update [ 28*07*2014 ] ในกรุ๊ปบล็อก talkative เรื่อง "facebook งานภาพประกอบของเรา"
Group Blog
 
All blogs
 
myDear India :: day3

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////







** ตื่นแต่เช้าตรู่เพราะตั้งใจจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น
ตื่นขึ้นพร้อมผ้านวมหนาๆหนึ่งผืน สวมเสื้อโค้ท มีเสื้อยืดด้านในสี่ตัว
กางเกงขายาวสวมทับกันสองชั้น ถุงเท้าหนาๆสองคู่
มีกระเป๋าน้ำร้อนที่ปลายเท้า เมื่อคืนตอนล้มตัวลงนอน นอนไม่หลับ
อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ นอนไปนานราวครึ่งชั่วโมง
เรารู้สึกว่าทำไมมันยังไม่อุ่นซักที คำตอบรออยู่ตอนเช้านี่เอง
พี่คนนึงติดเทอร์โมมิเตอร์มาด้วย วัดอุณหภูมิได้ที่ลบสามองศาเซลเซียส
ถึงว่า มีไอเย็น หมอกบางๆลอยอยู่เหนือผิวน้ำตลอดแนวทะเลสาบดาล
นับเป็นสถิติใหม่ของเราที่อยู่ในอุณหภูมิต่ำขนาดนี้ เราพบว่า มันหนาวมาก
แต่ก็ยังทนมันได้ มีน้ำมูกไหลเล็กน้อย เริ่มกังวลเล็กๆว่าจะป่วยไหม







ระหว่างรอให้พระอาทิตย์โผล่หน้ามาทักทายและแอ็คชั่นให้เราถ่ายรูป
น้องแพะกลุ่มนึงเดินเข้ามาในโรงแรม (ด้านหลังโรงแรมติดกับแผ่นดิน)
ตัวดำมอมถ้วนหน้า ไม่ได้มาร้าย มันมาหาของกิน จากต้นไม้ ดอกไม้ หญ้า
จากถังขยะ มันล้มถังขยะ แล้วจัดการควานหาของกินซะกระจาย
บรรยากาศตรงหน้าสวย สงบ หนาวยะเยือก มีน้องแพะนี่แหละ
ที่เหมือนเป็นตัวโจ๊ก เดินทางมาเพื่อกระชากอารมณ์ให้มีทั้งสงบและฮาปนๆกัน





ในที่สุด พระอาทิตย์ก็ปรากฏตัวมาทำหน้าที่ตามเวลา หลังจากได้รูปสมใจแล้ว
ได้เวลากลับไปหาน้ำอุ่นอาบ เอ๊ะหรือจะไม่อาบน้ำดี 555
น้ำอุ่นในเรือใช้ยาก มีเทคนิคนิดหน่อย ถ้าไม่รู้ก็ไม่มีน้ำอุ่น สมกับความเป็นเรือวินเทจ
อาบน้ำเสร็จต่อด้วยอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร ซึ่งอยู่ถัดจากห้องโถงเข้ามาด้านใน
ถ้วยช้อนจานชาม ถ้วยกาแฟ กาน้ำที่วางรอไว้เรียบร้อยแล้ว
ดูย้อนยุคเข้ากั้นเข้ากันมากๆกับหน้าตาโดยรวมของเรือ อาหารประกอบไปด้วย
ไข่ดาว ไส้กรอก ขนมปังพร้อมเนยและแยม ชา กาแฟ พระเอกของมื้อนี้
เรายกให้ขนมปัง กับชานมแพะ รสดีด้วยกันทั้งคู่ ขนมปังกินเปล่าๆอร่อยดี
ส่วนชานมแพะร้อนๆในอุณหภูมิเช่นนี้ ทั้งอร่อยทั้งเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ดียิ่งนัก













ได้เวลาเดินทางเที่ยวต่อ สมาชิกพร้อม นั่งเรือ แล้วไปต่อรถจิ๊บ
เพื่อเดินทาง 56 กิโลเมตร มุ่งไปสู่ กุลมาร์ค (Gulmarg)
บรรยากาศข้างทาง ทำให้เราสนุก ตื่นเต้นต่อภาพที่เห็นตรงหน้าได้ตลอด
กล้องเราทำงานไม่หยุด สายตามองทุกสิ่งอย่างด้วยความสนใจใคร่รู้
หนุ่มอินเดียที่เห็นนั่งอยู่นั่น ไม่ได้มานั่งอาบแดดเล่น หรือนั่งรอใคร
แต่เป็นพ่อค้า ขายข้าวโพดปิ้ง เสียดายไม่ได้ลองชิม อยากรู้ว่าอร่อยไหม





