update [ 28*07*2014 ] ในกรุ๊ปบล็อก talkative เรื่อง "facebook งานภาพประกอบของเรา"
Group Blog
 
All blogs
 
myDear India :: day4

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////





** ชีวิตในอินเดียวันที่สี่เริ่มขึ้นเช้ากว่าปกติ พร้อมกับอาการเวียนหัว
รีบกินพาราไว้ก่อนเลย กันไว้ดีกว่าแก้ แล้วรีบไปอาบน้ำแต่งตัว
คณะทัวร์แยกย้ายลงเรือสิคารา (เรือพายแบบแคชเมียร์)
เรือทรงแคบ มีหลังคาคลุมที่นั่งกันตั้งแต่วันที่สองนั่นแหละ เราเพิ่งหาชื่อเรือเจอ









ขึ้นเรือได้ไม่นานอาการเวียนหัวลดลงจนรู้สึกดีขึ้น
ที่ต้องตื่นเช้ามากๆ เพื่อมาตลาดผักลอยน้ำนั่นเอง
ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง เรือสิคารา นำพาลูกทัวร์มาถึงตลาดตอนที่ฟ้ายังสลัวมัวๆอยู่
เท่าที่พยายามมองสินค้าที่มีขาย เราเห็นผัก ผลไม้ ดอกไม้ มีแต่พ่อค้า ไม่มีแม่ค้า
พ่อค้าดอกไม้พายตามมาประชิด เพื่อขายดอกไม้และเมล็ดพันธุ์
เกาะติดไม่ยอมหนีหายไปไหน ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ใช้เทคนิคตื๊อเป็นหลัก
ตลาดที่นี่ขายกันตั้งแต่เช้ามืดไปจนฟ้าสาง ตลาดวายประมาณเจ็ดโมงครึ่ง
ผักสดดูน่ากินดี ดอกไม้สวยแต่พี่ที่ชอบดอกไม้บอกว่าแพงไปหน่อย







สัมผัส และเก็บบรรยากาศซักพักใหญ่ๆ เรือสิคารา พาเราย้อนกลับไปทางเดิม
ขามายังมืดๆ ถ่ายภาพอะไรไว้มองรายละเอียดแทบไม่เห็น ตอนนี้ฟ้าเริ่มมีแสงแรกแล้ว
บรรยากาศทะเลสาบดาลที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยเทือกเขา ในยามเช้าหน้าหนาว
สวยงามน่าประทับใจมากๆ อากาศดี เย็น สดชื่น สมองโล่ง
บ้านก่ออิฐไม่ทาสี หลังคาสังกะสีตามรายทาง ดูสวยกลมกลืนกับธรรมชาติรอบๆยิ่งนัก







เก็บรายละเอียดรอบตัวมาให้ดู ทุ่งบัว บ้านกลางน้ำ บ้านเรือ ร้านขายของชำ
สังเกตให้ดีจะเห็นเสาไฟเล็กๆอยู่กลางน้ำ ช่างท้าทายความปลอดภัยต่อชีวิตเป็นยิ่งนัก







บ้านบางหลังสภาพเหมือนพร้อมจะพัง เก็บภาพโรงแรมเรือมาให้ดูสองแบบ
มีทั้งแบบใช้สีเดียวเกือบทั้งลำ และอีกแบบที่นิยมทาสีหลายๆสีให้ดูสดใส
ส่วนตัวชอบแบบสีเดียวมากกว่า ดูสบายตาไม่โฉ่งฉ่างดี



ถึงโรงแรมเรือ เจอน้องเหมียวตัวมอมๆ พยามยามตามถ่ายรูป
น้องเหมียวไม่คุ้นกับคนเข้าหา เลยเดินหนีจากเรือลำนึงไปสู่เรืออีกลำนึง





