ความจำสั้น แต่ไม่มีวันลืมเธอ
คุยกับพระเจ้า อาทิตย์ละครั้ง




Joan Of Arcadia เป็นซีรี่ย์ที่เราชอบมากๆเรื่องนึง เป็นเรื่องของสาวน้อยชื่อ โจน เธอไม่ได้มีชีวิตธรรมดาๆแบบวัยรุ่นทั่วไป เพราะเธอสามารถมองเห็นและพูดคุยกับพระเจ้าได้ แต่จะเรียกว่าเป็น gift หรือเป็น curse เธอเองก็คงยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจที่ยิงใหญ่นี้ก็มาพร้อมกับความรับรับชอบที่ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้การเป็นสไปเดอร์แมนเลย

พระเจ้าที่ โจน เห็นและเราเห็น จะมาในรูปร่างของคนธรรมดาทั่วๆไป เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่กำลังวิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นบ้าง เป็นคนแก่ในโรงพยาบาลบ้าง เป็นชายหนุ่มสุดฮ็อทที่บังเอิญเจอบนรถเมล์บ้าง หรืออาจเป็นเด็กวัยรุ่นที่เรียนโรงเรียนเดียวกันกับเธอ แต่เธอก็ไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับใครได้

ถ้าดูเผินๆพระเจ้าในเรื่องนี้อาจทำตัวไม่ค่อยน่ารักสักเท่าไหร่ เพราะชอบสั่งแบบอ้อมๆให้ โจน ทำนั่นทำนี่ โดยไม่บอกเหตุผลตรงๆ ไม่ชี้แจงลายละเอียด และไม่เตือนถึงผลที่จะตามมา บางครั้ง โจน ก็ต้องมานั่งถอดรหัสคำพูดก่อน ตีความถูกบ้างผิดบ้าง เล่นเอาชีวิตของเด็กสาววุ่นวายไปหมด เรื่องที่ให้ทำก็มีตั้งแต่เรื่องง่ายๆอย่างการไปหางานพิเศษทำ การรับเลี้ยงแมวข้างถนน แต่บางครั้งก็ให้ทำในสิ่งที่เรารู้สึกว่า ออกจะทำร้ายจิตใจไปสักหน่อยสำหรับเด็กสาวอายุแค่16-17ปี อย่างการให้สารภาพกับอาจารย์ว่าตัวเองทุจริตข้อสอบทั้งๆที่ไม่ได้ทำ หรือทำลายชิ้นงานศิลปะสุดหวงของแฟนตัวเองจนพังไม่มีชิ้นดี

แต่เรื่องนี้พระเจ้ามาเองนี่นะ ฉะนั้นในท้ายที่สุดแล้ว โจน ก็จะได้รับบทเรียนที่ทรงคุณค่า ทำให้เธอเติบโตขึ้น และรู้จักชีวิตมากขึ้นจากเรื่องปวดหัวต่างๆที่ผจญมา

ตอนล่าสุดที่เราประทับใจ เป็นตอนที่เพื่อนรักคนหนึ่งของ โจน โดนพวกแก็งค์ค้ายาแทงจนเสียชีวิต เธอรู้ดีว่าพระเจ้ารู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วแต่กลับไม่ช่วยยับยั้ง ไม่ส่งสัญญาณบอกอะไรกับเธอเลย แต่กลับให้เธอไปทำเรื่องไร้สาระ อย่างการหัดโยนบอล 3 ลูกให้ได้ แบบที่เราเห็นในคณะละครสัตว์หรือการแสดงเปิดหมวกตามถนน เธอยังไม่พร้อมสำหรับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เธอพยายามคาดคั้นกับพระเจ้าให้เอาเพื่อนเธอกลับคืนมา

แต่พระเจ้าในรูปร่างของคนรับจ้างจูงสุนัข กลับเล่าเรื่องผู้ชายคนหนึ่งกับสะพานข้ามแม่น้ำให้ฟัง

มีผู้ชายคนหนึ่งต้องการจะข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งโดยเดินข้ามสะพานไม้ไป แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เขาต้องเดินข้ามสะพานไปพร้อมๆกับกล่องอีก 3 ใบในคราวเดียวกัน โดยชายคนนี้มีน้ำหนัก 190 ปอนด์ กล่องแต่ละใบหนัก 5
ปอนด์ แต่สะพานรับน้ำหนักได้แค่ 200 ปอนด์เท่านั้น


ฉะนั้นสิ่งที่ชายคนนี้ต้องทำก็คือเดินข้ามสะพานโดยโยนกล่อง 3 ใบสลับกันไปเหมือนการโยนบอล 3 ลูกนั่นเอง

