Group Blog
 
All Blogs
 

อกาธา คริสตี้....ยากระตุ้นประสาทชั้นดีของเรา



      ที่จริงแล้วก็ไม่ได้หมายความถึงงานของอกาธา คนเดียวหรอก นิยายแนวนี้ ส่วนมากแล้ว กระตุ้นประสาทสมองของเราได้ดีนักเชียว แต่ที่พูดถึงอกาธาก็เพราะ นิยายของเธอมีหลายเรื่อง พิมพ์ออกมาก็หลายเล่ม และก็ไม่ใช่นิยายเรื่องยาวววววว...ที่ต้องอ่านกันเป็นวันๆ ถึงจะจบ จึงเหมาะมากที่จะเป็นยากระตุ้นประสาทของเรา



      เวลาที่มีปัญหา คิดไรไม่ออก แก้บั๊กไม่ได้ การเปลี่ยนพฤติกรรมสอมงจากเรื่องเครียดๆไปฟังเพลง ดูหนัง หรืออ่านการ์ตูน มันช่วยเราได้ไม่มากนัก เพราะในหัวเรามันยังติดอยู่กับเรื่องเดิม มันไม่สามารถพาเราออกจากเรื่องนั้นๆ ได้ แต่กับนิยายสืบสวนเนี่ย อ่านแล้วมันมีความรู้สึกหลายอย่าง ตื่นเต้น สงสัย คิดตาม....และได้การคิดตามนี่แหละ เป็นการลากสมองเราออกจากเรื่องเดิมๆ ลดความเครียดได้โขเลยทีเดียว



      ขอแนะนำให้ซื้อทีนึง5-6 เล่มไปเลย ไปซื้อที่จตุจักรหรือตามร้านหนังสือเก่าก็ได้ ซื้อมาแล้ววางตั้งไว้บนโต๊ะ แต่อย่าเพิ่งอ่าน....วางเป็นตั้งไว้งั้นแหละ พอเครียดปุ๊บค่อยหยิบมาอ่าน พอจบเล่มนึงแล้ว เชื่อแน่ว่า อาการติดบั๊กของคุณจะดีขึ้นอย่างรู้สึกได้ ตัวยาที่เกี่ยวข้องกันก็คือนิยายแนวสืบสวนเรื่องต่างๆ ที่ขนาดเนื้อเรื่องไม่ยาวมากนัก เช่นหนังสือในเครือของ รหัสคดี แนวเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องในเล่มเดียวกัน ก็ใช้ได้ผลเหมือนกัน ^^



      สำหรับเรื่องของอกาธา ที่เราชอบก็คือ เรื่อง คดีเงียบ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราอ่านแล้วอยากจะรู้คนตัวคนร้ายมากที่สุด เรื่องอื่นๆ อ่านแล้ว ก็จะคิดแค่ว่า ใครน่าจะเป็นคนร้าย....แต่เรื่องนี้อ่านแล้ว จะคิดตลอด...ใครวะๆๆๆๆๆๆ ^^' เราเองก็ไม่ได้อ่านนิยายของอกาธา มากนัก เพราะซื้อไว้ดองอ่านตอนเครียดอย่างเดียว เพราะนิยายแนวนี้ อ่านหลายรอบมันก็จะลดความตื่นเต้นลงไปประมาณรอบละ5% แต่ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้ว เพราะถ้าเป็นแนวสืบสวน เราจะอ่าน2 รอบเสมอ อีกเล่มที่เราชอบก็คือ รวมเรื่องสั้นของโฮลมส์อ่ะ







 

Create Date : 13 เมษายน 2548    
Last Update : 13 เมษายน 2548 12:15:38 น.
Counter : 344 Pageviews.  

แฟรงค์ อบาเนล ยอดนักตุ๋น



      ซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะเห็นโฆษณาในมติชน เกี่ยวกับ นักต้มตุ๋นอัจริยะ ชาวอเมริกัน แฟรงค์ อบาเนล ผู้ที่หลอกคนทั่วๆ ไปได้ว่า เค้าเป็นนักบิน เป็นแพทย์ เป็น FBI ฯลฯ



      หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวของแฟรงค์ ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น ช่วงเริ่มต้นชีวิตต้มตุ๋นของเค้า วิธีการที่เค้าใช้หลอกล่อเหยื่อรายต่างๆ รวมทั้งชีวิตช่วงนึงที่ต้องไปอาศัยอยู่ในคุก หนังสือเล่มนี้เขียนได้น่าอ่านพอสมควร เราอ่านไปแล้วมีความรู้สึกว่าโม้ๆ ไปหน่อยยังไงไม่รู้ แต่เค้าก็ต้มคนอื่นได้จริงๆ ล่ะน่า....



