If I had 9 life i would..
 
 


ยุโรปเมืองในฝัน (3) : ตอน หนาวลอนดอน

//www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9052062/E9052062.html
ขออภัยทุกท่านที่ติดตาม แบบว่า เปิดตัวมาดีแต่ดูจะทีเหลวตอนหลัง ชักเขินและรู้สึกผิด เมื่อหลายท่านแอบกระซิบมาบอกว่า
"เขียนต่อเมื่อไหร่ ช่วยส่งข่าวด้วย..."
เอิ่ม.......นานวันเข้า เริ่มไม่แน่ใจในความขยันของตัวเอง กำลังกริ่งเกรงว่า....บันทึกการเดินทางฉบับนี้ มันจะใช้เวลาเป็นปีไหมนะกว่าจะเขียนจบ
ออกตัวก่อนว่า....รู้สึกเกร็งเล็กน้อย หลังจากได้รับคำชมในเรื่องการเตรียมตัวและหาข้อมูลดันรีวิว เปิดตัวซะน่าสนใจ รายละเอียดเพียบ แหะๆ ...อยากจะแอบกระซิบว่า...นั่นเป็นเพียงข้อมูลก่อนเดินทางเพื่อใช้ไปขอวีซ่าอีกอย่างคือจะได้มั่นใจว่าอย่างน้อย ที่พัก ตั๋วโดยสาร จุดหมายปลายทาง เรามีพร้อม แต่ครั้นวีซ่าผ่านแล้ว ฉันก็ปล่อยวางเกือบทุกอย่าง ไม่หาอะไรเพิ่มเลย...แม้กระทั่งสถานที่ท่องเที่ยวตามเมืองที่จะไป... เพราะการวางแผนว่าแต่ละวันจะไปไหน ก่อนหลัง ทำให้ไม่เสียเวลานั้น... เป็นสำคัญที่สุด) ดังนั้น....หลายท่านที่บอกว่า ฉันเตรียมตัวดีอยากจะสารภาพค่ะว่า......ข้อมูลเรื่องสถานที่เที่ยวนั้น...นอกจากชื่อเมืองที่จะไป...อย่างอื่นฉันไม่รู้อะไรเลย... >_< ไปตายเอาดาบหน้าเหมือนกันจ้า

เอาล่ะ มาต่อตอนที่ 3 กันเลย ตั้งชื่อตอนนี้ว่า....”หนาวลอนดอน”


วันที่ 1 เริ่มที่ลอนดอน.. (19 ธ.ค. 2552)

8 โมง ครึ่ง เมื่อเครื่องจอดสนิท ฉันหยิบเสื้อโค๊ท (หนักสองโลกว่า) ออกมาสวม หลังจากสวมเสื้อแขนยาวไหมพรม เพิ่มไปอีกสองตัว ห่อเท้าด้วยถุงเท้าสองชั้น และหยิบรองเท้าบู๊ต สูงครึ่งแข้งออกมาใส่.. (ชักแน่น -_-‘’) ช่วงลำคองามระหงส์เพิ่มผ้าพันคอไปอีก 1 ผืน (เริ่มหายใจขัดๆ) หัวกลมมนสวยสวมหมวกอีก 1 ใบ ใบหูยาวเรียวถูกครอบด้วย Earmuff อีก 1 อัน...เสร็จแล้วลุกขึ้นยืน พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ 1 เฮือก...ด้วยความรู้สึก “หนักและแน่น” เพื่อนหันมามอง มันคงคิดในใจ....“แกจะรีบหนาวไปเนี่ย อากาศในสนามบินยังปกติอยู่นะโว้ย...” และฉันก็ตอบมันในใจไปว่า....ไม่รู้ล่ะ ตรูกันไว้ก่อน เขาบอกมันหนาว.....

เพราะนี่คือครั้งแรกที่ไปเมืองหนาวในฤดูหนาว
ฉันจึงดู เก้ๆ กังๆ งงๆ สับสนๆ กับการแต่งตัวว่าควรจะใส่เสื้อผ้ายังไงดี ไปไล่ถามเพื่อนฝรั่งเกือบทุกคนว่า “หนาวมันเป็นยังไงเหรอ” “หนาวแบบไหนเหรอ” เพราะไม่มีใครสามารถให้คำตอบ “หนาว” เข้าไปถึงความรู้สึกได้ดังเช่นการนั่งดูหนัง 4D ฉันจึงยังไม่ได้คำตอบ และก็ยังคงนึกภาพไม่ออกอยู่ดี สุดท้าย...จึงคงตื่นตระหนกและกังวลว่า..แล้วถ้าไม่อุ่นต้องทำยังไง มันจะแข็งตายไหมนะ และ อีกสารพัดความกังวล.... เฮ้อ...ไปยาลใหญ่และไปกันใหญ่

การแต่งตัว
หลังจากไปเผชิญอากาศหนาวกลับมาแล้ว ฉันพบว่า อากาศลบ 1 – 3 องศา C นั้น มันก็ไม่ได้หนาวอย่างที่นึกกลัว...เสื้อผ้าไม่ต้องหลายชั้นหรอก แค่สามชั้นก็พอ คือ เสื้อลองจอน 1 ตัวด้านในสุด และไหมพรม 1 ตัว เสื้อยืด 1 ตัว แล้วก็ โค๊ท โค๊ทควรจะเป็นผ้าที่กันลม กันน้ำ ผ้าหนาแต่ไม่กันลม ก็จบเห่...หมวก ผ้าพันคอ ถุงมือ รองเท้าบู๊ทไซส์ใหญ่กว่าเท้าจริง เพราะต้องใส่ถุงเท้า(อย่างหนา) อุปกรณ์เสริมเพื่อประคองชีพจร ไม่ให้หยุดเต้นเพราะหนาวแข็ง พวกนี้ขาดไม่ได้..

การใส่เสื้อหลายชั้น
เพื่อนฝรั่งบอกฉันว่า ระหว่างชั้นของเสื้อแต่ละตัว จะมีอากาศ การเสียดสีของเสื้อผ้าแต่ละชั้นจะทำให้อากาศที่อยู่ระหว่างชั้นของเสื้อแต่ละตัวเกิดไออุ่น ซึ่งเสื้อผ้าที่จะทำให้อุ่นจะต้องเป็นผ้าที่ทำให้อากาศนิ่ง อากาศนิ่ง หมายถึง ทำให้ความร้อนที่ออกมาจากร่างกายเราอยู่กับที่ หรือไม่มีอากาศข้างนอกผ่านเข้ามาได้นั่นเอง อาทิ วูล (Wool)

ดูสภาพ...ที่เห็นนั้น
ส่วนบน....หมวก 1 ใบ ที่ครอบหู 1 อัน และคลุมอีกชั้นด้วย Hood ของเสื้อ...ลำคอ ผ้าพันคอทำจากวูล เลือกผืนที่มีความกว้างและแข็งพอจะตั้งเป็นทรงได้ เพื่อเอาไว้ใช้ปิดหน้าขณะพันคอ (ช่วยได้มากกก ขอบอก) ถุงมือสองชั้น ส่วนล่าง กางเกงลองจอน 1 กางเกง Legging เนื้อหนา 1 ถุงน่องแบบหนา 1 กระโปรง 1 ถุงเท้าสามชั้น...รองเท้าบู๊ทกันน้ำ...ถึงกระนั้น....ก็ยังเกือบแข็งตาย.....(ที่ Salzburg )



อวัยวะที่จะหนาวและให้ความรู้สึกทรมานแก่เราในยามที่เดินเที่ยวท่ามกลางอากาศหนาวคือ....มือ หู และ ใบหน้า

ลำพังหัว ใส่หมวกแล้วก็อุ่นได้ หู ก็ใส่ Ear muff หรือถ้าใครไม่มีสตางค์ ให้เอาสำลีอุดหูไว้ ก็จะช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นมาได้...(บ้าง)
และสำหรับฉัน...เท้าอุ่น หัวอุ่น ก็พอจะทำให้ตัวอุ่นได้มากโข แต่ทว่า มือกับใบหน้าเนี่ยสิ..แม่เจ้า ทรมานนนนสุดๆ มือเย็นยังกับเอาไปแช่น้ำแข็งเลย ปวดแสบปวดร้อนมั่กๆๆ ขี้แงใส่ถุงมือหนาๆ ใหญ่ๆ ก็ไม่ถนัดเวลาถ่ายรูป ซื้อถุงมือใหม่ ตามรายทาง ก็ไม่มีคู่ไหนอุ่นเลย แถมถุงมือที่ใส่ ดันอมความเย็นติดถุงมืออีกแน่ะ...ยิ่งทำให้หนาวเย็นตลอดเวลา สุดท้าย เลยถอดออกแล้วเอามือซุกในกระเป๋าเสื้อโค๊ทแทน...อุ่นกว่าเป็นไหนๆ -_-‘
แต่ก็อย่างว่าแหละนะคะ...ความทนหนาว ทนร้อน ก็เป็นความสามารถเฉพาะตัว ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ ต้องเจอกับตัวเองแล้วจะรู้ว่า เราทนได้แค่ไหน...แต่สำหรับฉัน ที่ทนได้ก็เพราะ... ทุกวัน ฉันสวมเสื้อโค๊ทหนักตัวละ 2 โลกว่า และ accessories อีกครบครัน ดังที่กล่าวมา...

