Group Blog
 
<<
กันยายน 2550
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
5 กันยายน 2550
 
All Blogs
 
ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ตอนที่ 2




ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก
ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ตอนที่ 2




จากตอนที่ 1 ได้เกริ่นก่อนเข้าสู่เรื่องว่า ความเพียรเป็นอุปนิสัยที่ฝั่งแน่นอยู่ในจิตใจของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เพราะความเพียรเท่านั้น ที่จะสามารถเอาชนะความเกียจคร้านอันเป็นกิเลสที่ฝังลึกอยู่ในใจได้ ดังนั้น หากชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องเพียรต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ

เพราะโดยปกติแล้ว ใจของคนนั้นจะคุ้นกับกิเลสเหมือนกับปลาคุ้นน้ำ เมื่อจะต้องพรากจากนิสัยที่ไม่ดีจึงต้องอาศัยความกล้าหาญ เพราะใจจะดิ้นรนย้อนกลับไปทำในสิ่งที่คุ้นเคยนั้นอีก ทั้งยังต่อต้านกับสิ่งที่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นในใจ

ดังนั้นผู้ที่มีความเพียร จึงต้องอาศัยความกล้า คือ กล้าที่จะตัดใจเลิกทำในสิ่งที่ไม่ดี ส่วนนิสัยอะไรที่ดีๆ ที่เรายังไม่มี ต้องเริ่มฝึกฝนทำให้มีขึ้น นิสัยที่ดีซึ่งมีอยู่แล้วก็ทำให้ยิ่งๆขึ้นไป ถ้าทำได้อย่างนี้เรื่อยไป บารมีจะค่อยๆ ก่อตัวเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น แล้วความนิ่งของใจก็จะเพิ่มขึ้น อย่างนี้เรียกว่าวิริยบารมีเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

การเพิ่มพูนความเพียร แบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันนี้ มีอุปมาดั่งพญาราชสีห์เป็นผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในอิริยาบถทั้งปวง ฉันใด พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในการทำความดีทั้งปวง เป็นผู้เพิ่มพูนความเพียร มีความกล้าหาญที่จะประกอบกุศลกรรม ทำความดีทุกชนิดอย่างไม่ลดละ ฉันนั้น

และได้เล่ามาถึงตอนที่ มีพระภิกษุหมู่ใหญ่ได้สนทนากันในโรงธรรมสภา และได้กราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตว่า “ในกาลก่อนที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น ได้ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชด้วยความเพียรอันยิ่งใหญ่ มีเรื่องราวเป็นอย่างไร ขอพระองค์โปรดทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด”



พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้เริ่มตรัสเล่า โดยมีเรื่องราวดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า มหาชนก ครองราชย์ในกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ พระเจ้ามหาชนกราช ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ พระอริฏฐชนก (อะ ริด ถะ ชะ นก) และพระโปลชนก (โป ละ ชะ นก)พระราชาได้พระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรสองค์พี่ คือ พระอริฏฐชนก ส่วนองค์น้องนั้นทรงโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี

ต่อมาเมื่อพระมหาชนกสวรรคต พระอริฏฐชนกได้ครองราชสมบัติ ก็ได้ทรงแต่งตั้งพระโปลชนก ให้เป็นอุปราช ทั้งสองพี่น้องทรงช่วยกันปกครองกิจการบ้านเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยมา ทำให้มีแสนยานุภาพแผ่ขยายออกไปทั่วชมพูทวีป

ต่อมาไม่นานได้เกิดเหตุการณ์ ที่นำไปสู่ความแตกร้าวกัน ชนิดหมดเยื่อใยในความเป็นพี่เป็นน้อง เนื่องจากมีอำมาตย์ผู้ใกล้ชิดของพระราชาคนหนึ่ง มีอัธยาศัยชอบพูดยุยงให้คนอื่นแตกกัน ได้ไปเฝ้าพระราชา กราบทูลยุแหย่ว่า “พระมหาอุปราชคิดจะปลงพระชนม์พระองค์เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์

เมื่อพระอริฏฐชนกราช ทรงสดับครั้งแรกก็ไม่ปักใจเชื่อ เพราะไม่เคยเห็นพิรุธหรือความผิดปกติของพระอนุชาเลย แต่ด้วยวิสัยของผู้ปกครองแผ่นดินจึงรับฟังไว้เฉยๆ แต่เมื่อทรงสดับบ่อยเข้า ๆ ก็บังเกิดความหวั่นไหวขึ้น จึงรับสั่งให้ทหารไปจับพระอนุชา คือ พระโปลชนกมหาอุปราช แล้วให้ตีตรวน จากนั้นก็ให้ขังไว้ในคฤหาสน์หลังหนึ่งใกล้พระราชนิเวศน์ มีผู้คุมรักษาเพื่อรอคอยสำเร็จโทษ