      สิ่งนึงที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ ไม่ว่าคุณจะตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่ายังไง ไม่ว่าคุณอยากจะเป็นนักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งโจร500 แต่ถ้าคุณอยากจะเป็นสุดยอดในอาชีพของคุณล่ะก็.....จงหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา แฟรงค์ อบาเนล ใช้เวลาไม่น้อยเลยในห้องสมุด เพื่อศึกษาเรื่องของเครื่องบิน และนักบิน เมื่อครั้งที่เค้าตัดสินใจจะปลอมเป็นนักบิน ซึ่งการค้นคว้าหาความรู้ของเค้า ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ลองเค้าเป็นคนขยันหาความรู้อย่างนี้ ต่อให้ไปทำอาชีพสุจริต ก็น่าจะประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยล่ะ แต่เค้าก็เลือกทางทุจริต......อีกเรื่องนึงก็คือ ไม่มีใครหนีได้ตลอดไป ครั้งนึงที่เค้าถูกจับ และติดคุกในฝรั่งเศส ได้อ่านชีวิตในเรือนจำที่เล่าให้ฟังแล้ว เรารู้สึกดีใจมาก ที่ชีวิตนี้ไม่ได้เกิดมาประพฤติผิดได้เท่านี้ เพราะในคุกฝรั่งเศสเนี่ย มันสยองมากกกกกกกกก......แม้แต่แมวข้างถนน ยังมีชีวิตดีกว่านี้เร้ยยย...



      สำหรับเราหนังสือเล่มนี้จัดอยู่ในประเภท ได้อ่านก็ดี ไม่ได้อ่านก็ไม่เป็นไร อ่านได้เรื่อยๆ บันเทิงดีเหมือนกัน หรืออาจจะเป็นเพราะอายุมากแล้วหว่า ^^' เราว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเหมาะให้วัยรุ่นอ่านนะ ช่วง13-14 หรือไม่ก็คุณพ่อ คุณแม่อ่านดู จะได้รู้ว่า ลูกเราบางทีเค้าอาจจะไปทำอะไรที่เราไม่รู้ไม่เห็น เมื่อเรารู้เราเห็นขึ้นมาเราควรทำยังไงกับปัญหาดี แฟรงค์เองก็มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อตอนเค้าอายุ15 แต่ก็นั่นแหละ การขาดการเอาใจใส่จากครอบครัว ก็มีส่วน แต่จะไปโทษว่าเป็นครอบครัวทั้งหมดก็ไม่ได้ วัยรุ่นใช้เงินเก่ง ใช้เงินเกินตัว มันก็เป็นปัญหาเหมือนๆ กับวัยรุ่นบ้านเราสมัยนี้อ่ะแหละ เพียงแต่ไอ้การหาทางให้ได้เงินมาเนี่ย แต่ละคน มันก็ใช้วิธีไม่เหมือนกัน รับรองว่าอ่านเรื่องนี้แล้วไม่กระตุ้นให้คนอ่านเกิดคิดอยากจะเป็นโจรแน่นอน มันอาจจะเท่ มีตังค์ มีสาวๆ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมา ถามจริงเหอะ อยากเลือกไปอยู่ในคุกแบบนั้นเหรอ ความจริงที่ว่า เราหนีตลอดไปไม่ได้หรอก มันก็ยังเป็นความจริงที่อมตะอยู่ โยนลูกบอลลงพื้นมันยังกระเด้งกลับ โยนแรง ก็เด้งกลับแรง ทำกรรมใดไว้ มันกรรมมันก็เด้งกลับมาเท่านั้นอ่ะแหละ...






แฟรงค์ อบาเนล ยอดนักตุ๋น : Catch Me If You Can

แปล : โรจนา นาเจริญ

สำนักพิมพ์ : มติชน

ราคา : 180 บาท




 

Create Date : 03 เมษายน 2548    
Last Update : 3 เมษายน 2548 8:49:39 น.
Counter : 745 Pageviews.  