สาธยายมาตั้งเยอะ หลายคนคงยังนึกไม่ออกอยู่ดี ชิมิชิมิ เอาง่ายๆ มันหนาวยังไงน่ะเหรอ... ลองนึกถึง...น้ำดื่มปกติที่อุณหภูมิห้องบ้านเรา
พกติดตัวเดินไปไหนมาไหนที่โน่นในอากาศหนาวนอกบ้านนะ...เวลาหยิบน้ำมาดื่ม....อื้อฮื้อ เย็นชื่นใจเหมือนเอาออกมาจากตู้เย็นใหม่ๆ เลยทีเดียว


เสื้อไหมพรมเนื้อดี ค่อนข้างจำเป็น แต่ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อแบบแพงๆ หนาๆ หรอก มันหนัก (ที่ประตูน้ำ เนื้อฮ่องกง ตัวละไม่ต่ำกว่า 350 คอเต่า 450) บ้านเราหน้าหนาวนับนิ้วมือรวมกันยังไม่ต้องใช้ถึง 5 นิ้ว ซื้อดีๆ มาได้ใส่ไม่กี่ครั้งต้องเก็บเข้าตู้ ดังนั้นเอาแบบตัวละ 100 200 ยี่ห้อ H&M, Zara ที่ขายแบกะดิน หลุดมาจากโรงงานเขมร ก็พอแล้ว...นั่นน่ะ เนื้อเดียวกันกับของแท้เลย.... หรือไปหาดูตามร้านขายของจากโรงงานส่งนอก
เช่น 71Export จะได้ผ้าเนื้อดีที่ทำมาสำหรับอากาศหนาวแบบเมืองนอกจริงๆ ราคาย่อมเยา ภาพนี้....ที่ เวียนนา ผ้าพันคอ 2 ผืน..เสื้อสามตัว ใส่กันให้อ้วนไปเรยยยย....ท่อนล่างก็ตามปกติ



ข้อมูลสำหรับคนที่ต้องการซื้อเสื้อกันหนาว แต่ไม่อยากลงทุนมาก
ตลาดนัดหมู่บ้านสัมมากร เป็นแหล่งขายเสื้อกันหนาวมือสอง ที่ดีมาก บางร้านราคาถูก ราวๆ 300 บาท พวกนี้คือเราต้องไปซักเอง มันมาแบบยังไม่ซัก บางร้าน ราคาแพง ตั้งแต่ 700 ขึ้นไป แต่ร้านแบบนี้ ขายยี่ห้อที่ดังๆ สภาพดีกว่าร้านที่ขายถูกๆ และเขาจะบอกว่า ซักให้แล้ว มียี่ห้อที่ฉันชอบด้วย คือ Miss Sixty และ Prada แต่ว่าไม่ได้ซื้อหรอก ไปซื้อร้านที่ราคา 300 บาทแทน -_-‘ อ๊ะๆ อย่าขำน๊า...สีส้มแป๋น ยี่ห้อ จระเข้กลับหัว (Crocodiles) ขนเป็ดเชียวนา...

และจากประสบการณ์ที่เรียนรู้พบว่า เสื้อขนเป็ดดีที่สุด ทั้งเบาและให้ความอุ่นได้สุดยอด...แต่ว่า...นานๆ ไป ขนเป็ดที่อยู่ด้านใน มักจะหลุดออกมาติดเสื้อตัวที่ใส่ ให้ความรู้สึก...ประหนึ่งดุจ..เป็ดบินกันให้ว่อน....เวลาถอดเสื้อโค๊ท นั่งทานข้าวในร้านแล้วดูตลกๆ เพราะขนเป็ดขาวเต็มเสื้อ...
หรือว่า...ของแท้ มักจะเป็นแบนนี้หรือเปล่านะ โชว์เป็ด ว่าแล้วก็แอบโชว์ ภูมิใจนำเสนอ เสื้อขนเป็ด Crocodiles ของแท้ต้องจระเข้หันหัวไปทางขวามือเรา ตัวนี้ราคา 300 บาท


สำหรับวิธีการที่ดีและประหยัดกว่าการไปเดินหาซื้อเสื้อมือสองคือ... “ยืมชาวบ้าน”
ฉันโชคดีที่คนรอบข้างล้วน ไฮโซมีกะตังค์ และใจดี เมื่อรู้ข่าวว่าฉันจะไปเมืองหนาว พี่ๆ น้องๆ ก็ขนเสื้อผ้ามาให้ (ยืม) ใส่ เด็กบ้านนอกอย่างฉันเลยได้โอกาสใส่เสื้อผ้าดีๆ ไปด้วย งุงิงุงิ พี่คนหนึ่งขนโค๊ทผ้ายีนส์ บุนวมด้านใน ยี่ห้อ Esprit มาให้ ไปแอบดูราคาในร้านก็เกือบห้าพัน โอแม่เจ้า..
ถ้าเขาไม่สงเคราะห์ คงไม่มีปัญญาได้ซื้อใส่เอง -_-‘ แอบเนียนโพสต์รูปตัวเอง กร๊ากกกก จริงๆแล้วเสื้อโค๊ทของตัวเองมีเยอะมากแต่ที่มีอยู่ไม่ใช่ Over Coat อีกทั้งด้วยความที่ เวลาไปเที่ยวไม่ชอบใส่เสื้อเดิมๆ ถ่ายรูป และทริปนี้ไม่อยากลงทุนซื้อเลยต้องขอยืมชาวบ้านไป


อีกตัวเป็นของเพื่อนรุ่นน้อง เสื้อกันลมกันฝน ไฮโซมากกกกก เขาเคยอยู่นิวยอร์กท่ก่อน และที่เรียกไฮโซ เพราะมารู้ทีหลัง ตอนน้องบอกว่า “คุณพี่ค่ะ เสื้อตัวนี้ ถ้าไม่เซลล์ หนูก็ซื้อไม่ได้หรอกค่า” แล้วเดี๋ยวไว้จะเล่าให้ฟังว่าไฮโซอย่างไร...ดูสไตล์การแต่งตัวซะก่อน เชยสุดๆ เลยวุ้ยฉัน สีม่วงกับสีแดง มันไปด้วยกันได้ยังไงเนี่ย....!!! ก็ไม่รู้ล่ะ มันหนาวนี่นา ใส่ไรไปก็ต้องเอาโค๊ทมาห่อทับอยู่ดี ไม่มีใครเห็น “ไส้ใน” หร๊อกกกก คริคริ

ยัง ยังไม่หมด...ยังมีเสื้อโค๊ทสไตล์เกาหลี สีขาวสะอาดตาอีก 1 ตัว...

สรุป ทริปนี้ มีผู้ใจดีบริจาคเสื้อโค๊ทๆ ดี ให้ 2 ตัว ของตัวเอง อีก 2 ตัว สิริรวมโค๊ท 4 ตัว ทั้งหมด ยัดใส่กระเป๋าลากใบใหญ่ 22 นิ้ว 1 ใบ และเป้แบบมีล้อขนาด 18 นิ้ว อีก 1 ใบ ...อีกตัวแบกติดตัวไปกะว่าใส่ตอนออกจากเครื่องจะได้ไม่ต้องเปิดกระเป๋าที่สนามบิน แม่เจ้า.... เพื่อนบางคนรู้เข้าถึงกับอุทานตาเหลือกและพูดว่า “แกเอามาได้ไง....ฉันอยู่เยอรมันมา 4 ปี ยังมีโค๊ทไม่เท่าที่แกขนมาเที่ยวไม่กี่วัน” จ๊ากกกก โดนมันรับประทาน เจ็บ!
ก็แหม...ใช่ซี้ แกมันอยู่กิน หลับนอนที่นั่น ส่วนฉันมันขาจร เสียเงินมาเที่ยวทั้งที จะให้มาเสื้อตัวเดิมถ่ายรูปซ้ำไปซ้ำมาได้ไงล่ะ ตั้ง 5 ประเทศ เกือบ 10 เมือง.... ต้องขนไปเยอะๆ หน่อยสิยะ...... เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมาอีก คนสวยก็แบบนี้แหละ...อิจฉาล่ะซี้ เห็นเราสวย หรือแกคิดจะเถียง...(คิดในใจไม่ได้ตอบมัน)

ดูรูปแล้ว.... เหมือนเกาหลีบ้างไหมเนี่ย....ตัวก็ดำ ยังกล้าใส่เสื้อสีขาวจั๊วะอีกนะฉัน


