Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
28 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 

ทศชาติชาดก เรื่องสุวรรณสาม ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี ตอนที่ 1



ทศชาติชาดก
เรื่องสุวรรณสาม
ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี ตอนที่ 1


เราได้ศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์มา 2 พระชาติแล้ว คือ พระชาติที่เกิดเป็นพระเตมีย์ ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี และพระมหาชนกผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี วันนี้เราจะได้ศึกษาในพระชาติที่เกิดเป็นพระสุวรรณสาม ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี ในระดับที่เป็นปรมัตถบารมีเช่นเดียวกัน

จากนี้ไป เราจะได้ศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์อีกพระชาติหนึ่ง ซึ่งเป็นชาติที่สำคัญ ที่พระองค์ทรงสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แม้จะถูกประทุษร้ายจนปางตาย แต่ดวงใจนั้นมิได้ถอยห่างจากเมตตาเลย


การเพิ่มพูนเมตตาของพระองค์นั้น อุปมาเหมือนกับน้ำย่อมแผ่ขยายความเย็นไปสู่คนดีและคนเลวได้เสมอกัน และยังสามารถชำระล้างมลทินให้แก่คนได้ทุกชั้นวรรณะเสมอกัน ฉันใด

พระโพธิสัตว์ทั้งปวงก็ย่อมเพิ่มพูนเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในชนทั้งที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูลแก่ตน โดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ เพศวัย หรือเผ่าพันธุ์ใดๆ ด้วยคิดว่าสัตว์โลกก็คือหมู่ญาติ มีความปรารถนาจะพาข้ามวัฏสงสารไปให้หมด ฉันนั้น

แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น จะขอเล่าเรื่องของพระภิกษุรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นพระภิกษุที่เลี้ยงบิดามารดาประดุจสุวรรณสามโพธิสัตว์ในกาลก่อน ซึ่งเป็นเหตุสำคัญทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องราวของสุวรรณสามชาดก ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

ณ กรุงสาวัตถี ราชธานีอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นโกศล ได้มีตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งมีทรัพย์ 18 โกฏิ ท่านเศรษฐีและภรรยา มีบุตรชายผู้สืบสกุลเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงเป็นที่รักของบิดามารดายิ่งนัก มีเหล่าข้าทาสบริวารทั้งหญิงชายคอยบำรุงบำเรอ โดยไม่ได้รับความยากลำบากอะไรเลย

เขามีชีวิตสะดวกสบายอยู่บนปราสาท ไม่ต้องทำงานอะไรด้วยมือของตนเลย วันหนึ่งเขาได้เกิดความคิดว่า “มหาชนเดินผ่านถนนหน้าบ้านเราไปสู่อารามเพื่อฟังธรรมทุกวัน เราแม้จะอยู่ใกล้เพียงแค่นี้เอง แต่ก็ไม่เคยได้ไปเลย วันนี้เราจะไปวัดไปฟังธรรมเหมือนพวกเขาบ้าง”

ครั้นแล้ว ชายหนุ่มจึงสั่งให้บ่าวไพร่จัดเตรียมไทยธรรม มีเภสัช น้ำปานะและดอกไม้ของหอม แล้วให้ถือสิ่งของทั้งหมดติดตามตนไปสู่วัดพระเชตวัน





บุตรเศรษฐีได้เคยเห็นพระบรมศาสดาเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ก็มีความเลื่อมใสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้มาฟังธรรมก็ยิ่งเกิดความเลื่อมใส ยิ่งฟังก็ยิ่งมองเห็นความเป็นจริงของชีวิต จึงเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะออกบวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ตามอย่างพระบรมศาสดา

ครั้นเมื่อการแสดงธรรมเสร็จสิ้นลง มหาชนต่างก็แยกย้ายกันกลับสู่เรือนของตน แต่ชายหนุ่มกลับนั่งรอจนกระทั่งผู้คนเริ่มบางตา จึงค่อยๆ คลานเข้าไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลขอบวชต่อเบื้องพระพักตร์โดยไม่รีรอ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาดูแล้ว ทรงเห็นว่าชายผู้นี้ยังมีห่วงกังวลอยู่ เพราะเขายังมิได้ขออนุญาตจากบิดามารดาแล้ว หากทรงอนุญาตให้เขาบวชโดยพละการเช่นนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมควร จึงได้ตรัสกับเขาว่า “อุบาสก พระตถาคตทั้งหลาย จะไม่บรรพชาให้กับกุลบุตรที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดา”

