update [ 28*07*2014 ] ในกรุ๊ปบล็อก talkative เรื่อง "facebook งานภาพประกอบของเรา"
Group Blog
 
All blogs
 

กลับไปหา ดำเนินสะดวก

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



ดำเนินสะดวก ชื่อนี้เราได้ยินมาตั้งแต่จำความได้
ได้ยินมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวน้อยๆ เพราะที่นี่คือบ้านเกิดยายและแม่ของเรา
แม่เป็นคนไทยแท้ โดยอาชีพเป็นแม่ค้าพายเรือขายขนม จนพบกับเตี่ยซึ่งเป็นคนจีนแท้
แต่งงานและย้ายมาอยู่ที่บ้านแม่กลองตอนอายุ 21 ปี
เราเรียก ดำเนินสะดวก ย่อๆสั้นๆ ว่า ดำเนินฯ มาตั้งแต่เด็กๆ





ส่วนยายยังอยู่ที่ดำเนินฯ กับลุงและป้าๆของเรา
ตอนเด็กๆเราจึงมีโอกาสได้แวะไปหายายบ่อยๆ เหมือนไปบ้านสวน
ไปเยี่ยมยาย ไปวิ่งเล่น ไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือหน้าบ้านยาย
ไปดูคราบจั๊กจั่นที่ลอกคราบทิ้งไว้ตามหน้าดิน ตามต้นมะพร้าว
แต่แปลกเราจำไม่ได้ว่าเคยไปเล่นน้ำในคลองหน้าบ้านยายหรือเปล่า
บางครั้งเดินไปตามทางเลียบคลองสองฝั่งที่เชื่อมบ้านทุกหลังไว้ด้วยกัน
หลายอย่างยังคงอยู่ในความทรงจำ แม้สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว





วันเวลาผ่านไปรวดเร็ว หลังจากยายเสียไปได้น่าจะเกินสิบปี
เราจึงมีโอกาสกลับไปสู่ความทรงจำในวัยเด็ก
ที่มีต่อตำบลศรีดอนไผ่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อีกครั้ง
หนึ่งตุลาคม หลังจากโหมงานติดๆกันหลายวัน เราจึงหาโอกาส
นั่งรถบัสติดพัดลม จาก บขส. แม่กลอง มุ่งหน้าไปเที่ยวดำเนินสะดวกอีกครั้ง





ย่านที่บ้านยายเราเคยตั้งอยู่ อยู่ห่างจากตลาดน้ำดำเนินสะดวกไปราวสองกิโล
เราเองจำตำแหน่งบ้านยายที่แน่นอนไม่ได้ หลังจากเดินเที่ยวระลึกความหลัง
ถ่ายรูปไว้พอควร กลับบ้าน เอารูปให้แม่ดู ความทรงจำของแม่ก็ย้อนเวลากลับไปเช่นกัน





ย่านที่ยายเราอยู่ อยู่ห่างจากท่ารถไปแค่สองร้อยเมตร
แถวท่ารถนั้นยังคงคึกคัก ผู้คนขวักไขว่ แต่พอเดินมาแถวบ้านยาย
ความพลุกพล่านหายไปทันที ทั้งเงียบ สงบ แม่เราบอกว่าเงียบจนน่าใจหาย





เราเริ่มต้นเดินจากต้นทางไปเรื่อยๆ สำหรับเราบรรยากาศแถวนี้ดีทีเดียว
เหมาะกับการเดินเล่นถ่ายรูป ผู้คน ต้นไม้ บ้านเรือน คลอง โรงเรียน เด็กๆ หมา แมว
เรามองทุกอย่างด้วยสายตาคนนอก มองอย่างสนใจใคร่รู้ ทุกอย่างจึงน่าสนใจไปหมด







ผ่านคลีนิคหมอดำเกิง คลีนิคนี้ตั้งอยู่ตั้งแต่แม่เรายังเป็นสาวดำเนินนู่นเลย
แม่ว่า สมัยนั้นลูกสาวหมอดำเกิงเลี้ยงแพะไว้ด้วย ตอนนี้คงไม่มีแล้ว
เดินข้ามสะพานมานิดเดียวเจอโรงเจ “ฮี้ฮ๊กตั๊ว” ด้านในเป็นลานไม้
เชื่อมต่อเดินไปสู่อีกด้านของคลองได้ เดินไปอีกหน่อยเจอร้านตัดผมเก่าแก่เช่นกัน
เราสังเกตว่าบ้านหลายหลังปิดไว้ หลายหลังพังทรุดโทรม หลายที่เป็นที่ว่าง
เหมือนเจ้าของบ้านเดิมย้ายออกไปแล้ว ผู้คนที่ยังอยู่ที่นี่เท่าที่เห็น
เป็นเด็ก ผู้ใหญ่ และคนแก่ ส่วนคนหนุ่มสาวเห็นบ้าง แต่น้อย
เป็นไปได้ว่า ช่วงที่เราไปเดินเป็นเวลาบ่ายโมง หนุ่มสาวคงออกไปทำงานกัน



เดินไปอีกหน่อยจนพ้นห้องแถวยาว ไปเจอโรงเรียนนี้เข้า
โรงเรียน “ฮั่วเคี้ยวกงลิบไต้ฮึน” ภาพแรกคือประทับใจในหน้าตาโรงเรียน
ที่ยังดูย้อนยุค และยังคงรักษาหน้าตาอาคารแบบนี้ไว้ได้จนถึงปัจจุบัน
แม่บอกว่าเห็นโรงเรียนนี้ตั้งแต่แม่ยังเป็นเด็กๆ ปัจจุบันยังมีการเรียนการสอนอยู่
เสียดายแม่เราไม่ได้เรียนโรงเรียนนี้ ไม่งั้นคงได้ข้อมูลเอามาเล่าเพิ่มได้อีก
เดินไปได้อีกหน่อย หลังจากเดินมาน่าจะถึงกิโลนึงได้ แต่ไปต่อไม่ได้แล้ว
ข้างหน้าเป็นแก๊งค์หมาสามตัว ช่วยกันเห่าเราเสียงขรม ทำเป็นนิ่งอยู่ซักพัก
ก็ยังเห่าเราไม่เลิก เลยตัดสินใจเดินย้อนกลับไปต้นทาง เพื่อสวัสดิภาพในชีวิต







ริมทางเดินเลียบสองฝั่งคลองมีต้นไม้ ดอกไม้หลากพันธุ์ให้ได้ดูและถ่ายรูป
รวมทั้งน้องหมาตัวนี้ หน้าตาดูดุ แต่เชื่องมาก เชื่องกับเราที่เจอกันครั้งแรก
ยอมให้ลูบหัว เดินไปเดินมารอบๆตัวเรา จนเราเผลอคิดไปว่าเราเป็นเจ้าของมัน







