Little drops of water, Little grains of sand Make the mighty Ocean, and the pleasant land. Little deeds of kindness, Little words of love Help to make Earth Happy, Like the Heven above.
Group Blog
 
All Blogs
 

Glenn Gould ตอนที่ 2 : Memory of Lennie and Brahms

ในเดือนมกราคม 1957 หลังจากผลงานชุด Goldberg Variation ประสพความสำเร็จได้ไม่นาน Gould ก็ได้รับคำเชิญจาก Leonard Bernstein ให้มาร่วมเล่น Piano concerto no.2 ของ Beethoven ด้วยกัน และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ Gould ได้พบกับ Lenny และยังเป็นครั้งแรกที่ร่วมเล่นกับวง New York Philharmonic ด้วยเช่นกัน

ผลงานชิ้นนี้ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม และทำให้ Bernstein ประทับใจในตัว Gould มาก จนถึงกับกล่าวว่า


“ไม่มีใครเหมือนเขา และผมรักที่จะได้เล่นดนตรีร่วมกับเขา”


จากนั้นต่อมาในปี 1960 Gould ก็ได้ออกทีวีเป็นครั้งแรกที่สถานี CBS พร้อมกับ Bernstein และ New York Philharmonic จากนั้นก็มีผลงานบันทึกเสียงและแสดงคอนเสิร์ตร่วมกันเรื่อยมา ทั้งงาน Piano concerto No.2,3 และ 4 ของ Beethoven


แต่แม้จะทำงานร่วมกันมาหลายครั้ง แต่มีอยู่วีรกรรมหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขาน เรียกว่าลืมไม่ได้เลยหาจะเล่าถึง 2 คนนี้





ผลงานชิ้นนั้น คือ Brahms Piano concerto in D minor Op.15 ซึ่งทั้ง 2 คนมีโปรแกรมแสดงที่ Carnegie Hall ในวันที่ 6 เมษายน ปี ค.ศ. 1962

ในตอนที่ซ้อมกัน Gould ได้บอกกับ Bernstein ว่าผลงานชิ้นนี้ เขาตีความออกมาค่อนข้างจะพิเศษซักหน่อย แต่ก็ยืนยันว่าได้ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว

ส่วนทางฝ่าย Bernstein เอง แม้ว่าจะมีความเห็นแตกต่าง แต่ก็ยอมรับในการตัดสินใจของ Gould และยินดีจะควบคุมวงไปตามความต้องการของนักเปียโนหนุ่ม แต่ถึงกระนั้น ในคืนคอนเสิร์ต Bernstein ก็ได้กระทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับกล่าวขวัญถึงตลอดมา


คอนเสิร์ตครั้งนั้นจัดขึ้นที่ Carnegie Hall ในคืนนั้น ก่อนที่คอนเสิร์ตจะเริ่ม Bernstein ก้าวขึ้นมาบนเวที พร้อมกับบอกความในใจของเขาที่มีต่อ Glenn Gould ให้ผู้ชมในHall ฟัง

“ ทุกท่าน โปรดอย่าตกใจไป....คุณ Gould ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว”




“อีกซักครู่เขาจะมาปรากฏตัวต่อหน้าทุกท่าน....แต่ก่อนหน้านั้น กระผมขออนุญาติกล่าวอะไรซักเล็กน้อย ถึงเพลง Concerto in D minor ของ Brahms ที่เราจะรับฟังกันในค่ำคืนนี้.....ซึ่งผมบอกได้เลยว่า ผลงานในคืนนี้จะพิเศษมากกว่าครั้งไหนๆ ซึ่งกระผมเองก็ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน และไม่เคยแม้แต่จะฝันถึงการบรรเลงแบบนี้”

“ความเร็วของเพลงในคืนนี้จะช้ากว่าครั้งอื่นๆที่คุณเคยได้ฟังมา และมี dynamic (ความดัง-เบา) ที่แตกต่างไปจากที่ Brahms เขียนเอาไว้หลายจุด”

“ผมเองไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า เห็นด้วยกับการตีความของคุณ Gould ทั้งหมด แต่มีคำถามที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ แล้วผมจะ conduct ยังไงดีหล่ะ?”

“แต่ผมก็ยินดีที่จะ conduct เพราะผมรู้ว่าคุณ Gould เป็นศิลปินที่มีเหตุผลและจริงจังกับงานดนตรีเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นผมจึงให้ความสนใจกับสิ่งที่เขาเชื่อมั่นว่ามันดีเป็นอย่างมาก และตั้งใจจะสนองความต้องการของเขาอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ผมยังคิดว่าการตีความของคุณ Gould มีความน่าสนใจ ดังนั้นผมจึงอยากให้พวกคุณลองฟังดู”

“แต่แล้วก็ย้อนกลับมาคำถามเดิม เมื่อพูดถึงงาน concerto คุณว่าใครใหญ่กว่ากันหล่ะ ระหว่าง soloist กับ conductor”


“แน่นอน คำตอบคือไม่ตายตัว บางครั้งคนนึง บางครั้งอีกคนนึง ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมสนใจใคร แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างพยายามชักชวน หลอกล่อ หรือแม้แต่ขู่เข็ญกัน //ฮ่าฮ่าฮ่า เพื่อให้ผลงานที่ออกมามีความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว”

“ซึ่งในตลอดชีวิตของผม มีอยู่เพียงครั้งเดียวที่ผมยอมจำนนต่อแนวคิดใหม่ๆที่ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมของ sololist และนั่นก็คือเมื่อครั้งสุดท้ายที่ผมบรรเลงร่วมกับคุณ Gould”




“ แต่ในขณะนี้ความแตกต่างของเรา 2 คนมีมากเกินกว่าที่ผมจะมองว่ามันเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ…… ดังนั้น กลับมาที่คำถามเดิม แล้วผมควรจะ conduct ดีไหม? ทำไมผมถึงต้องยอมทำเรื่องที่น่าอับอายด้วยหล่ะ ทำไมไม่เปลี่ยนตัว soloist หรือไม่ก็ให้ผู้ช่วยมาคุมวงแทน”
“แต่เพราะผมหลงใหลการเล่นแบบใหม่ๆของผลงานอันมีชื่อชิ้นนี้ ซึ่งคุณ Gould แสดงมันออกมาอย่างมั่นใจในแบบที่น่าพิศวงเป็นที่สุด และ เพราะว่าเราทุกคนสามารถเรียนรู้บางอย่างได้จากศิลปินผู้มีความพิเศษจากการแสดงที่เขาคิดขึ้นมา”

“และสุดท้าย จากคำกล่าวของ Dimitri Mitropoulos ที่ว่าสิ่งที่อยู่ในดนตรี คือ the sportive element อันได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น การผจญภัย การทดลอง ซึ่งผมบอกได้เลยว่าตลอดสัปดาห์นี้ที่ผมทำงาน Brahms concerto ร่วมกับคุณ Gould มันคือการผจญภัย ซึ่งเรากำลังจะได้สัมผัสมันต่อจากนี้........”





ผลงาน piano concerto no 1 ของ Brahms โดยฝีมือของ Gould




จริงอยู่ว่าการตีความบทเพลงเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเสรีที่นักดนตรีจะสร้างสรรผลงานของตนออกมาให้ดูโดดเด่น แต่อะไรบางอย่างที่มากเกินพอดี ก็ไม่ไหวเหมือนกัน.....

หลังจบคอนเสิร์ต มีเสียงวิจารณ์ตอบกลับมามากมาย อีกทั้งยังมีการแปลและตีพิมพ์ประโคมข่าวอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นไปในแง่ลบ

นักเปียโนหัวรั้น จอมโอ้อวด

นักวิจารณ์บางคนถึงกับกล่าวว่า นี่เป็นงานศพของ Gould เลยด้วยซ้ำ

แต่คำวิจารณ์ที่ดูจะรุนแรงที่สุด มาจาก Schonberg ซึ่งบอกว่า ที่หนุ่มน้อย Gould เล่นช้าขนาดนี้ อาจจะเพราะเทคนิคยังไม่ดีพอ เป็นการแสดงที่ไม่มีพลัง และยังขาดความเป็นมืออาชีพ


นอกจากนี้นักวิจารณ์บางคน ยังมองว่าการกระทำของ Bernstein ที่ออกมากล่าวความในใจ ก่อนการแสดงในครั้งนี้ เป็นการทรยศต่อ Gould และปัดความรับผิดชอบต่อคอนเสิร์ตครั้งนั้นให้กับ Gould แต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าในตอนหลัง Bernstein จะออกมาปกป้องนักดนตรีของเขาด้วยคำพูดทิ้งท้ายว่า

“ I never loved him more”


(จะแปลว่า ผมไม่เคยรักเขามากเท่านี้มาก่อน หรือว่า ผมรักเขามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ดีหล่ะคะ?)