เป็นจังหวะเดียวกันกับพระอาทิตย์ขึ้นพอดี บรรยากาศยังคงงดงามไม่รู้เบื่อ







ถ่ายภาพเจ้าของเรือมาด้วย หน้าตาดูดุ แต่ตัวจริงออกแนวฮาหน้าตาย
เราพบว่าคนอินเดียที่ภายนอกหน้าตาเข้มๆแลดูดุ แต่จริงๆแล้วใจดี ยิ้มแย้ม
เป็นมิตร เก้าในสิบคนที่ยิ้มให้จะยิ้มตอบกลับมา นิสัยบางอย่างคล้ายๆคนไทย
พี่เจ้าของเรือบอกว่า เรือลำนึงใช้เงินลงทุนประมาณสิบล้านบาท
แถมยังมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยอีกเพียบ เราว่าค่าบำรุงรักษาอย่างเดียวก็จะแย่แล้ว
โรงแรมเรือที่คณะทัวร์เรามาพัก แยกย้ายกันพักสองลำ ลำนึงมีห้องพักราวห้าหกห้อง
ทาสีเดียวเกือบทั้งลำ แซมสีอื่นๆบ้างตามรายละเอียดบางส่วนรอบเรือ
คู่พ่อลูกพ่อค้าเปเปอร์มาเช่ รีบมาดักขาช็อปถึงทางเข้าเรือตั้งแต่เช้า
ขายได้ประมาณนึง เพราะชาวไทยต้องรีบเตรียมตัวเพื่อออกไปเที่ยว
เลยนัดแนะกับคู่พ่อลูกให้กลับมาใหม่ในตอนค่ำๆ หลังเที่ยวเสร็จแล้ว





นั่งเรือสิคาราเพื่อไปขึ้นรถจิ๊บ เก็บภาพทะเลสาบดาลให้ดูเพิ่มเติมอีกนิด
ผ่านร้านโชว์ห่วยร้านใหญ่ในละแวกใกล้โรงแรมของเรา ไม่มีโอกาสได้แวะ
ใจจริงอยากเข้าไปซอกแซกถ่ายรูปตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น







ภาพชีวิตของผู้คนในทะเลสาบ ดูแตกต่าง และคุ้นเคยไปพร้อมๆกัน
คนอินเดียเองก็นิยมมาเที่ยวที่นี่กันหนาตาเช่นกัน







ภาพระหว่างทาง ก่อนรถจิ๊บจะนำเราไปสู่โซนามาร์ค วิถีชีวิต ผู้คน
การแต่งกายที่ต่างกัน ผู้คนชอบออกมานั่ง ยืน คุยกันริมถนน
มาอาบแดด(?) เราสงสัยว่าผู้คนออกมานั่งกันเป็นเรื่องปกติแบบนี้ทุกฤดู
หรือเป็นเฉพาะหน้าหนาว ที่แสงแดดให้ความอบอุ่นได้ดี
ผลไม้ที่เห็นว่ามีมากจากหลายๆร้าน คือ กล้วย สม แอ๊ปเปิ้ล
พ่วงด้วย เลย์ ณ อินเดีย คงเพราะเป็นมันฝรั่งเลยขายดี (คิดเอง เดาเอา)







คณะรถจิ๊บจอดข้างทางเพื่อให้ลูกทัวร์ได้เข้าห้องน้ำ
ดูวิวรอบๆห้องน้ำนั่นสิ หันไปทางไหนก็งามไปหมด มีภูเขา มีลำธาร
มีต้นไม้ มีแสงแดด มีความงาม มีธรรมชาติตรงหน้า รักทริปนี้จริงๆ





ด้านหลังห้องน้ำ ตามแนวกำแพงหินก้อนมน เด็กอินเดียสี่คน
คงมาเที่ยวเล่นกัน พยายามคุยกันไปมากับเรา แต่คุยไม่รู้เรื่อง
เด็กคนนึงเลยหยิบปลาในถุงจากลำธารมาให้ดู แล้วพูดอะไรซักอย่าง
ซึ่งเราไม่เข้าใจ ท่าทางดูชอบอกชอบใจกับการได้เป็นดาราหน้ากล้อง