บ้านเก่าแก่ยังมีให้เห็นเป็นระยะ ก๋วยเตี๋ยวเรือของแท้ดั้งเดิม เป็นออริจิน็อล
ที่พายขายกันในคลองก็ยังพอมีให้เห็น ส่วนร้าน “อี่แซตึ๊ง” เราไปขอถ่ายรูป
เลยได้คุยกันนิดหน่อย แนะนำตัวกับพี่ๆว่ามาเดินเที่ยวถิ่นเก่าของยายกับแม่
เราไม่แน่ใจว่าร้านนี้เคยเป็นร้านยา หรือร้านโชห่วยมาก่อน (จำที่แม่บอกไม่ได้แล้ว)



ชอบบ้านหลังนี้ ยังดูสวยงาม น่าอนุรักษ์เก็บไว้ให้เป็นเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง
บ้านนี้อยู่ตรงข้ามโรงเจฮี้ฮ๊กตั๊ว ท่าทางบ้านเงียบๆ ไม่แน่ใจว่ามีคนอยู่หรือเปล่า







เก็บบรรยากาศไปเรื่อย บางบ้านเปิดเพลงสุนทราภรณ์ร้องคาราโอเกะ
บางบ้านล้างเรือ บางบ้านคุยกับเพื่อน บางบ้านทำงานที่คั่งค้าง
บางบ้านเริ่มเตรียมอาหารเย็นกันแล้ว







บรรยากาศรอบตัวค่อนข้างเงียบ เห็นคนบางตา
บรรยากาศเลยเหงาๆอย่างที่เห็น





น้องเหมียวที่นอนในที่โกยขยะ เชื่องมาก
เราส่งเสียงเหมียวๆ มันลืมตาตื่น เดินมาหาในทันที
เราเลยเล่น และหยอกกับมันอยู่พักนึง มันทำท่าจะเดินตามเราไป
จนเจ้าของต้องเรียกมัน มันเลยได้สติว่าเจ้าของตัวจริงเรียกแล้ว
ส่วนไม้ที่วางเรียงรายตากแดดนั้น แว่บแรกที่เห็นเราดันนึกไปถึง
ไม้เทนนิสโบราณ แต่จริงๆแล้วมันคือตะกร้อสอยมะม่วงนั่นเอง







เจอน้องแมวอีกสองตัว ดักซุ่มระวังคนแปลกหน้าตาหยีข้างหน้า
ขอคุณลุงสองคนถ่ายรูป ตอนนี้เราเดินกลับมาถึงต้นทาง
จนเดินไปอีกด้านที่ยังไม่ได้เดิน







เก็บสิ่งเล็กสิ่งน้อยผ่านกล้องไปเรื่อยเปื่อย
ต้นโสนเห็นได้ตลอดทาง ดอกสีเหลืองเล็กๆ ช่วยให้บรรยากาศสดชื่นดีทีเดียว



น้องหมาตัวนี้ เห่าต้อนรับเราด้วยเสียงแหลมก้อง ราวกับเราเป็นศัตรูตัวฉกาจ
มันเดินไปเดินมา เห่าไปด้วย และมีท่าทีปวดฉี่ มันยกขาขึ้น
หมายจะฉี่ใส่ใบไม้ เราเลยแกล้งมัน เดินเข้าหาช้าๆ
มันไม่ฉี่ ยกขาลง แล้วมองเราอย่างระวัง จนเราเดินไปแล้ว
และหันมองกลับมา เห็นว่ามันทำธุระของมันอย่างสบายใจ







เราเห็นชาวอาหรับนั่งเรือหางยาวเที่ยวคลองอย่างน้อยสองลำแล้ว
แถวนี้ยังพอมีคนมาเที่ยวอยู่บ้าง ดังไกลไปถึงอาหรับกันเลยทีเดียว
เดินจนเมื่อยและเห็นว่าเวลาผ่านไปราวสามชั่วโมงแล้ว ได้เวลากลับบ้าน
แวะดับร้อนด้วยน้ำส้ม ความร้อนในตัวจะได้คลายลงไปบ้าง
---------------------------------------
อีกนิด แม่บอกว่าสมัยแม่ยังพายเรือขายของ
ที่นี่ คลองแห่งนี้ พายเรือกันคึกคัก ร้านรวงมากมาย
ผู้คนต้องมาซื้อของแถวนี้ ร้านยา ร้านตัดเสื้อ ร้านตัดผม ร้านโชห่วย
ร้านรวงต่างๆนาๆ ภาพปัจจุบันที่แม่ได้เห็น เลยทำให้แม่ใจหาย
อดีตที่แม่ได้จากมาราวสี่สิบกว่าปี ขณะที่ทุกอย่างคึกคักมีชีวิตชีวา
แปรเปลี่ยนเป็นภาพอันสงบเงียบดังเช่นปัจจุบัน
ถามไถ่แม่จนตอนนี้รู้แล้วว่า บ้านยายเราเคยอยู่ตรงไหน
คราวหน้าจะไปเดินเที่ยวถ่ายรูปใหม่ ถึงแม้บ้านยายเราจะถูกรื้อไปแล้วก็ตาม
ภาพหลายอย่างที่เราได้เดินผ่าน มันคุ้นตาและเรายังจำได้
บ้านบางหลัง สะพานบางช่วง เราคุ้นตามาก

ไม่ว่าวันนี้ดำเนินสะดวกจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงไหน
ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไป :)

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2556    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2556 10:31:29 น.
Counter : 3108 Pageviews.  

myDear India :: etc

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



** อินเดียหลงเหลือเป็นภาพความทรงจำอันแจ่มชัด
คัดรูปที่น่าสนใจให้ดูเป็นการทิ้งท้าย แล้วพบกันใหม่
กับการเดินทางครั้งใหม่ ครั้งหน้า **







































































///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2556    
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 22:20:09 น.
Counter : 731 Pageviews.  

myDear India :: day6

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////







** วันสุดท้ายของการเดินทางมาถึงเร็วเหลือเกิน
กิจกรรมของวัน เบาๆ โล่งๆ เพราะไม่ได้เที่ยวอะไรเลย
เดินทางล้วนๆ แต่ยังมีบรรยากาศของอินเดียให้ดูอีกเล็กๆ
โรงแรมที่กลับมานอนเมื่อคืน มีกระจกบานใหญ่ติดสติ๊กเกอร์สูงท่วมหัว
ด้วยความสงสัยว่าทำไมต้องติดสติ๊กเกอร์สูงขนาดนี้
เลยลากเก้าอี้ เราขึ้นไปยืน ชูกล้องสูงสุดมือ แล้วกดถ่าย
เอาลงมาดู เป็นภาพตึกที่อยู่อาศัย จะเรียกว่าสลัมก็ไม่น่าจะใช่
(หรือที่นั่นคิดว่าใช่) เลยมีการติดสติ๊กเกอร์บังเอาไว้ เราว่าวิวที่เห็น
ก็สวยดีนะ คงคล้ายๆบ้านเรา บังภาพสลัมที่อยู่หลังโรงแรมไม่ให้นักท่องเที่ยวได้เห็น