ในทางฝ่ายของ Gould เอง หลังคอนเสิร์ตผ่านพ้นไป ในปีเดียวกัน Gould ก็ได้แสดงผลงานนี้อีกครั้ง กับ Peter H.Adler และ Baltimore Symphony ซึ่งในครั้งนี้ มีการตีความออกมาแบบที่ปกติมากกว่าที่แสดงกับ Bernstein

ในครั้งนี้เขาได้เขียนบทความที่ชื่อว่า “N’aimez-vous pas Brahms?” เพื่ออธิบายผลงานและแสดงความคิดเห็นของเขาถึงงานชิ้นนี้ รวมถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นที่ Carnegie Hall ด้วย


ในบทความดังกล่าว Gould ได้เขียนแสดงความเห็นถึง Berntein เกี่ยวกับผลงาน Brahms Piano concerto อันอื้อฉาว ด้วยความซาบซึ้งและชื่นชม
Gould เล่าว่าแม้ว่า Bernstein จะไม่เห็นด้วยกับการตีความของเขา แต่ก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่

“anything you can do I can do slower”


และด้วยความที่ Bernstein เคารพการตัดสินใจของเขาเป็นอย่างมากนี่เอง ทำให้ Gould รู้สึกลำบากใจเช่นกัน และกล่าวว่าอุปสรรคเพียงอย่างเดียวที่มีอิทธิพลต่อการตีความบทเพลงนี้ของเขา คือความเห็นของ Bernstein เนี่ยหล่ะ มิใช่ความเกรงกลัวต่อนักวิจารณ์ทั้งหลาย ซึ่งเขากล่าวว่ากระเหี้ยนกระหือรือ คอยจ้องที่จะรุมเขาอยู่ตลอดเวลา


ทั้งนี้ Gould ได้แสดงความเห็นของเขา เกี่ยวกับผลงาน concerto ในยุคศัตวรรษที่ 19 นี้ ว่ามีรูปแบบในการแต่งที่ค่อนข้างมีอิสระจากแบบแผนต่างๆมาก แล้วยังประสพความสำเร็จอย่างมาก ทั้งในแง่การประพันธ์และความไพเราะ

นอกจากนี้ยังมองว่าลักษณะงาน concerto เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงสัญชาติญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ที่มีความต้องการจะ show-off ลึกๆอยู่ในตัวทุกคน ซึ่ง soloist จะเป็นตัวแทนในการแสดงความรู้สึกนั้น และด้วยลักษณะเฉพาะดังกล่าวของงาน concerto นี่เอง ที่ทำให้ใครๆมองว่าเขาหน่ะทำตัวแปลกแยก

ส่วนในกรณีของ Piano concerto no. 1 ของ Brahms ชิ้นนี้ Gould มองว่าเหมือนเป็นงานของเด็กมีปัญหา มันเริ่มต้นขึ้นมาคล้ายๆกับงาน sonata สำหรับเปียโน 2 ตัว กับ เศษท่อนต่างๆของ symphony และมีโครงสร้างที่ไม่ค่อยสมดุลเท่าไหร่ด้วย ซึ่งลักษณะการแต่งเพลงนี้ Brahms ชอบใช้ในการแต่งงาน orchestra ของเขา และยังมองว่างานชิ้นนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์ เหมือนเป็นงานที่แต่งแถมๆขึ้นมามากกว่า

ส่วนในงานการบรรเลงและตีความ เขามองว่า สำหรับเพลงนี้ มักจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักๆ ทางแรกคือ แสดงออกอย่างซาบซึ้ง มีการหักมุม มีลักษณะเหมือนผู้ชายกับผู้หญิง (masculine-feminine approach จะแปลว่าอย่างนี้ได้ไหมนะ) นั่นคือมีการแสดงความแตกต่างออกมาอย่างชัดเจน เมื่อฟังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกประหลาดใจ ซึ่งนี่คือการตีความแบบทั่วๆไป ที่คนส่วนใหญ่ทำกันในงานยุคโรแมนติก ซึ่งเขามองว่ามันเป็นการตีความแบบลวกๆ ที่ใช้กันทั่วไปกับบทเพลงที่มีลักษณะโครงส้รางแบบ classical sonata

ส่วนอีกทางหนึ่ง ซึ่งคือการมอง Brahms จากอนาคตจากปัจจุบันที่เราเป็นอยู่ ซึ่งนั่นคือทางที่เขาเลือก
Gould เลือกที่จะทำงานนี้ให้มีความแตกต่างกันน้อยที่สุด เพราะเขามองการทำเพลงนี้ให้มีความแตกต่างกันชัดเจนนั้นเป็นการกระทำที่มากเกินจริง รวมไปถึงการไม่ยอมปฏิบัติตามสัญลักษณ์ต่างๆที่ Brahms เขียนกำกับไว้
ซึ่งเจ้าตัวเองก็ยอมรับว่าผลของการกระทำของเขา มันอาจจะทำให้เพลงนี้แตกต่างไป และอาจจะดูไม่น่าสนใจ แต่ก็ไม่ต้องการจะแก้ตัวหรือประณีประนอมใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งยังไม่ต้องการจะเสนอว่านี่คือแนวทางเดียวในการบรรเลงเพลงของ Brahms หรือแม้แต่เฉพาะกับเพลงนี้ก็ตาม Gould ทิ้งท้ายไว้เพียงว่าแนวทางการดีดของเขา มาจากสิ่งที่เขาสัมผัสได้ในตัวบทเพลงเท่านั้นเอง


และแล้ว....คอนเสิร์ตในคืนนั้นที่ Carnegie Hall ก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ Gould และ Bernstein ได้ร่วมงานกัน






ไหนๆเราก็พูดถึง Brahms กับ Gould แล้ว ก็ท้าวความไปถึงงานอื่นๆของ Brahms เสียหน่อยก็แล้วกัน

โดยส่วนตัวแล้ว Gould เองก็ชื่นชอบผลงานของ Brahms มาก เพราะเขามองว่างานของ Brahms มีลักษณะการแต่งเพลงแนวสอดประสานคล้ายๆ Bach

แต่ทั้งนี้ แรงบันดาลใจในการบันทึกเสียงผลงานของ Brahms ที่เขาบันทึกไว้ กลับไม่ได้มาจากตัวบทเพลงของ Brahms หรอก แต่มาจากความรักของเขาที่มีต่อเจ้าเปียโน Steinway CD318 ต่างหาก

โดยปกติแล้ว Gould ไม่ค่อยชื่นชอบ(KH138) บทเพลงโรแมนติก แบบแนว Intermezzo ซักเท่าไหร่ แต่ด้วยคุณสมบัติของ น้ำเสียงและ Touching ของเจ้า CD 318 ประกอบกับทำนองอันนุ่มนวลและอ่อนหวานของ intermezzo ของ Brahms ชุดนี้ จึงยากที่ Gould จะหักห้ามใจได้ ทำให้เขาตัดสินใจบันทึกผลงานชิ้นนี้ของ Brahms แถมยังเป็นงานแรกที่บันทึกกับเจ้า CD318 เสียด้วย

Gould บันทึกผลงาน Intermerzzi ทั้ง 10 บท ของ Brahms ในปี 1960 เดือนกันยายน ซึ่งผลงานชิ้นนี้ทำเอาแฟนๆต่างพากันตกใจ เพราะแทบจะเรียกได้ว่า นี่เป็นผลงานยุคโรแมนติดชิ้นแรกที่ Gould บันทึกเสียงเลยทีเดียว



intermezzo in B flat minor by Glenn Gould


และแม้ว่าผลงานของเขาก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ Gould’s Style แบบที่เราได้ยินกันบ่อยๆใน Bach แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะพึงพอใจในผลงานชิ้นนี้มาก แถมโฆษณาเอาไว้เยอะซะด้วย


“ นี่อาจจะเป็นการเล่นเปียโนที่ดีที่สุดที่ฉันเคยเล่นมาเลย”
(effect: หูยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย)

“แถมยังเป็นงานตีความ intermezzi ของ Brahms ที่เซ็กซี่ที่สุดเท่าที่คุณเคยฟังมาเลยเชียวนะ”