คณะของเราหยุดรถข้างทาง เพื่อลงไปถ่ายรูปกับเกวียนบรรทุกหญ้าแห้ง
บรรยากาศอย่างนี้ มีกองฟางเช่นนี้ เหมือนต่างจังหวัดบ้านเรามากๆ







กลุ่มรถจิ๊บของเราพาไปแวะชิมชาร้อนๆเพิ่มความสดชื่นก่อนถึงกุลมาร์ค
เป็นชาใส่เครื่องเทศ มีอะไรบ้างเราไม่แน่ใจ รสชาติเราว่าผ่าน ไม่ถึงกับรสดีมาก
มีเวลาถ่ายรูปดอกไม้รอบร้าน มีพี่ผีเสื้อมาแจม และเจอน้องเหมียวตัวแรกของทริป
เท่าที่จดไว้ ตลอดทริปเราเจอแมวแค่สี่ตัว ส่วนน้องหมาเจอมากกว่าและไม่ได้นับ





ก่อนถึงกุลมาร์คไม่นาน รถจิ๊บจอดแวะให้คณะทัวร์ถ่ายรูปกับบรรยากาศป่าสน
ป่าสนไกลสุดลูกหูลูกตา ต้นใหญ่ เขียวเป็นหนึ่งเดียวกัน ดูสมบูรณ์สวยงาม
ขึ้นตามแนวเขาเรียงแน่นเต็มแทบจะไม่มีต้นไม้อย่างอื่นขึ้นแทรกเลย



และในที่สุดเราก็มาถึงกุลมาร์ค ดูภาพตรงหน้านั่นสิ บรรยายไม่ถูก
ให้ภาพทำหน้าที่อวดตัวเองแทนแล้วกัน เรารู้สึกว่ามาเที่ยวอินเดีย
ไหงให้รู้สึกว่าอยู่ยุโรปหนอ (แม้จะไม่เคยไปยุโรปก็ตาม) คุ้มอ่ะ







ก่อนไปกินข้าว แวะเข้าห้องน้ำให้สมกับความหนาวที่ต้องฉี่บ่อย
เจอหิมะแรกในชีวิต ตื่นเต้นเล็กๆ แต่ไม่กล้าใช้มือหยิบมาถ่ายรูป
เพราะมันอยู่หลังห้องน้ำอ่ะ 555 และถ่ายรูปดอกไม้ที่เห็นอีกเล็กน้อย
ความตั้งใจแรกก่อนมาอินเดียคือจะมาหาสิ่งพิมพ์สวยๆสไตล์อินเดียแท้ๆ
แต่ไม่มีโอกาส มีก็แต่กล่องไม้ขีดนี่แหละ ที่เราเจออยู่ตามทางหลายกล่อง









ร้านอาหารที่มาแวะกิน มีห้องโถงราวกับอยู่ในโรงแรมเรือ
คงเป็นสไตล์ที่นิยมกันแพร่หลาย เดาเอา เราเดินผ่านครัว
เลยยื่นหน้าเข้าไปเก็บภาพครัวมารูปนึง อาหารมื้อนี้ต้องอาศัย
น้ำพริกจากไทยแลนด์ ช่วยให้รสชาติอันไม่คุ้นเคย มีรสมีชาติขึ้นอีกเยอะ



เก็บภาพด้านหน้าร้านอาหารไว้เป็นที่ระลึกอีกรูป วิวสวย แดดเปรี้ยง และหนาว





นั่งรถต่อไปอีกนิด ถึงจุดที่เราจะได้นั่งกระเช้าลอยฟ้าหรือกอนโดลา
เพื่อขึ้นไปสู่ยอดเขากุลมาร์ค จะได้ไปเล่นสกีหรือลากเลื่อนหิมะตามอัธยาศัย
จอดรถแล้วต้องเดินต่อเพื่อเดินไปจุดซื้อตั๋วและจุดขึ้นกระเช้า เห็นม้าเช่ายืนอยู่เป็นแถว
คนขี่ม้าเล่นด้านล่างเขากุลมาร์คกระจายอยู่รอบๆ





