Group Blog
 
<<
กันยายน 2550
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
7 กันยายน 2550
 
All Blogs
 
ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ตอนที่ 5



ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก
ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ตอนที่ 5




จากตอนที่แล้ว พระอัครมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนก ทรงได้รับการอนุเคราะห์จากท้าวสักกเทวราช ให้เสด็จขึ้นประทับบนเกวียน แล้วนำเสด็จไปถึงนครกาลจัมปากะภายในเย็นวันนั้น

ส่วนพระเทวีก็เสด็จเข้าสู่ประตูพระนคร เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเสด็จไปทางไหนดีเพราะไม่ทรงรู้จักใครเลย จึงประทับนั่งที่ศาลาพักร้อนแห่งหนึ่งตามลำพัง

ขณะนั้น มหาพราหมณ์ชาวเมืองกาลจัมปากะคนหนึ่ง เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีศิษย์หนุ่ม 500 คนแวดล้อม กำลังจะไปอาบน้ำที่ท่าน้ำผ่านมาที่ด้านหน้าศาลานั้น เห็นพระนางประทับอยู่ในศาลาจึงเข้าไปซักถามว่า “น้องหญิง แม่นางคงไม่ใช่คนถิ่นนี้ เธอมาจากเมืองไหนหรือ”

พระเทวีได้ทอดพระเนตรพราหมณ์ และได้ทรงสนทนาด้วยก็รู้ว่า เป็นมหาพราหมณ์ ผู้เป็นอาจารย์สอนศิลปะศาสตร์ให้แก่ศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังนั้น ดูลักษณะสง่าผ่าเผยพอที่จะวางพระทัยได้ จึงค่อยๆ เปิดเผยฐานะที่แท้จริงของพระนาง ได้ตรัสเล่าเรื่องราวทั้งหมดไห้มหาพราหมณ์ทราบ

มหาพราหมณ์นึกสงสารพระเทวียิ่งนัก จึงทูลเชิญพระเทวีไปพักอาศัยอยู่กับตน โดยออกอุบายตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งน้องสาว ซึ่งถูกพรากจากกันตั้งแต่ยังเล็กที่เพิ่งจะมาพบกัน เพื่อปกปิดไม่ให้ใครรู้จักฐานะที่แท้จริงของพระเทวี ซึ่งพระนางก็ทรงยินยอมทำตามคำแนะนำของมหาพราหมณ์ทุกอย่าง

เมื่อพระเทวีได้เสด็จไปบ้านของมหาพราหมณ์ ก็ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาของมหาพราหมณ์ แม้นางพราหมณีจะมีความสงสัยอยู่บ้างว่า พราหมณ์ผู้เป็นสามีไม่เคยพูดถึงน้องสาวคนนี้เลย แต่ด้วยความเคารพสามี นางจึงไม่ได้ซักถามอะไรมาก

ได้หาน้ำอุ่นมาให้พระนางสรงสนาน หาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มผืนใหม่มาเตรียมไว้ให้ จัดแจงข้าวปลาอาหารที่ประณีตมาให้เสวย และปูลาดที่บรรทมอย่างดีสำหรับพระเทวี



ตั้งแต่นั้นมา พระเทวีก็ได้อยู่ในบ้านของพราหมณ์เรื่อยมา ทรงได้รับการดูแลจากภรรยาของพราหมณ์และเหล่าข้าทาสบริวารเป็นอย่างดี ทำให้พระนางพำนักอยู่อย่างมีความสุข

จากนั้นไม่กี่เดือน พระเทวีก็ประสูติพระโอรสมีวรรณะดังทอง ได้ทรงขนานนามพระโอรสเหมือนพระเจ้าปู่ว่า มหาชนกกุมาร

เมื่อพระราชกุมารเจริญวัย ทรงเป็นผู้มีพละกำลังมาก ได้เล่นกับพวกเด็กๆ ในวัยเดียวกัน เด็กคนไหนรบกวนทำให้พระราชกุมารขัดเคือง พระองค์ก็จะทุบตีเด็กเหล่านั้น

พวกเด็กๆ เหล่าอื่นเมื่อสู้พละกำลังพระราชกุมารไม่ได้ ก็ร้องไห้เสียงดัง และพูดจาถากถางว่า “ไอ้ลูกแม่หม้าย ไอ้ลูกแม่หม้าย”

เมื่อพวกเด็กเหล่านั้นร้องไห้กลับไปหาบิดามารดาของตัว ถูกถามว่า “ไปทะเลาะกับใครมา” ก็บอกว่า “ลูกแม่หม้ายมันตีเอา”

ส่วนพระราชกุมารเมื่อถูกกล่าวถากถาง ว่า เป็นลูกแม่หม้ายบ่อยๆ เข้า ก็ทรงแค้นพระทัย ดำริว่า “ก็พ่อของเราคือมหาพราหมณ์ เป็นอาจารย์ของคนทั้งหลาย แม่ของเราก็บอกอย่างนั้น แต่เด็กพวกนี้ทำไมมาพูดอย่างนี้”

จึงกลับไปยังเรือนของมหาพราหมณ์ ทูลถามพระมารดาว่า “แม่จ๋า ใครกันแน่เป็นพ่อของฉัน ทำไมเด็กพวกนั้นจึงชอบเยอะเย้ยฉันว่า เป็นลูกแม่หม้ายนัก”