แล้วไม่เพียงแต่จะ “sexy” เท่านั้น เขายังมองว่ามันเป็นงานที่ดู “ผู้ดี” มากอีกด้วยนะคร๊าบบบบ



“ผมเล่นเพลงชุดนี้เพื่อสนองความอยากของตนเอง และเพียงแค่เปิดประตูให้คนอื่นร่วมฟังด้วยเท่านั้น”
(จะแปลว่า ผมเล่นตามใจตัวเอง ใครจะด่ายังไงก็ช่างชิมิ)

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ งาน Intermezzo ชุดนี้ Gould เล่นตามใจตัวเองมากๆ จึงออกมาในรูปแบบอิสระและไม่เหมือนใคร

Gould เล่าว่าเขาตีความ และเล่นผลงานของ Brahms ออกมาด้วยความรู้สึกถึงความเศร้าเหงาๆ และหวนคิดถึงอดีตที่ผ่านมาตามแบบที่ Brahms ตั้งใจ ซึ่งก็มีหนังสือบางเล่มกล่าวว่า ที่ Gould สามารถสื่อสารถึง Brahms ได้ เพราะทั้ง 2 คนนี้ มีวิถีชีวิคคล้ายๆกัน ต่างเป็นโสดเหมือนกัน และหลงรักผู้หญิงที่มีสามีแล้วเหมือนกันทั้งคู่ ว่าไปนั่น




intermezzo in C sharp minor เบอร์ที่ข้าพเจ้าชอบที่สุด โดยฝีมือของ Gould


แต่สำหรับ คคห ของดิฉันแล้ว Brahms ของ Gould ฟังแล้วนึกถึง ฺBrahms ตอนยังหนุ่มๆ หล่อใสๆ ตอนไม่มีหนวดไม่มีเคา แถมยังหุ่นเพรียวลมซะด้วย



อันที่จริงแล้ว Brahms เป็นคีตกวีที่ Gould ยอมรับนับถือมากๆ เขาเชี่ยวชาญ Bach นับถือ Beethoven และ Brahms (ในขณะที่เกลียด Mozart และยี้ Liszt กับ Chopin)

และอีกครั้ง หลายปีผ่านไป หลังจากผลงาน Goldberg Variation ในปี 1981 ออกจำหน่ายได้ไม่นาน
ในปี 1982 Gould ตั้งใจไว้ว่าอัดผลงาน Brahms ใหม่อีกครั้ง แต่กลับเสียชีวิตลงเสียก่อน จึงบันทึกเสียงได้เพียงงาน Ballades และ Rhapsodies เท่านั้น
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้ว เราอาจจะได้เป็น Brahms แนวใหม่ที่เป็นผู้ใหญ่อีกคนแล้วก็ได้เนอะ


ปิดท้ายด้วยผลงานชุดสุดท้ายของ Brahms ที่บันทึกเสียงก่อนเสียชีวิตไม่นาน


Rhapsody in G minor Op. 79, No.2
(ใครได้ไปงานคอนเสิร์ตเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่เกอร์เธ่ ยังจำเพลงนี้กันได้ไหมคะ)




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2552    
Last Update : 22 ตุลาคม 2552 18:23:53 น.
Counter : 555 Pageviews.  

Glenn Gould ตอนที่ 1: First impression

ตอนที่ 1: First impression


11 มกราคม ค.ศ. 1955 ณ Town Hall มหานคร New York


ค่ำคืนนี้ คนสำคัญในวงการดนตรีคลาสสิกมากมายต่างมารวมตัวกันตามเสียงเล่าลือ เพื่อชมการแสดงคอนเสิร์ตของ “Glenn Gould” นักเปียโนหนุ่มหน้าใหม่ไร้ชื่อ จากแคนนาดา ซึ่งมาปรากฏตัวพร้อมกับผลงานของ Gibbon, Sweelinck, 3-part invention 5 เพลง และ Partita in G major ของ Bach, Sonata op.109 ของ Beethoven ,Variations Op.27 ของ Webern และ Sonata ของ Berg.


เมื่อสัปดาห์ก่อน เขาก็ได้เล่นโปรแกรมเดิมนี้ที่ Phillips Gallery ที่ Washington, DC เช่นกัน นั่นเป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกของ Gould ในอเมริกา ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมากจนเป็นที่เลื่องลือ และแน่นอนคืนนี้ก็เช่นกัน Gould ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังเลย



หลังคอนเสิร์ตจบลง Gould ได้รับเชิญให้ไปงานปาร์ตี้เล็กๆ โดยมี Graffman และนักเปียโนรุ่นใหม่หลายคน มาร่วมแสดงความยินดี ทุกคนต่างตื่นเต้น และประหลาดใจไปพร้อมๆกัน ไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มน้อยอัฉริยะ ที่แสนจะขี้อายคนนี้ ผู้ซึ่งดื่มแต่นมเพียงอย่างเดียว และเอาแต่ขอตัวแอบไปล้างมือในห้องน้ำอยู่เรื่อยๆ คือผู้ประสพความสำเร็จอย่างล้นหลามจากการเปิดตัวของเขาในอเมริกา


ในคืนคอนเสิร์ตที่ New york คุณ David Oppenheim ผู้อำนวยการฝ่ายบันทึกเสียงงานชั้นครู ของบริษัทโคลัมเบีย (The Director of Columbia Records’ Masterworks) ได้เข้าร่วมชมการแสดงในครั้งนี้ด้วย ตามเสียงเล่าลือที่ว่านักเปียโนหนุ่มหน้าใหม่ผู้นี้ อาจจะเป็น Dinu Lipatti ที่ 2 นักเปียโนอัฉริยะผู้ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย

แล้ว Gould ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังเลย หลังจบคอนเสิร์ต Oppenheim จึงรีบติดต่อกับ Gould ในวันรุ่งขึ้น เพื่อเซนต์สัญญารับเขาเข้าเป็นนักเปียโนในสังกัดทันที


และแล้วบทสนทนาสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตของ Gould ไปตลอดกาล ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Oppenheim ถามว่าผลงานชิ้นแรกที่ Gould ต้องการจะบันทึก คืองานอะไร


แล้ว Mr.Oppenheim ก็ได้รับคำตอบที่น่าตกใจเป็นที่สุด…………

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


“Goldberg Variation ของ Bach”






อันที่จริงแล้วผลงาน Goldberg Variaition นี้ Gould จะเคยออกแสดงครั้งแรกมาก่อน โดยเป็นการแสดงสดถ่ายทอดผ่านวิทยุกับ CBC radio เมื่อเดือนมิถุนายนในปี ค.ศ.1954


แม้ว่าการออกอากาศสดในครั้งนั้นจะได้รับการกล่าวขานเป็นอันมาก ว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม(ปนเสียงบ่น) และแม้ว่าที่แคนนาดา Glenn Gould จะมีชื่อเสียงโด่งดังมากแค่ไหนก็ตาม แต่นั่นก็เป็นเหมือนเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างเท่านั้น ที่อเมริกาแห่งนี้ Gould เป็นเพียงนักเปียโนหนุ่มหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก แล้วท่านผู้อำนวยการใหญ่แห่งโคลัมเบีย จะกล้าลงทุนกับหนุ่มน้อยอายุ 22 ปีผู้นี้ได้อย่างไร



ที่สำคัญ ในขณะนั้น ผลงาน Goldberg Variation แทบทั้งหมด ถูกบันทึกเสียงและเล่นโดย Harpsichord โดยนักHarpsichord ชื่อดังเช่น Wanda Landowska เพราะในยุคนั้นนักดนตรีรวมทั้งนักวิชาการส่วนใหญ่มองว่างาน Goldberg Variation นั้น เป็นผลงานที่เหมาะสมหรือแต่งมาเพื่อเล่นบน Harpsichord มากกว่า


ส่วนงานบันทึกด้วยเปียโนในขณะนั้นมีเพียง 2 คน และหนึ่งในนั้นคือ Rosalyn Tureck นักเปียโนและฮาร์ฟซิคอร์ดหญิงชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญในดนตรีของ Bach แถมเธอยังประสพความสำเร็จถล่มทลายกับผลงาน Goldberg Variation จนยากจะมีใครมาเทียบได้ แม้จะบันทึกกับค่ายเล็กๆก็ตาม



ด้วยเหตุนี้ การที่หนุ่มน้อย Gould เลือกอัดผลงานชิ้นนี้เป็นงานแรก จึงนับว่าเป็นเรื่องท้าทายเป็นอย่างมาก

แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่า Mr.Oppenheim จะพยายามหว่านล้อมทุกวิถีทางเพื่อให้ Gould เปลี่ยนใจหลายต่อหลายครั้ง โดยยื่นข้อเสนอให้ลองเล่นผลงานอื่นๆของ Bach ที่ง่ายกว่านี้เช่น Invention



แต่ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมเท่าไหร่นักเปียโนหนุ่มหน้าใหม่ของเรา ก็ยังยืนกรานคำเดิมว่าเขาต้องการจะอัดผลงานนี้เป็นงานแรกเท่านั้น และแล้วในที่สุด Oppenheim ก็ตัดสินใจยินยอมให้ Gould บันทึกเสียงงาน Goldberg Variation ตามที่เขาต้องการ





ปกแผ่นเสียงด้านล่าง เป็นผลงาน Goldberg Variation ครั้งแรกที่ Gould บันทึก ซึ่งเป็นการแสดงสดถ่ายทอดผ่านวิทยุกับ CBC เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.1954 โดยงานบันทึกเสียงชิ้นนี้ อัดก่อนที่จะบันทึกกับColumbia เพียง 12 เดือนเท่านั้น


หลายเดือนต่อมา Gould เดินทางไปยังสตูดิโอที่ Manhattan แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะเป็นเดือนมิถุนยน ซึ่งที่ช่วงที่อากาศปลอดโปร่งกำลังสบาย แต่ Gould ยังคงแต่งกายด้วยเสื้อโค้ท สวมหมวก ถุงมือ และพันผ้าพันคออย่างหนา ตลอดเวลาที่มาทำงานครั้งนี้ แม้ว่ามันจะดูแปลกประหลาดมากในสายตาผู้คนที่พบเห็น แต่สำหรับ Gould แล้ว มันคือเรื่องปกติ เพราะ ชุดแบบนี้หล่ะ ที่เขามาใส่มาตลอดทั้งชีวิต


ในการบันทึกเสียงทุกครั้ง Gould จะมาพร้อมกับ “อุปกรณ์” สำคัญประจำตัวเขาเสมอ
แน่นอน...โน๊ตเพลงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เก้าอี้ตัวจิ๋วของเขา ซึ่ง Gould ยืนยันหนักแน่นว่าจะใช้เก้าอี้ตัวนี้เท่านั้นในการดีดเปียโน เพราะมันสามารถทำให้เขานั่งสูงจากพื้นได้ 14 นิ้วพอดิบพอดี (แม้ว่าความสูงนี้จะต่ำกว่าระดับความสูงมาตรฐานของเก้าอี้เปียโนทั่วไปถึง 6 นิ้วก็ตาม) และที่สำคัญคือเก้าอี้พิเศษตัวนี้ สามารถแกว่งอิสระได้รอบทิศทางตามที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะโยกไปซ้าย-ขวา หรือหน้า-หลัง


นอกจากนี้ยังมีผ้าขนหนูส่วนตัวผืนใหญ่ เอาไว้สำหรับเช็ดมือ เพราะทุกครั้งก่อนที่ Gould จะเริ่มเล่นเปียโน เขาจะต้องแช่มือและแขนลงในอ่างน้ำอุ่นก่อนเป็นเวลา 20 นาที ดังนั้นในระหว่างที่รอ Gould แช่มือนั้น ทีมงานคนอื่นๆก็มักจะมานั่งรายล้อมเขา เพื่อตั้งวงสนทนามารวมกลุ่มเฮฮากันทุกครั้ง


ส่วนของสำคัญอื่นๆที่พกมาด้วยก็ได้แก่ บรรดายาแก้ปวดหัว ยาคลายเครียด ยาช่วยระบบหมุนเวียนเลือด และที่ขาดไม่ได้ คือน้ำแร่ขวดใหญ่จากโปแลนด์ 2 ขวด ซึ่งเขาดื่มแต่น้ำจากขวดนี้เท่านั้นตลอดการบันทึกเสียง เพราะเขาเชื่อว่ามันคือน้ำเพียงชนิดเดียวที่เหมาะจะใช้ดื่ม และยืนกรานที่จะไม่ยอมดื่มน้ำก๊อกของ New York โดยเด็ดขาด


ตลอดเวลาในการทำงานครั้งนี้ Gould แสดงตัวตนของเขาออกมาอย่างชัดเจน โดยไม่คำนึงว่าตนเองเป็นเพียงนักเปียโนหนุ่มหน้าใหม่ เขารู้ว่าเขาต้องการอะไร และต้องทำอย่างไรถึงจะได้สิ่งนั้นมา และยิ่งประกอบกับการได้ทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานมืออาชีพด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผลงานการบันทึกเสียงในครั้งนี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม


เมื่อ Gould นั่งอยู่หน้าคีย์บอร์ด เขาดูคล้ายกับเกิดปรากฏการณ์บางอย่าง บ่อยๆที่เขาหลับตาหรือร้องเพลงตามไปด้วย บางทีก็ยื่นหน้าลงไปฉวัดเฉวียนใกล้ๆคีย์ จนดูเหมือนเขาใช้จมูดดีดเปียโนแทนมือ


นอกจากนี้ภายในห้องจะมีการควบคุมคนเข้าออกอย่างเคร่งครัด และมีการจำกัดผู้ชมที่จะเข้ามาดู หรือแม้แต่อุณหภูมิภายในห้องก็ต้องมีวิศวกร คอยดูแลปรับให้อุณหภูมิคงที่ตลอดเวลา เพราะ Gould เป็นคนที่อ่อนไหวมากกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม


แม้ในระหว่างนั่งฟังพิจารณาผลงานที่บันทึกเสร็จแล้ว Gould ก็ยังคงเป็น Gould คนเดิม เขามักจะ conduct ทำมือทำไม้ตามบทเพลงที่เขาเป็นผู้ดีดด้วยตนเอง พร้อมกับเคี้ยวคุ๊กกี้แสนอร่อย ตามด้วยเครื่องดื่มประจำตัวของเขา นั้นคือ “นมสดพร่องมันเนย” นั่นเอง






แช่มือๆ





อันที่จริงแล้ว ความท้าทายในการบันทึกเสียงผลงาน Goldberg Variation ของ Gould ไม่ได้มีแค่ต้องเทียบรัศมีกับ Tureck เท่านั้น แต่ผลงานชิ้นนี้เป็นเหมือนการพิสูจน์ตัวเองของ Gould ด้วย


ภายหลังจากผลงานชิ้นนี้ออกจำหน่ายแล้ว Gould ได้ให้สัมภาษณ์ในปี 1959 ว่าเขาชื่นชอบผลงานชิ้นนี้มาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น Gould กล่าวว่าเขาเริ่มศึกษาผลงานชิ้นนี้มาตั้งแต่ปี 1950 แถมยังบอกอีกว่าผลงาน Goldberg Variation นี้ นอกจากเขาฝึกฝนด้วยตนเองทั้งหมดแล้ว ยังเป็นผลงานแรกที่ศึกษาเอง โดยปราศจากคำแนะนำจากอาจารย์อีกต่างหาก


นอกจากนี้ แม้ว่าที่จริงก่อนที่จะถึงยุคของ Beethoven ผลงาน Goldberg Variation ชิ้นนี้ นับได้ว่าเป็นผลงานคีย์บอร์ดที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา เป็นงานที่รวมเทคนิคหลากหลายเข้ามาด้วยกันและมีความซับซ้อน ทว่าแต่เดิมที่ปฏิบัติกันมา งานชิ้นนี้นิยมบรรเลงด้วย Harosichord เท่านั้น และมักจะถูกมองว่าไม่เหมาะสมและไม่สามารถเล่นบนเปียโนได้ แต่ Gould ก็สามารถก้าวผ่านความคิดนี้มาได้
(แม้จะมีนางฟ้า Tureck เป็นผู้นำทางก็ตาม)



ในสมัย Gould ขณะนั้นผลงานของ Bach ไม่ใช่งานทั่วไปที่จะมีการนำมาเล่นคอนเสิร์ตเป็นจริงเป็นจัง ดังนั้น เมื่อ Gould ตัดสินใจนำ Goldberg Variation ออกแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกสมัยยังอยู่ที่แคนนาดา เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ.1954 จึงเกิดเสียงตอบรับต่างๆนาๆ


