ขอให้รอ วันรุ่งของพรุ่งนี้ ฟ้าคงมี พรชัยให้กับเรา (พ.ท. ณรงค์เดช นันทโพธิเดช)
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
7 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 
หนูอยากเป็นโสเภณี


กองฟืนที่กำลังมอดไหม้อยู่ตรงหน้า ทำให้เปลวไฟร้อนแผ่ไปทั่วบริเวณกว้าง ผู้คนที่ยืน รายล้อม เริ่มถอยห่างออกมา จะมีก็แต่เด็กทั้งสี่คนที่ยืนร้องไห้หาแม่ ซึ่งเป็นร่างไร้วิญญาณ นอนแน่นิ่งให้เปลวไฟเผา ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆทั้งสิ้น ศพของนางคำ ถูกเผาบนเชิงตะกอน อย่างอนาถา ไม่มีพิธีกรรมอันเลิศหรู ให้ผู้คนมาแสดงความโศกเศร้าเสียใจกันมากมายเหมือน ศพคนรวย จะมีก็แต่ผู้ที่สมเพชเวทนาเสียมากกว่า ที่การเผาผีไม่ได้มีพิธีใดๆทั้งสิ้น เป็นการ จัดงานไปตามยถากรรม ผู้คนที่มางานก็แค่ผู้เป็นสามีลูกของนางและญาติอีกไม่กี่คน ทุกคน ต่างอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจอย่างน่าเวทนา ที่นางมาตายจากไปในวัยที่ไม่สมควร

สมหมายลูกสาวคนโตวัยสิบเอ็ดปี จึงเป็นเด็กที่รับรู้เรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ผู้เป็นแม่เริ่ม
ล้มป่วยจนแม่ตาย โดยไม่รับการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน จะได้รับการรักษาก็เป็นหมอ กลางบ้าน จนผู้เป็นแม่สิ้นใจตาย แม้แต่เงินทำศพก็ไม่มี บ้านก็เป็นกระต๊อบกลางทุ่งเก่าๆ หลังคามุงด้วยแฝก แค่กันลมกันฝน

หลังจากผู้เป็นแม่ตายไม่นานนัก พ่อของสมหมายก็ได้เมียใหม่ จึงย้ายจาก อำเภอสารภี เชียงใหม่ไปอยู่ลำพูน สมหมายและน้องอีกสามคน จึงกลายเป็นภาระของยายที่จะต้องเลี้ยงดู กันต่อไป ทั้งที่ตัวยายเองก็ไม่ได้ร่ำรวยเลย ต้องหาเช้ากินค่ำ ด้วยการหาบผัก,ใบตองไปขายใน ตลาด ไหนจะต้องมาเลี้ยงดูเด็กทั้งสี่คน ที่พ่อของเด็กทิ้งไปอีก จึงเป็นภาระอันใหญ่หลวงนัก สำหรับผู้หญิงวัยค่อนชีวิตอย่างนาง จนบางครั้งด้วยความโมโห และความแร้นแค้นของ ความเป็นอยู่ นางมักจะไล่สมหมายและน้องให้ไปอยู่กับพ่อเสมอ สิ่งเหล่านี้กัดกินใจสมหมาย มาตั้งแต่จำความได้ เหมือนเป็นเบ้าหลอมและตอกย้ำว่า ทำไมเราเกิดมาจน ทำไมแม่ตาย จากไป ทำไมพ่อไม่เคยเหลียวแล มันเป็นคำถามที่เด็กวัยขนาดนั้น คงตอบไม่ได้ หรือแม้แต่
ผู้ใหญ่เองก็ตอบไม่ได้ สมหมายมีชีวิตตามประสาเด็กสาวที่เริ่มโต คงช่วยยายได้ก็แค่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ หรือเลี้ยงควายในท้องทุ่งเท่านั้น เพราะสมหมายเองก็ยังเด็กมากนัก แต่ในใจไม่เคย คิด จะอยู่อย่างนี้ไปจนตายแน่ เพราะเธอเป็นเด็กที่มีความทะเยอทะยาน และคิดอยากจะหนี สิ่งเหล่านี้ไปให้สุดหล้าฟ้าเขียวได้ยิ่งดี ไม่ต้องมาทนฟังยายไล่ให้ไปอยู่กับพ่อ และต้องอยู่กับ ความจนมีกินบ้างไม่มีกินบ้าง เสื้อผ้าก็ใส่แบบมอมแมม แค่กันความเย็นได้ ไม่เคยมีเงินไป ซื้อขนมกิน ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็ปล่อยไปตามเวรตามกรรม สมหมายเก็บความรู้สึกนี้ตลอด ไหนตัวเองก็เด็ก น้องก็ยังเล็กอีกสาม วันใดที่น้องไม่สบาย ร้องไห้กันกระจองอแง เธอก็ จำต้องแบกน้องใส่หลัง วิ่งข้ามทุ่งไปขอความช่วยเหลือจากบ้านใกล้เรือนเคียง เพราะผู้เป็นยาย ไม่มีเงินจะพาไปรักษาหรือซื้อหยูกยามาให้ ยายมักจะไล่ให้ไปหาพ่อ ด้วยความเป็นเด็กก็ไม่รู้ ทำอย่างไร ก็ได้แต่วิ่งร้องไห้ไปเรื่อย ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ โรงเล่าโรงเรียนก็ไม่ได้ไปแล้ว หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ จะมีก็แต่น้องของเธอที่ยัง ต้องเรียนภาคบังคับอยู่

