Little drops of water, Little grains of sand Make the mighty Ocean, and the pleasant land. Little deeds of kindness, Little words of love Help to make Earth Happy, Like the Heven above.
Group Blog
 
All Blogs
 

The Lady or The Tiger?

The Lady or The tiger เป็นเรื่องสั้นคลาสสิกที่แต่งขึ้นในปี ค.ศ. 1882 โดย Frank R. Stockton สามารถอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้จากเวป //www.gutenberg.org/etext/396




เรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ อาณาจักรไกลโพ้น ซึ่งถูกปกครองโดยพระราชาองค์หนึ่ง ซึ่งมีวิธีการตัดสินนักโทษที่แปลกประหลาด คือ ให้เลือกระหว่างประตู 2 บาน บานแรกข้างในมีเสือดุร้ายที่กำลังหิวและพร้อมจะขยำทุกคน ในขณะอีกบานหนึ่ง เป็นหญิงสาวที่สวยที่สุด ซึ่งหากนักโทษเลือกประตูบานนี้ เขาจะรอดชีวิตและได้แต่งงานกับหญิงผู้นั้น

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเกิดจับได้ว่าลูกสาวของตนแอบมีความรักกับชายผู้หนึ่ง พระราชาจึงจับชายผู้นั้นมาตัดสินลงโทษ โดยให้เลือกบานประตู ฝ่ายเจ้าหญิงนั้นเศร้าเสียใจเป็นอันมาก และต้องตัดสินใจเลือกระหว่างจะยอมให้ชายคนรักตาย หรือจะยอมเสียเขาให้กับหญิงอื่น

เมื่อถึงวันตัดสิน ชายคนรักเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าหญิง เพื่อรอให้เธอส่งสัญญาณว่าให้เลือกประตูบานไหน เขารู้แน่ๆว่าเจ้าหญิงรู้ว่าประตูบานไหนคือทางรอดของเขา

แต่.................เมื่อมาถึงตอนนี้ เจ้าหญิงจะตัดสินใจอย่างไร?


กี่ค่ำคืนที่เจ้าหญิงร้องไห้เสียใจ ที่ฝันเห็นชายคนรักถูกเสือกระชากเป็นชิ้นๆ
กี่ค่ำคืนที่เจ้าหญิงฝันว่าจ้องมอง เห็นชายคนรักยิ้มแย้มอย่างมีความสุขกับหญิงอื่น ด้วยความริษยา


ผู้แต่งเขียนทิ้งท้ายไว้ให้คนอ่าน คิดต่อไปเองว่า ถ้าเป็นเราหล่ะ? เราจะเลือกประตูบานไหน






























สำหรับ จขบ ขอสารภาพเลยว่าในแวปแรกที่อ่านเรื่องนี้จบ เลือกประตูที่มีเสือ แต่พอคิดไปคิดมาขอเลือกประตูบานที่ 2 ดีกว่า คือยอมเสียคนรักให้หญิงอื่น เพราะอย่างน้อยๆ ก็ขอให้อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนซักแห่งในโลกนี้ ดีกว่าไม่มีเขาอยู่เลยอีกต่อไป (แหวะ)







 

Create Date : 10 มิถุนายน 2553    
Last Update : 20 ธันวาคม 2553 8:43:54 น.
Counter : 2466 Pageviews.  

Fantastic Mr.Fox by Roald Dahl

Fantastic Mr.Fox by Roald Dahl






“คำเตือน……Spoiled แน่นอนค่ะ”




เรื่องน่ารักๆของครอบครัววสุนัขจิ้งจอก ที่ถูกชายนิสัยน่ารังเกียจ 3 คน ตามราวี จนเกือบจนมุมอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยความชาญฉลาดของพ่อสุนัขจิ้งจอก ประกอบกับความรักและความสามัคคีกันของครอบครัวจิ้งจอก จึงทำให้ครอบครัวจิ้งจอก รวมถึงเพื่อนสัตว์ตัวอื่นๆรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

สำหรับพระเอกของเรื่องนี้คือ คุณพ่อจิ้งจอกที่แสนชาญฉลาด ซึ่งมีลักษณะของบุคคลตัวอย่างอยู่ครบถ้วน มีทั้งความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบ มีน้ำใจและรักครอบครัว เรียกได้ว่าตรงตามแบบฉบับของคุณพ่อดีเด่นทุกกระเบียดนิ้ว แต่นิสัยที่น่าชื่นชมที่สุดของพ่อจิ้งจอก คือไม่เคยยอมแพ้ต่อปัญหาใดๆทั้งสิ้น

ข้อคิดดีๆที่เด็กๆจะได้จากการอ่านเรื่องนี้

1.ทุกปัญหามีทางแก้เสมอ แม้ว่าครอบครัวจิ้งจอก จะถูกชายใจร้ายทั้ง 3 คน ไล่ต้อนอย่างโหดร้ายจนเกือบจนมุมอยู่หลายครั้งก็ตาม แต่ครอบครัวจิ้งจอก โดยเฉพาะคุณพ่อจิ้งจอกก็ไม่เคยยอมแพ้ ช่วยกันคิดหาทางออกจนสำเร็จได้เสมอ