คืนนั้นเป็นคืนก่อนที่จะเกิดพายุเฮอร์ริเคน Hazel ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพายุครั้งที่เลวร้ายที่สุดของเมือง Toronto ผลจากพายุ ทำให้เกิดน้ำท่วมสูง และทำลายบ้านเรือนไปหลายหลัง ดังนั้น ในคืนดังกล่าวจึงทำให้มีผู้มาชมคอนเสิร์ตน้อยมาก และมีแต่เพียงบรรดานักวิจารณ์เท่านั่นที่เข้ามาชม


หลังจากคอนเสิร์ตเสร็จสิ้น เหล่านักวิจารณ์ต่างรู้สึกสับสนกับความคิดของตัวเอง แม้เขาจะรู้สึกพิศวงและตื่นเต้นไปกับ Bach ที่แปลกใหม่ของ Gould แต่ก็ยังยึดมั่นว่าเพลงดังกล่าวไม่สมควรนำมาเล่นในงานคอนเสิร์ต และเป็นงานสำหรับการเรียนการสอนดนตรีในโรงเรียนเท่านั้น


แต่แล้วสุดท้าย หลายเดือนต่อมา นิตยสาร Musical Courier ก็ยกย่องผลงานของ Gould ในคืนคอนเสิร์ตดังกล่าวว่ายอดเยี่ยมเทียบเท่ากับ Landowska และ Serkin นัก Harpsichord ชื่อดังแห่งยุค






ภาพถ่ายขณะกำลังบันทึกเสียงGoldberg variation ในห้องอัดเมื่อปี 1955 ขณะนั้น Gould มีอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น กำลังหล่อเพี๊ยวเลย



หลังจากการบันทึกเสียงผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อ Gould รู้สึกพอใจในผลงานของตนเองแล้ว เขาก็เก็บข้าวของทุกอย่างที่นำมา และบอกลาทุกคนโดยไม่มีการจับมือกับใคร แต่ทีมงานทุกคนต่างเข้าใจดี และร่ำลาเขาด้วยรอยยิ้ม ทุกคนคิดถึงช่วงเวลาดีๆ ที่ใครๆเรียกกันว่า “ Soaking time”
(ช่วงเวลาแห่งการเม้าท์รอบอ่างแช่มือ)


ก่อนจะจากลา Gould ได้ฝากคำพูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า


“แล้วพบกันใหม่เดือนมกราคม”


ซึ่งทุกคนต่างก็รู้ดีว่าจะได้พบกับเขาอีกครั้งอย่างแน่นอน โดยเฉพาะวิศวกรช่างแอร์ ที่ต้องเตรียมตัวให้ดีก่อนวันนั้นจะมาถึง




25 มิถุนายน ค.ศ. 1955 คือวันที่ผลงานชิ้นนี้ออกวางจำหน่าย และนับจากจากวันนั้น Tureck จึงกลายเป็นเพียงอดีต แต่ปัจจุบันและอนาคตคือเส้นทางของ Gould

หลังจากวางแผงได้ไม่นาน อัลบัมนี้ก็กลายเป็นผลงานที่ขายดีที่สุดของค่ายโคลัมเบีย และยังขึ้นแท่นอัลบัมเพลงคลาสสิกขายดีอันดับ 1 ของอเมริกาอีกด้วย


ผลงาน Goldberg Variation ในครั้งนี้ ได้เปิดประตูให้ Gould ก้าวเข้าสู่เวทีนักเปียโนอาชีพระดับโลกอย่างสวยงาม ชื่อของ Glenn Gould ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในบรรดาของนักเปียโนดาวรุ่งแห่งยุค ที่ไม่มีนักเปียโนคนใดในรุ่นเดียวกันสามารถมาเทียบรัศมีได้ และได้รับฉายาจากนักวิจารณ์ทั้งหลายว่า “Wunderkind”


นิตยสารทางดนตรีทุกฉบับในขณะนั้น ต่างกล่าวขานถึงอัลบัมนี้ด้วยความชื่นชมเป็นอย่างมากมาก ผลงานGoldberg Variation ในปี 1955 ครั้งนี้ ได้รับการยกย่องว่า ใสสะอาด สว่างสดใส มีชีวิตชีวา แต่ก็ละเอียดอ่อน มีเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แปลกใหม่และโดดเด่น


Gould ได้เปิดมิติใหม่ในการบรรเลงเพลงของ Bach ด้วยเปียโน แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความเป็น Bach อยู่



และผลจากการที่ประสพความสำเร็จกับอัลบัมเปิดตัวอย่างท่วมท้น Gould ก็ได้เปิดคอนเสิร์ต และออกงานบันทึกเสียงมากมาย แต่ Gould ก็ยังคงชื่นชอบการท้าทายตลอดเวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลง งานที่เขาเลือกบันทึกในช่วงแรกๆ ส่วนมากเป็นงานที่นักเปียโนส่วนใหญ่เลือกมาบันทึกกันในตอนที่อายุมากๆและสั่งสมประสบการณ์ทางดนตรีมากพอแล้ว






สุดยอดอัลบัมขายดีตลอดกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ Gould เสียชีวิตไปแล้ว




26 ปีต่อมาจากการบันทึกเสียงครั้งแรก และราว 1 ปี ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต Gould ตัดสินใจนำงาน Goldberg Variation ชิ้นนี้ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง แล้วบทเพลงเดิม ที่สตูดิโอแห่งเดิม ผู้เล่นคนเดิม กับการตีความครั้งใหม่ ก็เริ่มต้นขึ้น


Gould ในวันนี้แตกต่างจากหนุ่มน้อย Gould ในวันนั้น บัดนี้เขาได้เติบโตและสั่งสมประสบการณ์ทางดนตรีมาอย่างเต็มเปี่ยม Gould ในปี 1981 ได้เปลี่ยนไปแล้ว และเขาต้องการแสดงตัวตนของเขาให้โลกได้เห็นอีกครั้ง



นอกจากนี้ เรื่องของความคิดของ Gould ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจบันทึกเสียงผลงานนี้ใหม่อีกครั้ง นั่นคือ เทคโนโลยีในการบันทึกเสียงแบบใหม่ๆที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เขาตื่นเต้นและหลงใหลมันอยู่เรื่อยๆ


ระบบการบันทึกเสียงในปี 1955 นั้น มีเพียงระบบ mono เท่านั้น แต่ในปี 1981 นั้น มีทั้งระบบ stereo, digital และ dolby เพิ่มขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้ Gouldได้ทำการทดลองบันทึกเสียงแบบต่างๆอย่างสนุกสนาน เพื่อหาแบบที่เขาชอบมากที่สุด จริงอยู่ว่าในขณะนั้น ระบบบันทึกเสียงแบบ digital ดูเหมือนจะเป็นระบบใหม่ล่าสุดพึ่งเกิดขึ้น แต่ระบบนี้ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง และนักฟังหลายๆท่านก็มองว่า ความคมชัด ไร้เสียงรบกวนของระบบนี้ ทำให้ขาดรสชาติทางดนตรีหลายอย่างไป ซึ่ง Gould ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่คิดเช่นนี้ ดังนั้น เขาจึงเลือกใช้ระบบเทป Analog ในการบันทึกเสียงครั้งใหม่



นอกจากนี้แล้ว เปียโนที่ใช้ในการบันทึกเสียงในครั้งนี้ก็มีความพิเศษกว่าครั้งอื่นๆ นั่นเพราะมันคือ แกรนด์เปียโน ขนาด 9 ฟุต ยี่ห้อ Yamaha แทนที่จะเป็น Steinway and Son รุ่น CD 318 เหมือนเช่นเคย


ในตอนนั้น Steinway สุดที่รักของGould ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้อีกต่อไปแล้ว
ดังนั้นเมื่อ Gould วางแผนจะบันทึกงาน Goldberg Variation เขาจึงจำต้องหาเปียโนที่เหมาะสมให้ได้เสียก่อนเป็นอันดับแรก

Gould ออกตระเวนตามหาคู่ของเขาทุกหนทุกแห่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นโชว์รูมใดๆ หรือแม้แต่ที่โกดังใต้ดินของ Steinway ที่สุดยอดนักเปียโนแทบทุกคนในโลกต้องไปเยือนเพื่อเลือกหาคู่ของตน Gould ก็ยังคงไม่พบเปียโนที่เขาต้องการ


“ Gould’s technical requirements” คือ นิยามที่บรรดาผู้ที่ช่วยในการตามหาเปียโนของ Gould ใช้ในการตามหาเปียโนที่จะสามารถตอบสนองในการดีดแบบพิเศษของเขาได้