ด่านตรวจคนเข้าเมืองลอนดอน
เอาล่ะ เอ้อระเหยกับเรื่อง เสื้อผ้า หน้าผม และใบหู ไปซะเยอะ มาต่อกัน...หลังจากเดินออกจากเครื่อง...แล้วดีกว่า..ขณะที่กำลังยืนรอต่อคิวอยู่นั้น...ภาพ จนท. ตรวจคนขาออก ที่สนามบิน โคลัมโบ ก็ตามมาหลอน..ฉันจะเจอแว่นส่องพระไหมนะ ขี้แง นึกแล้วก็ยืนใจเต้นเสียงดัง ตึก ตึก ตึก และสังเกตเห็นว่า ช่องไหนปล่อยเร็ว แสดงว่าง่าย ช่องไหนปล่อยช้า แสดงว่ายาก... (มันแปลกตรงไหนเนี่ย เหอๆๆ) ก็ได้แต่ภาวนาไปว่าขอให้ได้ช่องที่ปล่อยง่ายๆ แล้วกัน ฉันยิ่ง “สาว” ยิ่ง “สวย” และ “โสด” อีกตะหาก และแล้ว เวลาการรอคอยก็สิ้นสุดลง....เจ้าหน้าที่ตรงหน้าเป็นผู้หญิง เมื่อถึงคิวของฉัน หลังจากยื่นหนังสือให้ ก็เจอคำถามแรกว่า มาทำอะไร...ฉันชิงตอบอย่างไว ด้วยภาษาอังกฤษ เร็วปรื๋อ (เข้าใจฉันไหม ไม่รู้ ขอพูดไวไว้ก่อน) ไม่ต้องรอให้เขาถามก่อน ฉันรีบอธิบายไปหมดว่าเรามาเที่ยว อยู่ลอนดอน 3 วัน แล้วก็จะไปยุโรปแผ่นดินใหญ่ต่อ ฉันมากับเพื่อน อีกสองคน อยู่ด้านหลัง บลา บลา บลา เธอฟังอย่างตั้งใจ (เข้าใจฉันบ้างไหมนะ? แอบสงสัย)
เธอพยักหน้ายิ้มๆ ทันที เมื่อฉันพูดจบ แล้วบอกว่า ขอให้เที่ยวสนุกนะ
พร้อม กับประทับตราเสียงดังกึกก้อง (เว่อร์แล้วฉัน) ลงในหน้าวีซ่าประเทศอังกฤษในพาสปอร์ตของฉันพร้อมกับถามว่า “แล้วเพื่อนอีกสองคนล่ะ...”
คงถามหาเพื่อที่จะได้แสตมป์ให้พร้อมกัน แต่ทว่า...หันไปอีกทีเพื่อนดันอยู่ที่ช่องอื่นแล้ว -_-‘ ...รอเพื่อนสัมภาษณ์อยู่ราวๆ ห้านาที ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี (ง่ายกว่าตอนจะขึ้นเครื่องจากโคลัมโบมาลอนดอนเป็นสิบๆ เท่า ขอบอก)


(ไม่มีภาพประกอบสำหรับภายในสนามบิน Heathrow ขาเข้า เลยเอาภาพระหว่างทางเดินไปขึ้นรถไฟมาแทน)



พวกเราทั้งหมดผ่าน....ไปรอรับกระเป๋า
สายการบินนี้ให้น้ำหนักกระเป๋าขาไป 30 โล และขากลับ 20 โล
แต่ฉันต่อรองเขาว่า ขอ 30 ทั้งขาไปและกลับแล้วกัน
“จะบ้าเหรอ ไปเที่ยวนะคะไม่ได้ขนของไปขาย จะให้กระเป๋าขาไป มากกว่าขากลับได้ไง คนรวยอย่างดิฉัน ซื้อของที เยอะนะยะ”
(ทั้งหมดนั้นแค่คิดในใจ สถานการณ์จริง ขอร้องหวานสุดฤทธิ์)
สุดท้าย เขาก็ให้เพิ่มมาเป็น...ขากลับ 36 กิโล ขาไป 25 โล

วิธีการเลือกซื้อกระเป๋า
ซื้อแบบถูกๆ ก็ได้ ไม่ต้องเอาแพงมากหรอก พังก็ทิ้งไป ซื้อใหม่ ไม่ต้องเสียดาย
ซื้อดีๆ แพงๆ ก็ต้องโหลด เปื้อน เละออกมาจากสายพานอยู่ดี
ให้เลือกแบบผ้าจะดีกว่าแบบไฟเบอร์ เพราะไฟเบอร์ จะหนัก...ทำให้ใส่ของได้น้อย
ต้องมาคอยกังวลว่าน้ำหนักจะเกินหรือเปล่า

นี่คือ ภาพสัมภาระ ของพวกเรา ใบแดงๆ นั่นของฉัน ที่เหลือของเพื่อนอีกสองคน
ใบสีแดงนั่น ราคาใบละ 700 เอง ล้อใหญ่ น้ำหนักเบา ลากง่าย



โทรศัพท์ต่างแดน
หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อย ก็เดินตามลูกศรที่บอกว่า Underground
จำเป็นต้องแวะซื้อ Sim Card ใส่มือถือ เพื่อเอาไว้โทรออก และรับสาย
และ เราก็เริ่มถก...เถียงกัน อันไหนถูก อันไหนแพง...ต่างคนต่างไม่รู้
เพื่อนก็ไม่รู้ ฉันก็ไม่รู้ ในตู้ขายซิมก็มีหลายแบบมาก แต่คำอธิบายมีบอกไว้น้อย
สุดท้ายฉันก็บอกตัดบทไปว่า เอาอันนี้แหละ 10 ปอนด์ หารออกมาแล้วได้เยอะดี...

ปรากฏมารู้ทีหลังตอนเพื่อนบ่นกรอกหูว่า
“แกอ่ะแหละ บอกให้ซื้ออันนี้ แพงงงงง”
ไอ้ราคาที่เห็น 10 ปอนด์น่ะ ไม่ใช่ค่าโทร แต่เป็นค่าเปิดบริการตั้ง 9 ปอนด์
ที่เหลือไว้ให้โทร ราวๆ 1 ปอนด์ ได้มั้ง


รถไฟเข้าเมือง....
วันนี้จุดหมายปลายทางคือ บ้านของน้องชาย แถว Russell Square
เพื่อนได้ที่พักแถว Liverpool Street คือที่ Travelodge คืนละ 19 ปอนด์
แต่เข้าเช๊คอินได้ตอนบ่ายสาม เพื่อไม่ให้เสียเวลาพวกเราเลยตกลงกันว่า....
จะเอากระเป๋าไปไว้บ้านน้องชายก่อน เพื่อจะได้เริ่มเที่ยวกันเลย
เพราะหน้าหนาว มันมืดเร็ว สี่โมงครึ่งก็มืดแล้ว...

คำเรียก รถไฟใต้ดิน แต่ละประเทศไม่เหมือนกันและมีสัญลักษณ์ไม่เหมือนกัน
บ้านเราเรียก MRT
อเมริกาเรียก Subway
ปารีสเรียก Metropolitan หรือ Metro เฉยๆ
ทางยุโรปเรียก U-Bahn (อู – บาน)
แต่ที่นี่ อังกฤษ ...เรียก Tube
เพื่อนบางคนออกเสียงว่า ถูป เพื่อนบางคนออกเสียงว่า ทิ้ว
ส่วนอิฉันขอพูด Underground ง่ายที่สุด....
Underground หรือ Tube ในลอนดอนนั้น มีทั้งบนดิน ใต้ดิน ผลุบๆ โผล่ๆ ทั่วทั้งเมือง
สายนอกเมืองก็มีวิ่งบนดินยาวมาจนถึง สนามบิน Heathrow เลยทีเดียว

แผนที่ Tube ในลอนดอนก็ไปโหลดได้ที่นี่
//www.tfl.gov.uk/assets/downloads/large-print-tube-map.pdf




ตั๋วโดยสารสำหรับเดินทางในลอนดอน...
หลายคนบอกว่า Oyster Card จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
Pay as you go สะดวก สบาย คล้าย Octopus Card ในฮ่องกง
เวลาขึ้นรถเมล์ ลงรถใต้ดิน ก็จะได้ราคาถูกกว่าใช้เงินสด

แต่สำหรับฉันกลับมองว่า หากไปไม่กี่วัน และงงๆ กับเส้นทาง ไม่มั่นใจว่าขึ้นๆ ลงๆ รถกี่ครั้งใน 1 วัน
ฉันยอมซื้อตั๋วตั๋วแบบ เหมาจ่าย Day Pass หรือที่เรียกว่า Travel Card ไปเลยดีกว่า
มีทั้งแบบรายวัน และ รายอาทิตย์
ราคาตั๋ว Travel Card สามารถใช้ได้หมดกับทุกยานพาหนะ
ตอนลงใต้ดินก็ใช้ตั๋วสอดเข้าไปในเครื่องเพื่อให้ประตูเปิด (เหมือนรถไฟฟ้าบ้านเรา)
ตอนขึ้นรถเมล์ ก็โชว์ให้คนขับดู
(อยากจะลักไก่เอาบัตรเก่ามาใช้ก็ลองดูนะ แต่ถ้าเจอตรวจก็ตัวใครตัวมันนะพี่น้อง!)