2.สามัคคีคือพลัง ในตอนที่ทุกคนกำลังจะอดตาย ถ้าลูกสุนัขจิ้งจอกทั้ง 4 ตัว ไม่ช่วยกันขุดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อเชื่อมต่อไปยังโกดังเก็บอาหารของชายใจร้ายทั้ง 3 คน ลำพังพ่อสุนัขจิ้งจอกเพียงตัวเดียว คงไม่มีทางทำสำเร็จแน่ แล้วทุกตัวก็คงจะอดตายกันหมด

3.เราสามารถขโมยได้เมื่อจำเป็น อันที่จริงแล้วเรื่องการขโมยของ เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่อย่างเรามักจะสอนว่าเป็นสิ่งไม่ดี ทุกคนที่เป็นขโมยต้องถูกตำหนิและลงโทษ ในเรื่องนี้ ตอนที่พ่อจิ้งจอกขุดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อไปเอาอาหารในโกดังของชายใจร้าย ก็ถูกทักท้วงโดยตัวตุ๋น ซึ่งลังเลที่จะร่วมขบวนการ เพราะเห็นว่าการขโมยเป็นสิ่งไม่ดี แต่พ่อจิ้งจอกก็อธิบายเหตุผลได้เป็นอย่างดีว่า การกระทำครั้งนี้มีความจำเป็น เพราะต้องการช่วยชีวิตครอบครัวไม่ให้อดตาย และการขโมยอาหารแต่เพียงเล็กน้อยจากโกดังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตของชายใจร้าย 3 คนนั้นเท่าไหร่หรอก

4.มีน้ำใจต่อผู้อื่น ที่จริงแล้ว แม้ว่าจิ้งจอกจะเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่พ่อจิ้งจอกก็ไม่ลืมว่าครอบครัวกระต่าย เพื่อนร่วมป่าของเขาก็ได้รับความเดือดร้อนที่เกิดจากชายใจร้าย 3 คนเช่นกัน ดังนั้นพ่อจิ้งจอกจึงไม่ลืมที่จะแวะจิ๊กแครอทจากโกดังไปฝากครอบครัวกระต่ายด้วยเช่นกัน

แต่ด้วยความที่ Roald Dahl เขียนตอนจบของเรื่องนี้ออกจะห้วน และค้างคาไปซักนิด คือ ครอบครัวสุขสันต์ของสุนัขจิ้งจอก ตัวตุ่น ตัวแบดเจอร์ และกระต่าย จัดงานปาร์ตี้ฉลองความสำเร็จที่รอดจากการอดตาย และตกลงว่าจะใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินนี้ตลอดไป ไม่ขึ้นไปผจญกับชายใจร้าย 3 คน ที่ถือปืนรอจ่อยิงอยู่ที่ปากอุโมงค์ข้างบน ซึ่งยังคงตั้งแคมป์เฝ้ารออยู่อย่างยากลำบากต่อไป โดยไม่รู้ว่าครอบครัวจิ้งจอกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ใต้ดิน

ดังนั้นเมื่อเด็กๆฟังเรื่องนี้จบ ข้าพเจ้าจึงมักจะเจอะคำถามที่น่าหนักใจเสมอ


“อะไรกัน จบแค่เนี่ยนะ”

“แล้วเรื่องมันเป็นไงต่อไปคะ พวกสัตว์ก็อยู่ใต้ดินไปเรื่อยๆเหรอคะ มันไม่เบื่อแย่เหรอ
“เออ.....ก็ประมาณนั้นมั้งคะ

“ไม่จริงๆ กระต่ายอยู่ใต้ดินไม่ได้หรอกค่ะ มันต้องวิ่ง อยู่ข้างล่างนั่นคงอืดอัดแย่เลย”
“อ่อ......."

“แล้วชายใจร้าย 3 คนนั้น เค้าจะรอไปถึงเมื่อไหร่คะ
“อ่อ ก็รอต่อไปเรื่อยๆจ๊ะ

“เรื่อยๆที่ว่านี่ กี่ปีคะ”
“อ่อ.....ก็เรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ หล่ะจ๊ะ




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2553    
Last Update : 20 ธันวาคม 2553 8:51:28 น.
Counter : 309 Pageviews.  