พระโปลชนกผู้ไม่มีความผิด เมื่อถูกมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนา ก็ทรงรู้ได้ทันทีว่า ภัยนี้เกิดจากพระเจ้าพี่เป็นคนหูเบา ถ้าไม่หาทางหลบหนี เห็นทีจะต้องตายเป็นแน่ จึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า "ตั้งแต่เราเกิดมาไม่เคยคิดเป็นอริราชศัตรูต่อเจ้าพี่เลย เรามีความรักและปรารถนาดี ตั้งใจบริหารกิจการบ้านเมือง ช่วยเหลือเจ้าพี่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยคิดที่จะแย่งชิงราชสมบัติเลย ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอให้เครื่องจองจำจงหลุดจากมือและเท้าโดยพลัน แม้ประตูก็จงเปิดออก"

ด้วยความที่พระโปลชนกมีความบริสุทธิ์ใจ เทวดาที่คอยตามดูแลรักษาพระองค์ จึงบันดาลให้เครื่องจองจำแตกหักเป็นท่อนๆ แล้วก็ได้เปิดประตูให้ในทันใด

เมื่อได้โอกาสพระโปลชนกก็เสด็จควบม้าหนีออกไปนอกเมืองด้วยความเร็ว ได้ทรงหนีไปพำนักอยู่ในตำบลบ้านชายพระราชอาณาเขตแห่งหนึ่ง ชาวบ้านตำบลนั้นจำพระองค์ได้ก็บำรุงพระองค์อย่างดี และได้ชักชวนกันมาสวามิภักดิ์มากมาย

ส่วนพระเจ้าอริฏฐชนกทรงเห็นว่า พระอนุชาทรงหนีไปเพียงพระองค์เดียว คงไม่มีพิษภัยใหญ่หลวงอะไรนักหนา จึงมิได้ทรงให้เหล่าทหารไล่ล่าให้สิ้นซาก ได้ทรงปล่อยให้พระโปลชนกประทับอยู่อย่างสบายในตำบลบ้านชายแดนนั้น

เมื่อพระโปลชนกทรงอยู่ในตำบลบ้านแห่งนั้นนานเข้า ก็มีผู้คนมาขอเข้าร่วมเป็นพวกพ้องบริวารมากขึ้น พระองค์ก็ทรงจัดการปกครองเป็นอย่างดี ทำให้ตำบลบ้านแห่งนั้นค่อยๆ เจริญขึ้นมาตามลำดับ ส่วนผู้ปกครองตำบล และหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายที่เข้ามาสวามิภักตร์ด้วย ครั้นภายหลังได้ทราบว่า ที่พระโปลชนกต้องลำบากรอนแรมหนีออกจากพระนครมาอาศัยอยู่บ้านปลายแดน ก็เพราะพระองค์ถูกพระราชาผู้เป็นพี่จับด้วยข้อหาว่า เป็นผู้ก่อการกบฏคิดแย่งชิงราชบัลลังก์ ทั้งที่พระองค์ไม่ทรงเคยคิดอย่างนั้นเลย

จึงต่างก็เป็นเดือดเป็นแค้นแทนพระโปลชนก จึงแอบรวบรวมกำลังพลอยู่เงียบๆ โดยที่ไม่ให้พระโปลชนกทรงทราบ ค่อยๆ ฝึกปรือฝีมือพวกชาวบ้านปลายแดนให้ขึ้นมาเป็นทหารอย่างเป็นระบบ ปลุกใจชาวบ้าน ฝึกให้เป็นนักรบ

พระโปลชนกทรงเห็นผิดสังเกตว่า ทำไมจึงมีกำลังคนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมีการฝึกอาวุธกันอย่างจริงจัง ก็ทรงถามว่า “พวกท่านจะฝึกคนเอาไว้ทำไมมากมาย”

พวกหัวหน้ากำลังพลทั้งหลายก็ตอบว่า “ทหารส่วนหนึ่งมีเอาไว้เป็นกองทหารรักษาพระองค์ อีกส่วนก็เป็นกองกำลังป้องกันหมู่บ้านและตำบล เพื่อไม่ให้พวกโจรทั้งหลายเข้าปล้นได้โดยง่าย ขอพระองค์อย่าทรงสงสัยเลย”

เมื่อกองทหารมีจำนวนมากขึ้น และได้ฝึกอาวุธมากเข้าก็เกิดอาการฮึกเหิม ได้มีทหารจำนวนหนึ่งบุกเข้าปล้นกองทหารรักษาชายแดนของพระราชาในเวลากลางคืน ทั้งได้ฆ่ากองทหารของพระราชาตายไปเป็นจำนวนมาก