เมื่อเป็นสาว สมหมายเป็นคนที่หน้าตาไม่ดี ผิวหน้าเป็นสิวทั่วทั้งใบหน้า จมูกก็บาน ใหญ่โต รั้นเห็นสองรูชัดเจน ผิดกับสาวเหนือในย่านนั้น ที่หน้าตาน่าเอ็นดูผิวขาว ปากนิด จมูกหน่อย เมื่อเธออัปลักษณ์ถึงเพียงนี้ ก็คงไม่มีใคร ใคร่จะเหลียวมอง หรือมาข้องแวะ ทำให้ เธออดคิดมากไม่ได้ เหมือนเป็นปมด้อยในใจ เฝ้าถามหาผู้บ่าว จะได้มีเหย้ามีเรือนไป อย่างน้อย ก็คงมีข้าวกินสามมื้อ ไม่ต้องมีกินบ้าง ไม่มีกินบ้างเหมือนอย่างนี้

ก้าวแรกของชีวิตที่เริ่มเป็นสาว เธอได้เข้ากรุงเทพ เพราะคนในหมู่บ้านไปรับเธอ มาเป็นลูกจ้าง ช่วยขายข้าวแกงย่านวัดสระเกศ ในตอนแรกนั้นกลัว ไม่กล้าที่จะมา แต่ผู้เป็น ยายบังคับให้มา อย่างน้อยก็ทำให้สมหมายมีข้าวกินสามมื้อ และนางหวิงก็รับปากว่า จะส่ง สมหมายเรียนต่อศึกษาผู้ใหญ่ เพราะสมหมายเป็นเด็กที่รักเรียน เธอยังจำได้ว่าวันสุดท้ายที่ เธอออกจากโรงเรียน เธอนั่งร้องไห้อยู่หน้าบ้าน เพราะเธอเห็นเพื่อนๆไปโรงเรียน แล้วเธอไม่ ได้เรียนต่อ แต่เมื่อมาอยู่กับนางหวิงจริงๆ ก็ไม่เห็นนางหวิงพูดเรื่องส่งเธอเรียนเลย ได้แต่เป็น
คนทำงานให้กับนาง ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่เช้า กว่าจะได้นอนก็ดึกดื่นค่อนคืน ไม่มีชีวิตวัยเด็ก เหมือนอย่างเด็กทั่วไป ต้องดิ้นรน เพื่อความอยู่รอด ถึงแม้ค่าแรงจะแค่เดือนละห้าหกสิบบาท แต่ยังดีกว่าไม่มีรายได้อะไรเลย ไม่ต้องฟังยายไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น ไม่ต้องทนกับสภาพอดมื้อ กินมื้อที่บ้านยาย

นางหวิงเป็นคนในหมู่บ้าน แต่มาอยู่กรุงเทพฯ นางขายข้าวแกงย่านวัดสระเกศ อาหาร ที่ขายก็เป็นอาหารทั่วไป ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารเหนือ ขายอยู่หน้าโรงแรมพะเนียงทอง ลูกค้า ส่วนใหญ่ก็คือผู้หญิงโสเภณีย่านนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนเหนือ ที่พาลูกค้ามาขึ้นห้องที่โรงแรม แห่งนี้ ด้านหลังของโรงแรม ก็เป็นที่อยู่อาศัยของหญิงบริการ จึงทำให้มีลูกค้ามากมายที่มา อุดหนุน ทุกตีห้าสมหมายต้องติดตามนางหวิงไปตลาดนางเลิ้งทุกวัน เพื่อช่วยนางหวิงหิ้วของ ต่อจากนั้นก็ต้องกลับมาเตรียมของ เช่น หั่นผัก หั่นหมู เนื้อ ไก่ จนถึงเตรียมอาหาร เสร็จก็นำ ไปขายที่หน้าโรงแรมแห่งนี้ สมหมายช่วยนางหวิงตักอาหาร ล้างจาน ถือกระป๋องน้ำไป เก็บจาน ตามห้องพักของหญิงบริการ จนรู้จักมักคุ้นกับหญิงเหล่านั้นเป็นอย่างดี กว่าจะได้หลับ ได้นอนก็เกือบตีสอง ตีห้าก็ต้องตื่นอีก การหลับการนอนก็ใช่ว่าจะดี สมหมายต้องนอนที่ พื้นกระดานของบ้าน ไม่มีเสื่อ ไม่มีผ้ารองทั้งนั้น แค่ซุกหัวนอน ผิดกับลูกๆเจ้าของบ้าน นอนที่นอนอย่างดี เรียนมหาวิทยาลัยทุกคน แต่งตัวดีๆ มีเสื้อผ้าสวยๆ ชีวิตสมหมายเป็นอยู่ อย่างนี้เธอไม่เคยบ่น แม้ในใจจะคิดหนีไปให้พ้นๆ สมหมายก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดี จนนางหวิง ไว้ใจรักใคร่เอ็นดู เหมือนลูกเหมือนหลาน พร้อมปกป้องเธอ ไม่ว่าจะไปด่าว่าผู้ชายที่มาใช้ บริการหญิงเหล่านั้น ที่มาลวนลาม จับก้น จับนมเธอ แต่นางหวิง ก็ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากด่าและบอกว่านี่เป็นหลานฉัน เพราะถ้าทำอะไรมากไป เดี๋ยวเจ้าของโรงแรมไม่ให้ ขายอาหารหน้าโรงแรม ก็จะเดือดร้อน ปีแล้วปีเล่า ที่ยังคงเป็นแบบนี้ เงินทองนางหวิง ก็ไม่ได้ให้เป็นเดือน นางจะให้ก็ต่อเมื่อมีเทศกาลใหญ่ๆ เช่น สงกรานต์ สมหมายก็ได้ลา กลับบ้านไปหายาย นางหวิงก็จะให้เงินทั้งหมด ก็แค่เจ็ดแปดร้อยบาท ให้สมหมายกลับบ้าน สมหมายก็จะให้ยายทั้งหมด เพื่อนำเงินไปซื้อควายมาเลี้ยง เพราะยายบอกว่า พอควายออกลูก มา ก็จะเอาควายไปขายแล้วจะเอาเงินให้ สมหมายซื้อควายได้สองสามตัว เพราะควายสมัย เมื่อสามสิบปีที่แล้ว ไม่ได้แพงอะไร แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่ ยายบอกเลย พอควายตกลูก พวกลูกๆของยาย ก็มาเอาควายไปหมด สมหมายก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะยายเป็นผู้เลี้ยง สมหมายมา