"อิกคิวซังตัวจริง"



เมื่อวันก่อน สายตาของข้าพเจ้าไปสะดุดหนังสือเล่มนึงด้วยความบังเอิญ บนชั้นหนังสือที่ TK park หนังสือเล่มนี้ มีชื่อว่า "อิกคิวซังตัวจริง"

เมื่ออ่านชื่อเรื่องปุ๊บ ความทรงจำเกี่ยวกับการตูนเรื่องอิกคิวซังในวัยเด็กก็พรั่งพรูออกมามากมาย

ข้าพเจ้ายังจำได้ดีว่าสมัยยังเป็นเด็กนักเรียน เวลาหลังจากกลับจากโรงเรียนทุกวันตอนเย็น เราจะเฝ้ารอเวลา 5 โมง เพราะหลังละครจักรๆวงศ์ๆจบ ก็จะมีการตูนให้ดู ซึ่งจริงๆการตูนมันก็ฉายทุกวัน แต่ไม่รู้ทำไมความจำปลาทองของข้าพเจ้า ถึงจำได้แค่ 2 เรื่องคือ นินจาฮาโตริ และ อิกคิวซัง

ข้าพเจ้าตัดสินใจยืมหนังสือเล่มนี้กลับมาบ้านด้วย โดยที่ไม่ได้ลองอ่านคำนำ สารบัญ หรือเนื้อเรื่องข้างในเลยซักนิดเดียว แค่คิดว่าอยากรู้เรื่องจริงเท่านั้น และคิดว่าคงเป็นหนังสือเชิงชีวประวัติธรรมดา ไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นหนังสือที่สนุกแต่อย่างไร

แต่ปรากฏว่า.......ผิดคาดแฮะ หนังสือเล่มนี้ กลับเป็นหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่ม ที่ข้าพเจ้าอ่านรวดเดียวจบ แม้ว่ามันจะเป็นหนังสือบางๆก็ตาม
(เชื่อเถอะว่า ต่อให้เล่มบางแค่ไหน ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบ ก็อย่าหวังว่าจะทนอ่านจนจบ)


ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า มาซาโอะ โคงุเร ส่วนผู้แปล คือ คุณพรองนค์ นิยมค้า ซึ่งเธอเป็นคนเดียวกับผู้แปลบทการตูนอิกคิวซังด้วย และนั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้สำนวนในหนังสือเล่มนี้ อ่านแล้วรู้สึกคุ้นเคย

หนังสือล่มนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักศาสนาพุทธ นิกายเซน มากขึ้น และได้รู้ว่าสถานการณ์ของศาสนารวมทั้งการเมืองของญี่ปุ่นช่วงยุคสมัยของอิกคิวซังนั้นอ่อนแอและวุ่นวายมาก

ชีวิตจริงของอิกคิวซังนั้น ได้ผ่านความลำบากมากมายตั้งแต่วัยเด็ก การได้พบเห็นการกระทำของพระผู้ใหญ่หลายท่าน ที่หย่อนยานในวินัย พระที่ยังหลงใหลในลาภยศสรรเสริญและวัตถุทั้งหลาย ทำให้อิกคิวซัง รู้สึกผิดหวัง และออกเดินทางไปศึกษากับพระที่เคร่งในนิกายเซนหลายท่าน เพื่อแสวงหาการหลุดพ้นและหนทางแห่งเซนที่แท้จริง



"ละทิ้งกิเลสทั้งปวง ทำจิตใจให้ว่าง คือจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม หัวใจของเซนจะถูกขัดเกลาได้ดีท่ามกลางความยากจน"


จากคำสั่งสอนนี้ เราไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระในนิกายเซนนี้ จะต้องพบกับความลำบากและทุกข์ยากขนาดไหน จีวรขาดๆ หมวกฝาง และรองเท้าสาน มีเพียงแค่นี้.....

แต่แม้จะต้องฝ่าฟันความลำบากมากมาย สุดท้ายอิกคิวซังก็ได้ศึกษาจนสำเร็จ และออกเดินทาง ได้ใช้สติปัญญาในการสั่งสอนและช่วยเหลือชาวบ้านจนได้รับการยอมรับ จนเป็นที่รักใคร่นับถือของผู้คนมากมาย ตราบจนสิ้นลมหายใจ

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ และได้ไปสนธนากับคุณพี่ท่านนึงซึ่งเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ และชอบดูอิกคิวซังเหมือนกัน เค้าถามว่า "ชีวิตจริงกับในการตูน มันแตกต่างกันมากนะ อ่านแล้วไม่รู้สึก Fail เหรอ"

มาคิดๆดูแล้ว อืม...ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตอนยังเป็นเด็กๆ คงจะรู้สึกเศร้าอยู่มาก แต่ตอนนี้แก่แล้ว อ่านแล้วรู้สึกว่าปลงชีวิตและดีใจที่ได้รู้ความจริงหลายๆเรื่องมากกว่า

แม้ว่าเรื่องราวชีวิตจริงของอิกคิวซังจะค่อนข้างเศร้า แต่วีรกรรมเรื่องความเฉลียวฉลาดของท่านอิกคิวในหนังสือเล่มนี้ มีหลายตอนที่เคยทำเป็นการตูน อ่านไปแล้วทำให้ภาพในการตูนที่เคยดูในสมัยเด็กๆผุดขึ้นมามากมาย ทำให้อดอมยิ้มไม่ได้

นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ความจริงว่า ชินเอม่อนซัง คนซื่อ นั้นมีตัวตนจริงๆ แต่เขาได้รู้จัก และสนิทสนมกับอิกคิวซัง ในตอนที่ทั้งคู่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ได้เล่นหัวกันสนุกสนานแต่เด็กเหมือนในการตูน ส่วนซาโยจัง ตัวละครเด็กหญิงที่สนิทกับอิกคิวในการตูนนั้น ไม่มีปรากฏในหนังสือเล่มนี้

แต่เมื่อพูดถึงซาโยจังแล้ว ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงความคิดประหลาดๆของตนเองตอนเป็นเด็ก
ไม่รู้ว่าคนอื่นๆเคยคิดเหมือนกันไหมว่า สมัยที่เราดูการตูน มักจะคิดว่า อิกคิวซัง เป็นพระเอก ส่วนซาโยจังนั้น ต้องเป็นนางเอกชัวร์ๆ ซึ่งความคิดนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผิดเสมอๆว่า เฮ้ย....อิกคิวเป็นพระนินา แล้วพระจะแต่งงานได้ยังไง คิดแบบนี้บาปนะเนี่ย

ยังโชคดี ที่เวลาเอาเรื่องนี้ไปบ่นให้แม่ฟังทีไร ท่านจะปลอบใจว่า พระของญี่ปุ่นไม่เหมือนพระบ้านเราจ๊ะ บางนิกายแต่งงานได้ (แม้ว่าจะไม่ใช่พระนิกายเซน แบบอิกคิวก็ตาม)

แต่สำหรับชีวิตจริงของอิกคิวซังในหนังสือเล่มนี้ ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตอิกคิวนอกจากแม่และแม่นม คือ หญิงตาบอดที่มีชื่อว่า ชินโจะ

อิกคิวพบชินโจะในช่วงสงคราม ได้ช่วยเหลือไว้ และร่วมเดินทางไปด้วยกัน และสุดท้ายทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันคล้ายสามีภรรยา (แต่ในตอนนั้นอายุของอิกคิวปาเข้าไปตั้งเกือบ 80 ปีแล้วหล่ะค่ะ)

ส่วนเรื่องที่ว่าอิกคิวซังนั้น มีพ่อเป็นพระจักรพรรดิ์ ยังเป็นเรื่องที่กังขากันอยู่ เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันใดๆที่ชัดเจน และมีการตั้งข้อสงสัยกันว่า บรรดาลูกศิษย์ของอิกคิว อาจะเป็นผู้แต่งเติมเรื่องนี้ขึ้นมาเอง เพื่อให้ฐานะของอิกคิวดูสูงส่งขึ้น

และสุดท้ายอีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมากจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ ได้รู้ว่าวลีเด็ดในการตูน "อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊ะ จะรีบไปไหนๆ ขอพักเดี๋ยวนึงสิ" มาจากชื่อของอิกคิวซัง ซึ่งแปลว่า "ขอพักซักครู่" โดยความหมายเต็มๆของชื่อนี้คือ

"ขอพักสักครู่หนึ่ง
ระหว่างทางจากโลกียะ
สู่โลกุตระ
หากฝนจะตกก็ตกเถิด
หากลมจะพัดก็พัดเถิด"


นี่คือกลอนที่อิกคิวซัง ใช้ตอบความหมายชื่อของตนเอง แก่ อ.ผู้ตั้งชื่อให้






 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 24 มกราคม 2554 19:23:40 น.
Counter : 651 Pageviews.  

เมื่อฉันอ่านเคหวัตถุ

เมื่อวานนี้ ฉันมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนคุณพี่ท่านหนึ่งแถวพระโขนง และได้รับหนังสือถึง 4 เล่มเป็นของขวัญ แม้ว่าตามปกติแล้ว ทุกครั้งที่ฉันได้หนังสือมาใหม่ ไม่ว่าจะซื้อมากี่เล่มก็ตาม อย่างน้อยๆในคืนนั้นก็ต้องขอเปิดคำนำมาอ่านซักนิดก็ยังดี

แต่เนื่องจากเมื่อวานนี้ ฉันผ่านการผจญภัยหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่เดินหาสถานีรถไฟฟ้า ตามด้วยกิจกรรมเดินทางไกลที่พระโขนง แล้วไหนจะต้องหิ้วถุงกับข้าวหนักอึ้ง เดินฝ่าฝูงชนและบรรดาเด็กแนวไม่รู้กี่พันคนที่มากริ๊ดๆกันในงานคอนเสิร์ตที่ CTW

ที่สำคัญคือ กิจกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ดิฉันปฏิบัติอยู่บนรองเท้าส้นเข็มสูง 2 นิ้วครึ่ง ซึ่งต้องบอกว่า มันเป็นรองเท้าคู่เดียวที่ดูดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้ เพราะพึ่งซื้อมาใช้ในโอกาสพิเศษ จริงๆมันเป็นรองเท้าส้นสูงที่มีโครงสร้างดีมาก ใส่แล้วเดินสบายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่คงต้องเว้นไว้เฉพาะเดินฉุยฉายในห้างที่พื้นราบเรียบ ดังนั้นฉันจึงสัญญากับตัวเองแล้วว่า ครั้งหน้าหากฉันมีโอกาสได้ไปหาคุณพี่ท่านนี้อีกครั้ง จะฟิตร่างกายให้พร้อม นอนหลับให้เต็มอิ่ม และจะใส่รองเท้าผ้าใบสำหรับนักวิ่งแทนเจ้าพธู 2 นิ้วครึ่งนี่อย่างแน่นอน