ตั๋ว Travel Card รายวันราคาประมาณ 5.5 ปอนด์
เมื่อมีครอบครองแล้วอยากจะกระโดดขึ้นรถเมล์ กระโจนลงใต้ดิน ไต่ขึ้นรถราง
กี่เที่ยว กี่รอบ ใน 1 วัน ก็ไปโลด..(เชิญ)
ตัวอย่างบัตร Travel card (ภาพจากเน็ต) ภาพนี้หลายปีมาแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังหน้าตาแบบนี้แหละ




ราคาตั๋ว Oyster Card หรือ Travel Card ดูได้ที่
//www.tfl.gov.uk/modalpages/2625.aspx
ตัวอย่างบัตร Oyster (ภาพจากเน็ต)



วิธีการใช้ตั๋วโดยสารต่างๆ ดูได้ที่เว็บนี้
//www.ukstudentlife.com/Travel/Transport/London/Buses.htm#TicketPrices2010
ตั๋วรถเมล์แบบเหมาจ่ายหรืแ Buss Pass ขึ้นได้เฉพาะ Buss และ Tram

ปัจจุบัน ไม่มีแบบรายวันแล้ว ต่ำสุดคือแบบ 7 วัน
นอกจากนั้นจะเป็น Pay as you go ด้วย Oyster Card
ตัวอย่าง Buss Pass (ภาพจากเน็ต)




ราคาค่าโดยสารรถประจำทางในลอนดอน
ดูเหมือนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรายปี
ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามสภาวะราคาน้ำมัน เหมือนบ้านเรา
จะเห็นว่า ในทุกต้นๆ ปี ทางการเดินรถลอนดอนจะมีการประกาศราคาค่าโดยสารออกมา
อย่างเช่นตัวอย่างราคาตั๋วรถบัส ลอนดอน ที่เห็นนี้ เป็นของปี 2010
//www.tfl.gov.uk/tickets/14415.aspx



Journey Planner ก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้เราไม่หลงทาง
หรือกะเกณฑ์เวลาและวางแผนการเดินทางในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น
คลิก ลิงค์นี้เลยจ้า...
//www.tfl.gov.uk/gettingaround/1106.aspx
เว็บไซต์ของ Transportation ในยุโรป มีให้ใช้เกือบทุกประเทศ
เยอรมนีก็มี...




หนาวแรก....

รวบรัดตัดความมาที่ ขึ้นรถไฟจาก Heathrow Terminal 4 เรียบร้อยแล้ว ราคา 4.20 ปอนด์
ราว 1 ชั่วโมงกว่า พวกเราก็มาถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Russell Square
เมื่อโผล่ขึ้นจากสถานี ฉันกับเพื่อนอีกคน ก็กระดี๊กระด้า
เรียกได้ว่า กระโจนออกไปกอด “ลมหนาวของลอนดอน” กันเลยทีเดียว
อากาศเย็น 0 ถึง – 2 องศา C สดชื่นดีจริงๆ
ฉันสูดลมหายใจเข้าจนจมูกพองบานเพื่อสัมผัสกลิ่น “ลอนดอน”
และบอกกับตัวเองว่า “ฉันมาถึงแล้ว” ....
แต่ทว่า...อีกสามนาทีต่อมา....

“แก หนาวว่ะ หาที่หลบเหอะ ลมแรง”
ฉันจำต้องบอกกับเพื่อนหลังจากสนุกสนานกับลมหนาวได้เพียงแค่ 3 นาที.... -_-‘
พวกเรามองหาที่ยืนเพื่อหลบลมและหลบคน (คนเยอะมากบนสถานี)

ทันใดนั้นก็หันไปเห็น....พี่สาวของเพื่อน ยืนตัวแข็งอยู่ในที่พอเหมาะรออยู่แล้ว
พร้อมกับส่งสายตามายังพวกฉัน 2 คน ในทำนองว่า....
“พวกแก บ้าไปแล้ว”
ภาพแรกของลอนดอน ถ่ายที่หน้าสถานี Russell Square



หันกลับไปมองด้านหลัง ฝั่งตรงข้ามสถานี
ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า สด....ยุโรปเป็นอย่างนี้เสมอ...




ยืนรอสักพัก น้องชายก็มารับ

และพวกเราก็เริ่มออกเดินไปที่พัก
ไม่ไกลนัก...ใช้เวลาเดินตัวปลิวราว 5 นาที
แต่ถ้ามีกระเป๋าต้องลากก็ราวๆ 10 นาที
และถ้ากระเป๋าที่ลาก ล้อมันเจ๊ง!!! ก็เพิ่มเวลาอีกนิดหน่อย
(คุณเพื่อน ดันมีกระเป๋าสูงอายุไปใบนึง เดินลากไปไม่ถึง 300 เมตร...ล้อก็หลุดออกมา...)
ข้ามถนน เล็กๆ มองลงบนพื้นถนน เห็นข้อความต่างๆ
ช่วยได้มากทีเดียว ในเรื่องกฎจราจร
เพราะบางครั้ง นักท่องเที่ยวหรือคนต่างถิ่นอย่างเราไม่รู้หรอกว่า รถจะวิ่งมาทางไหน





รถแท็กซี่! ที่เข้าใจว่า รูปทรงแบบนี้มีเฉพาะใน ลอนดอน หรือเปล่า?

(เผอิญไม่ได้ไปเมืองอื่น ใครมีความรู้เรื่องนี้ ช่วยแชร์ด้วยนะคะ)





มองไปด้านหลังของ Taxi มีหิมะเกาะอยู่ด้วย

ว๊าววววววว ยังกับน้ำแข็งใสเลย... อยากจะวิ่งเข้าไปสัมผัสและลิ้มรส...ครั้งแรกที่เห็นหิมะระยะใกล้ เว่อร์ซะ
จินตนาการความอยากชนะเลิศ -_-‘




ถนนกลางกรุงลอนดอน ในฤดูหนาว




คนแปลกหน้า กับ Fashion หน้าหนาว???



ร้านโชว์ห่วย หรือแผงลอยข้างทางในลอนดอน...



เวลาออมแสง

ถึงบ้านน้องชายแล้ว....
ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ตอนนี้เที่ยง อ้อ เมืองไทยก็เกือบ หกโมงเย็นสินะ.. โดยปกติในหน้าร้อน เวลาลอนดอนจะช้ากว่ากรุงเทพฯอยู่ 6 ชั่วโมง แต่พอเข้าสู่ฤดูหนาว ราวปลายเดือน ตุลาคม ประเทศทางแถบยุโรปต้องหมุนเข็มนาฬิกาไปข้างหน้า 1 ชั่วโมง ทำให้เวลาของลอนดอนในฤดูหนาวช้ากว่ากรุงเทพฯอยู่ 7 ชั่วโมง พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ มีเวลานอนตอนกลางคืนในหน้าหนาวนานขึ้น 1 ชั่วโมง นั่นเอง
นอกจากนี้ในหน้าร้อนยังช่วยให้เราลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและการให้แสงสว่าง ลองไปอ่านดูประวัติเรื่อง “เวลาออมแสง” Daylight Saving Time (DST) แบบสนุกๆ ที่ สนุกพีเดีย
//guru.sanook.com/pedia/topic/Daylight_Saving_Time_(DST)/
พูดถึงเรื่องเวลา คนไทยอย่างเราไม่ต้องเคยลำบากกับการปรับเวลาไปมา เพราะพระอาทิตย์แถบบ้านเรา มาตรงเวลาเสมอ ไม่ว่าจะฤดูอะไร เราก็จะได้โบกมือทักทายแสงอาทิตย์ในยามเช้าก่อน 7 โมง และโบกมือลาก่อนจะลับขอบฟ้าหลังหกโมงเย็น เป็นประจำตลอดปี

อิตาเลี่ยน VS ลอนดอนเนอร์

เมื่อถึงที่พัก หลังจากเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เสียงกลองในท้องฉันเริ่มบรรเลงส่งเสียงโครมคราม หิวแล้ว....ฉันเริ่มหิว น้องเองก็หิว
แต่ต่างกันตรงที่ ฉันหิวข้าวเย็น น้องหิวข้าวกลางวัน เป้าหมายแรก น้องบอกว่าจะพาไปกินอาหารอิตาเลี่ยนแถวบ้าน Piccadilly Circus เมื่อออกเดิน ฉันเริงร่าไปกับอากาศหนาว ท้องฟ้าสีฟ้าสด ลมเย็นพัดมาปะทะจมูกฉันรู้สึกได้....ผ่านตึกรามบ้านช่อง หน้าตาคล้ายๆ กันไปหมด น้องพยายามจะทำตัวเป็นไกด์เพื่อบอกว่า อะไรเป็นอะไร ถนนอะไร...แต่ขอโทษที...”พี่จำไรไม่ได้” ในมือฉันกำแผนที่ลอนดอนที่ซื้อจาก VFS เมืองไทย แผ่นละ 80 บาท ไว้แน่น เพราะอย่างน้อย เมื่อฉันกลายเป็น นางสาวบุญหลง แผนที่ก็คงช่วยฉันได้ เดินมาถึง...ร้านปิด! น้องบอกว่าน่าเสียดาย เพราะร้านที่ตั้งใจพามานั้น อร่อยมาก ราคาไม่แพงด้วย แต่เพราะหิวและหนาว เลยตัดสินใจเดินเข้าร้านข้างๆ ที่เปิดรอพวกเราอยู่แล้ว ร้านเล็กๆ ไม่กว้างมาก มองไปรอบๆ ร้าน ไม่เจอใครที่หน้าตาอิตาเลี่ยนเลยซักคน ฟังจากสำเนียง ก็ออกแนว ลอนดอนเนอร์ กันทั้งนั้น