แจ็คพ็อตแตก กระเช้าขึ้นไปยอดเขากุลมาร์คเสีย กำลังทำการซ่อมอยู่
แถมชาวอินเดียที่มารออยู่ก่อนหน้า ต่างรุมกันอยู่หน้าตู้ขายตั๋วกันเต็มแน่นไปหมด
แถมด้วยอารมณ์ของชาวอินเดียที่เริ่มครุกรุ่นเพราะรอนานแล้วไม่ได้ขึ้นกระเช้า
คณะของเราเลยคุยกันพักนึง สรุปว่าไม่ขึ้นไปแล้วกัน เพราะไม่รู้ว่ากระเช้า
จะซ่อมเสร็จตอนไหน แถมต้องรอต่อคิวคนท้องที่อีกนานแน่ๆ
และถ้าได้ขึ้นไปจริงก็ไม่รู้ว่าจะเสียอีกหรือเปล่า เลยตัดสินใจโบกมือลา





ระหว่างเดินกลับไปที่รถ เราเก็บภาพผู้คนที่เราสนใจไว้ หาเรื่องสนุกทำ
ส่วนการไม่ได้ขึ้นกระเช้า เราไม่โทษบริษัททัวร์เลย เพราะเป็นเหตุสุดวิสัย
และแน่นอนบริษัททัวร์ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน





ไกด์ไทยและไกด์อินเดียจึงแก้สถานการณ์พาคณะของเราไปแวะสวนแอ๊ปเปิ้ล
เจอเด็กชายหญิงยืนเฝ้าสวนอยู่ พี่ในคณะโยนขนมให้
เด็กเฝ้าสวนเลยโยนแอ๊ปเปิ้ลส่งกลับมา
เรียกได้ว่าไทยอินเดียได้เชื่อมสัมพันธ์อันดีต่อกันเป็นที่เรียบร้อย





ตามมาด้วยแวะร้านขายผ้าเพื่อการช็อปปิ้ง มีผ้าให้เลือกเยอะแยะมากมาย
หลังร้านผ้า วิวสวยดี เราชอบต้นไม้กับสีท้องฟ้า เก็บภาพและสีได้แจ่มถูกใจ







จากนั้นเดินทางต่อเพื่อย้อนกลับมาศรีนาคา มุ่งไปสู่มัสยิดจาร์มา และตลาดพื้นเมือง
ก่อนจะถึงปลายทาง เก็บภาพข้างทางมาให้ดู เราสังเกตว่า พอเราถึงตลาดเมื่อไหร่
ก็จะเห็นผู้คน ชุมชนแถวๆนั้น ตลาดเลยเป็นเหมือนจุดสังเกตว่า ถ้าเห็นตลาดอีกแห่ง
นั่นหมายความว่า เราข้ามมาถึงอีกชุมชนหรืออีกหมู่บ้านนึงแล้ว
ในเขตชุมชนใหญ่ๆที่รถติด จะมีทหารคอยทำหน้าที่คอยดูแลการจราจร
รถคันไหนไม่วิ่ง ไม่ยอมขยับ พี่ทหารหน้าดุจะยกไม้ที่ถืออยู่
แล้วฟาดเปรี้ยงเข้าไปที่ตัวรถ เล่นเอาพี่ไทยในรถจิ๊บทั้งคันตกใจ
ตกใจกับความดุดัน และวิธีไล่รถด้วยไม้ คนที่นี่คงชินและเห็นเป็นภาพปกติ
แต่พี่ไทยไม่ รถเป็นรอยนี่เป็นเรื่อง เลยทำให้สังเกตรถของคนอินเดีย
มักใช้รถคันไม่ใหญ่ คันเล็กๆ เพราะเห็นที่จอดรถตามเมือง เรียงแน่นเต็มพรืด
สังเกตรถรอบๆ ปรากฏว่าทุกคันมีริ้วรอยหมด ต่อให้เป็นรถใหม่ขนาดไหน
ก็มีรอย มากบ้างน้อยบ้าง เรียกได้ว่า สังเกตรถคันไหน คันนั้นต้องมีรอย









ตึกห้องแถวหลากสีที่เราผ่าน ทั้งโทรมและสวยไปพร้อมๆกัน เรียกได้ว่า
สวยอย่างที่มันเป็น ผู้คนนั่งคุยนั่งเล่นหน้าบ้าน แขกขาวเป็นคนเลี้ยงแพะ
แพะที่ยืนจนหมดสภาพต้องเอาหัวไปพาดไว้ตรงบันไดทางเดิน
มีเรื่องสนุกตลอดทางจริงๆ