ผู้คนอีกฝากที่แตกต่าง เราต่างมองความแตกต่างของกันและกัน
การสัญจรด้วยรถโดยสารประจำทางที่ผ่านมาพอดี
นอกจากที่นั่งด้านในรถแล้วยังมีที่นั่งเสริมด้านบน และที่ยืน(โหน)ด้านหลัง
เรื่องจำนวนคนและน้ำหนักเกินคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
ป้ายท้ายรถติดไว้ว่า lucky เป็นชื่อรถ เป็นการอวยพร
หรือเป็นการบอกให้คนโหนด้านหลังโชคดีหนา คิดไปได้ร้อยแปด
เด็กผู้ชายที่นั่งใกล้คุณลุงโพกผ้า ได้รับกุลิโกะจากพี่ในรถแล้วแกะกินเลย
ลืมสังเกตว่าเด็กทำสีหน้าแบบชอบ เฉยๆ หรือหน้าเบะ
เพราะความสนใจเหไปทางอื่นซะก่อน
ชอบรองเท้าผ้าใบของพี่ผู้หญิงคนนั้น คนที่ยืนหันหลังให้เรา
ดูแฟชั่น และอินเทรนด์มากๆ อิอิ (ชอบจริงๆนะไม่ได้แซว)
ตลอดเส้นทางเราสังเกตเห็นว่า หญ้าแห้ง ฟาง กองสุมอยู่บนต้นไม้สูง
สงสัยตลอดทาง ท้ายสุดได้คำตอบว่า แถวนี้มีม้า มีแพะเยอะ
ถ้าทิ้งหญ้าแห้ง ฟาง ไว้บนพื้น ม้ากับแพะก็กินฟรี หายเกลี้ยง หมดกันหน่ะสิ





มาถึงแล้วกุลมาร์ค บรรยากาศกลางหุบเขา ใต้ผืนฟ้าสีสด บนผืนหญ้าสีเขียว
นึกว่าอยู่สวิตเซอร์แลนด์ แม้จะไม่เคยไปมาก่อน (อีกตามเคย)
เรามาที่นี่เพื่อขึ้นไปชมเส้นทางกราเซียร์น้ำแข็ง ด้วยการขี่ม้าชมธรรมชาติ!!!
เราตื่นเต้นกับการจะได้ขี่ม้าในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้ามาก เพราะไม่เคยขี่ม้ามาก่อน
พี่คนนึงปิ๊งไอเดีย แปลงร่างเป็นนางเอก The sound of music ในทันทีที่มาถึง
วิ่งไปมาหมุนตัวอย่างร่าเริง ก็เพราะบรรยากาศมันเหมือนภาพจำจากในหนังมากๆ
ส่วนพี่คนนั้นเราว่าไม่ใช่นางเอกจากเรื่องที่ว่า แต่มันละม้ายหนังอินเดีย
แบบวิ่งข้ามทุ่ง ข้ามเขา วิ่งไปแล้วห้าวัน ยังไม่สมรักซะที อิอิ





เดินข้ามมาอีกนิดก็ถึงร้านอาหารแล้ว บรรยากาศเหมือนกอล์ฟคลับชอบกล
อาหารจานเด็ดของมื้อนี้คือ ของหวานในจานกลมๆ สีขาวๆ
ทุกคนยกให้เป็นจานเด็ด เราลองชิมดู รสชาติหวานๆ เลี่ยนๆ แปลกๆ
มีเนื้อข้าวบดอยู่ในนั้นด้วย รสชาติออกไปทางเชลล์ไม่อนุญาติให้ชวนชิม
กินไปสองช้อน มากเกินพอ แหวะ 555
ณ ตอนนี้ มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แต่ขอละเอาไว้ เพราะเป็นเรื่องไม่ดี ก็ไม่ควรเล่าต่อ
ทำให้คณะทัวร์ของเราวุ่นวายไปซักพัก ไม่น่าเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นเลย
ไกด์ไทย ไกด์อินเดีย คนขับรถพลอยวุ่นวายไปหมด
ในภายหลังได้ร่วมกันช่วยเหลือไกด์ไทย เพื่อให้เรื่องวุ่นวายนี้จบลงด้วยดี







