คงมีคนที่รักและชอบเรา ก็ต้องมีคนที่เกลียดเราเช่นกัน คงหนีเรื่องพวกนี้ไม่พ้น ต้นเองก็คงมีข้อเสียที่มีความมั่นใจในตัวมากไป และเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำคงถูกต้องเสมอ ทั้งบางครั้งสิ่งที่ต้นทำถูกต้องนั้น มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกใจคนอื่นก็ได้

วันรุ่งขึ้น ต้นโทรศัพท์ไปลาน้าเพ็ญและพี่เบญ เพราะเมื่อวานเดินออกมาโดยไม่ได้ลาใคร ทุกคนพูดเหมือนกันเลยว่า ต้องเป็นเพราะเป้แน่ๆ แล้วทุกคนก็บอกอีกว่า คุณจูเลียก็เป็นอย่างนี้แหละ ถ้าเขาออกกฎอะไรมาก็ตาม ใครไม่ทำตาม เขาจะเอาออกทันที

พี่เบญบอกว่า “พี่น่ะ ขี้เกียจหาเด็กมาทำงานแล้ว ทำอะไรไม่ถูกใจนิดหน่อยคุณเธอก็เอาเด็กออกหมด แล้วยิ่งถ้าเด็กมันเข้ากับไอ้เป้ไม่ได้ด้วยแล้ว ออกสถานเดียว เพราะไอ้เป้มันแชร์บ้านอยู่กับน้องคุณจูเลีย”

ส่วนน้าเพ็ญบอกกับต้น ว่า “น้าบอกต้นแล้วว่า อย่าไปยุ่งกับไอ้เป้ เพราะมันเป็นคนโปรดของคุณจูเลีย ต้นไม่เห็นเหรอว่า มันปากหวานขนาดไหน แล้วคนเขาก็พูดกันว่า เป้มันมีอะไรกับน้องชายคุณจูเลียด้วย แล้วคุณจูเลียนะเป็นคนที่ใครขัดใจหรือไม่ทำตามที่สั่ง จะเอาออกทันที เมื่อก่อนนี้ก็มีไอ้ต๋อง มันลืมเอาหมวกมา มันเลยไม่ใส่ทำงาน เขาถามว่าหมวกไปไหน ไอ้ต๋องมันตอบว่าลืมเอามา คุณจูเลียบอกว่า หมวกน่ะ แจกให้ใส่ทำงาน ไม่ใช่ให้เก็บ แล้วเขาก็ให้ไอ้ต๋องออกวันนั้นเหมือนกัน”

เรื่อง ราวทั้งหมดนี้ต้นรับรู้จากพี่เบญและน้าเพ็ญ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้ เพราะต้นโดนคุณจูเลียให้ออกจากร้านมาแล้ว คนทั้งสองค่อยมาบอก ต้นอดคิดไม่ได้ว่า แล้วทำไมเพิ่งมาบอก แทนที่จะบอกแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องมามีปัญหาเรื่องข้าวก้นหม้ออย่างไร้เหตุผลเช่นนี้

บาง ครั้งการกระทำของเรานั้น ไม่สามารถตัดสินได้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เราเห็นว่าถูก คนอื่นอาจตอบว่าผิด เป็นเพราะว่าเขาและเราต่างก็มีเหตุผลและมุมมองที่ไม่เหมือน กัน คำตอบที่ได้ก็เลยไม่เหมือนกัน เราเป็นลูกจ้างมองอีกด้านแต่นายจ้างก็มองอีกด้านหนึ่ง แต่ไม่ว่าเราจะมองมุมใดก็ตาม ถ้าเราไม่ปรับมุมมองให้เหมือนกันหรือเอื้อซึ่งกันและกัน ก็ยากนักที่คนเหล่านั้นจะมาอยู่รวมกันในที่เดียวกันหรือร่วมงานกันได้ ชีวิตมนุษย์ทุกคนต่างก็ไขว่คว้าหาสิ่งที่ดี ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตตัวเอง ดังนั้นการแก่งแย่งชิงดี การเอารัดเอาเปรียบกัน ย่อมมีอยู่ทุกที่ทุกแห่ง บางสังคมอาจจะรุนแรง บางสังคมอาจจะไม่รุนแรง เพราะมนุษย์นั้นมีกิเลสและตัณหา อิจฉาริษยา ความโหดเหี้ยม มากกว่าสัตว์ทุกประเภทในโลกก็ว่าได้ แต่การที่มนุษย์เราอยู่ได้จนทุกวันนี้ ก็เพราะมนุษย์ส่วนหนึ่งมีความละอายต่อบาป มีความเห็นใจ ให้อภัยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และให้โอกาสคนผิดได้แก้ไข เหมือนดังโอวาทข้อที่สองของท่านเหลี่ยวฝาน ได้กล่าวถึงวิธีการแก้ไขความผิดพลาดของคน แต่ก็มีบางคนที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเคยทำความผิดพลาด ทั้งที่ความจริงนั้น ไม่มีผู้ใดในโลกนี้ไม่เคยทำผิด เหมือนดังคำพูดที่กล่าวไว้ว่า คนที่เป็นนักปราชญ์ ไม่ใช่เป็นผู้ที่ไม่เคยทำผิด แต่นักปราชญ์นั้นทำผิดแล้วรู้จักแก้ไขความผิดที่เคยทำ และทำความดีเพิ่มขึ้น แต่ถ้าคนทำผิดแล้วไม่ยอมแก้ไขความผิด ถึงแม้ทำดีก็จะไม่ได้ผลของความดีนั้น เพราะจะถูกความเลวลบล้างไปนั่นเอง