ยิว



      ว่างเว้นจากการอัพเดทเรื่องหนังสือไปนาน กลับมาว่ากันต่อเรื่องของ ยิว....หนังสือเรื่องยิวนี้ ผู้แต่งคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แต่งไว้นานเอาการ ตั้งแต่พ.ศ.2510 หรือไงนี่ล่ะ จำไม่ค่อยจะได้ เคยไปเจอหนังสือเรื่องนี้ในห้องสมุด สภาพทรุดโทรมเอาการอยู่เหมือนกัน



      หนังสือเรื่องนี้ออกจะเป็นแนว ที่ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชาวยิวได้ดีเลยล่ะ เพราะเล่ากันตั้งแต่เตราห์ พาอับราฮัม ซึ่งเป็นลูกชาย ออกเดินทางพร้อมครอบครัว จนกระทั่งเตราห์เสียชีวิตลง อับราฮัมเดินทางต่อ และได้พบพระเจ้า ได้ทำสัญญากับพระเจ้า โดยมีสัญญากันว่า ถ้าอับราฮัมและลูกหลาน ทำตามกฎที่วางไว้ พระองค์จะรับอับราฮัมและลูกหลาน ไว้ในฐานะเป็นคนที่พระองค์ได้เลือกแล้ว และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของชาวยิว.....



      ในหนังสือบรรยายเรื่องราวไปเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้น เกิดอะไรขึ้นบ้าง วิถีชีวิตเป็นยังไง ยิวตกเป็นทาสของชนชาติไหน จนกระทั่งถึงยุคของโมเสส และไปจบตรงที่ยิวมีประเทศเป็นของตัวเองในที่สุด....


      ชะตากรรมของยิวในสงครามโลกครั้งที่2 ก็ถูกพูดถึงอยู่ด้วยเหมือนกัน ก็อย่างที่รู้ ยิวถูกสังหารมากมาย เยอรมันก็ไม่ได้ปล่อยให้ศพของยิวไร้ค่า มีการนำไปรีไซเคิล ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่(ไปนึกเอาเองนะ ว่าใช้อะไรในร่างกายศพไปผลิตอ่ะ) นอกจากนั้น ยังมีแผนกเลาะฟัน ฟันทองน่ะ ว่ากันว่า ในค่ายเอ๊าท์สวิตช์ ที่เดียว หลอมทองได้เป็นตันๆ จากฟันทองของพวกยิวที่ถูกรมแก๊สอ่ะ หดหู่จริงๆ ไม่คิดว่าคนด้วยกันจะทำกันได้ขนาดนี้ อายหมาอายแมวกันบ้างมั๊ย เคยดูรึเปล่า ข่าวพวกหมาเลี้ยงลูกเสือ ลิงหาเห็บให้แมว ดูสิ สัตว์คนละประเภทกัน คนละสปีชี่ย์กันเลย มันยังรักกันไม่รังแกกัน เอื้อเฟื้อกัน แล้วดูคนเรา แค่เกิดผิดที่ แค่สีบนผิวต่างกัน แค่ศาสนาต่างกัน ก็เอารัดเอาเปรียบ ฆ่ากันยังกับอะไรดี อายสัตว์มันบ้างมั๊ย มันจะกลัวอะไรกันหนักหนา ทำไมมนุษย์ต้องดำรงชีวิตอยู่บนความเกลียด และความกลัว คอยระแวงนู่นนี่ ประเทศนั้นผลิตนิวเคลียร์ ประเทศนี้ซื้อเครื่องบินรบใหม่ ประเทศโน้นกำลังพัฒนาอาวุธ ข้างๆ บ้านก็ส่งคนมาเที่ยวบ้านเราโดยที่เราไม่ได้เชิญ และไม่อยากให้มา ที่เป็นอย่างงี้เพราะเราถูกความกลัวครอบงำมากไปรึเปล่า กลัวจนควบคุมตัวเองไม่ได้ กลัวจนขาดสติ ลืมเหตุผล ลืมว่าตัวเองเป็นมนุษย์ กลัวจนคิดได้แค่ว่าตัวเองจะปลอดภัย ยิ่งใหญ่ได้ ต้องกำจัดคนอื่นให้หมด ต้องมีกองทัพที่ใหญ่และทันสมัยที่สุด ใครทำไรไม่ถูกใจก็บุก เออ...ดีเนอะ ยกพวกตีกันยังกะเด็กช่างกล....