ผ่านบ้านย่านนี้แล้ว พอย้อนเอารูปกลับมาดู เราพบว่า
ตรอกไดแอกอนในหนังแฮรี่พ็อตเตอร์ ต้องได้แรงบันดาลใจจากที่นี่มาแน่ๆ
เพราะสภาพ ทึมๆโทรมๆเหมาะจะเป็นตลาดของพ่อมดแม่มดยิ่งนัก









ร้านเบเกอรี่ (เรียกให้ดูขัดแย้งกับภาพที่เห็น) เรียกว่าเป็นร้านขนมแล้วกัน
ป้ายอะไรซักอย่าง หาเสียงหรือเปล่า เป็นป้ายวาดมือ ได้อารมณ์แฮนด์เมด
รถเมล์ ตึกเก่าสวยและผู้คน พี่น้องชาวอินเดีย







ในที่สุดก็มาถึงตลาดพื้นเมืองรอบๆมัสยิด บรรยากาศคึกคัก ผู้คนมากมาย
และรถกำลังติด เด็กหญิงด้านซ้ายมากับแม่และกำลังงงกับการถูกถ่ายรูป
ส่วนเด็กชายด้านขวาเป็นพ่อค้า กำลังตะโกนขายขนมปังอย่างตั้งใจ







บรรยากาศการจับจ่ายและการสัญจรเป็นไปด้วยความยุ่งเหยิงเล็กๆ
เพิ่งรู้สึกถึงจำนวนประชากรอินเดียอันล้นหลามก็ตอนมาเดินตลาดนี่แหละ
อินเดียมีประชากรตามที่ขึ้นสำมะโนประชากรอยู่ที่ 1,250 ล้านคน
ไกด์บอกว่าที่ไม่ได้ขึ้นสำมะโนประชากรอีกมากเช่นกัน ดีไม่ดี
จะมากเท่ากับจำนวนประชากรที่ขึ้นสำมะโนประชากรไว้ อุแม่เจ้า





เดินข้ามฝากมาตลาดอีกฝั่ง ตลาดนี้ยุ่งเหยิงกว่าด้านที่ผ่านมา
คนเยอะกว่า ของขายเยอะกว่า ร้านมากกว่า และที่เรารู้สึกคือ
มันช่างอลหม่านน่าเวียนหัวมาก เราไม่สามารถยืนนิ่งๆเฉยๆได้เลย
ยืนอยู่ก็จะมีคนเบียด จักรยาน แพะ ผสมกับเสียงรอบตัวอึงอลไปหมด
ประเภทที่เรียกได้ว่า ถ้าไม่ชอบอยู่ในที่ๆมีคนเยอะๆ ไม่ชอบความสับสนวุ่นวาย
ท่านมีโอกาสเป็นลมที่นี่ เราว่าไม่ค่อยเหมาะกับผู้สูงอายุเท่าไหร่
ยกเว้นว่าแข็งแรง ชอบไปสัมผัสบรรยากาศอันไม่เคยพบเจอมาก่อน
แม้บรรยากาศจะเป็นอย่างที่เราบรรยายไว้ แต่เราว่ามันก็ได้อารมณ์
ความเป็นอินเดี๊ย อินเดีย คงเป็นเช่นนี้ เหนื่อยด้วย มึนด้วย แต่ก็สนุกด้วย
เราชอบพ่อค้าลูกโป่ง ราวกับเป็นโยคีค้าลูกโป่งประมาณนั้น
ทีเด็ดตอนไปเข้าห้องน้ำ คือ พี่คนนึงชวนให้เรามองไปที่รางน้ำรอบตึก
หะแรกไม่ได้คิดอะไร มองลงไปแบบไม่ทันตั้งตัว นึกว่ามะม่วงสุก
เปล่าเลย หาได้ใช่มะม่วงไม่ มันคือของเสียจากมนุษย์สีเหลืองสด
ลอยอยู่เต็มรางน้ำรอบตึก ย้ำว่าลอยอยู่เต็ม เบือนหน้าหนีแทบไม่ทัน
คิดอยู่แป๊บนึงว่าจะถ่ายรูปเก็บไว้ดีไหม สรุปได้ว่า “ไม่” จะเป็นการควรที่สุด
และไม่หันกลับไปมองมันซ้ำสอง



กว่าจะผ่านความยุ่งเหยิงมาถึงมัสยิดจาร์มา เล่นเอาหลายๆท่านต้องบ่น
บ่นถึงความอลหม่านอย่างที่บรรยายไปแล้ว พอเข้าไปด้านในมัสยิด
ค่อยยังชั่วหน่อย ความสงบอยู่ห่างเพียงแค่เดินข้ามประตูเข้าไป
สุภาพสตรีต้องใช้ผ้าคลุมหัวไว้ตามธรรมเนียมของที่นั่น
ด้านในและด้านนอกช่างขัดแย้งกันอย่างสุดโต่ง
ห้านาทีก่อนมึนมาก ห้านาทีต่อมาสงบลงอย่างฉับพลัน