เวลาที่ตื่นเต้นที่สุดสำหรับทริปนี้มาถึงแบบรวดเร็วมาก
ได้เวลาขี่ม้าชมธรรมชาติแล้ว ใครตัวใหญ่ ท้วม อ้วน สูงอายุ
ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการขี่ม้า เนื่องด้วยเส้นทางค่อนข้างชัน
การทรงตัวอยู่บนม้าก็ยาก แม้จะมีคนจูงม้านำทางก็ตาม
แต่เป็นการจูงแบบ สลับกันไปมา จูงตัวนี้ แล้วหันไปจูงตัวนั้น
ม้ามีเยอะกว่าคนจูงนั่นเอง เราขึ้นม้าด้วยความรู้สึกทุลักทุเล
แล้วความคิดนึงก็ผุดขึ้น ถ้าเกิดตกม้า ตูจะทำยังไงดีเนี่ย
กลุ่มที่ไม่ขี่ม้า ได้นั่งรถขึ้นไปชมธรรมชาติด้านบน มีลำธาร มีหิมะ
แล้วความตื่นเต้นที่สุดของทริปก็เริ่มขึ้น ตอนแรกๆก็ดีอยู่หรอก
เพราะมีคนนำทางจูงม้าไป จูงได้ซักพักพี่แกเดินไปจูงอีกตัว
รู้สึกเคว้งคว้างขึ้นในทันใด ตูเพิ่งขี่ม้าเป็นหนแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย
ขี่หนแรกก็เจอภูมิประเทศแบบนักขี่ม้ามืออาชีพเลย
จะว่าขี่แล้วน่ากลัวก็ใช่ จะว่าขี่แล้วสนุกก็สนุกมากอยู่
รู้สึกสนุกด้วย และหวาดๆด้วยในเวลาเดียวกัน
ช่วงที่กลัวสุดคือ ตอนม้าลงจากหินบนเนินที่ชันมาก
เราว่าตัวเราเอียงไปข้างหน้า 45 องศาเห็นจะได้ ม้าแม้จะชำนาญ
แต่คนขี่ลุ้นระทึก ใจหายใจคว่ำ เทคนิคคือ ถ้าทางขึ้นให้เอนตัวมาข้างหน้า
ถ้าเป็นทางลงให้เอนตัวมาข้างหลัง และอย่าขืนตัว อย่านั่งตัวเกร็ง ปล่อยไปสบายๆ
ขี่ไปได้ซักพักเส้นทางดูเสี่ยงน้อยลง เราเองก็มั่นใจและสนุกมากขึ้น







แวะถ่ายรูปกัน ถ่ายกับหิมะ ถ่ายกับธรรมชาติ ถ่ายรูปหมู่
ถ่ายกับคณะคนจูงม้า ถ่ายแยก ถ่ายเดี่ยว ถ่าย(รูป)จนหนำใจ
แล้วก็ขี่ม้ากลับไปจุดแรก เส้นทางเป็นวงกลม ตอนนี้เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้น
เพราะบังคับม้าได้คล่องขึ้น สนใจธรรมชาติได้มากกว่าตอนแรก
วิวรอบข้างอลังการ สง่างาม ใหญ่โต เรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วไปเลย
รูปส่วนใหญ่ถ่ายตอนอยู่บนหลังม้า สร้างความเร้าใจให้ตัวเองขึ้นไปอีกระดับ
พอลงมาถึงจุดเริ่มต้นก็มีปัญหาอีก ปัญหาจากการสื่อสารผิดพลาด เข้าใจไม่ตรงกัน
เรากับพี่คนนึงหนีไปนั่งๆนอนๆตรงสนามหญ้ากับไกด์อินเดีย
เพราะเริ่มเบื่อ และคิดตรงกันว่า เท่าที่ได้ขึ้นไปเที่ยวมาก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว
ได้คุยกับไกด์อินเดีย ชื่อ “ฟีลอส” ตอนแรกนึกว่าเป็นพี่ รู้ในภายหลังว่าเป็นน้อง
ตั้งชื่อเล่นให้ว่า “โก๊ะตี๋” ฟีลอสหัวเราะชอบอกชอบใจ เพราะชอบเมืองไทย
รักเมืองไทย รู้จักนักแสดง ดาราไทย ไกด์อินเดียร่างท้วม ผิวเข้ม ยิ้มแย้ม
และมีหัวใจไทย คุยไปคุยมารู้ว่าเราทำงานอะไร เลยขอให้เราวาดรูปเหมือน
เราต่อรองขอเป็นลายเส้นการ์ตูนง่ายๆแทน เราและพี่อีกคนลงมือวาดพร้อมกัน
พอได้เห็นรูปตัวเองถึงกับหัวเราะ ไม่รู้เพราะเหมือนเกินไป หรือไม่เหมือนเอาเสียเลย
ไกด์ไทยวิ่งวุ่นแก้ปัญหา และเราอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง (ไม่ใช่ความผิดไกด์)
เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย คณะเราพร้อมออกเดินทางอีกครั้ง จบเรื่องยุ่งไปอีกหนึ่ง