เวลาผ่านไปหลายปีจนเริ่มเป็นสาวเต็มตัว แต่หน้าตาก็เหมือนเดิม สมหมายเป็นผู้หญิงตัว เล็กๆ ดูไม่ดีขี้เหร่ ไม่มีคนมอง สงกรานต์ปีนี้เธอกลับมาบ้านเหมือนเดิม แต่สมหมาย ตั้งใจแล้วว่า จะไม่กลับไปอยู่กับนางหวิงอีก เพราะรู้สึกว่าชีวิตเหมือนเดิมไม่มีอะไรดีขึ้น เธอคิดว่า ในเมื่อชีวิตไม่มีทางเลือกแล้ว เธอควรจะไปขายตัวจะได้มีรายได้มากๆ ไม่ต้องมาทำงานได้ เดือนละห้าสิบหกสิบบาทกับนางหวิง ขนาดจะซื้อขนมกินก็ไม่เคย ได้กิน เพราะไม่มีเงินติดตัว แม้แต่ตอนนางหวิงพาไปตลาดทุกเช้า เธอยากกินโน่นอยากกินนี่ก็ไม่เคยได้กิน นางหวิงเอง ก็ไม่เคยมีน้ำใจที่จะซื้อให้กิน แต่นางหวิงจะซื้อขนมดีๆที่ลูกๆ เธอชอบกินมาฝากลูกเธอทุก เช้า ไม่ว่าจะเป็นทองหยิบ ทองหยอด หรือแม้แต่ทุเรียน สมหมายไม่เคยกินทุเรียนเลย เดินผ่านทีไร จะรู้สึกชอบในกลิ่นของมัน และจะหยุดมองเป็นเวลานาน จนบางครั้งนางหวิง ต้องเดินย้อน กลับมาบิดแขน เพื่อเตือนให้สมหมายเดินตามนางให้ทัน เมื่อคิดขึ้นมาทีไร ทำให้สมหมายนั้น อยากที่จะไปขายตัว เหมือนคนในหมู่บ้านของเธอ ที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปลูกบ้านให้พ่อ ให้แม่ใหม่ มีทีวี ตู้เย็น เวลามาเที่ยวบ้านก็ใส่ทองเต็มตัว จนเป็นที่ชื่นชมของหมู่บ้านป่าแดด ที่เชียงใหม่เธออยากมีเงินปลูกบ้านให้ยายน้อง จะได้อยู่อย่างสุขสบายมีทีวีดู ไม่ต้องวิ่งไปดู บ้านอื่น พอเจ้าของบ้านไม่พอใจก็ปิดไม่ให้ดู หรือไล่ให้กลับบ้านบ้าง ทุกๆอย่างเป็นภาพ ความทรงจำที่ไม่ดีเลยสำหรับสมหมาย การที่จะหลุดพ้นสิ่งเหล่านี้ได้คือเงินเท่านั้น แล้วยิ่ง ตอนนี้ยายรู้ว่า เธอจะไม่กลับไปอยู่กับนางหวิงอีก ยายก็มักจะไล่ให้ไปขายตัวซะ จะได้มีเงิน มีทองเหมือนลูกบ้านอื่น

“อีหมาย ถ้ามึงบ่ (ไม่) อยากไปขายข้าวแก๋ง (แกง) กับ อีหวิง มึงก็ไปขายตัวเหี๊ยะ (เสีย) กูจะได้สบายมีเงินเลี้ยงฮ้องๆ (น้องๆ) มึง มึงผ่อ (ดู) อย่างอีสวยแล่ (สิ) มันมีเงินมาแป๋ง (ปลูก) บ้านแป๋งช่องหึ (ให้) พ่อหึแม่มัน”

คำพูดเหล่านี้กึกก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอ เหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่องซ้ำๆซากๆอยู่อย่างนั้น สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้พบกับพี่สวย ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียว กันที่ไปขายตัว และจะกลับมาเอาเงินมาให้พ่อแม่ทุกๆสงกรานต์ สมหมายจะได้ไปขอให้ สวยพาเธอไปขายตัวด้วย

เช้านี้มีหมอกลงจัดที่อำเภอสารภี ทำให้มองแทบจะไม่เห็นทางเดินในตอนรุ่งเช้า แต่พอสายหน่อยแดดกลับเจิดจรัสขึ้นมา เหมือนกับว่าในตอนเช้านี้ ไม่ได้มีหมอกปกคลุมไป ทุกตารางนิ้วของบ้านป่าแดด แต่ในใจของสมหมายที่กำลังเดินตรงไปบ้านของสวยนั้น เจิดจรัสด้วยความหวังที่คิดจะไปขายตัวกับสวย

“น้าๆ ปี้ (พี่) สวย อยู่ก่อ (มั้ย)”

“เอ๊ะ อีหมาย มึงปิ๊ก (กลับ) บ้านเหมือนกันก๊า (เหรอ) มึงไป๋ (ไป) อยู่กรุงเทพฯ ประสา อะหยัง (อะไรวะ) มึงตึ้งยังบ่งามเหมือนเขา (มึงไม่เห็นดูดีขึ้นเลย) หน้ามึงมีแต่สิว กูเอาปลายเข็มจิ้มหน้ามึง คงบ่ (ไม่) พดหัวสิวมึง (ไม่พ้นหัวสิว) เอิ๊ก เอิ๊ก.....”