และด้วยเหตุนี้ หลังจากฉันกลับถึงบ้าน จึงรีบเปิด notbook เพื่อตอกบัตรบอกกับบรรดามิตรสหายว่าถึงบ้านโดยปลอดภัยแล้ว จากนั้นก็รีบชำระล้างร่างกายที่ออกไปคลุกฝุ่นมาทั้งวัน โดยเฉพาะ ช่วงนี้ที่กำลังมีไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดอยู่ ดังนั้นจึงต้องสะอาดเป็นพิเศษ แต่พอเสร็จธุระ แทนที่จะสดชื่นเหมือนผักพึ่งรดน้ำเหมือนทุกที กลับสลบไสลอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่ได้อ่านหนังสือซักตัว สงสัยตะกี้เราจะเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นร้อนเกินไป


เช้าวันนี้ฉันตื่นสาย แถมยังต้องเจอะกับสภาพอากาศขมุกขมัว แล้วไหนเลยจะยังเมื่อยล้าจากกิจกรรมเมื่อวานอยู่ วันนี้ฉันจึงงดเว้นการออกไปเดินเล่น และเลือกที่จะหยิบหนังสือที่ได้มาใหม่มาเชยชมบนเตียงนอนแทน


ฉันหยิบหนังสือที่ชื่อว่า "เคหวัตถุ" มาอ่านเป็นเรื่องแรก เพราะดูว่าคนให้ตั้งใจอยากให้ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ที่สุด (ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เพราะมันบางที่สุด และเป็นภาษาไทยด้วย )

ฉันเริ่มต้นโดยการพิจารณาปกที่ดูแปลกตา ที่ดูตั้งนานก็ไม่รู้ว่ามันคือรูปอะไร ตามด้วยคำนำ และ สารบัญ เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องสั้น ดังนั้น เราจึงไม่ต้องอ่านเรียงตามบท ฉันจึงใช้เวลาพิจารณาสารบัญอยู่นาน เพื่อเลือกว่าฉันควรจะอ่านเรื่องไหนก่อนดี ตามปกติเวลาที่ฉันอ่านเรื่องสั้นแบบนี้ ฉันชอบที่จะคาดเดาเนื้อเรื่องจากชื่อบท ว่ามันน่าจะเป็นยังไง แม้ว่าส่วนใหญ่ฉันมักจะเดาผิด แต่หากมีครั้งไหนที่ฉันเดาถูก ฉันจะดีใจมากๆเพราะมันทำให้รู้สึกว่าตัวเองฉลาดขึ้นนิดนึง(ไม่เกี่ยวกันเลย)

สำหรับหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีชื่อบทอันแปลกประหลาด ถึง 8 บท อันได้แก่ ตู้/เย็น/เร่า/ร้อน, ร่มของผม, ปิ่นโต, เตียง, กะโหลก, นก, ยาย และ น้ำตาล ฉันเดาเนื้อเรื่องได้ถูกเพียงแค่ 1 เรื่องเท่านั้น

เรื่องแรกที่ฉันเลือกอ่าน คือเรื่อง "ปิ่นโต" สาเหตุที่ฉันอ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก มีอยู่ 2 ประการ ประการแรกคือคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับการทำอาหาร หรือเป็นเรื่องความใส่ใจของคนทำปิ่นโต หรือจะเป็นความทรงจำดีๆของอาหารปิ่นโตในวัยเด็ก บลาๆๆ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องแบบที่ฉันชอบ ส่วนประการที่สอง คือ หน้าปกของหนังสือเล่มนี้เป็นรูปปิ่นโต ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในเล่ม เขาถึงได้เลือกมาขึ้นปก

แต่.....หลังจากอ่านเรื่องนี้จบ กลับพบว่ามันเป็นคนละเรื่องเลยนี่นา
เรื่องปิ่นโตนี้ กลับกลายเป็นเรื่องลึกลับออกจะผีๆหน่อย และไม่เกี่ยวกับเรื่องของอาหารเลยซักนิดเดียว แต่ชอบเรื่องนี้ตรงคำพูดกินใจ ที่อ่านแล้วรู้สึกดี และเห็นด้วย

"ตราบใดก็ตามที่เราไม่ได้เห็นร่างไร้ชีวิตของคนที่เรารักก็หมายความว่าเขาอาจมีชีวิตอยู่ อาจเป็นที่แห่งใดแห่งหนึ่งในโลกนี้ ดังนั้นหากเราไม่อยากสูญเสียใครไปจริงๆ อย่าไปงานศพของเขาเป็นอันขาด เพื่อที่ว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้ในความคิดคำนึงของเราก็ตาม"