      อ่า...กลับเข้าเรื่องต่อ ^^' ส่วนที่หนังสือไม่ค่อยได้กล่าวถึง คือ เรื่องยิวกับปาเลสไตน์ เราอยากรู้
เรื่องนี้มาก แต่ในหนังสือพูดถึงนิดเดียวเอง ไม่ได้พูดถึงเรื่องความขัดแย้งด้วยซ้ำ ว่าทำไมถึงเกลียดกันมากขนาดนั้น แต่สิ่งนึงที่ได้รู้เพิ่มก็คือ ทำไมยิว ถึงเป็นยิวมาได้จนทุกวันนี้ ทำไมไม่สาบสูญไป เหมือนชนชาติอื่นๆ ในสมัยก่อน เช่น พวกบาบิโลน ฯลฯ ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นในยุคเดียวกัน ในหนังสือบอกไว้ว่า เป็นเพราะยิวนับถือพระเจ้าของพวกเค้ามาก ทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับพระเจ้าอย่างดีที่สุด พระเจ้าของยิว เป็นพระเจ้าที่ไม่มีรูปกาย ไม่ต้องบวงสรวงอะไรทั้งนั้น ชาวยิวจะมีหีบใบนึง(ไม่แน่ใจว่าข้างในใส่คัมภีร์หรืออะไรไว้อ่ะ อ่านมานานแล้ว) เมื่อไปตั้งรกรากที่ไหน ก็จะกางกระโจม แล้วนำหีบไปไว้ในนั้น เป็นเหมือนสถานที่ติดต่อกับพระเจ้า และด้วยความที่ยิวเคร่งครัดในสัญญากับพระเจ้านี่เอง เป็นเหตุให้ยิวไม่ถูกกลืนไปกับวัฒนธรรมอื่น และอีกข้อนึงก็คือ ความเชื่อมั่นในพระเจ้า ยิวคิดเสมอว่าตนเองนั่นเป็นชนที่อยู่ในอุปการะของพระเจ้า เป็นชนที่พระเจ้าเลือก เพราะฉะนั้นย่อมแตกต่างจากคนธรรมดา นี่เอง เป็นเครื่องประคับประคองใจ ให้ยิวอดทนอยู่เรื่อยมา ถ้าใครได้อ่านจะรู้ว่ายิวลำบาก ถูกกดขี่ เข่นฆ่ามาตลอด แต่ก็ยังอยู่รอดมาจนทุกวันนี้ จนวันที่คนทั่วโลกได้รับทราบกัน ว่าคนที่รวยที่สุดในโลก คือ ลูกหลานยิว



      หนังสือเล่มนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการรู้ประวัติความเป็นมาของยิว เพราะส่วนหลักของหนังสือก็คือเรื่องนี้แหละ ความเป็นมาของยิว จากอดีตจนถึง(ก่อน)ปัจจุบัน เรียกว่าอ่านจบแล้วยังอดนึกไม่ได้ ว่าเรารู้รึเปล่าฟะ ว่าที่ผ่าน ประเทศไทยของเรา มีมากี่ราชวงศ์แล้ว รบกับพม่ากี่ครั้ง เสียกรุงฯ เมื่อไหร่ ประกาศเอกราชเมื่อไหร่ฯลฯ เฮ้อ...อนาถตัวเอง - -'







เรื่อง : ยิว
ผู้แต่ง : ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
พิมพ์ครั้งที่ : 4
สำนักพิมพ์ : ดอกหญ้า
ราคา : 220 บาท





 

Create Date : 31 มีนาคม 2548    
Last Update : 31 มีนาคม 2548 1:11:38 น.
Counter : 394 Pageviews.  

บันทึกลับของ แอนน์ แฟร้งค์


      หลังจากอ่าน the reader จบ บวกกับสถานการณ์โลก(อิสราเอล กับปาเลสไตน์) ทำให้อยากจะรู้จักยิวขึ้นมา ขณะที่กำลังคิดว่าควรจะเริ่มศึกษาจากตรงไหนดี อยู่ๆ ในหัวก็แว่บถึงหนังสือเรื่อง บันทึกของแอนน์ แฟรงค์ เพราะจำได้ลางๆ ว่า เป็นหนังสือที่พิมพ์ขึ้นจากบันทึกของเด็กหญิงชาวยิวที่บันทึกไว้ ขณะสงครามโลกครั้งที่2