เราพบว่าอินเดียนิยมใช้ไม้ขีดไฟ สังเกตได้จากมีกล่องไม้ขีดแจกไว้ในห้อง
ตามรายทางที่เราไปเที่ยวก็เจอกล่องไม้ขีด อะไรที่เป็นออริจิน็อลย่อมน่าสนใจกว่าเสมอ





อาหารเช้าที่โรงแรม เป็นอาหารบุฟเฟต์แบบฝรั่ง รสชาติปกติ
แต่ที่ทำให้ทุกคนสงสัยและสนใจ คือ ถั่วงอกและโก๋แก่งอก
จริงๆไม่รู้ว่าเป็นถั่วอะไร แต่หน้าตาเหมือนถั่วโก๋แก่ เลยให้ชื่อว่าโก๋แก่งอก
ทั้งถั่วงอกและโก๋แก่งอกสร้างประเด็นถกเถียงกันได้พักใหญ่
ก็เพราะบ้านเราไม่กินแบบนี้ บ้านเขากิน เลยมีข้อสงสัยกันเล็กน้อย









อิ่มดีแล้ว คณะเราออกมารอรถบัสหน้าโรงแรม พร้อมเก็บภาพเป็นที่ระลึก
ระหว่างทางไปสนามบิน เก็บภาพตามรายทางเพิ่มเติม ถ่ายรูปจนหยดสุดท้าย
ได้เห็นขอทานเด็กตัวมอมแมม แถมยังต้องเลี้ยงน้องเล็กๆไปด้วย
ความยากจนเป็นปัญหาอมตะของทุกประเทศจริงๆ
ในขณะที่ผ่านมาอีกหน่อย เจอคนยืนรอต่อคิวเพื่อกดเงินจากตู้เอทีเอ็มยาวมาก
ชีวิตทุกชีวิตดำเนินไปบนพื้นฐานอันสำคัญ ปากท้องนั่นเอง
ภาพรถสามล้อ รถอาตู หรือรถตุ๊กๆอินเดียนั่นเอง







ไม่นานคณะของเราก็มาถึงสนามบินนานาชาติอินทิราคานธีร์
ตอนนี้ใครใคร่ทำอะไรก็รีบทำกันไป เพราะเป็นชั่วโมงสุดท้ายในอินเดียแล้ว
บ้างไปช็อปปิ้งของฝาก บ้างไปหาของอร่อยกิน เราก็ไม่ต่างจากคนอื่น
เดินสำรวจรอบๆ เข้าร้านนู้น ออกร้านนี้ อยากได้ที่คั่นหนังสือมากมาย
เป็นที่คั่นหนังสือเหล็ก ทำเป็นรูปต้นไม้ใหญ่แตกแขนงกิ่งก้านสวยงาม
อีกอันเป็นรูปเด็กชายหญิงอินเดีย สวยไม่แพ้กัน แต่สุดท้ายต้องตัดใจ
เพราะคิดเป็นเงินไทยแล้วแพงเหลือกำลัง ก็ของในสนามบินอ่ะนะ ราคาแพงลิบลิ่ว





แวะเข้าร้านหนังสือ ตั้งใจมั่นจะหาหนังสือเด็กติดมือกลับไทยให้ได้
คุ้ยแล้วคุ้ยอีก หาแล้วหาอีก ไม่ถูกใจซักเล่ม เลยโบกมือลา หันไปดูนิตยสารอินเดียแทน
ได้หนังสือบ้านมาหนึ่ง หนังสือการถ่ายภาพอีกหนึ่ง เอาเป็นว่าแค่นี้ก็สบายใจได้แล้ว
สบายใจที่ได้เสียตังค์ 555 แวะดูมุมพ็อคเก็ตบุ๊ค ชอบปกหนังสือเล่มที่ถ่ายรูปมา
ถ่ายแบบระแวดระวัง เพราะกลัวมีพนักงานเดินมาห้ามอีก ประสบการณ์ก่อนหน้าสอนไว้ อิอิ











เก็บบรรยากาศภายในสนามบินมาให้ดูเพิ่ม งานศิลปะ ประติมากรรม งานออกแบบ
ภาพถ่ายตรงทางเข้าห้องน้ำชายหญิง โดยรวมเป็นสนามบินที่เรียบและสวยงามทีเดียว



วินาทีสุดท้ายก่อนเครื่องบินจะพาเราและเพื่อนร่วมคณะทัวร์
ออกเดินทางกลับสู่ไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ





แสตมป์ภาพมหาตมะ คานธี จากนิตยสารบนสายการบินแอร์อินเดีย
คิดเองเล่นๆว่า คนดีของโลกท่านนี้เป็นกำลังใจอันดีปิดท้ายพาเรากลับสู่ไทย
ชอบภาพประกอบบนแพ็คเกจเนย และชอบขนมที่ได้รับ อร่อยดี





ปีกเหล็กของเครื่องบินแอร์อินเดีย พาเราข้ามเวลา
จากเวลาบ่าย ณ อินเดีย มาสู่เวลาก่อนค่ำ ณ ประเทศไทยเรา
เป็นอันสิ้นสุดการท่องเที่ยวครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
--------------------------------------
ในความเป็นอินเดียอย่างที่เป็น อินเดียเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ไม่ดิ้นรน
ไม่พยายาม ไม่ตะเกียกตะกายพาตัวเองไปสู่ระบบทุนนิยมอย่างที่ฝรั่งบางพวก
ต้องการให้โลกทั้งใบเป็นแบบนั้นเหมือนกันหมด แค่เป็นตัวของตัวเอง
อินเดียจึงเป็นประเทศที่มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ดูได้จาก อาคารบ้านเรือน
วิถีชีวิต การแต่งกาย ผู้คน อัธยาศัย รอยยิ้ม ความเป็นมิตร เป็นกันเอง
เรียกได้ว่า เป็นยังไงก็แสดงออกอย่างนั้น ไม่ซับซ้อน ไม่เสแสร้ง
แน่นอนมีประเทศในโลกที่น่าท่องเที่ยวอีกมากมาย
อินเดียมีครบไม่แพ้ประเทศใดเลย ทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม
และหัวใจสำคัญที่สุดของประเทศอินเดียคือพี่น้องชาวอินเดียนั่นเอง
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดจะไม่มีความหมายเลย ถ้าขาดผู้คนที่มีชีวิตชีวาเช่นนี้
นี่คงเป็นจุดแข็งในการท่องเที่ยวของไทยเราเช่นเดียวกัน
--------------------------------------
อินเดียเป็นประเทศที่ยากแก่การบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรให้ครบ
ครอบคลุม ทุกอารมณ์ความรู้สึกที่เราได้รับ จากอินโดนีเซีย จีน ลาว
และอินเดียในครั้งนี้ เราหลงรักอินเดียมากที่สุด
อินเดียให้ประสบการณ์อันยากจะพบได้จากประเทศอื่น
ประเทศที่เปิดประสบการณ์การเที่ยวของเราให้กว้างไกลออกไป
ประเทศที่ทำให้เราอยากออกท่องเที่ยวเพื่อไปพบโลกใบอื่น
แน่นอนอ่านแล้วย่อมไม่เห็นภาพ แนะนำให้ไปพบ เรียนรู้ รู้สึก สัมผัสด้วยตัวเอง
สิ่งที่เรากล่าวอ้างมาทั้งหมด เพียงเพื่อจะบอกว่า เราชอบและรักอินเดียมากแค่ไหน
My Dear INDIA จบทริปด้วยความรู้สึกเต็ม อิ่ม มากถึงมากที่สุด **