ฝ่ายชายหนุ่มฟังพุทธดำรัสนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วกลับสู่เคหสถานของตน เมื่อกลับถึงเรือน ชายหนุ่มรีบเข้าไปหาบิดามารดา ไหว้ท่านทั้งสองด้วยความเคารพ จากนั้นจึงกล่าวขออนุญาตจากท่านทั้งสองเพื่อออกบวช

ท่านเศรษฐีและภรรยา เมื่อได้ฟังถ้อยคำขออนุญาตจากบุตรแล้ว ก็ตกใจปานประหนึ่งหัวใจจะแตกสลาย เพราะตนมีบุตรเพียงคนเดียวเท่านั้น เป็นความหวังที่จะให้เขาดำรงวงสกุลสืบต่อไป จึงได้กล่าวทัดทานไปว่า “ เจ้าเป็นลูกรักคนเดียวของพ่อกับแม่ พ่อแม่หวังให้เจ้าสืบต่อวงศ์ตระกูล เจ้าจะทิ้งพ่อกับแม่ออกบวชได้อย่างไร ”

ฝ่ายมารดานั้นก็กล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วงบุตรว่า “ลูกแม่ เจ้าน่ะเป็นเหมือนดวงใจของแม่ ..พ่อกับแม่เว้นเจ้าเสียแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร พ่อแม่ก็แก่ลงทุกวันแล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ เจ้ายังคิดจะทิ้งพ่อกับแม่ไปอีกหรือ การบวชเป็นพระนั้นน่ะลำบาก แต่เจ้าได้รับความสะดวกสบายมาตลอด แล้วเจ้าจะอดทนได้อย่างไร”

ชายหนุ่มได้ฟังคำของบิดามารดาแล้ว ก็จนต่อถ้อยคำของท่านทั้งสอง จึงได้แต่นั่งก้มหน้านิ่งซบเซาอยู่ แม้กระนั้นความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะออกบวชก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในใจ จึงได้แต่คิดว่า “หากเราไม่ได้ออกบวชล่ะก็ เราก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”

เมื่อไม่เห็นหนทางใดที่จะทำให้บิดามารดาอนุญาตได้ เขาจึงยอมอดอาหาร และขังตนเองอยู่แต่ภายในห้องนอน ส่วนท่านเศรษฐีและภรรยานั้นทั้งกลัดกลุ้มและเป็นกังวล ได้เข้ามาช่วยกันอ้อนวอนลูกชาย ว่าอย่าทำร้ายตนเองเช่นนี้เลย




แต่ด้วยความอยากจะบวช เขาจึงสู้ทนอดอาหารวันแล้ววันเล่า จนร่างกายผ่ายผอม กระทั่งล่วงเข้าสู่วันที่ 7 มารดาผู้ซึ่งไม่อาจทนดูบุตรต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปได้ จึงได้ปรึกษากับสามีว่า “พี่ หากเราไม่ยอมให้ลูกบวช ลูกของเราก็คงจะอดอาหารจนตายเป็นแน่ หากเรายอมอนุญาตให้เขาบวช อย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ให้เราได้เห็นหน้า...และอีกอย่างหนึ่ง การบวชนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากเขาทนความลำบากไม่ได้ เขาก็คงจะลาสิกขาออกมาเอง ..พี่ ..เรายอมให้ลูกออกบวชเถอะนะ” ท่านเศรษฐีฟังเหตุผลของภรรยาแล้วก็เห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด จึงตกลงอนุญาตให้บุตรชายคนเดียวของตนได้ออกบวชในที่สุด

ชายหนุ่มเมื่อรู้ว่าตนจะได้บวชสมใจก็ดีใจสุดประมาณ จากนั้นก็ได้พักรักษาตัว จนสดชื่นกระปรี้กระเปร่าดีแล้ว เขาจึงกราบลาท่านทั้งสองแล้วเดินทางไปสู่วัดพระเชตวัน เพื่อทูลขอบรรพชากับพระบรมศาสดา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต แล้วตรัสสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์บวชสามเณรให้แก่ชายหนุ่ม

จำเดิมแต่วันที่บุตรเศรษฐีก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ บิดามารดาและหมู่ญาติของท่าน ต่างก็ไปมาหาสู่ แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนท่านอยู่เสมอ ลาภสักการะได้บังเกิดขึ้นแก่ท่านมากมาย

แม้กระนั้นท่านก็มิได้หลงใหลใยดีในลาภสักการะเหล่านั้น ได้ตั้งใจบำเพ็ญสมณะธรรม แม้จะเคยเป็นบุตรเศรษฐีมาก่อน แต่สามเณรก็อดทนต่อคำพร่ำสอนของพระอุปัชฌาย์ ดำรงอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งพระอุปัชฌาย์เห็นสมควร จึงอุปสมบทยกท่านขึ้นเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา


นับแต่นั้นมา ท่านก็ยิ่งตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ยิ่งๆขึ้นไป จนกระทั่งกาลผ่านไปได้ 5 พรรษา ท่านก็ยังไม่อาจบรรลุธรรมใดๆได้





วันหนึ่ง ท่านได้รำพึงกับตนเองว่า “หากเรามัวแต่เพลิดเพลินอยู่ท่ามกลางหมู่ญาติอย่างนี้ เราคงไม่อาจยังมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นได้เป็นแน่ ก็เราตั้งใจบวชเข้ามาในพระธรรมวินัยนี้ ก็เพื่อหวังทำที่สุดแห่งกองทุกข์ หากยังมัวประมาทอยู่ แล้วเมื่อไหร่ถึงจะได้เห็นธรรมสักที”

คิดดังนี้แล้ว ก็ตัดสินใจที่จะหลีกออกจากหมู่คณะ เพื่อปลีกวิเวกบำเพ็ญสมณะธรรมแต่เพียงผู้เดียว จึงเข้าไปขอเรียนกรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ แล้วเดินทางออกจากวิหารเชตวันมุ่งสู่เขตชนบทเพื่อแสวงหาที่ปฏิบัติธรรม

เมื่อไปถึงราวป่าแห่งหนึ่งไม่ห่างจากหมู่บ้านนัก ท่านจึงพักอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนั้น แล้วมุ่งบำเพ็ญสมณะธรรมเรื่อยมา จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปถึง 12 ปี ก็ยังไม่ได้บรรลุคุณวิเศษใดๆ เลย


กระทั่งวันหนึ่ง ได้มีภิกษุอาคันตุกะรูปหนึ่งเดินทางมาจากวัดพระเชตวัน ได้บอกให้ทราบถึงความเป็นอยู่ของบิดามารดาของท่านว่า “ท่านทั้งสอง บัดนี้ยากจนลง แม้แต่ปราสาทก็ถูกเขายึดไป ไม่มีใครคอยดูแล ตอนนี้กลายเป็นคนกำพร้าน่าสงสาร ต้องอาศัยชายคาบ้านคนอื่นเขาอยู่ ถือชามกระเบื้องเที่ยวขอทานเขากินไปวันๆ”

พระภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็สลดใจ นึกสงสารบิดามารดาอย่างที่สุด แต่ท่านจะทำอย่างไรต่อไปนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

ขอบคุณ dmc.tv




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2550
7 comments
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2550 20:20:47 น.
Counter : 2865 Pageviews.

 

ดีคะดี ขอบคุณคะ
อ๋อ มาจาก เวป ธรรมกายนี่เอง

 

โดย: ann (a_mulika ) 28 พฤศจิกายน 2550 21:11:25 น.  

 

ดีมาก ขอบคุณมาก
-T- ]n[ bye bye

 

โดย: red dragon IP: 118.174.73.112 24 กรกฎาคม 2551 20:15:34 น.  

 

เข้ามาเก็บความรู้ค่ะ

 

โดย: บ๊ะจ่างน้อย 8 ธันวาคม 2551 1:57:39 น.  

 

แวะมาทักครับผม ไม่ได้เข้ามานานเหมือนกัน....

 

โดย: เด็กโคราช ณ ดูไบ (meephrom ) 23 เมษายน 2552 23:38:04 น.  

 

ก็ดี

 

โดย: ทราย IP: 110.49.72.32 2 กรกฎาคม 2552 20:59:00 น.  

 

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คนใกล้บ้าน ขอบคุณค่ะที่มีเรื่องดีๆมาให้อ่าน สุขภาพแข็งแรงนะคะ

 

โดย: หนึ่งลมหายใจ 11 พฤศจิกายน 2552 1:10:38 น.  

 

แวะมาสวัสดี และขออนุญาตลากลับเมืองไทย เพราะว่างานที่ดูไบหมดแล้ว คงมีโอกาสเจอกันที่เมืองไทยบ้างนะ..

 

โดย: เด็กโคราช ณ ดูไบ (meephrom ) 25 พฤศจิกายน 2552 10:40:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


เมืองทะเลทราย
Location :
Dubai United Arab Emirates

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ว้า...ดูไบเนี่ยทำไม มันร้อนจริง ๆ เลย



Friends' blogs
[Add เมืองทะเลทราย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.