      บันทึกของแอนน์ แฟร้งค์ พิมพ์ขึ้นจากบันทึกประจำวันของเด็กหญิงอันเน่อ แฟร้ง(ออกเสียงตามภาษาเยอรมัน) แอนน์ได้สมุดบันทึกเล่มนี้ เป็นของขวัญวันเกิดอายุครบ13 ปี เธอชอบสมุดบันทึกเล่มนี้มาก ยกให้มันเป็นเพื่อนสนิทเลยทีเดียว เป็นเพื่อนที่เธอสามารถระบายความในใจในหลายๆ เรื่องได้ และเธอตั้งชื่อมันว่า คิตตี้



      ครอบครัวของแอนน์มีอยู่ด้วยกัน4 คน อ๊อตโต้ แฟร้งค์(พ่อ), อีดิธ แฟร้งค์(แม่), มาร์กอธ แฟร้งค์(พี่สาว) และก็ตัวแอนน์เอง....แต่เดิม ครอบครัวของแอนน์ อาศัยอยู่ในเยอรมัน แต่พ่อของแอนน์เกิดวิตกกังวลว่า ถ้าฮิตเลอร์มีอำนาจขึ้นมาเมื่อไหร่ ชาวยิว จะต้องเดือดร้อนแน่ๆ อ๊อตโต้ จึงพาครอบครัวย้ายมายังฮอลแลนด์.........แต่ถึงกระนั้น ก็ยังหลบไม่พ้น ภัยจากสงคราม เมื่อเยอรมันบุกยึดฮอลแลนด์ได้ คราวซวยของชาวยิว และชาวฮอลแลนด์ก็มาถึง....ชาวยิวถูกสั่งให้ติดดาวเหลืองที่หน้าอก เพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นชาวยิว, ห้ามขึ้นรถราง จะไปไหนก็ให้เดินเอา หรือไม่ก็ขี่จักรยาน ต้องเรียนโรงเรียนเฉพาะ สำหรับยิวเท่านั้น ห้ามคบค้ากับคนคริสเตียน แม้แต่ชาวฮอลแลนด์ ก็พลอยซวยไปด้วย คือ ห้ามให้การช่วยเหลือชาวยิวในทุกกรณี



      แอนน์ เริ่มเขียนบันทึกเมื่อเดือนมิถุนายน ช่วงแรกๆ ของบันทึก ก็เป็นเรื่องราวทั่วๆ ไปของเด็กวัยรุ่น เรื่องเพื่อนหญิง เพื่อนชาย จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม.....มาร์กอธ พี่สาวอายุ16 ปีของแอนน์ ถูกจดหมายเรียกตัวจากเยอรมัน ทำให้ครอบครัวของแอนน์ตัดสินใจอพยพไปยังที่ซ่อน เร็วกว่ากำหนด โดยที่ซ่อนนี้ ก็ไม่ใช่ที่ไหน ตึกสำนักงานของอ๊อตโต้น่ะเอง พ่อของแอนน์เตรียมการเรื่องที่ซ่อนล่วงหน้าไว้ระยะนึงแล้ว ด้วยความช่วยเหลือแบบแอบๆ ของเพื่อนร่วมสำนักงานที่เป็นชาวดัตช์ ถึงแม้จะเป็นการย้ายเข้าไปก่อนกำหนด แต่ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก เพราะเตรียมการกันเกือบจะเสร็จแล้ว และในที่ซ่อนลับนี้ นอกจากครอบครัวของแอนน์ ก็ยังมีครอบครัว วานเพล(ในสมุดบันทึกแอนน์เรียกพวกเค้าด้วยนามแฝงว่า วานดาล) ประกอบด้วยนายและนาง วานเพล และปีเตอร์ ลูกชายอายุ16 ปี ดังนั้นในที่ซ่อนลับจึงมีทั้งสิ้น 7 คน ก่อนที่หลังจากนั้นต่อมา พวกเค้าจึงตัดสินใจรับสมาชิกเพิ่มอีก1 คน เป็นหมอฟัน ชื่อว่าดุสเซิ่ล รวมเป็น8 คน



      ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้รู้ที่เค้าว่า ชาวยิว เป็นชนชาติที่ฉลาดที่สุดในโลก นี่น่าจะจริง ก็คิดดูดิ หลบๆ ซ่อนๆ กันอยู่ ยังมีกะใจ เรียนกศน. ทางไปรษณีย์ เวลาว่างของแต่ละคน ก็อ่านหนังสือ เรียนคณิต เรียนภาษา ฯลฯ มาร์กอธพี่ของแอนน์ ก็เรียนละติน ทางไปรษณีย์โดยใช้ชื่อชาวดัตช์ที่ให้การช่วยเหลือคนนึง ในการลงทะเบียนเรียนทางปณ. และในบันทึก แอนน์ยังได้เขียนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวของเธอ ที่บางครั้งเธอรู้สึกว่าทุกคนดีกับมาร์กอธมากกว่าเธอ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หลบซ่อนแต่ละคน ที่ก็มีกระทบกระทั่งกันบ้าง เพราะการต้องหลบอยู่ในนั้นตลอดเป็นปีๆ ตอนเช้าทำเสียงดังไม่ได้ เพราะมีคนใช้สำนักงาน ต้องระวังไม่ให้มีแสงลอดจากห้องออกไปยามค่ำคืน อาหารการกิน บางครั้งก็ต้องกินผักที่บูดแล้ว หรือต้องอดกินในบางมื้อ แอนน์เล่าเรื่องความลำบากหลายอย่าง ความตื่นเต้น น่ากลัว เมื่อเฉียดที่จะถูกจับได้ แต่เราว่าเธอเองเป็นเด็กที่เข้มแข็ง มีความมุ่งมันนะ ตอนนึงในหนังสือ เธอบอกไว้ว่า เธอ...จะไม่มีวันเป็นแค่แม่บ้านเด็ดขาด! เธออยากเป็นนักเขียน ตอนที่ซ่อนอยู่ เธอก็ได้ทดลองแต่งนิยายสำหรับเด็กขึ้นมาด้วย แต่อนิจจา....



      บันทึกหน้าสุดท้ายของแอนน์ เขียนไว้เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 1944........ และวันที่ 4 ส.ค. เธอและผู้หลบซ่อนทั้งหมดถูกจับได้.....ประมาณ10 โมงเช้าของวันนั้น มีรถมาจอดหน้าสำนักงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ใน และนอกเครื่องแบบ บุกค้นอาคารและจับคณะผู้หลบซ่อนทั้งหมด รวมทั้งผู้ให้ความช่วยเหลือที่เป็นชาวดัตช์อีก2 คนไปด้วย แต่ผู้ช่วยเหลืออีก2 คน(เมี้ยป และกีส์)หนีรอดมาได้........ทั้งหมดถูกนำไปขังรวมกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตามค่ายกักกันต่างๆ และจบชีวิตลง.....เกือบทุกคน มีเพียงอ๊อตโต้ พ่อของแอนน์เพียงคนเดียว ที่รอดชีวิตมาได้ โดยหลังการจับกุมผ่านพ้นไปแล้ว เมี้ยปได้พบสมุดบันทึกของแอนน์ และเก็บไว้โดยที่ไม่ได้อ่าน เมื่อสงครามสงบลง และทราบแน่ชัดแล้วว่าแอนน์เสียชีวิตไปแล้ว เธอจึงได้มอบสมุดบันทึกเล่มนั้นให้กับอ๊อตโต้ พ่อของแอนน์...คนเดียว ใน8 คนนั้น ที่ยังมีชีวิตอยู่



      อืม....เราอ่านเรื่องนี้จบ ก็ไปโพสต์ถามที่โต๊ะห้องสมุด ว่าทำไม่แอนน์ถึงถูกจับได้ ก็มันสงสัยอ่ะ ถ้าดูจากรูปที่เค้าลงในหนังสือ ที่ซ่อนนี้ก็ดูมิดชิดนะ และไม่ได้เป็นการตรวจค้นแบบสุ่มเอาด้วย นี่ตรงเข้ามาจับเลย.........ก็มีคนตอบกระทู้ไว้3-4 คน สรุปก็คือ มันเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครรู้ เพราะหลังสงคราม หลักฐานต่างๆ ถูกไฟเผาไปจนหมด แม้แต่เมื่อปีที่แล้วเราอ่านเจอข่าวเป็นกรอบเล็กๆ ในมติชน ว่ายังมีการคาดเดากันต่อ ว่าใครเป็นคนชี้เบาะแสที่ซ่อนให้พวกเยอรมัน(สรุปก็ยังไม่รู้อ่ะเนาะ) แต่มีอยู่คนนึงที่มาตอบในกระทู้ เค้าเคยไปดูที่หลบซ่อนนั้นมาแล้ว เล่าให้ฟังว่า สภาพทุกอย่างพยายามอนุรักษ์ให้เหมือนเดิม แม้แต่โปสเตอร์ดาราสมัยนั้น ก็ยังมีติดไว้อยู่เลย..........นึกๆ แล้วก็เศร้าใจ คนเรามันบ้าอะไรกันได้ขนาดนี้ จับคนเป็นไปฆ่าให้ตาย แล้วยังมีการรีไซเคิลอีก(อ่านในหนังสือเรื่อง ยิว ของ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ แล้วสยองอ่ะ) ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงได้คล้อยตามไอ้ฮิตเลอร์นี่นัก สงครามโลกครั้งที่2 นี่มันหมดยุคพ่อมดหมอผีกันแล้วนี่ เค้าหยุดเอาคนเป็นๆ มาเผากันแล้ว ทำไมยังมีเหตุการณ์เลวร้ายแบบ.....โคตรรรรรรเลวววววว อย่างนี้ขึ้นมาอีก แอนน์เขียนในบันทึก ทุกคืนที่ได้ยินเสียงปืน ได้ยินเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิด เธอกลัวจนต้องวิ่งไปนอนกับพ่อ.......นึกภาพไม่ออกเลย วันที่เธอถูกจับ... - -