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2556    
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 22:19:50 น.
Counter : 1840 Pageviews.  

myDear India :: day5

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////







** เช้าสุดท้ายที่โรงแรมเรือ เจ้าของโรงแรมกับภรรยา
ต้องเดินทางไปทำธุระ เลยทำการร่ำลาก่อนจากกันเล็กน้อย
คู่พ่อลูกพ่อค้าเปเปอร์มาเช่ เอาของมาขายอีกรอบ
เพราะเมื่อวานสอบถามคณะทัวร์ไทยเป็นดิบดีแล้วว่ากลับวันไหน
เช้าวันนี้เป็นเช้าสุดท้าย ณ โรงแรมเรือ พ่อค้าของเราจึงไม่พลาด
รีบมาแต่เช้า ใครยังไม่มีของฝากจึงรีบมาอุดหนุนเพิ่มเติม







ธนบัตรพันรูปีของอินเดีย มีภาพมหาตมะคานธี ดอกบัว และอื่นๆอีกเล็กน้อย
เก็บภาพแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างในห้องพักที่โรงแรมเรือ กับแสงที่ลอดผ่านลายไม้แกะสลัก
เมื่อมีความสุข เวลาย่อมผ่านไปรวดเร็วมาก คิดแล้วให้ใจหายเล็กๆ
ทำการร่ำลากับคนฮินดูที่มาคอยดูแลอำนวยความสะดวกต่างๆให้เป็นอย่างดี
พร้อมกับถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เราให้ทิปเค้าพร้อมกับบอกว่าขอบคุณที่บริการพวกเราอย่างดี
เขาตอบกลับมาว่า เขายินดี เขาชอบคนไทย คนไทยใจดี ได้ยินแค่นี้แล้วปลื้มใจ
ได้ความรู้เพิ่มเติมมาอีกนิดว่า คนมุสลิมจะทำการละหมาด ส่วนคนฮินดูไม่ละหมาด
และที่อินเดียเรียกการละหมาดว่า “นะหมาด”







เก็บบรรยากาศรอบทะเลสาบดาลเป็นที่ระลึกอีกครั้ง ในใจอยากอยู่ต่ออีกซักเดือน



คุณแม่กับคุณลูกชาวอินเดีย แต่งตัวสวยงามเต็มยศ มาล่องเรือถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
คุณแม่ชอบอกชอบใจ เห็นลูกถูกถ่ายรูปจากนักท่องเที่ยวไทย คุณแม่เลยหันไปบอกลูก
บอกให้ลูกยิ้มให้กล้อง จังหวะไม่ดี เด็กหันไปยิ้มให้กล้องตัวอื่นพอดี





ดูบรรยากาศรอบทะเลสาบดาลให้จุใจอีกเล็กน้อย



พ่อค้าคนนี้ขายอะไรก็ไม่รู้เห็นเดินมาแต่ไกล คณะเราที่มีกล้อง เริ่มจับภาพ
พอพ่อค้าเดินมาใกล้ เห็นกำลังถูกถ่ายรูปอยู่ เลยหยุดและยิ้มให้ถ่ายรูปอยู่ครู่นึง
เป็นเจ้าบ้านที่น่ารักมาก ถ้าใครไปเที่ยวแล้วเจอน้องคนนี้ฝากคำชมไปบอกด้วย







ทิวทัศน์ทะเลสาบดาลสามรูปสุดท้าย ก่อนต้องจากกันจริงๆ
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เพียงแค่เราได้จากมาแล้ว
คนอินเดียเห็นเรากำลังก้มๆเงยๆถ่ายรูปอยู่ เลยชวนเราคุย
ถามว่าชอบอินเดียไหม ชอบยังไง เราตอบไปว่า ชอบมาก
ตื่นเต้นมาก สนุกมาก และสวยมาก
แน่นอนในความเป็นจริง ทุกประเทศมีทั้งด้านที่ดีและด้านที่ไม่อยากเผยแพร่
แต่เราจะมีความสุขขึ้นมากโข เมื่อไม่ได้เพ่งส่วนเสียมากจนเกินไป



เจอหมาอินเดีย หน้าตาเหมือนหมาบางแก้วบ้านเรา
ไกด์บอกว่า คนอินเดียไม่เลี้ยงหมา เจอหมาตามข้างถนนบ้าง แต่ไม่มากเท่าบ้านเรา



เด็กผู้ชายทางซ้ายเรียกให้เราถ่ายรูป พร้อมทำท่าฮิตประจำดาวโลก
ไม่รู้ว่ามันเริ่มมาจากแห่งหนใดบนโลกใบนี้ ส่วนเด็กผู้หญิงทางขวา
ถือดอกไม้ช่อเล็กๆไว้ในมือ และกำลังอารมณ์บูด เพื่อนๆรอบตัวเห็นว่ากำลังถูกถ่ายรูป
พยายามบอกให้เงยหน้ายิ้ม แต่เงยมาแค่หนเดียว แล้วก็ก้มหน้าอย่างเดิม



วันนี้มีโปรแกรมพิเศษ ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมการเที่ยว
“ฟีลอส” หรือ “โก๊ะตี๋” ในชื่อไทย ไกด์อินเดียประจำคณะ
พาคณะของเรามาที่บ้าน เพื่อแสดงน้ำใจไมตรีด้วยการทำอาหารเลี้ยงหนึ่งมื้อ
และวันนี้เป็นเหมือนวันปีใหม่ของที่นี่ เลยมีการละหมาด การเฉลิมฉลองหลายรูปแบบ
นับว่าฟีลอสให้เกียรติกับคณะทัวร์ของเรามากที่เชิญมาบ้านและทำอาหารเลี้ยง
อาหารฝีมือของคุณแม่กับพี่สาวของฟีลอส สดใหม่จากในครัวเลย
จากรูป คือ คุณแม่ ฟีลอส และ พี่สาวของฟีลอส
เราว่าคงมีการล้มแพะมาทำอาหารเลี้ยงพวกเราเป็นแน่แท้
การเดินทางวันที่สี่เป็นวันที่เราตื่นเต้นที่สุดไปแล้ว
ส่วนวันที่ห้านี้ เป็นวันที่ประทับใจที่สุด นอกจากประทับใจครอบครัวของฟีลอสแล้ว
ต้องตามอ่านต่อไปว่าเราประทับใจอะไรอีก