ตอนที่อ่านย่อหน้านี้ ทำให้ฉันคิดถึงตอนที่คุณย่าเสีย ฉันได้รับโทรศัพท์จาก รพ.หลังจากกลับบ้านมาได้ราว 2 ชม ก็ตะกี้เรายังนั่งเฝ้าอยู่เลยนินา... เมื่อ 2 ชม.ที่แล้วคุณย่ายังมีเรี่ยวแรงดีอยู่เลย มันจะเป็นไปได้ยังไง...ตอนนั้นฉันอยู่บ้านคนเดียว และได้รับคำสั่งให้แจ้งข่าวกับคนอื่นๆ ฉันไม่ได้ร้องไห้ แต่เอาแต่เดินวนไปวนมาในห้อง รู้สึกมึนๆงงๆและสับสน ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง จนกระทั้งวันรุ่งขึ้นไปทำพิธีที่ห้องดับจิต ในตอนที่ได้เห็นร่างคุณย่าที่ไม่ตอบสนองต่อการกระทำใดๆนั่นหล่ะ ฉันถึงได้เข้าใจแล้วว่า คุณย่าท่านได้จากไปแล้วจริงๆ

หลังจากอ่านเรื่องนี้จบ ฉันรู้ึสึกดีมากๆ และนึกชมคุณพี่คนให้หนังสืออยู่ในใจ ว่าเลือกหนังสือได้ถูกใจจริงๆ (โดยหารู้ไม่ว่าเรื่องอื่นๆหน่ะ มันคนละเรื่องกันเล้ย...)


เรื่องที่ 2 ที่ฉันเลือกอ่าน คือ "ร่มของผม" ฉันเลือกเรื่องนี้ เพราะเมื่ออ่านชื่อเรื่องแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องโรแมนติก ฉันนึกถึงคู่รัก 2 คน กางร่มสีแดงเดินเคียงกันท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆด้วย และนี่เป็นเรื่องเดียวที่ฉันเดาแนวทางของเรื่องได้ถูกต้อง (ดีใจ๊...ดีใจ)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ารัก แม้ว่าในตอนกลางเรื่องมีโศกนาฏกรรมที่น่าตกใจเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ฉันหวั่นใจว่า ตอนจบคงจะน้ำตาแตกแน่ๆ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้น และคงต้องบอกว่าเรื่องนี้จบแบบสวยงามพร้อมกับความทรงจำดีๆตามแบบฉบับมาตรฐานเรื่องโรแมนติก ซึ่งฉันเดาว่าหลายๆคนที่อ่านเรื่องนี้ อาจจะรู้สึกว่ามันธรรมดาๆ แต่สำหรับฉัน รายละเอียดเล็กๆน้อยๆของเรื่องนี้ และความเข้าใจถึงความรู้สึกของคนที่เรียน รร.สตรีล้วน หรือ รร.ชายล้วน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย



เรื่องที่ 3 ที่ฉันเลือกอ่าน คือ "ตู้/เย็น/เร่า/ร้อน" ในตอนแรกฉันคิดว่า เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องบ่นๆ ของตู้เย็นที่ไม่ค่อยเย็น ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคของการผลิต หรือจะเกิดจากว่าใส่ของในตู้เย็นมากไป คิดเรื่อยไปจนถึงเรื่องของอาหาร(อีกแล้ว) แต่แล้วฉันก็คิดผิด

เรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลับ ที่ออกจะติดเรท(มาก)ไปหน่อย แถมเรื่องนี้ยังเรียงเป็นลำดับแรกของเล่ม ซึ่งกับนับว่าโชคดีที่ฉันไม่ได้อ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เพราะคุณพี่คนให้คงโดนด่าเช็ด และฉันคงจะขยาดจนไม่อยากจะพลิกไปอ่านเรื่องต่อๆไป เพราะเกรงว่าจะเป็นแนวเดียวกัน

อันที่จริงแล้ว ฉันไม่ใช่พวกหัวโบราณหรือพยายามทำตัวเป็นสาวน้อยผู้ไร้เดียงสาประเภทรับไม่ได้กับเรื่องเพศซักหน่อย...คนนะเออ...คน ไม่ว่าใครใดๆในโลกนี้ ก็มีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้เป็นปกติธรรมชาติ เพียงแต่ฉันมีความคิดว่า เรื่องกิจกรรมบนเตียงนั้น เป็นเรื่องที่เรายังไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ให้รกสมองในขณะนี้ เพราะถึงรู้ไปก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ยังไงก็ไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริงอยู่ดี เลยเลือกที่จะไม่ใส่ใจเรื่องนี้ ไว้รอให้ถึงเวลาที่ต้องแต่งงานก่อน ค่อยมาฝึกฝนกันก็ได้ คงไม่สายเกินไปหรอก