ฉันไม่ค่อยสันทัดกับอาหารฝรั่ง ไม่ว่าจะชาติไหนๆ ถ้าต้องไปกินทีไร ฉันมักทำตัวเป็นผู้ตามเสมอ โดยเฉพาะอาหารอิตาเลี่ยน ประเภทของเส้นและชื่อเรียกมันมีเยอะเหลือเกินทำฉันสับสน จำไม่หมด และด้วยความที่ไม่เคยจำและไม่คิดจะจำนี่เอง ในชีวิตฉันจึงรู้จักแค่ เส้นมักกะโรนี กับสปาเก๊ตตี้ แม้กระทั่งพาสต้า ฉันยังไม่รู้เลยว่า มันเป็นแบบไหน...สั่งทีไร ฉันมักได้ของเดิมๆ ที่ฉันไม่ชอบทุกที นั่นคือ เส้น Penne ขี้แงครั้งนี้ก็เช่นกัน...จานนี้ราคาราว 7 ปอนด์


Penne เป็นเส้น พาสต้าชนิดหนึ่ง ซึ่งฉันไม่ชอบเพราะมันแข็ง แต่ไม่รู้ทำไมดวงสมพงกันนัก ไปที่ไหนๆ ฉันก็ได้กินมันเป็นจานแรกทุกที... ภาพนี้ตอนไปเซี่ยงไฮ้...ฉันก็แค่ชี้มั่วๆ ลงไป เห็นไหม...มันคือ Penne อยู่ดี



มองไปข้างๆ เพื่อนสั่งได้น่ากิน เยอะและราคาถูกอีกตะหากจานนี้เขากินด้วยกันสองคน...




กินอิ่มแล้ว เราเริ่มคุยกันว่าจะไปไหนดี หยิบแผนที่มากางและวาดลงไปว่า You are here น้องเดินนำพวกเราไปขึ้น Tube ที่สถานี Tottenham Court Road และก็เริ่มทำหน้าที่ไกด์จำเป็นอีกครั้ง โรงละคร หรือ Musical เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เมื่อมาลอนดอนแล้วต้องมาดูให้ได้ และในย่านนี้ มีหลายโรงให้เลือกดู เลือกชม ภาพนี้ชอบที่รองเท้าคู่นี้....



เท่าที่เห็น บางโรงมองไปก็เหมือนตึกอยู่อาศัย มีโรงนี้ที่ดูเด่นและมีขนาดใหญ่ (ภาพอีกมุม)



โรงนี้อยู่ตรงสถานี Tottenham Court Road โผล่ขึ้นมาแล้วก็เจอเลย



เดินไปเรื่อยๆ ชี้โน่น ชมนี่ ด้วยท่าทางตัวค้อม ไหล่ห่อคอหดไปตลอดทาง
หนาวมันเป็นแบบนี้นี่เอง....ฉันเริ่มเข้าใจ พวกเราแยกกับน้องตรงสถานีรถไฟและหยิบหนังสือออกมากาง “ใคร ๆ ก็ไปเที่ยว อังกฤษ -สก๊อตแลนด์ – เวลส์” หนังสือเล่มนี้เขียนไว้ค่อนข้างดี จัดกลุ่มสถานที่ในย่านเดียวกันไว้ให้อย่างละเอียด ทำให้เราวางแผนจะไปในแต่ละที่ได้อย่างสะดวก

วันนี้เป็นแรกและขณะนี้เวลาเกือบบ่ายโมง ได้เวลาออกตะลุยลอนดอนกันแล้ว ฉันตัดสินใจว่า จะไป V&A ต่อจากนั้นก็ไปดูพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ราวๆ สี่โมงเย็นฟ้าคงมืดพอดี จริงๆ แล้ว วันนี้อากาศดี ฟ้าใส ใจอยากเดินชมเมือง Outdoor ไปเรื่อยๆ เพราะ ได้ยินมาว่า เกาะอังกฤษมีวันที่แดดออกทั้งปี รวมแล้วไม่ถึง 30 วัน ฉันมาถึงลอนดอนวันแรก ตั้งใจว่าว่าจะเจอหิมะ....แต่ฉันเจอแดด..เพื่อนชาวอังกฤษบอกว่า “ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันโชคดีแค่ไหน ที่ไปเที่ยวแล้วเจอวันฟ้าใสที่ลอนดอน” แต่เพราะฉันจัดตารางอย่างมืออาชีพ 18 วัน 5 ประเทศ ฉันจึงให้เวลากับลอนดอนได้แค่ 3 วัน
ทำให้ไม่มีเวลาได้รื่นรมย์กับบรรยากาศมากเท่าใดนัก





V&A Museum ชื่อเต็มคือ Victoria and Albert Museum
//www.vam.ac.uk/

นั่งรถไฟไปลงสถานี South Kensington เดินตามป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ จะถึงทางเข้าด้านหลัง โดยปกติเคยได้ยินว่าจะต้องเสียค่าเข้า แต่ช่วงที่ไป พิพิธภัณฑ์ของรัฐแทบทั้งหมด ให้เราเสียเงินโดยการบริจาคตามกำลัง...ทำให้รู้สึกว่าประหยัดไปได้เยอะ
รายละเอียด V&A อ่านเพิ่มจากตรงนี้แล้วกัน (บอกแล้วว่า No idea มากๆ กับสถานที่ท่องเที่ยว)
//en.wikipedia.org/wiki/Victoria_and_Albert_Museum



ประตูทางเข้าจากสถานีรถไฟใต้ดิน เดินเข้ามาฉันเจอรูปปั้นนี้ อันแรก



ใช้กล้องไม่เป็น ก็ได้แต่กดๆ ภาพที่ออกมาก็เบลอๆ แตกๆ-_-‘ รายละเอียดของภาพ อ่านแล้วก็จำใม่ได้...อิ่มเอมงานศิลป์ไหมเนี่ย?



ดูสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ได้ไม่กี่ชิ้น ฉันก็เริ่มหันไปมองด้านนอก




อาภาพหน้าต่างออก จะเห็นตัวตึก ตึกอะไรกันนะ ฉันอยากวิ่งออกไปเดินเล่น นั่งเล่น บนลานนั้น (มารู้ทีหลัง มันก็ตึก V&A ที่ฉันยืนอยู่นั่นแหละ แต่นั่นเป็นภาพด้านนอกของตึก)


แสงแดดยามบ่ายที่ลอนดอน กระทบกับตึก ให้สี ที่มองแล้วรู้สึกอุ่นขึ้นมา สบายตาดีจัง ดูดอกไม้ในหน้าหนาวสิ แห้งแต่ยังมีความงามจนอยากสัมผัส



แล้วฉันก็หันกลับมาเดินชมภายในพิพิธภัณฑ์ต่อไปเรื่อยๆ ฉันไม่ค่อยได้ถ่ายภาพภายในพิพิธภัณฑ์มากนัก เพราะไม่คุ้นกับกล้องตัวนี้ จึงเลือกที่จะเพลิดเพลินกับชิ้นงานต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว ภาพนี้ ไอ้เขียวๆ นั่น ของจริงสวยมาก ห้อยหัวลงมาจากเพดาน ไม่รู้เรียกอะไร -_-‘



ScienceMuseum //www.sciencemuseum.org.uk

ออกจาก V&A พวกฉันก็เดินมาที่นี่ ฉันเคยเห็นรูปของน้องที่มาเที่ยว พื้นห้องเป็นรูปแผ่นดินแยกออกจากกัน และมีไดโนเสาร์ตัวโต มันเป็นแรงบันดาลใจฉะนมากว่ามาแล้วจะต้องได้เห็น...และฉันเข้าใจว่ามันจะอยู่ที่นี่ ฉันจึงเดินตามหา...แต่ทว่า ฉันคงจำผิดหรือเข้าใจผิด



ที่นี่มีแต่อะไรที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ อาทิ เครื่องจักร



เครื่องบิน รถยนต์



เกี่ยวกับอาวกาศ



ปอกเปลือกดาวเทียม



กระสวย? ไม่รู้อะไร จำไม่ได้



ค่าเข้าชมฟรี แต่พอเดินเข้าไปข้างใน มีบางส่วนที่ต้องเสียเงิน



การตกแต่งก็ออกแนวทันสมัยเหมือนในหนัง SciFi Hi tech บริเวณนี้เป็นโซนร้านอาหารและเครื่องดื่



หมดจากพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ เราก็เดินออกไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ
ระหว่างทาง เจอพ่อหนุ่มคนนี้ ยืนแสดงโต้ลมหนาว...มองเขาแล้วมองตัวเอง....เนื้อหนังทำด้วยไรกันพ่อคุ๊ณณณ ฉันห่อตัวด้วยเสื้อตั้งหลายชั้น โค๊ทหนาๆ หนักๆ อีก 1 ตัว ฉันยังหนาวสั่น สะบั้น เวลายืนข้างนอก...แล้วดูพ่อหนุ่มคนนี้....



Natural History Museum //www.nhm.ac.uk
พิพิธภัณฑ์นี้ เป็นพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติ เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของโลกเราว่ามีความเป็นมายังไง เราจะได้เรียนรู้ก้อนหิน กรวด ดินทราย สัตว์โลกยุคดึกดำบรรพ์ เรื่อยมาจนกระทั่งมนุษย์ยุคก่อนเรานับหมื่นปี

คุณนิ้วกลม เขียนบรรยายไว้ในหนังสือ ลอนดอนไดอารี่ 1.1 ว่า
“การเดินเข้าประตูพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติเหมือนการดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีต เป็นเรื่องสนุก ไม่ต่างไปจากดูหนังจูราสิกพาร์ก เผลอๆ อาจจะสนุกกว่าการช็อปปิ้ง เพราะเงินทุกเพนนียังนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋า”



หินทุกก้อน มีเรื่องราวและประวัติอันยาวนาน บางก้อน อายุมากกว่า 3 หมื่นปี



บางก้อนดูแล้ว เหมือนเพชร...