แม่ของสวย พูดแบบดูถูกดูแคลน พร้อมกับหัวเราะเยาะในความขี้เหร่ของสมหมาย
สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้กับเธอที่เกิดมาไม่สวย

“แล้วปี้ (พี่) สวยอยู่ก่อ (ไหมล่ะ) น้า” สมหมายถามย้ำเพื่อเน้นว่ามาหาสวย ไม่ได้มา เพื่อให้นางพูดจาถากถาง

“อยู่ แล้วมึงจะยะหยัง (ทำไมล่ะ)”

“เปิ้น (ฉัน) อยากจะอู้ (คุย) กับปี้ (พี่) สวยมัน”

สมหมายพูดยังไม่ทันขาดคำ ผู้ที่เธออยากเจอก็โผล่หน้าต่างมามองว่า ใครมาส่งเสียง
เมื่อสวยเห็นสมหมาย ซึ่งเป็นเด็กรุ่นน้องที่คุ้นเคยกัน จึงเดินลงมาหา

“มีอะหยังก๊า (อะไรเหรอ) อีหมาย”

“คือ เปิ้นอยากหึอีปี้ปาเปิ้น (หนูอยากให้พี่พาหนู) ไปทำงานต้วย (ด้วย)”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่างมึงเนี่ยนะ จะไป๋ทำงานกับกู๋ มึงบ่ต้องไป๋ (อย่าไปเลย) เสียเวลา บ่มีใข (ใคร) เอามึงหรอก หน้าตามึงบ่งาม (ขี้เหร่) หน้ามึงเต็มก้าสิว ฮู้ดั้ง (จมูก) มึงก็ใหญ่ เหมือนกับหน่วยบ่อจมปู้ (ชมพู่) ผ่าเกิ้ง (ผ่าซีกอีก) แล้วจะมีพ่อจาย (ผู้ชาย) หน้า ไหนขึ้นห้องกับมึงวะ”

“ปี้ ปี้ ปาเปิ้นไปต้วยเนอะ (พี่ พี่พาหนูไปด้วยนะ)”

สมหมายไม่ละความพยายาม ที่จะให้สวยพาเธอไปด้วย แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะมัน คงเป็นจริงอย่างที่สวยว่า คงไม่มีใครเสียเงิน เพื่อที่จะขึ้นห้องไปนอนกับคนที่มีใบหน้า ขี้เหร่ เต็มไปสิว ทั้งใบหน้าและหลังไหล่อย่างเธอ ทุกคนคงเสียเงิน เพื่อไปหาความสุข กับคนที่ผิวพรรณดี และมีรูปร่างหน้าตาที่ขาวเนียนหมดจด ครั้งนี้สมหมายหมดหวังกับ การที่คิดจะไปขายตัวอย่างสิ้นเชิง คงทำให้ยายกับน้องอยู่อย่างสบายไม่ได้ ้เธอคิดไม่ออก ว่าจะไปทำอะไรต่อไป เพราะคงไม่กลับไปอยู่กับนางหวิงอีกแน่นอน แต่สมหมาย คิดได้ว่า พ่ออยู่ที่ลำพูนกับเมียใหม่ พ่อขับรถโดยสาร ถ้าไปหาพ่อ ก็อาจจะได้เป็นกระเป๋ารถ

เมื่อสมหมายมาเป็นกระเป๋ารถกับพ่อ เจ้าของรถก็ให้เป็นเด็กฝึกงานเท่านั้น ไม่มีเงิน เดือน ได้แค่เปอร์เซ็นต์จากการเก็บค่าโดยสารเท่านั้น ที่หลับที่นอนก็ไม่มี จะไปอยู่กับพ่อ ที่บ้านก็ไม่ได้ เพราะแม่เลี้ยงไม่ต้อนรับ สมหมายได้แต่หลับนอนบนรถในอู่รถนั่นเอง เช้าขึ้นก็อาบน้ำในที่ที่ใช้ล้างทำความสะอาดรถ กลางคืนก็ใช้เบาะรถมาต่อๆกัน นอนล็อค ประตูรถ ปิดหน้าต่าง ชีวิตสมหมายเป็นอย่างนี้หลายปีดีดัก ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไปในทางที่ดีเลย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม นานวันเข้าก็เริ่มเบื่อ สมหมายเริ่มมองหา งานใหม่ เพราะคิดว่าคงทำอะไรได้มากกว่านี้ ตอนนี้อายุสิบแปดแล้ว เธอเริ่มเก็บหอม รอมริบ เพื่อหาเงินเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง

ครั้งนี้สมหมายเข้ากรุงเทพฯ ด้วยการไปสมัครทำงานกับบริษัททำไอศครีมขายตาม ห้างสรรพสินค้าและตามสวนสนุกต่างๆ สมหมายถูกส่งไปขายไอศครีม ที่ห้างพาต้าบ้าง แดนเนรมิตรบ้าง หมุนเวียนกันไปอย่างนี้ เธอเริ่มรู้จักคนมากขึ้นและเริ่มดื่มเหล้าเป็น ดังนั้นสังคมเธอจึงเปิดกว้างมากขึ้น เพราะมีเงินเดือนแล้ว นอกจากส่งให้ยายให้น้องแล้ว เธอก็ยังมีเงินเหลือใช้ แต่ชีวิตเธอก็ขาดความสนใจจากเพศตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง ด้วย เหตุผลว่าเธอไม่สวย ขนาดจะไปเป็นโสเภณียังไม่ได้เป็นเลย จะมีก็แต่พวกในวงเหล้า ที่พูดจาแทะโลม แต่ก็เฉพาะเวลาเมาเท่านั้น

แต่สมหมายแอบสนใจอยู่คนหนึ่ง เป็นคนลาวซึ่งเป็นเจ้าบริษัทจัดหาคนงานไปทำงานตะวันออกกลาง นายหาญมักชอบมาชวนเธอกับเพื่อนไปดื่มเหล้า เพราะนายหาญมาติดพัน เพื่อนเธอ แต่ดูเพื่อนของเธอจะไม่มีใจให้กับนายหาญเลย เพราะนายหาญมีเมียอยู่แล้ว นายหาญก็รู้ดี แต่ในเมื่อลงทุนกับเพื่อนเธอไปมากแล้ว ด้วยการพาไปกินข้าว กินเหล้า หรือเที่ยวกลางคืน นายหาญจึงไม่คิดที่จะยอมขาดทุนเป็นแน่ และคิดว่าเมื่อไม่ได้เพื่อนของ สมหมายก็เอาสมหมายแทนแล้วกัน สมหมายเลยตกเป็นเมียน้อยนายหาญด้วยความเต็มใจ นายหาญก็มีน้ำใจพอสมควร ด้วยการออกค่าเช่าห้องให้อยู่ แต่สมหมายก็ยังคงทำงานขาย ไอศครีมเหมือนเดิม นานๆนายหาญจะมานอนด้วย ช่วงนี้สมหมายจะมีเงินใช้คล่องขึ้นกว่า แต่ก่อน เพราะค่าเช่าห้องไม่ต้องเสีย แถมนายหาญยังให้เงินใช้เป็นบางครั้ง แต่ความเป็น อยู่ที่ดีนี้ ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะนายหาญโดนตำรวจจับติดคุกหลายข้อหา ไม่ว่าจะเป็น การหลอกลวงเอาเงินจากคนที่จะไปทำงานตะวันออกกลาง ลักลอบเข้าเมืองผิดกฏหมาย ไม่มีใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ ความสุขความสบายของสมหมาย พังครืนลงอย่างน่า เสียดาย สมหมายงงกับตัวเอง จะทำอย่างไรในเมื่อนายทุนไม่มี เงินทองก็เริ่มฝืดเคือง เหมือนเดิม กอปรกับความเบื่อหน่ายชีวิตแบบจำเจ เธอจึงไปทำงานในบาร์บลูมูนที่ เชียงใหม่ โดยมีเพื่อนในหมู่บ้านฝากให้ เธอทำงานในครัว เพราะเธอไม่สวย จะไปนั่ง เป็นเพื่อนดื่มกับลูกค้า เหมือนเพื่อนเธอคงไม่ได้ ทำงานที่นี่ได้เงินเดือนสี่ร้อยห้าสิบ แต่ เธอเป็นคนฉลาด เธอเก็บ ขวดเหล้าขวดเบียร์ในร้านขาย ซึ่งเจ้าของร้านก็ไม่ว่าอะไร แถมเธอยังเก็บสะสมเหล้าที่ลูกค้า กินเหลือติดก้นขวด รวมๆกันไว้ให้ได้เป็นขวด แล้วให้ คนคุมบาร์ช่วยขายให้ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกพอสมควร

สมหมายเป็นคนที่มีความคิดไม่หยุดนิ่ง มักจะดิ้นรนแสวงหาโอกาส เพื่อความก้าว หน้าของชีวิตอยู่ตลอด จะได้หนีความจนข้นแค้นให้พ้นซะที ทางอื่นทางใดก็ไม่มี เธอไม่ อยากอยู่อย่างนี้ไปจนตาย อายุอานามก็ปาเข้ายี่สิบห้าแล้วตอนนี้ จะขายตัวก็ไม่ได้ จะไปทำอย่างอื่น ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ความรู้ไม่มี พอดีเธอจำได้ว่า คนในร้านที่เธอรู้จักนั้นได้ดิบ ได้ดีแต่งงานกับฝรั่งไปอยู่ทัสมาเนีย ออสเตรเลีย เธอจึงเขียนจดหมายไปอ้อนวอนให้ เพื่อนคนนั้น รับรองให้เธอไปอยู่ออสเตรเลียด้วย เธอคิดเพียงแต่ว่า จะขายตัวในเมืองไทย นั้น ไม่มีใครเอา แต่ถ้าเป็นฝรั่งมันก็ไม่แน่ เพื่อนเธอก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ เธอผิดหวัง เพราะเพื่อนเธอมีน้าอยู่ที่ซิดนีย์ ต้องการหาผู้หญิงไทยไปแต่งงานกับฝรั่งอยู่ พอดี เพื่อนเธอจึงให้ที่อยู่ของน้าให้เธอติดต่อกันเอง ครั้งนี้สมหมายโชคดี น้านิดตอบ จดหมายว่า จะไปรับเพราะน้านิดเองต้องการเพียงแต่ว่า จะหาเมียให้ฝรั่งที่ชื่อจอห์น จอห์นจะได้ไม่มายุ่งเกี่ยวกับลูกสาววัยสิบหกของนาง เพราะรู้ดีว่าลูกสาวก็มีใจกับจอห์น แต่เหตุที่นางไม่ชอบจอห์นก็เพราะว่า เป็นคนที่ประวัติไม่ดี ยังมีคดีอยู่กับเมียเก่าที่ศาล ยังไม่ได้ตัดสินคือ จอห์นนั้นเดิมทีเดียว มีเมียเป็นคนเวียดนาม แต่เมียมีลูกติดวัยสิบห้า จอห์นได้แม่ยังไม่พอ ยังไปเอาลูกเลี้ยงด้วย เมียชาวเวียดนามจึงแจ้งความจับ แล้วหอบลูก หนีไปอยู่เพิร์ธ แต่เรื่องอยู่ระหว่างศาลตัดสิน นายจอห์กลับมาติดพัน ลูกสาวของน้านิด ทำให้น้านิดกังวลมาก จึงหาทางออกด้วยการไปรับสมหมายมาให้จอห์น โดยออกค่าทำ วีซ่า ค่าเดินเรื่องให้ทั้งหมด รวมถึงค่าเครื่องบินด้วย ส่วนสมหมายเองก็คิดแค่ว่า ให้ได้มา น้านิดจะนำเธอไปขายตัว หรือทำอะไรก็ได้ ขอให้ได้มา