หน้าสุดท้ายของหนังสือ บอกถึงจุดจบในชีวิตของแต่ละคน

คุณคูเกล้อร์(ผู้ช่วยเหลือชาวดัตช์) - ถูกส่งไปเป็นกรรมกร แต่หนีจากการขุมขังได้ ในปี 1945

คุณไคล์แมน(ผู้ช่วยเหลือชาวดัตช์) - ถูกปล่อยตัวในตอนหลัง เนื่องจากสุขภาพไม่ดี

นายวานเพล - เสียชีวิต ราวเดือนต.ค.- พ.ย. โดย.....ถูกส่งเข้าเตาแก๊สที่ค่ายเอ๊าส์ซวิตส์

นางวานเพล - คาดว่าเสียชีวิตในปี 1945

ปีเตอร์ วานเพล - เสียชีวิตในปี1944 ก่อนที่ค่ายกักกันของเค้า จะถูกปลดปล่อยในอีก3 วันต่อมา!!!!

หมอดุสเซิ่ล - เสียชีวิตในค่ายกักกัน ปี1944

อิดิธ แฟร้งค์ - เสียชีวิตในปี 1945 ที่ค่ายเอ๊าส์ซวิตส์ สาเหตุเนื่องจากขาดอาหาร

มาร์กอธ และแอนน์ - เสียชีวิตราวเดือน ก.พ. - มี.ค. ปี1945 ในค่ายกักกันที่เยอรมัน สาเหตุเนื่องจากโรคไทฟอยด์ โดยมาร์กอธ ได้เสียชีวิตลงก่อน และทุกคน พยายามปิด ไม่ให้แอนน์รู้ แต่เธอก็รู้จนได้ และอีกไม่กี่วันถัดมา เธอก็เสียชีวิตตามพี่สาวไป คาดว่าศพของทั้งคู่ จะถูกฝังรวม ในหลุมฝังศพหมู่ T_T



      อ่านหน้าสุดท้ายนี้จบแล้วย้อนไปเปิดดูหน้าแรกๆ ที่มีรูปของพวกเค้าอยู่แล้ว น้ำตามันพาลจะไหล...............


ไอ้บ้าฮิตเลอร์ แกตายสบายเกินไปจริงๆ






The diary of a young girl(The definitive edition) เขียนโดย Anne Frank

สังวรณ์ ไกรฤกษ์ : แปล

พิมพ์ครั้งที่2

สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ

ราคา : 297 บาท





 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2548    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2548 15:04:18 น.
Counter : 2292 Pageviews.  

The Reader




มินิซีรี่ย์ นวนิยายยิว 3 เรื่องรวด....เริ่มต้นขึ้นจากเรื่องนี้...