เมื่อ Franz Mohr ช่างเปียโนมือฉมังของ Steinway ได้ยินข่าวนี้ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าขณะนั้นมีเปียโนอยู่ 1 ตัวที่เหมาะสมกับ Gould นั่นคือ Steinway and Son รุ่น CD186

แม้ว่าเปียโนตัวนี้จะถูกเก็บไว้อยู่ที่มุมหนึ่งของชั้นใต้ดินของโกดัง Steinway แต่ใครๆก็รู้เปียโนตัวนั้นเป็นเปียโนที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนี้ ส่วนตัวเขาเอง ก็เคยมีโอกาสได้ลองดีดเปียโนตัวนั้น และหลงรักมันอย่างจัง เขารู้ว่าเปียโนตัวนี้มีน้ำหนักคีย์พิเศษ ซึ่งเป็นแบบที่ Gould ชื่นชอบ แต่ติดปัญหาเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ เปียโนตัวนี้เป็นของ Horowitz
(แว๊กๆๆๆๆ แล้วใครจะกล้าไปขอยืมหล่ะ ดังนั้นลืมเจ้าตัวนี้ไปได้เลย)



มาฟังเพลงกันดีกว่าค่ะ คลิปนี้ท่อนแรกของ Godberg Variation บท Aria คนทำคลิปเขานำเอาผลงานปี 1955 กับ 1981 มาต่อกันเลย ให้ฟังเปรียบเทียบกันจะๆ




หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ Gould ก็ได้รับโทรศัพท์จาก Robert Silverman เพื่อนนักเปียโนผู้กว้างขวาง เขาแจ้งกับ Gould ว่ามีเปียโน 2 ตัวต้องการจะให้ไปลอง


เปียโนทั้ง 2 ตัวอยู่ที่ บ.Ostrovsky Piano and Organ ซึ่งเป็น dealer ของ Yamaha ที่ New York ซึ่งก่อนหน้านี้ Silverman ได้โทรศัพท์ติดต่อกับพนักงานขายล่วงหน้าไว้แล้ว


“ไม่ทราบว่าที่นั่นมีแกรนด์ขนาด 9 ฟุตบ้างหรือไม่” Silverman ถาม


“ อ๋อ...มีอยู่ 2 ตัวครับ ไม่ทราบว่าใครคือผู้ต้องการจะซื้อครับ” Raphael Mostel นักดนตรีและพนักงานขายเพียงคนเดียวที่อยู่ในร้านขณะนั้น ถามกลับมั่ง แล้วเขาก็ได้รับคำตอบเป็นคำอธิบายที่ฟังดูน่าหนักใจ



คนที่สนใจจะมาชม เป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง และใช้เปียโนของสังกัด Steinway มายาวนานถึง 25 ปี ดังนั้น หากทาง Steinway ได้ล่วงรู้ว่านักเปียโนผู้นี้เปลี่ยนใจไปใช้แบรนด์อื่น หรือแม้เพียงแค่คิดหล่ะก็ คงจะต้องเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการขอเข้าชมครั้งนี้ จะต้องปิดเป็นความลับ และจะต้องไม่มีผู้ใดพบเห็นการมาของเขา


และเมื่อ Mostel ได้ทราบว่า Gould คือนักเปียโนผู้นั้น เขาตกใจเป็นอันมาก เขาก็เหมือนคนในแวดวงดนตรีคนอื่นๆ เขารู้จักชื่อเสียงของ Glenn Gould ดี และมีโอกาสเพียงได้ฟังงานบันทึกเสียงและชื่นชมจากในโทรทัศน์เท่านั้น Mostel เข้าใจถึงความจำเป็นในการร้องขอดังกล่าว และยินดีจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด


Gould รีบเดินทางไป New York พร้อมกับ Silverman ทันที แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงแวะลงไปลองเปียโนที่ชั้นใต้ดินของ Steinway ก่อน แต่กลับไม่ถูกใจตัวไหนเลย


หลังจากนั้น Gould และ Silverman จึงเดินทางไปที่โชว์รูมของ Ostrovsky ตามที่ได้นัดหมายไว้ แต่เนื่องจากร้านนี้อยู่ที่อยู่ในจุดที่มีคนพลุกพล่าน และห่างจาก Carnegie Hall ไปเพียงไม่กี่ 100 ก้าวเท่านั้น ดังนั้นเวลาที่นัดหมาย จึงเป็นตอนเย็นหลัง 6 โมง ซึ่งเป็นเวลาที่ร้านปิดแล้ว



เนื่องจากร้านตั้งอยู่ริมถนน และไม่มีผ้าม่าน แถมหนึ่งในเปียโนที่จะชม ก็ดันตั้งอยู่ตรงมุมซึ่งมีกระจกล้อมรอบ 3 ด้าน ด้านติดริมถนนอีกต่างหาก ดังนั้น เพื่อที่จะสนองต่อคำร้องขอจากนักเปียโนผู้มีความลับคนดังกล่าว ห้องแถวเพดานสูง ขนาด 3 บล๊อก ซึ่งสร้างด้วยกำแพงกระจกจากพื้นจรดเพดาน จึงถูกปกคลุมด้วยแผ่นกระดาษปะเทปตลอดแนวทั้งหมด และมีเพียง Mostel พนักงานขายผู้เป็นคนรับเรื่อง , Mrs. Ostrovsky เจ้าของโชว์รูม และ เลขาของเธอเท่านั้นที่ได้ร่วมชม



Var. 1 เปรียบเทียบอีกแล้ว Var นี้ 2 เวอร์ชั่นต่างกันชัดเชียว แต่ข้าพเจ้าชอบปี 1981 มากกว่านะคะ ฟังดูชัดเจนมีเนื้อหาดี



เมื่อ Gould มาถึง Mostel ก็พาเขาไปชมเปียโนตัวแรก ซึ่งเป็นแกรนด์ตัวใหม่ที่พึ่งส่งมาจากโรงงาน ซึ่ง Gould เพียงแค่แตะโน๊ต 2-3 ตัวก็เดินจากไป


เปียโนตัวที่ 2 เป็นเปียโนเก่าอายุ 5 ปี ซึ่งพัง และถูกส่งมาซ่อมโดย Mitsuo Azuma ช่างเปียโนมือหนึ่งของร้าน Ostrovsky Mitsuo ใช้เวลากว่า100 ชม.ในการซ่อมเปียโนตัวนี้ จนกระทั่งมันได้รับฉายาว่า “Mitsuo’s Baby”


ที่ “ Mitsuo’s Baby” นี่เอง ที่หลังจาก Gould แตะโน๊ตเพียง 2-3 ตัว ก็เปลี่ยนเป็นนั่งลงบนเก้าอี้ และเริ่มบรรเลงเพลงของเขา

ในตอนแรก Gould เริ่มต้นโดยการลองเล่นตำแหน่งคีย์ต่างๆบนเปียโน จากนั้นก็ตามด้วย Bach


“นี่เป็นเปียโนที่ควบคุมได้ดีที่สุด ตั้งแต่ฉันเคยดีดเปียโนมา!” Gould หันไปบอก Mrs. Ostrovsky



และหลังจากนั้นไม่กี่นาที Silverman เพื่อนของ Gould ผู้ซึ่งแอบเดินหายไปจากห้องเมื่อไหร่ไม่รู้ ก็มาปรากฏตัวพร้อมกับเก้าอี้สุดที่รักของ Gould เพื่อนสนิทของเขารู้ใจของ Gould ดีกว่า ตอนนี้เขากำลังต้องการอะไร


แต่นอกจากเปียโนที่ Gould ต้องการแล้ว เขายังสนใจช่างเปียโนที่ทำงานกับเปียโนตัวนี้ แถมยังต้องการตัวช่างเปียโนคนนั้นติดตามไปด้วย แต่ Mrs. Ostrovsky ไม่ได้เตรียมใจในเรื่องนี้มาก่อน และไม่คิดว่าจะต้องสูญเสียบุคลากรฝีมือดีของบริษัทไป เธอจึงปฏิเสธคำขอของ Gould แต่ก็สัญญาว่าจะหาช่างฝีมือดีคนอื่นส่งไปแทน


แล้วในที่สุด Gould ก็ตัดสินใจซื้อเปียโนตัวนั้น......