ส่วนทหารของพระราชาที่เหลือก็รีบเข้าแจ้งต่อพระเจ้าอริฏฐชนกให้ทรงทราบว่า บัดนี้ได้มีกองกำลังกบฏจำนวนมากเกิดขึ้นที่ชายแดนนำโดยพระอนุชาคือพระโปลชนก ได้ฆ่าทหารที่ด่านนอกพระนครตายไปเป็นจำนวนมาก ขอให้พระองค์ส่งกำลังไปปราบโดยเร็วเถิด

ส่วนพวกหัวหน้ากองทหารของพระโปลชนกนั้นเล่า ครั้นรุ่งเช้าได้ทราบว่ากองกำลังของตนได้ก่อเรื่องเข้าแล้ว และก็ได้มีทหารส่วนหนึ่งรอดตายหนีเข้าเมืองไป จึงคิดว่า ในวันนี้ตอนสาย อย่างไรเสียเรื่องทั้งหมดก็คงทราบถึงพระราชาอย่างแน่นอน

ดังนั้น พวกหัวหน้ากองทหารทั้งหลาย จึงรีบเข้าทูลแจ้งเรื่องทั้งหมดแด่พระโปลชนกให้ทรงทราบ และกราบทูลว่า “ขอพระองค์ทรงตัดสินพระทัยโดยเร็วเถิด อีกอย่างช้าไม่ถึง 7 วัน กองทหารของพระราชาก็จะต้องยกกำลังมาปราบพวกเราอย่างแน่นอน การชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ บัดนี้กองทหารของเราก็พร้อมรบ ขอเพียงทรงสั่งการเท่านั้นทุกอย่างก็จะไปได้สวย ขอพระองค์จงทรงบัญชาการรบเองเถิด”

การคบคนเช่นไร ย่อมเป็นคนเช่นนั้น พระโปลชนกซึ่งแต่เดิมก็ไม่ได้คิดชั่วเลย ทรงหวังจะอยู่อย่างสงบ แต่เมื่อทรงคบกับพาล ด้วยบารมีของพระองค์จึงมีกำลังมาเสริมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกองกำลังเหล่านั้นไปก่อเรื่องร้ายๆ เข้า ก็เดือดร้อนถึงพระองค์เอง

ดังนั้น ผู้ที่เป็นใหญ่คุมกำลังอำนาจพึงสังวรให้ดีว่า หากไม่ฝึกกองกำลังนั้นให้มีศีลธรรมตั้งมั่นอยู่ในใจ ไม่ฝึกให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัย ในไม่ช้ากองกำลังของตนนั้นก็จะทำให้ตนเดือดร้อนจนได้ เหมือนที่พระโปลชนกทรงประสบอยู่ในขณะนี้

พระโปลชนกเมื่อทรงได้รับรายงานดังนั้น ก็ทรงประมวลเหตุการณ์ทั้งหมด แล้วดำริว่า “มีทางให้เลือกอยู่สองทาง ทางหนึ่งคือหนี แต่ถ้าเราหนีไปก็คงไม่รอด เพราะพระเชษฐาได้ปล่อยให้เราอยู่อย่างสบายมาครั้งหนึ่งแล้ว คนของเรายังก่อความเดือดร้อนขึ้นอีก คราวนี้พระองค์คงไม่ปล่อยเราไว้เป็นแน่ แต่ถ้าเราสู้ โดยรีบยกกำลังเข้าล้อมพระนครไว้ก่อนก็มีสิทธิ์ชนะ ได้ขึ้นครองราชย์ เพราะกองทหารของพระเชษฐานั้นเรารู้กำลังดี เชิงยุทธทุกกระบวนรบเราก็เข้าใจทั้งหมด เพราะได้เคยบัญชาการกองทัพมาก่อน” เมื่อดำริดังนี้ พระโปลชนกจะตัดสินพระทัยอย่างไร จะทรงเสี่ยงหนีตาย หรือจะรบเพื่อชิงราชบัลลังก์ โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

ขอบคุณ dmc.tv





Create Date : 05 กันยายน 2550
Last Update : 5 กันยายน 2550 18:51:19 น. 1 comments
Counter : 427 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ แวะมาอ่านทศชาติชาดกค่ะ


โดย: ธิธารา วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:9:37:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เมืองทะเลทราย
Location :
Dubai United Arab Emirates

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ว้า...ดูไบเนี่ยทำไม มันร้อนจริง ๆ เลย



Friends' blogs
[Add เมืองทะเลทราย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.