แต่เมื่อตัดประเด็นเรื่องติดเรทของเรื่องนี้ไป ส่วนที่ฉันชอบที่สุดในเรื่องนี้ คือตอนที่คนเขียน เล่าถึงความ "บ้ารองเท้า" ของภรรยาของเขา เพราะมันทำให้ฉันนึกถึงเพื่อนผู้ชายคนนึง ซึ่งชอบมาบ่นให้ฟังว่าอดีตแฟนของเขาก็บ้ารองเท้ามากเช่นกัน และนั่นทำให้เขามีความคิดว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ในโลกนี้บ้ารองเท้าเหมือนกันทุกคน รวมทั้งฉันด้วย

และถึงแม้ว่าฉันจะบอกว่า ฉันมีรองเท้าแค่ไม่กี่คู่ และพยายามอธิบายว่า ฉันทำงานอยู่ที่บ้าน วันๆก็เท้าเปล่าเนี่ยหล่ะเดินไปเดินมา รองเท้าสวยๆหน่ะมีโอกาสได้ใส่เฉพาะ ส อา หรือ เวลาไปงานเลี้ยงเท่านั้นหล่ะ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ฉันมีรองเท้าน้อยกว่าสาวๆทั่วไป แต่ทว่าไม่ว่าฉันอธิบายกี่ครั้งเพื่อนคนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่พยายามเข้าใจอยู่ดี และจะด้วยความจงใจหรือไม่ก็ตาม บ่อยๆที่คุยกัน ฉันรู้สึกว่าเขาข้องใจในเรื่องนี้มาก และมักจะคอยจับผิด แล้วหาทางหลอกล่อให้ฉันคายความจริงออกมาให้ได้ว่า ฉันหน่ะก็บ้ารองเท้าเหมือนกัน เฮ้อ...คนเรา



และเรื่องที่ 4 ที่ฉันเลือกอ่านเป็นเรื่องสุดท้ายของเวลาว่างยามนี้ คือเรื่อง "นก"

ฉันเลือกเรื่องนี้ เพราะฉันชอบนก นกเป็นสัตว์ที่น่ารัก และคิดว่า คนเขียนอาจจะเลี้ยงนก หรือประทับใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับนก ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่สวยงามน่ารัก แต่ปรากฏว่าฉันคิดผิดมหันต์

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ติดใจเมนูพิสดาร นั่นคือบรรดาแมลงทอดกรอบทั้งหลาย หยี......
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ประสพการณ์ลิ้มลองรสชาติครั้งแรก ไปจนถึงเมื่อคนขายแมลงเลิกขายไป จนทำให้เขาต้องหาวิธีจับแมลงด้วยตนเอง โดยต้องพยายามจินตนาการว่าตัวเองเป็นนก แล้วไหนจะมีรายละเอียดตอนเอาเจ้าแมลงที่น่าสงสารมาปรุงอาหารเอง หยี.......แหวะ......

จริงอยู่ว่าเมนูแมลงนี่ มีหลายคนชอบกิน ทั้งที่ ตจว และ กทม แต่สำหรับฉันแล้ว แมลงเป็นสัตว์โลกที่น่าขยักแขยงที่สุด (โดยเฉพาะแมลงสาบ) ดังนั้น เมื่ออ่านเรื่องนี้จบ ฉันจึงรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เรื่องนี้ไม่ไหวจริงๆ แหวะๆๆ

และที่แย่ไปยิ่งกว่านั้น ขณะที่อ่านจบบทนี้ นาฬิกาตีบอกเวลา 10.00 น.แล้ว หมดเวลาอู้งาน มีมื้อเช้าของฉันที่ยังไม่ได้ทาน และมีมื้อเที่ยงสำหรับทุกคนในบ้านที่ต้องทำรออยู่ แล้วนี่เมนูมื้อเที่ยงของฉัน จะออกมารสชาติยังไงเนี่ย ในเมื่อสมองของฉันคิดถึงแต่เจ้าตั๊กแตนทอดกรอบ ...หยี....แหวะ




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 มกราคม 2554 19:24:16 น.
Counter : 322 Pageviews.  

นิตยสารที่ทิ้งไม่ลง

พอถึงช่วงสิ้นปี นอกจากจะวุ่นวายกับจัดบ้านทั้งย้ายเฟอร์นิเจอร์ ทำความสะอาด และตกแต่งคริสมาสแล้ว ก็ยังต้องจัดตู้หนังสือด้วย
ตามปกติแล้ว พอจะขึ้นปีใหม่ก็จะเอาหนังสือที่อยู่ข้างนอกๆ หรือที่กองๆไว้บนโต๊ะและหัวเตียงที่อ่านจนแล้ว ย้ายไปไว้ข้างในๆตู้ หรือที่ๆมันหยิบยากๆ เพื่อจะได้เวียนเอาหนังสือเก่าๆมาอ่านบ้าง ทั้งหนังสือทั่วไป และการตูน ก็จะทำเหมือนกันหมด

นอกจากนี้ก็จะรื้อสำรวจหนังสือที่คิดว่าเลิกใช้แล้ว เอาไปบริจาควัด จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว รื้อตู้ออกมาเจอะหนังสือสมัยติวเข้า ม. 4 และ สอบเอนทรานต์ พวกนิตยสาร Mac และหนังสือเฉลยข้อสอบเอน ผ่านมา 10 กว่าปีสภาพยังดูดีอยู่เลย