ชีวิตสมหมายในนครซิดนีย์ สมหมายเป็นเมียจอห์นตั้งแต่วันแรกที่มา แต่จอห์นก็ไม่ได้ รับเลี้ยงดูอะไร สมหมายยังคงอาศัยน้านิดอยู่ ช่วยน้านิดทำงานบ้านทุกอย่าง เพราะถือวีซ่า ท่องเที่ยว ทำงานอะไรไม่ได้ทุกวัน เธออาศัยนอนที่ห้องรับแขกหน้าทีวี ซึ่งหนาวมากใน เวลากลางคืน เพราะน้านิดไม่ให้เปิดฮีทเตอร์ สมหมายได้แต่อดทน นานๆครั้งจอห์นก็จะ มารับไปนอนด้วย สมหมายเป็นเหมือนนางบำเรอให้กับจอห์น โดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจอห์นไม่ได้มีทีท่าจะจริงจังกับเธอเลย จอห์นก็ยังคงไม่เลิกยุ่งกับลูกสาวน้านิดอยู่ เหมือนเดิม กลับทำให้ลูกสาวน้านิดเกลียดชังสมหมายด้วยซ้ำที่ไปยุ่งกับจอห์น

แต่สมหมายก็ไม่ได้โชคร้ายตลอดไป ตอนแรกที่มาออสเตรเลีย สมหมายถือวีซ่า ท่องเที่ยว แต่ตอนนี้เธอได้วีซ่าใหม่แล้ว ด้วยการทำพาสปอร์ตปลอม สามีน้านิดทำงาน เป็นไปรษณีย์ ดังนั้นการทำพาสปอร์ตปลอมจึงง่ายมาก เพราะคนออสเตรเลียเวลาทำ พาสปอร์ต ไม่ได้ทำที่กระทรวงต่างประเทศ แต่ทำพาสปอร์ตที่ไปรษณีย์ สมหมายจึงมี ชื่อใหม่ว่า “มิเชล” ในพาสปอร์ตเป็นคนที่ได้วีซ่าถาวร สามารถไปไหนได้ทั่ว จริงๆแล้ว พาสปอร์ตเล่มนั้นเป็นของจริง แต่รูปเป็นสมหมาย ไม่ใช่รูปของมิเชล สมหมายดีใจมาก เพราะสมหมายเองก็รู้สึกอึดอัดกับชีวิตเป็นนางบำเรอให้กับจอห์น และยังต้องมาเป็นคน รับใช้ให้กับน้านิดอีก แถมยังโดนลูกสาวน้านิดที่ไม่ค่อยชอบเธอไล่ทุกวัน เธอจึงใช้ อุบายว่าจะมาหาเพื่อนที่เมลเบิร์น น้านิดก็ไม่ว่าอะไรให้เธอมา เธอมีเงินติดตัวมาไม่ถึง สามร้อยเหรียญ จากการทำงานในวันศุกร์เสาร์ ที่ร้านอาหารไทยในซิดนีย์ที่น้านิดฝากให้