เมื่อเดินออกมาจาก natural History Museum พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงมากแล้ว

มองดูนาฬิกาที่ข้อมือ เพิ่งจะสี่โมงเย็นเอง...แต่ดูเหมือนว่า เวลาแห่งแสง ใกล้หมดแล้ว ฉันมีภารกิจอย่างหนึ่งในทริปนี้ คือ ซื้อกระเป๋าแฮร์รอดให้น้องสาว กระเป๋าที่ไม่มีอะไรเลย ทำจาก PVC แล้วมีรุปหมีน้อย ลายต่างๆ แต่ราคาแพงหูฉีก จุดหมายของเราหลังจากนี้ จึงคือ แฮร์รอด ห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่เมื่อคุณมาลอนดอน..คุณต้องมาช็อปปิ้งที่นี่...

พวกเราเดินตรงไปเรื่อย เพื่อนเริ่มเหนื่อยและบอกว่า "นั่งรถเมล์ไปกันเถอะ" ฉันดูในแผนที่ มีความรู้สึกว่า มันไม่ได้ไกลมาก แต่เมื่อเพื่อนอยากขึ้นพวกเราทั้งหมดเลยขึ้นรถเมล์ที่วิ่งผ่านา หน้า V&A Museum ค่ารถ ปอนด์กว่าที่ถูกหักไปจากบัตร Oyster Card นั้น เป็นค่ายืนบนรถเมล์สายนั้น แค่ป้ายเดียว! แล้วก็ลง...หมดไป 53 บาท สำหรับ 1 ป้าย! (วันแรกฉันใช้บัตร Oyster Card)


เมื่อถึง Harrods ก็เกือบห้าโมงเย็น พวกเราได้แค่ยืนมอง แล้วตัดสินใจว่า ไว้วันหลังค่อยมาเถอะ.. เพราะวันนี้เพื่อนกับพี่สาวต้องกลับไปเช็คอินที่พัก... ฉันเลยได้แค่ยืนมอง แฮร์รอด อยู่ไกลๆ...กับภาพของผู้คน ที่เดินผ่านไปมา.. แล้วจะกลับมาใหม่นะจ้ะ Harrods


พวกเรากลับมาที่ห้องน้อง...เพื่อขนกระเป๋าของเพื่อนไปที่พักแห่งใหม่ Travelodge ย่าน Liverpool Street พวกเราตัดสินใจนั่งแท็กซี่ เพราะเริ่มรู้สึกเหนื่อย ฉันง่วงนอนมาก ไม่รู้ทำไม ทั้งๆ ที่มันเพิ่งห้าโมงเย็นเอง...นึกได้อีกที...ตอนนี้ฉันอยู่ลอนดอนไม่ใช่กรุงเทพฯ เมื่อวาน ณ เวลานี้ คือเวลาราวห้าทุ่ม เที่ยงคืน มิน่าล่ะ ฉันจึง หาว....พวกเราคุยกันว่า เก็บของ อาบน้ำอาบท่า แล้วค่อยออกมาใหม่ ฉันเผลอหลับ ระหว่างรอเพื่อนและพี่สาวอาบน้ำ...ตอนถูกปลุกให้ตื่นมันช่างทรมานในความรู้สึกจริงๆ นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า Jetlag พวกเราก็ลากสังขารพากันออกไปข้างนอกอีกครั้ง ในเวลานั้นคือ 1 ทุ่ม แต่ฉันออกเดินด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังละเมอออกมาเดินตอนตีหนึ่ง... เรากางแผนที่ และตัดสินว่า อยากเห็น London Eye เพื่อเก็บภาพตอนกลางคืน ฉันพาเพื่อนเดินวนไป วนมา เลียบแม่น้ำเทมส์ ไปเรื่อยๆ....หลงทาง และ งง สุดท้ายแล้ว...พวกเราก็ไปไม่ถึง “ขอโทษนะเพื่อนที่พาหลง”



น้องเบี้ยวนัดที่บอกว่าจะพาไปกินข้าวเย็น และกินไวน์

ทำให้พวกเราต้องหาที่กินกันเอง เดินฝ่าลมหนาว ความมืด และความเงียบ ไปแถวไหนไม่รู้ London Eye โผล่วับๆ แวมๆ อยู่ไกลๆ ในเวิ้งฟ้า แต่ฉันก็พาเพื่อนไปไม่ถึง..จบลงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ใกล้ๆ สถานีรถไฟ Waterloo ร้านอาหารอิตาเลี่ยน -_-‘ เหมือนเมื่อตอนกลางวัน....บรรยากาศในร้านดูอบอุ่น แต่โต๊ะที่เรานั่งติดกำแพง ดูเหมือนว่าลมมันจะผ่านเข้ามาได้ เมื่อนั่งอยู่ภายในร้านทำให้ยังรู้สึกหนาว...



มื้อนี้ฉันขอสั่งอย่างที่อยากจะกินนั่นคือ Lamb Steak

ฉันเลือกสั่งอาหารเมื่อเปรียบเทียบราคากับบ้านเรา การจะกิน Lamb Steak นั้น จานนึงที่บ้านเราก็ราวๆ นี้ ไม่ต่ำกว่า 400-500 ที่ร้านนี่ จานนี้ 9 ปอนด์ ฉันได้ Lamb ตั้ง 3 ชิ้นใหญ่ ๆ ทำให้ไม่รู้สึกว่า แพงเลย...
นอกจากนั้น ในราคา 9 ปอนด์ ฉันยังได้ สลัดด้วย ข้อแนะนำสำหรับการสั่งอาหาร หากนั่งในร้านอาหาร ควรเลือกสั่งแบบ Set Menu จะทำให้ประหยัดเงินได้ดีกว่า เพื่อนดูเหมือนจะสั่งเหมือนเมื่อกลางวัน ดูน่ากินเหมือนเดิมและจานใหญ่มากๆ


เราทั้งหมดตัดสินใจจบการเดินทางลงหลังจากอาหารมื้อนี้
กลับถึงที่พักราว ๆ ห้าทุ่ม มีเรื่องน่าขำมาเล่าให้ฟัง ฉันปวดท้องอย่างมาก...ก็สงสัยว่า ทำไมมาปวดท้องเข้าห้องน้ำตอนห้าทุ่ม(วะ) มองดูนาฬิกาที่เป็นของเมืองไทย...อ๋อ มันเป็นเวลาตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนเช้าของเรานี่เอง นาฬิกาในร่างกายคนเรานี่ สุดยอดจริงๆ...
พรุ่งนี้ 9 โมงเช้า เราวางแผนกันว่า จะไปจัตุรัส Trafalgar Square และฉันหวังว่า พวกเราคงได้สัมผัสลอนดอน อย่างถึงกึ๋น จริงๆ จังๆ


(จบตอน 3)
==================

โปรดติดตามตอนต่อไป (ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่จะคลอด)




Free TextEditor




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2553   
Last Update : 22 ตุลาคม 2553 8:09:09 น.   
Counter : 7123 Pageviews.  


ยุโรปเมืองในฝัน(2) : ตอน บินไปกับแขก

18 ธ.ค. 2552

เมื่อถึงวันเดินทาง นัดหมายกับเพื่อนเจอกันที่เคาน์เตอร์เช๊คอิน ของสายการบิน ศรีลังกัน แอร์ไลน์
1 UL 889 K 18DEC BKKCMB 1955-5 2150-5
2 UL 505 K 19DEC CMBLHR 0215-6 0845-6


ช้าสุดต้องปรากฏตัวหน้าเคาน์เตอร์ ก่อน 17.55 ด้วยความที่บ้านอยู่แถวสนามบินดอนเมือง
พอเขาย้ายสนามบินไปสุวรรณภูมิ ทำให้ลำบาก ขลุกขลักทุกครั้งที่ต้องเดินทาง...ไปต่างประเทศ


การกำหนดเวลาทำได้ยาก ยิ่งต้องไป check-in ในชั่วโมงเร่งด่วน มีสองอย่างที่ทำได้คือ
ออกจากบ้านเร็วทำให้ไปถึงแต่ไก่โห่ เคาน์เตอร์ยังไม่เปิด
หรือออกจากบ้านในชั่วโมงเร่งด่วนแล้วไปถึงแบบหวุดหวิดเคาน์เตอร์ปิด
และแล้ว ผู้เชี่ยวชาญอย่างเรา...ก็เลือกอย่างหลัง


ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่....ไปถึงพอประมาณยังมีเวลาเหลือ เอากระเป๋าไปห่อพลาสติก
เนื่องจากมีการเลื่อนตั๋ว โค๊ดจองและที่นั่งในการซื้อครั้งแรกต้องยกเลิกไป
ทำให้เราสามคน เหมือนไม่ได้มาด้วยกัน เพราะเช๊คกันคนละที
และที่นั่งก็ แยกกัน สองพี่น้องได้นั่งด้วยกัน
ส่วนฉัน ยืนลุ้นอยู่เกือบ 20 นาที เพราะสายการบินและเอเย่นต์ ขายตั๋วเกิน...
ฉันพยายามบอกเขาว่า ขอนั่งกับเพื่อนแต่ก็ไม่สำเร็จ
มีการพูดปลอบใจว่า ฉันน่ะได้ที่นั่งดีกว่าเพื่อนอีกนะ
เพราะปกติ ที่นั่งแบบนี้ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เขาเรียกว่า Super Economy ระยะห่างระหว่างเบาะหน้าและเบาะเราจะมากกว่า เหยียดขาได้เยอะกว่า..