มาปีนี้ดูๆแล้วพบว่ายังมีหลงเหลือบ้างเล็กน้อย แล้วก็มีปธานานุกรมฉบับนักเรียน ,พจนานุกรมไทย-อังกฤษ เล่มจิ๋ว สำหรับ นร มัธยม, หนังสือรวมคำตรงข้ามภาษาอังกฤษเพื่อสอบเอนทรานต์ ซึงเมื่อพลิกดูแล้ว คิดว่าเอาไปบริจาคน่าจะมีประโยชน์กว่าอยู่กับเรา

แล้วก็มาถึงคิวของนิตยสารต่างๆ ซึ่งมีเยอะมาก ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยเป็นสมาชิกของนิตยสารใดๆเลย แต่รู้สึกว่านั่นยิ่งแย่กว่า เพราะซื้อดะไปหมด ไม่ต้องห่วงว่ามีเล่มไหนมาเข้าคิวให้อ่านประจำ
แต่ก่อนจะเอาไปบริจาค ก็อดไม่ได้ที่จะต้องพลิกดูบ้าง และพบว่า ส่วนใหญ่เล่มที่ทิ้งได้ง่ายๆ จะเป็นพวกนิตยสารเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ของฉาบฉวย พวก T3 หนังสือมือถือ กองไว้เป็นตั้งๆเลย
แต่ในขณะเดียวกันพวกหนังสือถ่ายรูป ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เมื่อเปิดดูแล้วกลับรู้สึกละอายใจว่าเราน่าจะสนใจมันมากกว่านี้หน่อย เพราะมีแต่ how to ดีๆ ทั้งหลักการถ่ายรูป และการใช้โปรแกรม แต่กลับไม่ค่อยได้อ่าน ดังนั้นหนังสือถ่ายรูปจึงเป็นนิตยสารเทคโนโลยีฉบับเดียวที่ไม่ได้เอาไปบริจาค

ต่อมาก็ถึงบรรดาหนังสือที่มีปัญหาทุกปี นั่นคือ พวกต่วยตูน และreader digest พอเห็นปีที่เขียนไว้ทีไร ก็คิดว่าน่าจะทิ้งได้แล้ว แต่พอหยิบมาพลิกดู ก็อดไม่ได้ที่จะอ่านจนเพลินแล้วก็ติดลม.....เหมือนได้อ่านหนังสือที่พึ่งซื้อมาใหม่ มีเรื่องน่าสนใจมากมาย แม้ว่าบางเรื่องข้อมูลจะเก่าแล้ว แต่ส่วนใหญ่มันก็ยังสนุกอยู่ ว่าแล้วก็ทิ้งไม่ลงทุกปี รวมถึงปีนี้ด้วย

และสุดท้าย หนังสือที่ไม่ว่าจะรื้อออกมากี่รอบ ก็ไม่เคยทิ้งเลยซักครั้ง เพียงแต่จัดเรียงให้เรียบร้อย เป็นหมวดหมู่ นั่นคือ หนังสืองานฝีมือต่างๆ, หนังสือท่องเที่ยว และนิตยสารต่างประเทศภาษาอังกฤษ เพราะมันแพง!!!




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2551    
Last Update : 24 มกราคม 2554 19:25:14 น.
Counter : 242 Pageviews.  

1  2  

Vitamin_C
Location :
Pasadena United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




สวัสดีค่ะ อากาศดี ก็อารมณ์ดีเนอะ .......^-^

คิดถึงบ้านที่เมืองไทยเป็นที่สุด
ถ้าไม่นับห้องสมุดๆเจ๋งๆกับพิพิธภัณฑ์ดีๆ กับอาหารหลากหลายเชื้อชาติให้กินได้ไม่ซ้ำทุกวันแล้วหล่ะก็ เมืองไทยชนะขาดในทุกกรณี ว่าแต่เมื่อไหร่ ห้องสมุดกับพิพิธภัณฑ์ของบ้านเราจะพัฒนาซักทีน้อ....


ถึงแม้ว่าบล๊อกนี้จะไม่ค่อยมีสาระ แต่เนื้อหาและข้อความทั้งหมด
รวมไปถึงรูปภาพที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ถ่ายเอง ถือเป็นลิขสิทธิ์ ของสำนักพิมพ์บางกอกสาส์น จำกัด
ห้ามผู้ใดนำไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาติจากเจ้าของบล๊อก หรือ จากกองบรรณาธิการ

หากมีข้อสงสัยใดๆ กรุณาติดต่อหลังไมค์
หรือ
กองบรรณาธิการ สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น 966/10 ซ.พระราม6 19 ถ.เพชรบุรี เขตราชเทวี กทม 10400
โทร 02-6137140
Email vitavitac@gmail.com
Friends' blogs
[Add Vitamin_C's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.