เนื่องจากพระนางทรงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอก จึงปกปิดความจริงเอาไว้ ได้ตรัสลวงว่า “ก็มหาพราหมณ์นะซิจ้ะ เป็นพ่อของลูก”



วันรุ่งขึ้น พระกุมารเมื่อถูกกล่าวถากถางอีกว่า “ไอ้ลูกแม่หม้าย” จึงตรัสว่า “พ่อเราเป็นมหาพราหมณ์ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว พวกเจ้าอย่ามาเรียกเราว่าเป็นลูกแม่หม้ายอีกเป็นอันขาด”

พวกเด็กที่โตกว่าจึงบอกว่า “แม่ของเจ้าเป็นน้องสาวของท่านพราหมณ์ นางตั้งท้องมาจากที่ไหนไม่มีใครรู้ ท่านพราหมณ์เป็นลุงของเจ้าต่างหาก”

พระราชกุมารได้ทรงสดับดังนั้นก็รู้สึกสับสน ดำริว่า “ท่านพราหมณ์ไม่ใช่บิดาของเราหรือนี่ แล้วใครละเป็นบิดาของเรากันแน่ เราจะต้องถามมารดาให้รู้ความจริงให้ได้”

วันหนึ่ง ในขณะที่พระราชกุมารทรงดื่มน้ำนมจากพระถันของมารดาอยู่นั้น ได้กัดพระถันของพระนางเอาไว้ แล้วตรัสถามว่า “แม่จงบอกความจริงแก่ฉัน ใครเป็นพ่อของฉันกันแน่ ถ้าแม่ไม่บอก ฉันจะกัดถันของแม่ให้ขาดเดี๋ยวนี้”

พระนางรู้ว่าพระโอรสเป็นผู้ที่พูดจริงทำจริง และเห็นว่าคงไม่สามารถปกปิดความจริงได้ต่อไปอีกแล้ว จึงตรัสบอกว่า “ลูกรัก ลูกเป็นโอรสของพระเจ้าอริฎฐชนก เป็นพระราชาครองราชย์อยู่ในกรุงมิถิลา

พระบิดาของลูกถูกพระโปลชนก ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระเจ้าอาของลูก ยกทัพมาแย่งชิงเอาราชสมบัติไป ทั้งยังได้ปลงพระชนม์พระบิดาของลูกตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์

แม่ตั้งใจรักษาตัวลูกเอาไว้ จึงหนีภัยมาอาศัยอยู่กับท่านพราหมณ์ที่พระนครนี้ โดยท่านรับแม่เอาไว้ในฐานะของน้องสาว เพื่อไม่ให้ใครรู้ฐานะที่แท้จริงของเราทั้งสอง”



จากนั้น พระเทวีก็ทรงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พระราชกุมารทรงสดับ และสั่งสอนว่า “ลูกรัก ลูกจงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี จงฝึกฝนตนเองในทุกด้านต่อไปในภายหน้า ลูกจงหาทางกลับไปครองราชย์ในกรุงมิถิลา ยึดเอาราชสมบัติของพระบิดาของลูกกลับมาให้จงได้”

เมื่อพระราชกุมารทราบความจริงทั้งหมด ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะไปยึดเอาราชสมบัติคืนให้ได้ ตั้งแต่นั้นมา เมื่อพระองค์ทรงเล่นกับเพื่อนๆ ด้วยกัน แล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกหญิงหม้าย ก็ไม่โกรธอีก

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีน้ำพระทัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อทุกคน ทรงพยายามทำความดีตอบแต่เพียงอย่างเดียวต่อมาไม่นานก็ทรงเป็นที่ยอมรับของเด็กๆ ทั้งหลาย และเป็นที่รักของเพื่อนๆ ทุกคน

ครั้นทรงเจริญวัยขึ้น ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ ทรงเรียนไตรเพทจนชำนาญ เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ก็เป็นผู้ทรงพระรูปโฉมงดงาม และสำเร็จศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา จนเป็นที่ยอมรับของครูอาจารย์และเพื่อนๆ ร่วมสำนักทุกคน

ส่วนเหตุการณ์ข้างหน้า ที่พระราชกุมารทรงมีเป้าหมายว่า จะต้องไปยึดเอาราชสมบัติคืนให้ได้นั้น ซึ่งบัดนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงทำตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ แล้วพระองค์จะมีวิธีการอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

ขอบคุณ dmc.tv



Create Date : 07 กันยายน 2550
Last Update : 7 กันยายน 2550 17:45:10 น. 1 comments
Counter : 503 Pageviews.

 
เรื่องสนุกมากครับ แล้วเป็นคติเตื่อนใจดีด้วย ขอบคุณที่ช่วยนำเรื่องมาให้ดูครับ


โดย: ธรรมดี IP: 117.47.50.74 วันที่: 26 มกราคม 2551 เวลา:18:44:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เมืองทะเลทราย
Location :
Dubai United Arab Emirates

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ว้า...ดูไบเนี่ยทำไม มันร้อนจริง ๆ เลย



Friends' blogs
[Add เมืองทะเลทราย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.