เอาว่ะ เอาไงก็เอา คนเต็มเครื่องขนาดนั้น นั่งตรงไหนก็นั่งเหอะ..
ในที่สุดก็ได้เลขที่นั่ง มีเวลาเหลือนิดหน่อย พอให้เดินดูของ หาไรกิน และเดินเรื่อยเฉื่อย ไปที่เกทได้..

===============

ขออภัย ไม่มีรูปประกอบ สนามบิน...
เพราะว่า มัวแต่ เก้ๆ กังๆ ทำโน่นทำนี่ วุ่นๆ
เลยไม่มีอารมณ์หยิบกล้องมาถ่าย..


---------------------------------------

ขึ้นเครื่อง
....แขกกับจีน...


เขาบอกว่า เจองูกับเจอแขกให้ตีแขกก่อนตีงู
แล้วถ้าแขกกับจีนล่ะ ตีอย่างไหนก่อนดี?

ไม่ได้คิดจะแบ่งแยกเชื้อชาติ แต่มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง
เกิดมาไม่ได้เคยพบไม่เคยเห็น
บังเอิญว่า ขึ้นเครื่องทีไร มักจะไปแบบช่วงคนว่างๆ ไม่แน่น
และส่วนมากก็การบินไทย เคยไปสายการบิน China Eastern Airline เป็นของจีนก็จริง แต่ก็ไม่เจออะไร..
แต่ไฟท์นี้ ไม่ไหวจะเคลียร์
เรื่องมีอยู่ว่า....

ลำที่นั่งไปนั้น เป็นไฟท์จากกรุงเทพฯ – โคลัมโบ เพื่อเปลี่ยนเครื่องไปลอนดอน
ผู้โดยแน่นเอี๊ยดเต็มลำ มีหลักๆ 2 ชาติ
คือ แขก (คนศรีลังกา) กับ จีน (สันนิษฐานว่า เป็นกรุ๊ปทัวร์)
ทั้งสองชาติ รวมแล้วเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์
ที่เหลือก็ ฝรั่ง มีคนไทยน้อยมาก
(ไม่แน่ใจว่ามีแต่ฉันกับเพื่อนอีกสองคนหรือเปล่า)

ผู้โดยสานชาติอื่นๆ ก็สงบเรียบร้อยดี ยกเว้น...แขกกับจีน
แอร์ สจ๊วตทำงานหนัก ก่อนเครื่องขึ้นก็วุ่นวายกับการจับแขกจับจีนลงที่นั่ง
ฉันถูกผู้โดยสารชาวจีนคนนึง ขอร้องให้เปลี่ยนที่กับแฟนเขา เพื่อเขาจะได้นั่งด้วยกัน..
แต่ฉันจำต้องต้องปฏิเสธ เพราะว่า ที่นั่งนั้น ใกล้ห้องน้ำ ไปหน่อย...เสียใจด้วยเน้อ ช่วยไม่ได้

ก่อนเครื่องขึ้น ทั้งแขกทั้งจีน ไม่นั่งติดที่ ยังคงเดินไปมา
ยืนข้ามหัวผู้โดยสารคนอื่นๆ ตะโกนคุยกัน วุ่นวายมากๆ
แต่ทุกอย่างก็เงียบลง เมื่อกับตันประกาศให้นั่งที่....

เมื่อเครื่องขึ้นไปได้ซักพัก....สัญญาณปลดเข็มขัด ยังไม่ทันดับสนิท
ทั้งแขกทั้งจีนก็ลุกขึ้นจากที่และเดินมาจับกลุ่ม เมาท์กัน เหมือนก่อนเวลาเครื่องออก...
พนักงานต้องประกาศไล่ให้กลับไปนั่งที่เพราะจะได้เสริฟอาหาร..
กินข้าวเสร็จ ทั้งแขกทั้งจีน ก็ลุกมาจับกลุ่มเมาท์กันตามเดิม...

Grrrrrr น่ารำคาญมากๆ
ไม่สนใจเลยว่า สัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดจะดังกี่รอบ..
ก็ยังยืนอยู่ที่เดิม....ตกลงพวกคุณๆ ตีตั๋วยืนใช่ไหมเนี่ย....

ดังนั้นถ้าคำถามว่า แขกกับจีน ตีใครก่อนดี..
จากประสบการณ์เรื่องนี้...พบว่า....
เมื่อกัปตันประกาศให้นั่งที่และรัดเข็มขัด...
คนจีนจะหยุดฟัง และเดินกลับไปนั่งที่...
แต่...กับแขก ไม่สน กรูจะคุยยยยยยย >


======================

มาดูภาพอาหารดีกว่า....จะว่าไป ถ้าไม่นับคนเยอะ (แขกกับจีน) สายการบินนี้ก็ดีเลยล่ะ...
ราคาที่ถือว่าถูกกว่าสายการบินอื่น เครื่องบินอาจจะไม่ใหม่
แต่ยังไงก็ใช้ได้ ไม่มีกลิ่นแขกๆ อย่างที่กังวล
อาหารก็อร่อย...
หรืออาจจะเพราะฉัน กินง่าย และบอกตัวเองว่า
กินๆ ไปเหอะ จ่ายค่าตั๋วมาตั้งแพง (อะไรทำนองนั้น)




---------------------------------------

เครื่องอำนวยความสะดวกก็ครบ มีหนัง มีเพลง มีเกมให้เล่น ตลอดทาง เป็น Entertainment flight

มีกล้องถ่ายทอดเวลาเครื่องขึ้น เครื่องลง ให้ดุด้วย
ไฟนำทางบนรันเวย์ตอนกลางคืนสวยมาก...

เขาเรียกไรน๊า...Air Show ใช่ป่ะอ่ะ? จำไม่ได้






---------------------------------------

3 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินโคลัมโบ

ต้องลงเพื่อเปลี่ยนเครื่อง
ภาวนา ขออย่าให้แขกกับจีนลำนี้ ไปกับเราจนถึงลอนดอนเลย เพี้ยง....

พวกเราต้องรอต่อเครื่องตั้ง 5 ชั่วโมง
สนามบินโคลัมโบ เล็กนิดเดียว
สงสารเพื่อน นั่งๆ นอนๆ ทรมานกันไป กว่าจะได้ขึ้นเครื่อง
แต่ยังดีที่ร้านกาแฟ พอนั่งได้.....
ให้นั่งเมาท์ รอเครื่องออก...





---------------------------------------

หลังจากได้เวลาขึ้นเครื่อง พวกเราก็รีบเดินไป Check in แต่ทว่า....
พระเจ้า...!!!! ตม. ขาออกที่นี่ ตรวจเข้มมากกกกกก
ดูพาสปอร์ตเราพลิกไป พลิกมา หน้าวีซ่าอังกฤษดูแล้วดูอีก เอามือถู ส่องไฟ ยังกับจะขูดหาหวย..
เพื่อนเราโดนหนักกว่า คือ หยิบแว่นส่องพระมาส่องดูลายน้ำกันเลยทีเดียว..
ทำให้สงสัยว่า เคยมีคนไม่ผ่าน ตม. ที่นี่ เพื่อไปขึ้นเครื่องไปอังกฤษ ไหมนะ????

ตรวจซะจนนึกว่า เราถึงลอนดอนแล้วเสียอีก....
และแล้วทุกอย่างก็ผ่านมาได้ด้วยดี...
เครื่องจาก โคลัมโบ ลอนดอน ผิดคาด...
คนจีนที่มาด้วยกันจากเมืองไทย หายไปแล้ว...วะฮู้....
เครื่องก็โล่ง.....แขกก็น้อย....
เลือกนั่งได้ตามสบายยยยยยย

ระหว่างรอให้คนขึ้นเครื่องจนครบ
มองออกไปนอกหน้าต่าง....ว๊า ฝนตกอ่ะ...
ไปถึงลอนดอน ฝนจะตกไหมนะ???

คิดเพลินๆ ก็กดชัตเตอร์ ไปด้วย



---------------------------------------

เมื่อผู้โดยสารขึ้นเครื่องจนครบ

ระบบอำนวยความสะดวก ก็เริ่มเปิดให้บริการ
หนังจะยังดูไม่ได้ จนกว่ากัปตันจะนำเครื่องขึ้น
แต่เกมส์ สามารถเล่นได้ตลอดเวลา...



---------------------------------------


ขึ้นไปนั่งไม่เท่าไหร่เขาก็เสริฟอาหาร มื้อแรก...กินให้ท้องแตกไปเลย...