สะพานก็เปรียมเหมือนชีวิต ส่วนกล่องทั้ง 3 ใบ ก็คือน้ำหนักของความรู้สึกต่างๆ ทั้งความสุข ความเศร้า ความสูญเสีย และคนเรากำลังข้ามสะพานแห่งชีวิตโดยแบกน้ำหนักมากเกินไป

หลังจากโดนพระเจ้าตบหัวแล้วลูบหลังเราจึงได้คิด บางทีเราต้องโยนความทุกข์ขึ้นไปบนอากาศบ้าง มือจะได้ว่างพอที่จะรับความสุขที่จะตามเข้ามา

แต่การที่จะโยนกล่องแห่งความรู้สึกทั้ง 3 ใบให้เหมือนการเล่นโยนบอล 3 ลูกสลับกันไปมาได้ ต้องอาศัยการฝึกฝน และขึ้นชื่อว่าการฝึกฝนก็ต้องอาศัยเวลาและความตั้งใจจริง อาจเป็นเพราะเหตุนี้ หลายสะพานจึงพังทลาย หลายคนจึงตกน้ำ ก่อนจะข้ามไปถึงอีกฝั่งได้



Create Date : 01 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2549 12:19:00 น. 13 comments
Counter : 443 Pageviews.

 
เมืองไทยมีฉายยังครับ

อยากดูบ้างจัง น่าสนใจ ๆ


โดย: Always วันที่: 1 พฤศจิกายน 2549 เวลา:12:51:44 น.  

 
ตามชื่อเข้ามาเลยนะนิ
เพราะเราคุยกับพระเจ้าทุกวัน

หนังน่าสนใจมากค่ะ
ชอบความคิดเห็นช่วงท้ายของคุณจัง


โดย: Michiyo วันที่: 1 พฤศจิกายน 2549 เวลา:14:25:13 น.  

 
น่าสนใจจังค่ะ


โดย: zaesun วันที่: 1 พฤศจิกายน 2549 เวลา:14:30:35 น.  

 

นั่นสินะ

บางทีเราอาจ

ไม่ค่อยได้โยนความทุกข์ออกไป

ความสุขจึงเข้ามาไม่ได้




โดย: ขอบคุณนะคะ (เจ้าแห่งโชคชะตา ) วันที่: 1 พฤศจิกายน 2549 เวลา:15:16:17 น.  

 
ไม่เคยดูเลยครับ

ชอบการเปรียบเทียบเรื่องเดินข้ามสะพาน
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 1 พฤศจิกายน 2549 เวลา:18:26:17 น.  

 
น่าดูจังครับ โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยได้ดูซีรี่ส์กับเค้าเลย
อยากมีเวลาและมีตังค์จะได้ซื้อดีวีดีมานั่งดูให้จบเป็นเรื่องๆไป
Friends ได้ดูถึงซีซั่น 4 แล้วก็ข้ามไปดูตอนจบเลย งงสุดๆ


โดย: sTRAWBERRY sOMEDAY วันที่: 2 พฤศจิกายน 2549 เวลา:1:47:33 น.  

 
ซีรีย์ในดวงใจของผมคือ Sex and the city

ชอบเพราะมันตลกดีครับ

อ้อ... เคยติดซีรีย์ Carnival ทาง HBO ด้วย
ไม่รู้ว่ามีซีซั่นใหม่ๆ มาฉายบ้างป่าว

เรื่องที่เจ้าของบล็อกนำมาเขียนถึงน่าสนใจอีกแล้ว
ปิดท้ายแบบคมๆ เหมือนเคยเลยนะครับ


โดย: King Of Pain วันที่: 2 พฤศจิกายน 2549 เวลา:3:15:33 น.  

 
ยังมะเคยดูเลยค่ะ

ชอบ six feet under อ่ะ


โดย: renton_renton วันที่: 2 พฤศจิกายน 2549 เวลา:23:21:31 น.  

 
อืมมม น่าสนใจดีนะครับ.. ชอบชื่อแบบโบราณๆ แบบนี้เหมือนกัน ที่แสดงถึงแหล่งกำเนิดของเรา เช่น jesus of nazareth, Joseph of Amaratis (อาจสะกดผิด)..

พวกหนังลึกลับและสร้างแรงบันดาลใจ สมัยเด็กๆ ชอบซีรีส์เรื่อง Twilight Zone ที่ฉายทางช่อง 3... ครั้งนึงจะมี 2-3 ตอน... สนุกมาก.. ตอนหลังช่องเก้า โดยแกรมมี่ไทยเอามาทำเหมือนกันชื่อ "แดนสนธยา"... ก็สนุกไม่แพ้กัน

วันก่อนเหมือนเห็นว่าช่องเจ็ดจะเอา Twilight Zone ฉบับใหม่มาฉายให้ดูกัน...