       เห็นหนังสือเรื่องนี้ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์มติชน เพราะที่บ้านรับมติชน และมติชนก็ลงโฆษณาหนังสือในสำนักพิมพ์ของตัวเองอยู่เสมอ.....ก็ดูผ่านๆ ไป ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่คิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดังนะ เพราะเห็นติดอันดับหนังสือขายดีกับเค้าด้วย....เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเด็กหนุ่ม ที่มีกับหญิงสาวที่อายุมากกว่าเค้า....ซึ่งเราก็ไม่สนใจแนวนี้อยู่แล้ว



      วันนั้นไป b2s กะไปหาหนังสืออ่านอ่ะแหละ ก็ไม่รู้จะอ่านอะไร เห็นเล่มนี้ก็ เออ...ลองอ่านดูดีกว่า เล่มก็เล็กๆ ดีด้วย ที่นั่งก็ว่างเยอะ ลองอ่านซะเถอะ



       ก็อ่านผ่านๆ ไปเรื่อยๆ..........โอ้...ออกแนวหวิวๆ แนวนี้ไม่เคยอ่านแฮะ อ่านต่อๆ อ่านให้ละเอียดกว่าเดิม อิ๊ๆๆ.......อ่านๆ ไปก็ชัก...หิวอ่ะ ออกไปหาไรกินดีกว่า ว่าแล้วก็ อ่านตอนจบมันซะเลย เพราะไม่คิดจะซื้อกลับไปอ่านอยู่แล้ว นิยายแนวนี้ เปิดไปหน้าสุดท้าย........อืม...ไม่เคลียร์....เปิดย้อนกลับไปอีกหน่อย..........!!!!!!! อ้าว...ไหงเป็นงี้อ่ะ นางเอกไฉนตัดสินใจเยี่ยงนี้ ทั้งสับสน ทั้งไม่เข้าใจ และทั้งหิว ก็ตัดสินได้ว่า ซื้ออ่านแน่นอนเรื่องนี้...ไม่ชอบให้อะไรคาอยู่ในใจ....แต่ค่อยไปซื้อวันรุ่งขึ้นละกัน...วันนี้หนูไม่มีตังค์ ^^' และหลังจากที่อ่านจบ ได้บอกกับตัวเองว่า....ตูจะไม่อ่านแนวนี้อีกแล้ว...



      มันก็เป็นเรื่องของเด็กชายวัย15 ปี......เขาพบเธอโดยบังเอิญ......เธอช่วยเขาเมื่อตอนที่โรคประจำตัวของเขาออกฤทธิ์....เขากลับไปขอบคุณเธอ.....ไปหาเธอที่ห้องพัก....เขาแอบมองเธอทำกิจกรรมต่างๆ.......และอาย..จนต้องวิ่งหนี เมื่อถูกจับได้ว่ากำลังมองดูเรียวขาคู่งามของเธอ ขณะกำลังสวมถุงน่อง.....หลายวันต่อมา เขากลับไปหาเธออีก...และความสัมพันธ์ก็เริ่มต้นขึ้น.......ดำเนินต่อมาเรื่อยๆ....จนเค้าอายุ17 ปี....เธอก็จากไป....เวลาผ่านไป วันแล้ววันเล่า.....เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย.....แต่งงาน...มีลูก....หย่าร้าง....และแล้ววันนึง เขาก็ได้พบเธออีกครั้ง....



       การพบกันในครั้งนี้ ใช้เวลาอยู่พอสมควร กว่าที่เขาจะทราบความจริงที่เคยสงสัยมานานว่า....." คุณเคยอ่านจดหมายของผมมั๊ย "....." เธอน่าจะรู้ว่าผมชื่ออะไร...ก็ชื่อผมมันเขียนอยู่บนสมุดนี่นา.."......เวลาผ่านไป เขาอาจจะได้กลับมาอยู่ร่วมกับเธออีกครั้ง.........แต่กลับกลายเป็นเขา เพียงคนเดียว ที่เหลือคำถามอยู่ในใจ......ผมปฎิเสธเธอหรือเปล่า......ผมนอกใจเธอรึเปล่า......ผมติดค้างอะไรเธอมั๊ย..........ผมผิดรึเปล่า ที่รักเธอ....



       หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาดูอีกครั้ง.....ทั้งๆ ที่ห่อปกไว้ เก็บไว้ในตู้อย่างดี....แต่ตอนนี้ปกที่เป็นสีขาวสะอาดตา....มันเริ่มมีสีเหลืองแซมขึ้นมาซะแล้ว :)



" ผมรักคุณ.....ผมเลือกคุณแล้ว "






เบิร์นฮาร์ด ชลิงค์ : เขียน
สมชัย วิพิศมากูล : แปล
สำนักพิมพ์ ฤดูร้อน
พิมพ์ครั้งที่ 4
ราคา 175 บาท







 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2548    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2548 13:52:37 น.
Counter : 335 Pageviews.  

1  2  3  

sleepless.cs
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add sleepless.cs's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.