ครอบครัวฟีลอสทำอาหารมาให้เรากินกันเต็มอิ่ม
พร้อมแจกทับทิมเด็ดสดมาจากสวนหน้าบ้านนี่เอง
ส่วนเครื่องเงินที่เห็นนั่น ใช้สำหรับล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
ส่วนเด็กวัยรุ่นที่ยืนโผล่มาตรงหน้าประตู เป็นเด็กยากจน มาขอเงินในวันปีใหม่
คนในบ้านก็ให้เงินไป ส่วนเราขอแจมให้ทับทิมไปกิน เลยไม่ได้ชิมว่ารสชาติ
เหมือนทับทิมบ้านเราหรือเปล่า







ช่วงจังหวะรอรถจิ๊บออกเดินทาง เรารีบเดินออกไปสำรวจละแวกบ้านของฟีลอส
เลยได้เห็นความเป็นอยู่ของคนอินเดียใกล้ชิดขึ้นอีกนิด ลืมบอกไป
ฟีลอสบอกว่า คำทักทายใช้คำว่า “นมัสการ” ใช้พูดกับคนหลายๆคน
ส่วนคำที่ใช้พูดกับคนๆเดียว ใช้ คำว่า “นมัสเต”
ตอนออกสำรวจละแวกบ้านฟีลอส เลยทดลองใช้ ได้ผล
ได้รับการทักกลับว่า นมัสเต หลายครั้ง









โชคดีมีเวลาเพิ่ม อันเนื่องจากรถจิ๊บออกจากบ้านไม่ได้ เพราะรถในซอยติด
ความประทับใจอีกเรื่องในวันเดียวกันเริ่มจากตรงนี้หล่ะ
มีคนอินเดียเดินผ่านมา เราเลยขอถ่ายรูป เพื่อนร่วมทริปตามมาสมทบถ่ายด้วย
จากแค่คนเดียว มีคนอินเดียเดินมาสมทบเพิ่ม และเดินมาเข้ากล้องแบบไม่ต้องคิด
จากนั้นมีการเรียกญาติพี่น้องในบ้านให้ออกมาถ่ายรูปเพิ่มอีกหลายคน
ตอนนี้แหละเลยกลายเป็นมหกรรมถ่ายรูปกับคนอินเดียครั้งใหญ่สุดของทริป
ถ่ายรูปคนอินเดีย คนไทยถ่ายกับคนอินเดีย อุ้มเด็กอินเดียถ่ายรูป
แยกถ่ายเดี่ยว ขอถ่ายหมู่ เป็นที่สนุกสนานอย่างยิ่ง
คนบ้านใกล้เรือนเคียงต่างเดินออกมาดู บรรยากาศตอนนี้เฮฮามาก
ความรู้สึกคือ เหมือนได้มาถึงอินเดียแล้วอย่างแท้จริง
บอกแล้วคนไทยกับคนอินเดียมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกัน
เที่ยววันที่สี่ประทับใจธรรมชาติ วันนี้วันที่ห้าประทับใจคนอินเดีย







หลังจากความประทับใจที่ได้รับ ทำการขอบคุณและร่ำลาครอบครัวของฟีลอส
คณะของเราเคลื่อนพาหนะต่อ เวลาในการเที่ยวเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
เรามุ่งไปสู่สนามบินศรีนาคา เพื่อนั่งเครื่องไปลงสนามบินอินทิราคานธีร์
ขั้นตอนการตรวจคนที่สนามบินเข้มข้นเท่ากับขามาเป๊ะ
ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง คณะของเรากลับมาสู่เดลีอีกครั้ง
และเปลี่ยนจากรถจิ๊บเป็นรถบัสเพื่อเดินทางต่อทันที





รถบัสพาพวกเรามาถึงประตูชัย หรือ India Gateในตอนเย็น
ประตูชัยแห่งนี้ เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองเดลีของอังกฤษ
รัฐบาลอังกฤษสร้างในปี 1931 เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารอินเดีย
ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 นู่น นานโขทีเดียว
ที่นี่ชาวอินเดียมานั่งเล่น เดินเที่ยว ปิคนิค อารมณ์แบบสนามหลวงประมาณนั้น
และที่นี่ทำให้เรานึกถึงสะพานปลา อันเนื่องมาจากกลิ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ
รถเข็นขายน้ำมะนาวนั่น ลูกทัวร์ถามว่าปลอดภัยที่จะกินไหม
ไกด์บอกว่ากินได้ แต่ไม่รับประกันว่าจะจู๊ดๆหรือเปล่า
พูดขนาดนี้ ไม่มีลูกทัวร์คนไหนกล้ากินหรอก ยังไม่อยากนอนโรงพยาบาลที่อินเดีย







รอบๆประตูชัย มีแบกะดินขายของ รถขายของ คนเร่ขายของ
มีของให้กินจุ๊บจิ๊บ มีของให้ช็อปปิ้งอารมณ์แบบตลาดนัดบ้านเรา



เมื่อเริ่มค่ำ รถบัสพาพวกเรามาถึงตลาด เพื่อส่งพวกเราลงไปช็อปปิ้ง
พ่อค้าอินเดีย พอได้ยินว่าเราพูดไทยกัน พ่อค้าจะรีบพูดไทยกับเราเลย
“เชิญชมของในร้านก่อนครับ” เป็นอย่างนี้หลายร้าน
ไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าคนไทยใช้เงินเก่งเพียงใด
เจอร้านหนังสือน่าสนใจอยู่สองร้าน เลยแวะไปสัมผัสบรรยากาศในร้าน
ได้ผล ได้หนังสือศิลปะของอินเดียมาสามเล่ม เก็บไว้เป็นที่ระลึก
เสียดายหาโปสการ์ด กับแสตมป์อินเดียไม่เจอ
มีร้านนึงเราชอบของในร้านหลายอย่าง แต่ราคาค่อนข้างสูง
และติดป้ายเป็นภาษาอังกฤษไว้เลยว่า “No Discount”
เลยได้ของราคาไม่โหดมาแค่ชิ้นเดียว