ข่าวเรื่องการซื้อเปียโน Yamaha ของ Gould แพร่กระจายออกไป เมื่อมีการขนย้ายเปียโนตัวนี้ไปยังสตูดิโอของ CBS และหลังจากนั้นไม่นาน Gould ก็ได้รับโทรศัพท์จาก Steinway ถามถึงเรื่องเปียโนตัวใหม่ของเขา


Gould ยอมรับทุกเรื่องรวมทั้งเรื่องที่เขาวางแผนจะบันทึกเสียงเพลง Goldberg Variation กับ เปียโนตัวนี้ด้วย แต่เขายังยืนยันว่าตนเองยังเป็นศิลปินในสังกัดของ Steinway อยู่ และเล่าเรื่องถึงเหตุการณ์ที่เขาไปที่โกดังชั้นใต้ดินของ Steinway เพื่อตามหาเปียโนที่ต้องการ แต่แล้วเขาก็ไม่พบเปียโนตัวใดที่ถูกใจ


นอกจากนี้ Gould ยังบอกอีกว่าเปียโน Yamaha ตัวนี้ มีความคลายคลึงกับ CD318 ของเขามาก เพียงแต่ใหม่กว่าและอยู่ในสภาพที่ดีกว่า และกล่าวว่า เขาจะใช้เปียโนตัวนี้เป็นการชั่วคราว จนกว่าเขาจะสามารถตามหา Steinway ตัวอื่นที่เหมาะสมกับเขาได้
(ซึ่งดูเหมือนว่าวันนั้นจะไม่เคยมาถึง)



ตามมาติดๆด้วย Var.2 ท่อนนี้ชั่งสั้นยิ่งนัก เวลาฟังยาวๆเหมือนท่อนนี้เป็นแค่ท่อนเชื่อมอะไรซักอย่างที่ผ่านมาแล้วก้ผ่านไปเลย




เดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1981 เมื่อถึงเวลาต้องทำงานจริงๆ Mrs.Ostrovsky ก็ส่งช่างเปียโนมาหาเขา แต่เขาผู้นั้นไม่ใช่ Mitsuo Azuma แต่เป็น Daniel Mansolino ช่างเปียโน ฝีมือดี ผู้ซึ่งรับงานอิสระจาก บ.ของ Ostrovsky มานานหลายปี


ดังนั้น นอกจาการบันทึกเสียงในครั้งนี้ จะมีการใช้เปียโนตัวใหม่แล้ว ช่างจูนเปียโนก็ยังเป็นคนใหม่อีกด้วย


เป็นเรื่องน่ายินดีที่ Gould ชอบ Mansolino มากๆ เขาชอบผลงานการจูนเปียโนของ Mansolino แล้วไหนเลยจะเรื่องความอดทนที่ Mansolino มีให้เขาอีก


Gould เองเป็นศิลปินที่มีความละเอียด และมีประสาทสัมผัสหูที่ดีมาก จึงมีบ่อยๆที่เขาได้ยินเสียงที่เพี๊ยนไปก่อน Mansolino และร้องขอให้ Mansolino ช่วยปรับแต่งให้เสมอด้วยถ้อยคำที่นอบน้อม ดังนั้นบ่อยครั้งที่พวกเขาทำงานด้วยกันแล้วดูเหมือนว่า Gould จะเป็นคนเอาใจ Mansolino มากกว่า Mansolino ที่ควรจะเอาใจ Gouldเหมือนลูกจ้างที่ทำงานให้เจ้านายเสียอีก


หลังจากการบันทึกเสียงผ่านไปไม่นาน ความชื่นชอบเปียโน Yamaha ตัวนี้ ก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ และเปลี่ยนเป็นเสียงบ่นแทน

ปัญหาดังกล่าว เกิดขึ้นในระหว่างบันทึกเสียง Variation ที่ 5 และ 14 ซึ่งเป็นท่อนที่มีความซับซ้อน และมีจังหวะเร็วมาก


“เจ้า Yamaha ตัวเดิมนั้นหายไปไหน”


“เจ้าตัวนี้มีปัญหากับการ Trill มันทำได้ไม่ดีโดยเฉพาะตรงกลางเปียโน”


“ผมอยากได้ปืนกลลลลลลลล”




ปืนกล เป็นคำพูดที่ Gould ชอบใช้ กับนิ้วมหัศจรรย์ของเขา และเขาต้องการเปียโนที่ตอบสนองความเร็วนั้นได้ด้วย


อีกซักนิดกับเรื่องของเปียโน
จริงๆแล้วการที่ Gould ได้พบกับ Yamaha ตัวนี้หน่ะ ต้องขอบคุณ คุณMostel พนักงานขายคนนั้นนะคะ

แต่เดิมร้าน Ostrovsky เนี่ย มีคุณ Boris Ostrovsky ซึ่งเป็นช่างเปียโนเป็นเจ้าของ แต่หลังจากเขาเสียชีวิตลง ภรรยาของเขาก็ดูแลกิจการแทน ซึ่งก็คือ Mrs.Ostrovsky ในเรื่องที่ว่าเนี่ยหล่ะค่ะ เธอไม่ได้เป็นนักเปียโนและไม่สนใจเรื่องดนตรี เธอเป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาที่ทำกิจการขายเปียโนเท่าัน้น ดังนั้นในตอนแรกเนี่ยเธอก็ไม่เห็นด้วยหรอก ที่จะต้องลงทุนเปิดร้านเกินเวลา แถมต้องมีพิธีกรรมหลบๆซ่อนๆอีกมากมาย แต่ก็ด้วยความตั้งใจของคุณ Mostel พนักงานขายคนนี้หล่ะ ที่หว่านล้อมจนเธอเห็นด้วย


และแม้แต่กระดาษปิดเทปที่เอามาปิดกระจก พนักงานคนนี้ก็เป็นคนนำกระดาษเองมาจากบ้าน และลงมือทำด้วยตนเองเพื่อ Gould เลยนะคะ ลงทุนมากๆ แต่เขาก็ได้รับรางวัลพิเศษจาก Gould เช่นกัน

เพราะหลังจากที่ สาวๆทั้ง 2 คน คือ Mrs.Ostrovsky กับ เลขาของเธอออกจากห้องไป เหลือแค่ Gould และ Mostel อยู่ในห้องกัน 2 คน Gould ก็เริ่มบรรเลงเพลงของเขาอีกครั้ง Mostel ก็เลยได้รับ Private concert จากสุดยอดนักเปียโนเป็นของขวัญในความอุตสาหะของเขา ซึ่งตัว Mostel เองก็ตื่นเต้นมากกับประสบการณ์ครั้งนี้


ในตอนนั้น Gould ร้างลาจากเวทีมานานมากแล้ว แต่ถึงกระนั้นเมื่อเขาอยู่ตรงหน้าเปียโนและบรรเลงเพลง ก็เหมือนกับว่าเขาลืมทุกสิ่ง Mostel เล่าว่า Gould ยื่นจมูกลงไปใกล้ๆกับคีย์ และในขณะที่กำลังดีด หากมีมือใดมือหนึ่งหยุดดีด ก็จะหันไปกำกับอีกมือหนึ่ง นอกจากนี้ Gould ยังดูเหมือนกำลังทะเลาะกับตัวเองไปด้วย และในบางทีก็ดูเหมือนว่าเขากำลังดีดเปียโนพร้อมๆกับคนอื่นๆที่ไม่มีตัวตนอีกมากมาย
(เหมือนผีหลอกเลยแฮะ)


Var 4 อันกระฉับกระเฉง


และ Var. 5 เจ้าปัญหา ที่ทำให้ Gould เริ่มงอนเปียโนของเขา




“คิดซะว่ามันคือ Harpsichord สิ ผมต้องการให้มันเป็น Harpsichord”


Gould บอกความต้องการของเขากับ Mansolino หลังจากที่พยายามสื่อสารกับ Mansolino หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ดั่งใจเสียที


ความจู้จี้ของ Gould นั้น เป็นผลมาจากประสาทสัมผัสของ “นิ้ว” และ“หู” ของเขาที่ดีเกินไปนั่นเอง

“นิ้ว” ที่เมื่อสัมผัสคีย์ แล้วสามารถรู้สึกถึงความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของน้ำหนัก “หู” ที่สามารถแยกแยะเสียงได้ดีเยี่ยม ที่มักจะจับเสียงที่เพี๊ยนไปเพียงเล็กน้อย หรือ tone เสียงที่แตกต่างกัน ซึ่งแม้แต่วิศวกรผู้ชำนาญของ CBS เอง ก็เคยประหลาดใจกับหูคู่นี้ของ Gould มาแล้ว เพราะ Gould สามารถแยกแยะได้ว่า ใช้ระบบของ Sony หรือ Mitsubishi ในการบันทึกเสียง


ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นงานหนักของ Mansolino ผู้ใจเย็น แม้ว่าเขาจะมีความอดทนและสามารถจับจุดความต้องการของ Gould ได้ แต่ถึงกระนั้น Mansolino เอง ก็ยังถึงกับบ่นอุบว่า ความเร็วของนิ้ว Gould มันเร็วเกินกว่าเปียโนสมัยใหม่จะตอบสนองได้ทัน แต่ก็ยังอดทนพยายามทำตามที่ Gould ต้องการ ในขณะที่หากเป็นช่างเปียโนคนอื่นๆ คงจะสั่นหัวแล้วเผ่นแนบไปแล้ว และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ Mansolino เป็นเพียงคนเดียวที่ Gould ยอมให้เขาจับมือ กิน หรือ สูบบุหรี่ ต่อหน้าเขาได้



และด้วยความที่ Gould มีปัญหากับเจ้า Yamaha ตัวนี้เหลือเกิน จึงทำให้ Lorne Tulk ซึ่งเป็น sound engineer ที่ทำงานกับ Gould มานาน คิดว่าอาการของจู้จี้ของ Gould นี้ อาจเกิดมาจากความรู้สึกผิด ที่ไม่ได้ใช้เปียโน Steinway เพราะตลอดเวลาที่ Gould ทำงานกันเปียโน Yamaha ตัวนี้ เขาจะเรียกมันว่า “เจ้าสิ่งนี้” ไม่ได้เรียกด้วยความรักเหมือนกัน Steinway ตัวเดิมของเขา ซึ่งก็ดูเหมือนว่า Gould จะคิดถึงเปียโนตัวเก่าของเขามากจริงๆ


“ฉันทำอย่างนี้กับเจ้าเปียโนตัวนี้ไม่ได้”


“ฉันต้องการความเร็วแบบปืนกล เหมือนที่เคยเล่นที่บ้าน แต่ฉันทำที่นี่ไม่ได้”


“เอาหล่ะ....ฮึ....เราต้องพยายามอีกครั้ง”


เหล่านี้คือเสียงบ่นพึมพัมของ Gould บ่อยๆ ในขณะที่กำลังทำงานกับเจ้า Yamaha ตัวนี้ ดูเหมือนว่า Gould เองก็กำลังฝึกความอดทนกับตัวเองไม่แพ้ Mansolino เช่นกัน



แต่ทว่าเมื่อการบันทึกเสียงดำเนินไปถึง Variation ที่ 30 Gould ก็กลับมาหลงรักเจ้า Yamaha ตัวนี้อีกครั้ง


“เจ้านี่ทำไม่ได้ดีเหมือนที่เคยทำได้ มันไม่ได้มีน้ำหนักที่นุ่มนวลเหมือนก่อน แต่มันเจ๋งยิ่งกว่านั้น”



(สงสัย เฮีย Gould แกจะปลงแล้วหล่ะมั้ง )


ว่าแล้วเราก็ข้ามมาปี 1981 ที่ var 8 -14 เลยแล้วกันค่ะ




ผลงานในครั้งนี้ นอกจากจะบันทึกเสียงธรรมดาทั่วไปแล้ว ยังมีการถ่ายทำการบันทึกภาพของเขาระหว่างอยู่ในห้องอัดออกมาด้วย โดย Gould ได้ร่วมทำงานกับผู้กำกับชาวฝรั่งเศสคู่ใจที่ชื่อว่า Bruno Monsaingeon ซึ่งเคยทำงานร่วมกับ Gould มาก่อนแล้วหลายครั้ง


แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ การถ่ายทำ Goldberg Variation ชุดนี้พิเศษกว่างานครั้งอื่นๆ คือ Gould ลงมือตัดต่อภาพผลงานครั้งนี้ด้วยตนเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาต้องการให้ผู้ชมได้รับสิ่งที่เขาต้องการจะบอกได้ถูกต้องที่สุด และนั่นทำให้ผลงานชิ้นนี้ใช้เวลาทำงานกินเวลายาวนานถึง 1 ปี ในการแก้ไขกว่าจะเสร็จสมบูรณ์


หลังจากการบันทึกเสียงเสร็จสิ้น Gould ได้ให้สัมภาษณ์กับ Tim Page เพื่อนเก่าแก่ของเขา ในปี ค.ศ. 1982 เกี่ยวกับงานในครั้งนี้

Gould เล่าว่า เขาวางแผนไว้นานแล้วว่าจะทำงานนี้ใหม่อีกครั้ง ตอนอายุซัก 50 ปี แล้วก็ได้ทำจริงๆ เขาต้องการจะแก้ไขอะไรหลายๆอย่างที่เขาทำไว้เมื่อ 25 ปีก่อนนี้ ผลงานในครั้งนั้น มันสดใส เบิกบานก็จริง แต่ก็ “ too romantic” และ “too pianistic” จนเกินไป


ผลงานในปี 1955 มีความสะอาด สว่าง และสดใส เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความแปลกใหม่ ก็จริง แต่ Gould ได้สร้างความแตกต่างขึ้นในปี 1981

ผลงานในครั้งใหม่นี้ มีเนื้อหา ครุ่นคิด และมีความเข้มข้นมากกว่าการดีดเพื่อ show-off เหมือนที่นักเปียโนหนุ่มเคยทำมา และยังคงได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีเหมือนครั้งแรก แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย ที่ Gould ได้มีโอกาสชื่นชมผลงานนี้ของเขาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เขาก็ต้องจากโลกนี้ไปเสียก่อน


หลังจากเขาเสียชีวิตลง ผลงาน Goldberg Variation ครั้งใหม่นี้ขายได้มากถึง 2 ล้านแผ่น และต่อมาในปี ค.ศ.2002 sony ก็ได้ออก CD special edition ออกมา รวมเป็นผลงาน pack คู่ ของงานปี 1955 และ 1981 ในชื่อ Glenn Gould : a state of wonder และอัลบัมชุดนี้ก็กลายเป็นอัลบัมยอดฮิตขายดีในปีนั้น และกลายเป็นอัลบัมยอดฮิตตลอดกาล สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ Gould และนักฟังเพลงคลาสสิกทั่วไป ที่ผู้ชื่นชอบงาน Goldberg Variation ต้องหามาฟังกัน


ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้ว ผลงาน Goldberg Variation ชุดนี้ จึงมิได้เป็นเพียงผลงานแรกที่เปิดตัวของ Gould เข้าสู่เส้นทางนักเปียโนอาชีพเท่านั้น เพราะในขณะเดียวกัน บทเพลงชุดนี้ ก็เป็นผลงานสุดท้ายที่เขาฝากให้โลกนี้จดจำชื่อของ Glenn Gould ด้วยเช่นกัน

------------------------------จบตอนที่ 1 ----------------------------




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2552    
Last Update : 18 สิงหาคม 2552 14:09:11 น.
Counter : 462 Pageviews.  


Vitamin_C
Location :
Pasadena United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




สวัสดีค่ะ อากาศดี ก็อารมณ์ดีเนอะ .......^-^

คิดถึงบ้านที่เมืองไทยเป็นที่สุด
ถ้าไม่นับห้องสมุดๆเจ๋งๆกับพิพิธภัณฑ์ดีๆ กับอาหารหลากหลายเชื้อชาติให้กินได้ไม่ซ้ำทุกวันแล้วหล่ะก็ เมืองไทยชนะขาดในทุกกรณี ว่าแต่เมื่อไหร่ ห้องสมุดกับพิพิธภัณฑ์ของบ้านเราจะพัฒนาซักทีน้อ....


ถึงแม้ว่าบล๊อกนี้จะไม่ค่อยมีสาระ แต่เนื้อหาและข้อความทั้งหมด
รวมไปถึงรูปภาพที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ถ่ายเอง ถือเป็นลิขสิทธิ์ ของสำนักพิมพ์บางกอกสาส์น จำกัด
ห้ามผู้ใดนำไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาติจากเจ้าของบล๊อก หรือ จากกองบรรณาธิการ

หากมีข้อสงสัยใดๆ กรุณาติดต่อหลังไมค์
หรือ
กองบรรณาธิการ สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น 966/10 ซ.พระราม6 19 ถ.เพชรบุรี เขตราชเทวี กทม 10400
โทร 02-6137140
Email vitavitac@gmail.com
Friends' blogs
[Add Vitamin_C's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.