มิสเชลหรือสมหมายมาเมลเบิร์น ก็ไม่รู้จะไปไหน เพราะไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้า แค่ คิดว่า มาให้พ้นจากบ้านน้านิด มาให้พ้นจากจอห์น เพราะเชื่อว่าหนทางนั้นยังยาวไกล คงไม่อับจนแน่ วันแรกที่มาถึง สถานที่เดียวที่เป็นแหล่งรวมคนไทยในทุกสาขาอาชีพคือ วัดไทยในนครเมลเบิร์น มิเชลไม่ผิดหวังจริงๆ วันแรกก็ได้รับความช่วยเหลือจากพระ แนะนำให้รู้จักกับคนไทย และช่วยหาที่อยู่ พร้อมงานในโรงงานตุ๊กตาให้ทำ แต่มิเชล ก็ยังคงหวั่นๆ เพราะถือพาสปอร์ตปลอม มีทางเดียวก็คือ ต้องหาฝรั่งแต่งงานให้ได้อย่าง เป็นเรื่องเป็นราว จะได้ไม่ต้องมาถือพาสปอร์ตปลอม มิเชลจึงมาที่วัดทุกวันหยุดที่ไม่ได้ ทำงาน เพื่อทำความรู้จักกับผู้คนทั้งคนไทยและฝรั่ง ที่มักมาเยี่ยมเยียนวัดอยู่เสมอ มิสเชลได้รู้จักกับคนไทยอีกคนชื่อปิง เธอรับนวดแผนโบราณอยู่ที่บ้าน ปิงจึงชักชวน มิเชลให้ไปทำงานนวดด้วยกัน มิสเชลไม่ได้คิดอะไรมาก ขอให้มีงานทำ มีบ้านอยู่แค่นี้ ก็พอแล้ว จึงตัดสินใจโดยไม่คิดอะไรมาก มิเชลทำนวดกับปิงอยู่ไม่นาน ก็มีลูกค้าประจำ ที่ชื่อโทนี่ โทนี่เป็นชายกลางคนที่ไม่เคยแต่งงาน ไม่มีพันธะใดๆ มีงานทำมั่นคง เป็น ผู้จัดการบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ รูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางใจดี แต่หน้าตาไม่หล่อ ปากหนา ใส่แว่นหนา อ้วนใหญ่ โทนี่วัยสี่สิบเจ็ด เกิดหลงรักชอบพอกับมิเชล โดยการเชียร์ของปิง มิเชลไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ในเมื่อตัวเธอเองก็ขี้เหร่ แล้วสถานการณ์อย่างนี้ยังจะ เลือกอะไรอีกเล่า เมื่อโอกาสมาถึงอย่างนี้ มิเชลจึงไม่ลังเลที่จะรับรักโทนี่ และจัดงาน หมั้นหมายกันขึ้น วันหมั้นทรัพย์สินทั้งหมดของโทนี่ที่มีอยู่ โทนี่ได้จัดการให้ทนายใส่ชื่อ มิเชลร่วมด้วย แต่มิเชลก็ต้องกลับเมืองไทยในอีกสองวัน เพราะน้องชายคนเดียวของเธอ ตาย ทำให้ต้องรีบกลับด่วน แต่ก็โชคดีที่ได้หมั้นหมายผูกใจกับโทนี่ไว้แล้ว จึงกลับ เมืองไทยได้ เพราะรู้ดีว่าถ้าออกจากออสเตรเลีย โดยถือวีซ่าปลอม จะไม่สามารถเข้ามา ได้อีก เมื่อจัดการงานศพน้องชายเสร็จเรียบร้อยแล้ว โทนี่จึงตามมาแต่งงานด้วยในเมือง ไทย และทำเรื่องให้เธอเข้าประเทศออสเตรเลียอย่างถูกต้อง ไม่ต้องใช้ชื่อมิเชลในพาส ปอร์ตอีกต่อไปแล้ว และไม่ต้องคิดที่จะเป็นโสเภณีอีกต่อไป

ชีวิตสมหมายจึงเริ่มต้นครอบครัวอย่างมีความสุข ทุกวันนี้สมหมายมีลูกสาววัยสิบ สอง และหน้าตาสวยผิดกับสมหมายที่ขี้เหร่จนขนาดคิดจะไปเป็นโสเภณี แต่ก็เป็นไม่ได้ สมหมายในวันนี้มีพร้อมทุกอย่าง บ้าน รถ เงิน ทอง สมหมายเป็นเจ้าของร้านอาหาร มีรายได้ ไม่ต่ำกว่าหมื่นห้าพันเหรียญต่ออาทิตย์ ส่งเงินให้พ่อ ให้ยายและน้องๆ ของเธอทุกๆเดือนมิได้ขาด เป็นเสาหลักส่งหลานเรียน ด้วยวัยสี่สิบเจ็ดปีแล้ว ตอนนี้สมหมายหน้าตาเกลี้ยงเกลาหมดจดไม่เป็นสิว จมูกก็ไม่ได้บานรั้นเห็นสองรูอย่างชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะเธอมีเงินย่อมจะแต่งแต้มศัลยกรรมให้ดูดีอย่างไรก็ได้ คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ก็จริงอยู่ บางครั้งเราเลือกที่จะเดินได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่คนส่วนใหญ่ต่างต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด บางครั้งการเดินทางจะผิดบ้างถูกบ้าง ทุกคนต่างมีเหตุผลของแต่ละคน ถึงแม้เหตุผลนั้น อาจจะผิดศีลธรรมจรรยา แต่เชื่อว่าคนเราเกิดมานั้น ไม่มีใครอยากเดินทางผิดอย่างแน่นอน คงไม่มีใครเกิดมาแล้ว อยากเป็นคนชั่วเป็นคนไม่ดี ให้สังคมประณาม ทุกคนก็ต้องชอบที่จะให้สังคมยกย่องเชิดชู สรรเสริญด้วยกันทั้งสิ้น




....เร่งทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะตายหรือจะอยู่.....ขอบคุณ ..พี่พร เจ้าของร้านคิงแอนด์ไอ เอื้อเฟื้อข้อมูล


Create Date : 07 กรกฎาคม 2550
Last Update : 27 สิงหาคม 2553 6:04:08 น. 9 comments
Counter : 1280 Pageviews.

 
ทักทายในวันหยุดครับ

มีความสุขมากๆ นะครับ


โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:11:45 น.  

 

ขอสมัครเป็นแฟนคลับด้วยคน
แม้จะไม่สละสลวยนัก แต่ต้องชมเชยที่สุด
อ่านรวดเดียวจบ
มาตบมือให้ด้วยความจริงใจ


โดย: Yoawarat วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:45:03 น.  