....คนที่ฉลาดมักใช้ความผิด พลาดของตัวเองเป็นบทเรียน
แต่คนที่ฉลาดกว่ามักใช้ความผิดพลาดของผู้อื่น เป็นบทเรียน....



Create Date : 18 สิงหาคม 2553
Last Update : 18 สิงหาคม 2553 14:34:49 น. 2 comments
Counter : 653 Pageviews.

 
เฮ้อ แบบนี้ก็เซงนะ เคยเจอกรณีแบบนี้เหมือนกัน ฟังแต่พวกที่ประจบสอพลอ ไม่ได้มองที่ผลงานเลย สุดท้ายก็เสียทั้งงานทั้งคนที่ขยันทำงาน


โดย: MhuUto วันที่: 18 สิงหาคม 2553 เวลา:18:30:10 น.  

 
เรียนรู้และเข้าใจคน เจ้าของกระทู้เก่งมากๆแล้วครับ


โดย: herepin วันที่: 19 สิงหาคม 2553 เวลา:2:57:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินิจนันท์ เจมส์
Location :
โน้ส อุดม Ayaka Oishi Hiroko Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




รวมเรื่องสั้นจากต่างแดน ชุด หนูอยากเป็นโสเภณีนี้
ผู้เขียนตั้งใจเขียนเพื่อให้เป็นความรู้ และตีแผ่สังคมที่ได้พบได้เจอมา ต้องการให้เป็นเรื่องสั้นที่มีครบทุกอรรถรสหลากหลาย อารมณ์ตลก ชีวิต เสียดสีสังคม และแฝงไปด้วยคติเตือนใจ แต่ละเรื่องผู้เขียนหวังแค่ปลุกจิตให้กับผู้อ่าน ได้รู้ได้สัมผัสกับแง่มุมบางแง่ ที่คนอาจมองข้ามไป และต้องการแสดงให้ เห็นว่าทุกสังคมนั้น ย่อมมีการแก่งแย่งแข่งขัน ดิ้นรน โอ้อวด เหยียดหยามกัน มีทั้งคนดี และคนไม่ดี สิ่งเหล่านี้ในสังคมเดียวกัน แต่คนอาจจะพบอาจเจอไม่เหมือนกัน และสังคม ของคน ก็เหมือนสังคมของสัตว์ผู้ที่เก่งผู้ที่มีกำลังมาก ผู้ที่รู้จักปรับตัว ก็ย่อมอยู่ได้ในสังคม นั้น ผู้ที่อ่อนแอและไม่ปรับตัว ก็ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับคนในสังคมนั้น เพราะทุกคนมี ที่มาต่างกันและมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่ในเมื่อมาอยู่ร่วมกันในที่ที่เดียวกัน ก็ย่อมที่จะมี ปัญหา เพราะทุกคนเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต่างคน ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อความอยู่รอด

เรื่องสั้นส่วนใหญ่ เคยโพสต์ลงในเวปเอ็มไทย ได้รับคำวิจารณ์และคำติชมจากผู้อ่านพอสมควร ผู้เขียนต้องการเพียงแค่ เสนอแนะให้เป็นข้อคิดกับคนรุ่นต่อไป หรือคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมของคนในต่างแดนว่า เราควรจะเตรียมตัวอย่างไร ถึงจะอยู่รอดได้ ผู้เขียนไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย ที่จะนำชีวิตผู้หนึ่งผู้ใดมาประจานให้ได้รับ ความเสียหาย เพราะทุกเรื่องตัวละครทุกตัวก็เป็นเรื่องสมมุติ ถึงแม้จะอิงหรืออ้างถึงสถานที่ จริง ก็เพื่อให้เกิดความสมจริงขึ้นกับเนื้อเรื่องเท่านั้น

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้ จะบรรจุเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ ความสนุก สนาน สำหรับผู้อ่านอย่างครบถ้วน

ด้วยความปรารถนาดี

เจมส์

มกราคม 2543
New Comments
Friends' blogs
[Add พินิจนันท์ เจมส์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.