อยู่ในอ้อมกอดแห่งความสงบ สบาย ปลอดโปร่ง ได้พักใหญ่ๆ
ต้องเดินกลับมาสู่ตลาดเพื่อกลับไปขึ้นรถอีกครั้ง
พ่อค้าร้านของชำของขบเคี้ยว มีหน้าตาละม้าย ป๋อ ณัฐวุฒิยิ่งนัก



ในที่สุดเราก็กลับมาถึงท่าเรือเพื่อมุ่งหน้าสู่บ้าน (ชั่วคราว) ในอินเดีย
ขอเรียกโรงแรมเรือ ว่าบ้านเรือแล้วกัน ตอนนี้คิดถึงเตียงนอนมว๊ากที่สุด
ทุกคนต่างหิว เหนื่อย เพลีย โดยเฉพาะตลาดที่ไป
เหมือนเป็นตลาดดูดวิญญาณ พลังชีวิตเลยลดระดับลงเหลือน้อย
วันที่สามเป็นวันแรกในอินเดียที่เรารู้สึกเหนื่อย
อินเดียทำให้เรามีความรู้สึกหลายอย่างผุดขึ้นได้พร้อมๆกัน
หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น และพร้อมจะทำให้เรารู้สึกเหมือนตั้งรับไม่ทัน
นับเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจสำหรับเรา
เป็นประสบการณ์ที่ค่อนไปทางบวกมากกว่าจะตกไปทางลบ
แล้วพบกันใหม่กับอินเดียวันที่สี่ **

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


Create Date : 07 สิงหาคม 2556
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 22:18:02 น. 3 comments
Counter : 2550 Pageviews.

 
ท้องฟ้ากับภูเขาที่กุลมาร์คนี่ดูธรรมชาติมาก


โดย: แฟนlinKinPark วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:21:16:36 น.  

 
รูปสวยทุกใบเลยค่ะ แถมอ่านเพลิ้นเพลิน
อยากไปเที่ยวอินเดียดูสักครั้งแต่ยังไม่มีโอกาส ขอติดสอยห้อยตามไปด้วยก่อนนะคะ

ปล. เห็นดอกชิคคอรี่กับแพนซีในบล็อกเดียวกัน ไม่น่าเชื่อเลย ดอกไม้ฤดูร้อนบานพร้อมดอกไม้ฤดูหนาว แต่แพนซีช่วงเขายาวและอดทน เลยเห็นความเป็นไปได้


โดย: SevenDaffodils IP: 68.50.164.97 วันที่: 8 สิงหาคม 2556 เวลา:8:02:11 น.  

 
คุณแฟนลินคินพาร์ค
ใช่เลย รวมไปถึงบ้านเมืองและผู้คน
ดูเป็นธรรมชาติสุดๆ ชอบมากๆเลย :)
-----------------
คุณ SevenDaffodils
ขอบคุณครับ และยินดีให้ติดสอยห้อยตามไปด้วย :)
เรื่องดอกไม้ ขอบคุณนะครับที่ทำให้รู้ว่าเป็นดอกไม้อะไร
เพราะรู้จักดอกไม้บ้าง แต่ไม่มากนัก :)


โดย: ถ่านหินจำศีล วันที่: 8 สิงหาคม 2556 เวลา:21:04:02 น.  

ถ่านหินจำศีล
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 63 คน [?]




///////////////////////////////////////////////

© ถ่านหินจำศีล
ผันตัวจากอาชีพอาร์ตไดเร็คเตอร์
มาเป็นนักเขียนและนักวาดภาพประกอบนิทาน
เมื่อราวๆเดือนมีนาคม 2545
ทำงานและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่แม่กลอง

บล็อกแห่งนี้ถือกำเนิดเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2550
มี 11 กรุ๊ปบล็อก รวมบล็อกได้ 354 บล็อก
มีอายุบล็อกนับถึง 16 ก.พ. 2557 ครบ 7 ปีแล้ว
-------------------------------------------------------
https://www.trytobeillustrator.bloggang.com
ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ปี 2537
© ถ่านหินจำศีล
-------------------------------------------------------

Find more artworks/photos like this on PORTFOLIOS*NET
Friends' blogs
[Add ถ่านหินจำศีล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.