จบการเที่ยววันที่ห้าด้วยภาพจักรยาน อันเป็นพาหนะสำคัญของประเทศนี้
จักรยานส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ คันใหญ่ แลดูแข็งแรงมาก
ถามคนขับรถจิ๊บก่อนหน้านี้ คนขับบอกว่า คันนึงประมาณสองพันรูปี
ตีเป็นเงินไทยประมาณ พันหนึ่งถึงพันสองร้อยบาท นับว่าถูกมาก
คงเพราะผลิตได้มาก ขายได้มาก ราคาเลยถูกไปตามอุปสงค์อุปทานนั่นเอง
วันนี้กลับไปนอนโรงแรมที่มาถึงวันแรก แต่ทำไปทำมา ต้องย้ายโรงแรม
อันด้วยเหตุอะไรนั้น ลืมไปเสียสิ้นแล้ว
บล็อกหน้าวันสุดท้าย ณ อินเดียประเทศ อย่าลืมตามติดให้ถึงตอนจบ
แล้วพบกันใหม่ **

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2556    
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 22:19:31 น.
Counter : 1726 Pageviews.  

myDear India :: day4

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////





** ชีวิตในอินเดียวันที่สี่เริ่มขึ้นเช้ากว่าปกติ พร้อมกับอาการเวียนหัว
รีบกินพาราไว้ก่อนเลย กันไว้ดีกว่าแก้ แล้วรีบไปอาบน้ำแต่งตัว
คณะทัวร์แยกย้ายลงเรือสิคารา (เรือพายแบบแคชเมียร์)
เรือทรงแคบ มีหลังคาคลุมที่นั่งกันตั้งแต่วันที่สองนั่นแหละ เราเพิ่งหาชื่อเรือเจอ









ขึ้นเรือได้ไม่นานอาการเวียนหัวลดลงจนรู้สึกดีขึ้น
ที่ต้องตื่นเช้ามากๆ เพื่อมาตลาดผักลอยน้ำนั่นเอง
ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง เรือสิคารา นำพาลูกทัวร์มาถึงตลาดตอนที่ฟ้ายังสลัวมัวๆอยู่
เท่าที่พยายามมองสินค้าที่มีขาย เราเห็นผัก ผลไม้ ดอกไม้ มีแต่พ่อค้า ไม่มีแม่ค้า
พ่อค้าดอกไม้พายตามมาประชิด เพื่อขายดอกไม้และเมล็ดพันธุ์
เกาะติดไม่ยอมหนีหายไปไหน ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ใช้เทคนิคตื๊อเป็นหลัก
ตลาดที่นี่ขายกันตั้งแต่เช้ามืดไปจนฟ้าสาง ตลาดวายประมาณเจ็ดโมงครึ่ง
ผักสดดูน่ากินดี ดอกไม้สวยแต่พี่ที่ชอบดอกไม้บอกว่าแพงไปหน่อย







สัมผัส และเก็บบรรยากาศซักพักใหญ่ๆ เรือสิคารา พาเราย้อนกลับไปทางเดิม
ขามายังมืดๆ ถ่ายภาพอะไรไว้มองรายละเอียดแทบไม่เห็น ตอนนี้ฟ้าเริ่มมีแสงแรกแล้ว
บรรยากาศทะเลสาบดาลที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยเทือกเขา ในยามเช้าหน้าหนาว
สวยงามน่าประทับใจมากๆ อากาศดี เย็น สดชื่น สมองโล่ง
บ้านก่ออิฐไม่ทาสี หลังคาสังกะสีตามรายทาง ดูสวยกลมกลืนกับธรรมชาติรอบๆยิ่งนัก







เก็บรายละเอียดรอบตัวมาให้ดู ทุ่งบัว บ้านกลางน้ำ บ้านเรือ ร้านขายของชำ
สังเกตให้ดีจะเห็นเสาไฟเล็กๆอยู่กลางน้ำ ช่างท้าทายความปลอดภัยต่อชีวิตเป็นยิ่งนัก







บ้านบางหลังสภาพเหมือนพร้อมจะพัง เก็บภาพโรงแรมเรือมาให้ดูสองแบบ
มีทั้งแบบใช้สีเดียวเกือบทั้งลำ และอีกแบบที่นิยมทาสีหลายๆสีให้ดูสดใส
ส่วนตัวชอบแบบสีเดียวมากกว่า ดูสบายตาไม่โฉ่งฉ่างดี



ถึงโรงแรมเรือ เจอน้องเหมียวตัวมอมๆ พยามยามตามถ่ายรูป
น้องเหมียวไม่คุ้นกับคนเข้าหา เลยเดินหนีจากเรือลำนึงไปสู่เรืออีกลำนึง





เป็นจังหวะเดียวกันกับพระอาทิตย์ขึ้นพอดี บรรยากาศยังคงงดงามไม่รู้เบื่อ







ถ่ายภาพเจ้าของเรือมาด้วย หน้าตาดูดุ แต่ตัวจริงออกแนวฮาหน้าตาย
เราพบว่าคนอินเดียที่ภายนอกหน้าตาเข้มๆแลดูดุ แต่จริงๆแล้วใจดี ยิ้มแย้ม
เป็นมิตร เก้าในสิบคนที่ยิ้มให้จะยิ้มตอบกลับมา นิสัยบางอย่างคล้ายๆคนไทย
พี่เจ้าของเรือบอกว่า เรือลำนึงใช้เงินลงทุนประมาณสิบล้านบาท
แถมยังมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยอีกเพียบ เราว่าค่าบำรุงรักษาอย่างเดียวก็จะแย่แล้ว
โรงแรมเรือที่คณะทัวร์เรามาพัก แยกย้ายกันพักสองลำ ลำนึงมีห้องพักราวห้าหกห้อง
ทาสีเดียวเกือบทั้งลำ แซมสีอื่นๆบ้างตามรายละเอียดบางส่วนรอบเรือ
คู่พ่อลูกพ่อค้าเปเปอร์มาเช่ รีบมาดักขาช็อปถึงทางเข้าเรือตั้งแต่เช้า
ขายได้ประมาณนึง เพราะชาวไทยต้องรีบเตรียมตัวเพื่อออกไปเที่ยว
เลยนัดแนะกับคู่พ่อลูกให้กลับมาใหม่ในตอนค่ำๆ หลังเที่ยวเสร็จแล้ว





นั่งเรือสิคาราเพื่อไปขึ้นรถจิ๊บ เก็บภาพทะเลสาบดาลให้ดูเพิ่มเติมอีกนิด
ผ่านร้านโชว์ห่วยร้านใหญ่ในละแวกใกล้โรงแรมของเรา ไม่มีโอกาสได้แวะ
ใจจริงอยากเข้าไปซอกแซกถ่ายรูปตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น







ภาพชีวิตของผู้คนในทะเลสาบ ดูแตกต่าง และคุ้นเคยไปพร้อมๆกัน
คนอินเดียเองก็นิยมมาเที่ยวที่นี่กันหนาตาเช่นกัน