แวะข้างทาง หยุดถ่ายรูปกับทิวทัศน์สุดงามอีกจุด
เป็นป่าวอลนัตริมลำธารรอบหุบเขา วันนี้ธรรมชาติที่ได้พบสุดวิเศษจริงๆ
อิ่มกับธรรมชาติที่ได้มีโอกาสมาเยือนมากถึงมากที่สุด
แม้จะมีปัญหาในคณะสองครั้ง ใครจะคิดอย่างไรเราไม่รู้
สำหรับเรามาถึงตรงนี้ ตอนนี้ เราอิ่ม เราคุ้ม คุ้มเกินเงินที่จ่ายไปแล้วมากๆ
แล้วดูม้าที่วิ่งผ่านมานั่นสิ โชคสองชั้นจริงๆ กว่าจะถ่ายรูปเสร็จ
พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบเขาไปแล้ว





โปรแกรมแถมนอกเหนือจากที่มีในใบนำเที่ยว ขออภัยไม่รู้ชื่อมัสยิด
เนื่องจากลืม (ไกด์บอกแล้ว แต่ผ่านไปแค่ห้านาทีเราก็ลืมหมด) และไม่ได้จดไว้
บรรยากาศตอนนี้สบายๆ เรื่อยๆ เพราะก่อนหน้านี้อิ่มธรรมชาติไปเยอะมาก
กลับไปถึงโรงแรมเรือ พ่อลูกพ่อค้าเปเปอร์มาเช่ยิ้มรอ ของวางเรียงอวดเต็มพื้นที่
คงรอขายอยู่นานเหมือนกัน เลยช่วยกันซื้อติดมือเป็นของฝากพี่น้องชาวไทย
แม้วันที่สี่จะมีอุปสรรคจากมนุษย์ถึงสองครั้ง แต่วันนี้เป็นวันที่เราชอบมากๆ
สองวันที่เหลือจะเบาๆไม่อัดแน่นเท่าวันที่สามกับวันที่สี่
พบอินเดียวันที่ห้า ในเร็ววัน ไม่ช้าอย่างแน่นอน **

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


Create Date : 08 สิงหาคม 2556
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 22:18:51 น. 0 comments
Counter : 2344 Pageviews.

ถ่านหินจำศีล
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 63 คน [?]




///////////////////////////////////////////////

© ถ่านหินจำศีล
ผันตัวจากอาชีพอาร์ตไดเร็คเตอร์
มาเป็นนักเขียนและนักวาดภาพประกอบนิทาน
เมื่อราวๆเดือนมีนาคม 2545
ทำงานและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่แม่กลอง

บล็อกแห่งนี้ถือกำเนิดเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2550
มี 11 กรุ๊ปบล็อก รวมบล็อกได้ 354 บล็อก
มีอายุบล็อกนับถึง 16 ก.พ. 2557 ครบ 7 ปีแล้ว
-------------------------------------------------------
https://www.trytobeillustrator.bloggang.com
ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ปี 2537
© ถ่านหินจำศีล
-------------------------------------------------------

Find more artworks/photos like this on PORTFOLIOS*NET
Friends' blogs
[Add ถ่านหินจำศีล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.