 
บางทีคนเราก็จนจริง ๆ เนอะ ไม่มีใครให้เราหรอกแม้แต่บาท
ต้องดิ้นรนต่อสู้เอาเอง ดีใจด้วยที่สมหมายมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต
มีเงินบรรดาลความสุข


โดย: น้อง IP: 131.191.78.21 วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:16:26 น.  

 
หลงเข้ามาอ่านค่ะ ได้ข้อคิดดีๆเยอะเลย
ทำให้เรามีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป คนเราต้องสู้เท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ ขอบคุณสำหรับเรื่องที่นำมาแบ่งปันหั้ยอ่านค่ะ


โดย: เจี๊ยบ (sexybodylove ) วันที่: 10 กรกฎาคม 2550 เวลา:14:34:26 น.  

 
อ่านมาได้ 2 ตอนเเละ ติดใจค่ะ ต่อๆๆ


โดย: มาดามอุ้ย วันที่: 14 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:31:44 น.  

 
นี่แหละชีวิตที่ดิ้นรนต่อสู้ หลุดลอดจากปากเหยี่ยวปากหมามาได้ก็นับว่าโชคดีสุด ๆ คนเราเอาความเพียรบวกกับดวงดีแล้วจะสุด ๆเลยละจริงมะ ใครที่ยังลำบากอยู่ก็สู้ต่อไปนะครับ เอาใจช่วย


โดย: เจหล่อลากกระเพาะ IP: 124.120.20.18 วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:18:25:23 น.  

 
ชอบตอนจบ ให้ข้อคิดดี...

เร่งทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะตายหรือจะอยู่

แต่ขอเสริมหน่อยนะค่ะ .... สิ่งที่ส่งผลให้เราเป็น อย่างทุกวันนี้ คือวิบากกรรม....(กรรมเก่าที่เราเคยทำมาในอดีตชาติ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือไม่ดี ... เราไม่สามารถแก้ไขได้ในปัจจุบัน ) แต่เราสามารถแก้กรรมได้ โดยการปฏิบัติธรรม .... และยังไม่สายที่จะสะสมกรรมดี เพื่ออนาคตของเรา...

อดีตย่อมแก้ไขไม่ได้ แต่อนาคต..เราเลือกได้....


โดย: kookai IP: 203.113.37.7 วันที่: 25 มกราคม 2551 เวลา:11:20:43 น.  

 
great stuff ..just wondering is it based on true story?


โดย: mem IP: 220.253.205.103 วันที่: 5 สิงหาคม 2553 เวลา:21:33:17 น.  

 
จะมีคนที่อดทนแล้วโชคดีซักกี่คน


โดย: ์ีNuenue IP: 58.8.167.49 วันที่: 10 กันยายน 2554 เวลา:10:44:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินิจนันท์ เจมส์
Location :
โน้ส อุดม Ayaka Oishi Hiroko Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




รวมเรื่องสั้นจากต่างแดน ชุด หนูอยากเป็นโสเภณีนี้
ผู้เขียนตั้งใจเขียนเพื่อให้เป็นความรู้ และตีแผ่สังคมที่ได้พบได้เจอมา ต้องการให้เป็นเรื่องสั้นที่มีครบทุกอรรถรสหลากหลาย อารมณ์ตลก ชีวิต เสียดสีสังคม และแฝงไปด้วยคติเตือนใจ แต่ละเรื่องผู้เขียนหวังแค่ปลุกจิตให้กับผู้อ่าน ได้รู้ได้สัมผัสกับแง่มุมบางแง่ ที่คนอาจมองข้ามไป และต้องการแสดงให้ เห็นว่าทุกสังคมนั้น ย่อมมีการแก่งแย่งแข่งขัน ดิ้นรน โอ้อวด เหยียดหยามกัน มีทั้งคนดี และคนไม่ดี สิ่งเหล่านี้ในสังคมเดียวกัน แต่คนอาจจะพบอาจเจอไม่เหมือนกัน และสังคม ของคน ก็เหมือนสังคมของสัตว์ผู้ที่เก่งผู้ที่มีกำลังมาก ผู้ที่รู้จักปรับตัว ก็ย่อมอยู่ได้ในสังคม นั้น ผู้ที่อ่อนแอและไม่ปรับตัว ก็ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับคนในสังคมนั้น เพราะทุกคนมี ที่มาต่างกันและมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่ในเมื่อมาอยู่ร่วมกันในที่ที่เดียวกัน ก็ย่อมที่จะมี ปัญหา เพราะทุกคนเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต่างคน ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อความอยู่รอด

เรื่องสั้นส่วนใหญ่ เคยโพสต์ลงในเวปเอ็มไทย ได้รับคำวิจารณ์และคำติชมจากผู้อ่านพอสมควร ผู้เขียนต้องการเพียงแค่ เสนอแนะให้เป็นข้อคิดกับคนรุ่นต่อไป หรือคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมของคนในต่างแดนว่า เราควรจะเตรียมตัวอย่างไร ถึงจะอยู่รอดได้ ผู้เขียนไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย ที่จะนำชีวิตผู้หนึ่งผู้ใดมาประจานให้ได้รับ ความเสียหาย เพราะทุกเรื่องตัวละครทุกตัวก็เป็นเรื่องสมมุติ ถึงแม้จะอิงหรืออ้างถึงสถานที่ จริง ก็เพื่อให้เกิดความสมจริงขึ้นกับเนื้อเรื่องเท่านั้น

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้ จะบรรจุเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ ความสนุก สนาน สำหรับผู้อ่านอย่างครบถ้วน

ด้วยความปรารถนาดี

เจมส์

มกราคม 2543
New Comments
Friends' blogs
[Add พินิจนันท์ เจมส์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.