ภาพระหว่างทาง ก่อนรถจิ๊บจะนำเราไปสู่โซนามาร์ค วิถีชีวิต ผู้คน
การแต่งกายที่ต่างกัน ผู้คนชอบออกมานั่ง ยืน คุยกันริมถนน
มาอาบแดด(?) เราสงสัยว่าผู้คนออกมานั่งกันเป็นเรื่องปกติแบบนี้ทุกฤดู
หรือเป็นเฉพาะหน้าหนาว ที่แสงแดดให้ความอบอุ่นได้ดี
ผลไม้ที่เห็นว่ามีมากจากหลายๆร้าน คือ กล้วย สม แอ๊ปเปิ้ล
พ่วงด้วย เลย์ ณ อินเดีย คงเพราะเป็นมันฝรั่งเลยขายดี (คิดเอง เดาเอา)







คณะรถจิ๊บจอดข้างทางเพื่อให้ลูกทัวร์ได้เข้าห้องน้ำ
ดูวิวรอบๆห้องน้ำนั่นสิ หันไปทางไหนก็งามไปหมด มีภูเขา มีลำธาร
มีต้นไม้ มีแสงแดด มีความงาม มีธรรมชาติตรงหน้า รักทริปนี้จริงๆ





ด้านหลังห้องน้ำ ตามแนวกำแพงหินก้อนมน เด็กอินเดียสี่คน
คงมาเที่ยวเล่นกัน พยายามคุยกันไปมากับเรา แต่คุยไม่รู้เรื่อง
เด็กคนนึงเลยหยิบปลาในถุงจากลำธารมาให้ดู แล้วพูดอะไรซักอย่าง
ซึ่งเราไม่เข้าใจ ท่าทางดูชอบอกชอบใจกับการได้เป็นดาราหน้ากล้อง





ผู้คนอีกฝากที่แตกต่าง เราต่างมองความแตกต่างของกันและกัน
การสัญจรด้วยรถโดยสารประจำทางที่ผ่านมาพอดี
นอกจากที่นั่งด้านในรถแล้วยังมีที่นั่งเสริมด้านบน และที่ยืน(โหน)ด้านหลัง
เรื่องจำนวนคนและน้ำหนักเกินคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
ป้ายท้ายรถติดไว้ว่า lucky เป็นชื่อรถ เป็นการอวยพร
หรือเป็นการบอกให้คนโหนด้านหลังโชคดีหนา คิดไปได้ร้อยแปด
เด็กผู้ชายที่นั่งใกล้คุณลุงโพกผ้า ได้รับกุลิโกะจากพี่ในรถแล้วแกะกินเลย
ลืมสังเกตว่าเด็กทำสีหน้าแบบชอบ เฉยๆ หรือหน้าเบะ
เพราะความสนใจเหไปทางอื่นซะก่อน
ชอบรองเท้าผ้าใบของพี่ผู้หญิงคนนั้น คนที่ยืนหันหลังให้เรา
ดูแฟชั่น และอินเทรนด์มากๆ อิอิ (ชอบจริงๆนะไม่ได้แซว)
ตลอดเส้นทางเราสังเกตเห็นว่า หญ้าแห้ง ฟาง กองสุมอยู่บนต้นไม้สูง
สงสัยตลอดทาง ท้ายสุดได้คำตอบว่า แถวนี้มีม้า มีแพะเยอะ
ถ้าทิ้งหญ้าแห้ง ฟาง ไว้บนพื้น ม้ากับแพะก็กินฟรี หายเกลี้ยง หมดกันหน่ะสิ





มาถึงแล้วกุลมาร์ค บรรยากาศกลางหุบเขา ใต้ผืนฟ้าสีสด บนผืนหญ้าสีเขียว
นึกว่าอยู่สวิตเซอร์แลนด์ แม้จะไม่เคยไปมาก่อน (อีกตามเคย)
เรามาที่นี่เพื่อขึ้นไปชมเส้นทางกราเซียร์น้ำแข็ง ด้วยการขี่ม้าชมธรรมชาติ!!!
เราตื่นเต้นกับการจะได้ขี่ม้าในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้ามาก เพราะไม่เคยขี่ม้ามาก่อน
พี่คนนึงปิ๊งไอเดีย แปลงร่างเป็นนางเอก The sound of music ในทันทีที่มาถึง
วิ่งไปมาหมุนตัวอย่างร่าเริง ก็เพราะบรรยากาศมันเหมือนภาพจำจากในหนังมากๆ
ส่วนพี่คนนั้นเราว่าไม่ใช่นางเอกจากเรื่องที่ว่า แต่มันละม้ายหนังอินเดีย
แบบวิ่งข้ามทุ่ง ข้ามเขา วิ่งไปแล้วห้าวัน ยังไม่สมรักซะที อิอิ





เดินข้ามมาอีกนิดก็ถึงร้านอาหารแล้ว บรรยากาศเหมือนกอล์ฟคลับชอบกล
อาหารจานเด็ดของมื้อนี้คือ ของหวานในจานกลมๆ สีขาวๆ
ทุกคนยกให้เป็นจานเด็ด เราลองชิมดู รสชาติหวานๆ เลี่ยนๆ แปลกๆ
มีเนื้อข้าวบดอยู่ในนั้นด้วย รสชาติออกไปทางเชลล์ไม่อนุญาติให้ชวนชิม
กินไปสองช้อน มากเกินพอ แหวะ 555
ณ ตอนนี้ มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แต่ขอละเอาไว้ เพราะเป็นเรื่องไม่ดี ก็ไม่ควรเล่าต่อ
ทำให้คณะทัวร์ของเราวุ่นวายไปซักพัก ไม่น่าเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นเลย
ไกด์ไทย ไกด์อินเดีย คนขับรถพลอยวุ่นวายไปหมด
ในภายหลังได้ร่วมกันช่วยเหลือไกด์ไทย เพื่อให้เรื่องวุ่นวายนี้จบลงด้วยดี







เวลาที่ตื่นเต้นที่สุดสำหรับทริปนี้มาถึงแบบรวดเร็วมาก
ได้เวลาขี่ม้าชมธรรมชาติแล้ว ใครตัวใหญ่ ท้วม อ้วน สูงอายุ
ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการขี่ม้า เนื่องด้วยเส้นทางค่อนข้างชัน
การทรงตัวอยู่บนม้าก็ยาก แม้จะมีคนจูงม้านำทางก็ตาม
แต่เป็นการจูงแบบ สลับกันไปมา จูงตัวนี้ แล้วหันไปจูงตัวนั้น
ม้ามีเยอะกว่าคนจูงนั่นเอง เราขึ้นม้าด้วยความรู้สึกทุลักทุเล
แล้วความคิดนึงก็ผุดขึ้น ถ้าเกิดตกม้า ตูจะทำยังไงดีเนี่ย
กลุ่มที่ไม่ขี่ม้า ได้นั่งรถขึ้นไปชมธรรมชาติด้านบน มีลำธาร มีหิมะ
แล้วความตื่นเต้นที่สุดของทริปก็เริ่มขึ้น ตอนแรกๆก็ดีอยู่หรอก
เพราะมีคนนำทางจูงม้าไป จูงได้ซักพักพี่แกเดินไปจูงอีกตัว
รู้สึกเคว้งคว้างขึ้นในทันใด ตูเพิ่งขี่ม้าเป็นหนแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย
ขี่หนแรกก็เจอภูมิประเทศแบบนักขี่ม้ามืออาชีพเลย
จะว่าขี่แล้วน่ากลัวก็ใช่ จะว่าขี่แล้วสนุกก็สนุกมากอยู่
รู้สึกสนุกด้วย และหวาดๆด้วยในเวลาเดียวกัน
ช่วงที่กลัวสุดคือ ตอนม้าลงจากหินบนเนินที่ชันมาก
เราว่าตัวเราเอียงไปข้างหน้า 45 องศาเห็นจะได้ ม้าแม้จะชำนาญ
แต่คนขี่ลุ้นระทึก ใจหายใจคว่ำ เทคนิคคือ ถ้าทางขึ้นให้เอนตัวมาข้างหน้า
ถ้าเป็นทางลงให้เอนตัวมาข้างหลัง และอย่าขืนตัว อย่านั่งตัวเกร็ง ปล่อยไปสบายๆ
ขี่ไปได้ซักพักเส้นทางดูเสี่ยงน้อยลง เราเองก็มั่นใจและสนุกมากขึ้น