โดย: biggg วันที่: 3 พฤศจิกายน 2549 เวลา:14:13:30 น.  

 
คุณ Always เราดูจาก ubc ช่อง 21 ค่ะ

คุณ Michiyo ขอบคุณที่ชอบค่ะ

คุณ zaesun ส่วนใหญ่ก็จะสนุก และมีข้อคิดดีๆทุกตอนนะคะ

คุณ เจ้าแห่งโชคชะตา

คุณ sTRAWBERRY sOMEDAY ใช่ค่ะ เราก็หวิดจะตกสะพานอยู่หลายหนเหมือนกัน

คุณ King Of Pain เรื่องSex and the city เราก็ได้ดูบ้างค่ะแต่ไม่ค่อยปะติดปะต่อ สนุกดีค่ะ กัดเจ็บด้วย

คุณ renton_renton six feet underเราก็ชอบค่ะ เนื้อเรื่องเข้มข้น แล้วก็ตัวละครน่าสนใจทุกตัวเลย

ขอบคุณทุกคนที่มาคุยกันนะคะ


โดย: goldfish memory วันที่: 3 พฤศจิกายน 2549 เวลา:14:18:46 น.  

 
เข้ามานึกว่าจะอัฟปล๊อกแล้ว
อยากอ่าน ๆ


โดย: Always วันที่: 7 พฤศจิกายน 2549 เวลา:11:06:24 น.  

 
ผมไม่เคยเห็นเรื่องนี้มาก่อนเลย เป็นเพราะผม
ไม่ได้ดูซีรี่ฝรั่งด้วยหละมั๊ง แต่ดูจากเรื่องแล้ว
คนเขียนบทไม่ธรรมดาเลย จี๊ดมั๊กๆ...



* ตอบที่คอมเมนท์บลอกผมนะครับ คือต้องขอบคุณ
มากกว่าครับที่มาเขียนแบบยาวๆ จะได้รู้ว่าต้องแก้ตรงไหน
ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม คือเพลงที่เขียนนั้นผมอิงกับหนังสือ
เลยครับ ตอนแรกชั่งใจว่าจะเขียนแทนตัวละครเป็นคนเลย
หรือจะเขียนเป็นหมูเหมือนหนังสือ แล้วก็ตัดสินใจซื่อตรง
กับต้นฉบับดีกว่า

ตรงที่ "ไม่มีใครรู้จักฉัน" ในเรื่องพอเจ้าหมูบินได้ลงมา
ในหนู่บ้านหมู ทุกๆตัวต่างรุมล้อมแบบ ซุปเปอร์สตาร์เลย
แล้วไม่กี่นาทีจากนั้นถึงเวลากินข้าว เค้าเดินผ่านหมูตัวไหน
กลับไม่มีใคร แม้แต่มองเค้าเลย ตัวหนังสือเองค่อนข้าง
ใช้มุขตลกร้ายแบบนี้เล่าเรื่อง

อีกตรงนึงคือ "ใครๆก็ต่างกังขา" ก็คล้ายกันกับตรงเมื่อครู่
คือชาวบ้านต่างพูดต่างๆนาๆกับลูกหมูมีปีกว่ามันไม่ใช่หมู
ไปตัดออกซะ น่าเกลียดน่ากลัว จะไล่ออกจากหมู่บ้าน
แต่พอมีหมูบินได้จริงๆบินมาที่หมูบ้าน พวกต่อต้านกลับ
พากันไปชื่นชมเค้าซะงั้น

จริงๆผมก็อยากเล่าเรื่องทั้งหมด แต่ว่าอยากให้หาหนังสือ
มาอ่านกัน เพราะผมชอบ เลยใช้วิธีเขียนเพลงแทนการ
รีวิว เพราะผมรีวิวหนังสือไม่เป็น แต่เพลงมันก็มีเวลาน้อย
ไปจริงๆที่จะบอกทุกๆอย่าง

ต้องขอบคุณมากครับ ที่ไปตอบ นึกว่าจะไม่มีใคร
เข้าไปฟังอีกซะแล้ว (/^o^)/


โดย: ต้องบอกด้วยเหรอ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2549 เวลา:16:16:05 น.  

 
เป็นไง


โดย: ไอซ์ IP: 222.123.123.96 วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:20:29:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

goldfish memory
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Soon I'll bloom into what was before.
I'll open the door to death and say...
kill me once more. [ M.Pitt ]
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
1 พฤศจิกายน 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add goldfish memory's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.