แวะถ่ายรูปกัน ถ่ายกับหิมะ ถ่ายกับธรรมชาติ ถ่ายรูปหมู่
ถ่ายกับคณะคนจูงม้า ถ่ายแยก ถ่ายเดี่ยว ถ่าย(รูป)จนหนำใจ
แล้วก็ขี่ม้ากลับไปจุดแรก เส้นทางเป็นวงกลม ตอนนี้เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้น
เพราะบังคับม้าได้คล่องขึ้น สนใจธรรมชาติได้มากกว่าตอนแรก
วิวรอบข้างอลังการ สง่างาม ใหญ่โต เรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วไปเลย
รูปส่วนใหญ่ถ่ายตอนอยู่บนหลังม้า สร้างความเร้าใจให้ตัวเองขึ้นไปอีกระดับ
พอลงมาถึงจุดเริ่มต้นก็มีปัญหาอีก ปัญหาจากการสื่อสารผิดพลาด เข้าใจไม่ตรงกัน
เรากับพี่คนนึงหนีไปนั่งๆนอนๆตรงสนามหญ้ากับไกด์อินเดีย
เพราะเริ่มเบื่อ และคิดตรงกันว่า เท่าที่ได้ขึ้นไปเที่ยวมาก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว
ได้คุยกับไกด์อินเดีย ชื่อ “ฟีลอส” ตอนแรกนึกว่าเป็นพี่ รู้ในภายหลังว่าเป็นน้อง
ตั้งชื่อเล่นให้ว่า “โก๊ะตี๋” ฟีลอสหัวเราะชอบอกชอบใจ เพราะชอบเมืองไทย
รักเมืองไทย รู้จักนักแสดง ดาราไทย ไกด์อินเดียร่างท้วม ผิวเข้ม ยิ้มแย้ม
และมีหัวใจไทย คุยไปคุยมารู้ว่าเราทำงานอะไร เลยขอให้เราวาดรูปเหมือน
เราต่อรองขอเป็นลายเส้นการ์ตูนง่ายๆแทน เราและพี่อีกคนลงมือวาดพร้อมกัน
พอได้เห็นรูปตัวเองถึงกับหัวเราะ ไม่รู้เพราะเหมือนเกินไป หรือไม่เหมือนเอาเสียเลย
ไกด์ไทยวิ่งวุ่นแก้ปัญหา และเราอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง (ไม่ใช่ความผิดไกด์)
เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย คณะเราพร้อมออกเดินทางอีกครั้ง จบเรื่องยุ่งไปอีกหนึ่ง







แวะข้างทาง หยุดถ่ายรูปกับทิวทัศน์สุดงามอีกจุด
เป็นป่าวอลนัตริมลำธารรอบหุบเขา วันนี้ธรรมชาติที่ได้พบสุดวิเศษจริงๆ
อิ่มกับธรรมชาติที่ได้มีโอกาสมาเยือนมากถึงมากที่สุด
แม้จะมีปัญหาในคณะสองครั้ง ใครจะคิดอย่างไรเราไม่รู้
สำหรับเรามาถึงตรงนี้ ตอนนี้ เราอิ่ม เราคุ้ม คุ้มเกินเงินที่จ่ายไปแล้วมากๆ
แล้วดูม้าที่วิ่งผ่านมานั่นสิ โชคสองชั้นจริงๆ กว่าจะถ่ายรูปเสร็จ
พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบเขาไปแล้ว





โปรแกรมแถมนอกเหนือจากที่มีในใบนำเที่ยว ขออภัยไม่รู้ชื่อมัสยิด
เนื่องจากลืม (ไกด์บอกแล้ว แต่ผ่านไปแค่ห้านาทีเราก็ลืมหมด) และไม่ได้จดไว้
บรรยากาศตอนนี้สบายๆ เรื่อยๆ เพราะก่อนหน้านี้อิ่มธรรมชาติไปเยอะมาก
กลับไปถึงโรงแรมเรือ พ่อลูกพ่อค้าเปเปอร์มาเช่ยิ้มรอ ของวางเรียงอวดเต็มพื้นที่
คงรอขายอยู่นานเหมือนกัน เลยช่วยกันซื้อติดมือเป็นของฝากพี่น้องชาวไทย
แม้วันที่สี่จะมีอุปสรรคจากมนุษย์ถึงสองครั้ง แต่วันนี้เป็นวันที่เราชอบมากๆ
สองวันที่เหลือจะเบาๆไม่อัดแน่นเท่าวันที่สามกับวันที่สี่
พบอินเดียวันที่ห้า ในเร็ววัน ไม่ช้าอย่างแน่นอน **

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2556    
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 22:18:51 น.
Counter : 2092 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

ถ่านหินจำศีล
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 63 คน [?]




///////////////////////////////////////////////

© ถ่านหินจำศีล
ผันตัวจากอาชีพอาร์ตไดเร็คเตอร์
มาเป็นนักเขียนและนักวาดภาพประกอบนิทาน
เมื่อราวๆเดือนมีนาคม 2545
ทำงานและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่แม่กลอง

บล็อกแห่งนี้ถือกำเนิดเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2550
มี 11 กรุ๊ปบล็อก รวมบล็อกได้ 354 บล็อก
มีอายุบล็อกนับถึง 16 ก.พ. 2557 ครบ 7 ปีแล้ว
-------------------------------------------------------
http://www.trytobeillustrator.bloggang.com
ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ปี 2537
© ถ่านหินจำศีล
-------------------------------------------------------

Find more artworks/photos like this on PORTFOLIOS*NET
Friends' blogs
[Add ถ่านหินจำศีล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.