หลับๆ ตื่นๆ ตื่นมากิน แล้วนอนต่อ ไปอีก 10 ชั่วโมง
พอใกล้ถึงก็ปลุกเราขึ้นมากินอีก....ท้องอืดดดดด
เครื่องดื่มระหว่างเดินทางสิบชั่วโมง ก็ไม่อั้น..
น้ำอัดลม ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ อยากจะดริ้งแบบไหน ตามสบายเลย ขอได้ตลอด
แต่ไม่รู้ทำไม เรารู้สึกว่า น้ำเปล่าไม่อร่อย...มีกลิ่นแปลกๆ





---------------------------------------

คุณภาพโดยรวมของสายการบิน ก็โอเคน่า
เมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไปเท่านั้น....

มัวแต่กิน และหลับๆ ตื่นๆ หันมองนอกหน้าต่างอีกที ว๊าว ฟ้าสางแล้ว
แสดงว่าใกล้ถึงแล้วสินะ....มีเกร็ดน้ำแข็งเกราะที่หน้าต่างด้วยล่ะ...





มองลอดหน้าต่างไป ก็เห็นปีกเครื่องนกยักษ์ทำงานอย่างหนัก...




มองลงไปด้านล่าง ...วะว๊าวววววว
นั่นมันภูเขาหิมะนี่....




---------------------------------------

มองลงไปเห็นสนามฟุตบอล
โอ นี่มันของจริงนี่ ไม่ได้ฝันเว้ยเฮ้ย....
ใจเต้นตุ๊บๆ อยากจะกระโดดโลดเต้น
แล้วตะโกนว่า...
ฉันมาถึงแล้ว ยะฮู้.....


(จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ว่าไม่เคยเยือนยุโรปมาก่อน เมื่อปี 2006 มีโอกาสไปมหานครปารีส 10 วัน ในหน้าร้อน
แต่ด้วยความที่ ไม่เคยเจอหิมะ ไม่เคยได้แต่งตัวแบบ Winter จริงๆ จังๆ เลยรู้สึกตื่นเต้นกับทริปนี้อย่างบอกไม่ถูก)




---------------------------------------

ฉันเห็นหิมะแล้วเฟ้ยยยยย ยะฮู้....

ดูๆ แม่น้ำสายนั้นจิ จะเป็นน้ำแข็งไหมนะ...

(กล้องไม่ดี ถ่ายไม่เก่ง เลยมองไม่ออก)




---------------------------------------

ฝันของฉันเป็นจริงแล้วสินะ ลอนดอนอยู่ข้างล่าง เบาะที่ฉันนั่งนี่เอง

ดูสิ...ดูผืนดินที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ช่างงดงามเสียนี่กะไร




---------------------------------------
ข้างล่างนั่น ใช่ ทุ่งนา ไหมนะ?


---------------------------------------

ภาพแปลกตา ปกติ ไม่เคยเดินทางไปไหนๆ ในหน้าหนาว

บ้านเรา ก็คุ้นตากับทุ่งนา หรือป่าเขาที่เขียวขจี..

แต่ที่นี่..มองลงไปมีแต่ทุ่งหิมะ สีขาวโพลน.....




---------------------------------------

เครื่องบินกำลังตีวงเพื่อตั้งลำลงจอด...
ใกล้เข้าไปทุกทีแล้วสินะจ้ะ
ลอนดอน...





---------------------------------------

เมื่อล้อแตะพื้น.....


ฉันตื่นเต้น หัวใจเต้นแรง อยากรู้จังว่า ลอนดอน จะเป็นยังไง...

อาคารหลังแรกของกรุงลอนดอนที่ปรากฏสู่สายตาฉันคือ

อาคารผู้โดยสารของสนามบินที่ได้ชื่อว่า มีการจราจรทางอากาศมากที่สุดในโลก Heathrow Airport




---------------------------------------

ขณะที่ เครื่องบินกำลังเคลื่อนเข้าใกล้อาคารผู้โดยสารหลังนั้น..

เครื่องบินอีกหลายลำ
ก็ทะยอยพาผู้โดยสาร เหินฟ้า มุ่งหน้าออกไปยังที่ต่างๆ บนโลกใบนี้
อยู่ตลอดเวลา...

การผจญภัย เริ่มขึ้นแล้วสินะ






-----------------------

ทั้งหมดโพสต์ไว้ที่ทู้นี้จ้า //www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E8970729/E8970729.html




 

Create Date : 29 มีนาคม 2553   
Last Update : 29 มีนาคม 2553 19:49:37 น.   
Counter : 679 Pageviews.  


ยุโรปเมืองในฝัน(1) : ตอน หาเรื่อง

27 ตุลาคม 2552

เริ่มต้นที่อีเมล์ฉบับนี้.....
SassyKate:

แก ที่แกบอกว่าอยากไปดูไบอ่ะ หมายถึง แกมีแพลนอยากไปเที่ยวไหนซักที่อยู่แล้วใช่ป่ะ?
คือที่ถามเนี่ยฉันก็อยากไป แต่ฉันหาเพื่อนไปไม่ได้
ถ้าแกกำลังมองหาที่เที่ยวสำหรับวันหยุด งั้นเราไปกันไหม หาที่ไปซักที่?
แกคิดว่า แกลาได้เยอะๆ นานๆ ช่วงไหนล่ะ เดือน ธันวาไหม?
ฉันไม่อยากไปจีนแล้ว ฉันเบื่อจีน.... ไปญี่ปุ่นไหม?
หรือว่า ไปลอนดอน? ตอนนี้ค่าเงินถูกลงมามาก
น่าสนนะแก๊....ฉันเคยทำแผนว่าจะไป ค่าใช้จ่ายไม่แพงมากเท่าไหร่นะ
เราก็พักแบบถูกๆ กินแบบถูกๆ ก็โออยู่นะ...
ฉันมีน้องรู้จักกันเรียนที่โน่น จะลองขอพักกับเขาก็ได้ ถ้าเขาไม่กลับมาเมืองไทยช่วงปีใหม่...
แต่มาคิดอีกที ไปภูเก็ตกันไหม ใกล้ๆ เกาะสิมิลัน สุรินทร์ ไรงั้นน่ะ ฮ่าๆ
แกลองคิดมานะ

เออ อ่านดวงที่แกส่งมาแล้ว มันไม่ค่อยดีเลยอ่ะ


(ภาพด้านล่าง)

ห้าชั่วโมงต่อมา....มีเมล์ตอบกลับมา...

เพื่อนผู้น่ารัก:
ฉันแค่อยากไป แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้ที่เที่ยวและไม่รู้ไปยังไง ไม่เคยหา ขี้เกียจ
ก้อยังไม่รู้ว่า อยากไปไหน ลอนดอนก้ออยากไป ญี่ปุ่นไปแล้ว ไม่มีไร เกาหลีก้องั้นๆ
ลอนดอนก้อดี แต่ถ้าไปธันวา จะหนาวมากมั้ยเนี่ย ต้องจองตั๋ว หรือเปล่า
ก้อลาได้ แต่เกิน 2 อาทิตย์คงไม่ดี
ทำแผนมาดิ + ค่าใช้จ่าย ฉันพอจะมีเงินเที่ยว แต่งก 5555
ค่ากินอยู่ไม่ต้องเอาแพงมาก เพราะวันๆ ไม่ได้ อยู่ใน รร.
เอาแบบ เที่ยวคุ้มๆ เพราะคิดว่า ไปครั้งเดียว ไม่ต้องไปอีก
เอาแบบมีที่ถ่ายรูปเยอะๆ ฉันชอบ Arts แล้วก้อ culture

ตกลงที่บอกว่า ไปกะก๊กพี่ๆ ที่ดูไบน่ะ อันนั้นไม่ได้แล้วสิ ??

ปีเกิด แกกะฉันก้อเหมือนๆ กัน... ถ้าเซ็ง ก้อคง เซ็งเหมือนๆกัน เหอเหอ



SassyKate:
แก ที่แกบอกว่า ว่างแค่ 26-29 หมายถึง แกมีนัดแล้ว กับเพื่อน แล้ว แกก็ไม่ว่างอีกเลย
หรือว่า หลังจากไปกับเพื่อนที่นัดไว้แล้ว แล้วแกก็ยังอยากไปอีก งง ว่ะ

เพราะถ้าไปลอนดอน ฉันคงไม่ไป สามวันนะแก....
เสียค่าเครื่องบินไปสอง - สามหมื่น ตดยังไม่ทันหายเหม็นเลย นั่งเครื่องกลับซะแระ..
ไม่รวย ก็งก นะเว้ยยยยยย

บทสนทาเราสองคน จบลงแค่นั้น



-----------------------------------

เราสองคนเพิ่งรู้จักกันไม่นาน
เราสองคนมักจะพูด “คนละเรื่องเดียวกัน” อยู่เสมอ แต่ก็ลงเอยด้วยบทสรุปว่า “เราคิดเหมือนกัน”
เรามีอะไร “บางอย่าง” เหมือนกัน และมีอะไรอีกหลายอย่างไม่เหมือนกัน
เพื่อนผู้น่ารัก เป็นคน ง่ายๆ สบายๆ แต่เรื่องมาก ^_^
ส่วนฉันเรื่องมาก แต่ ง่ายๆ สบายๆ ^_^

แบบนี้ นี่เองที่ทำให้เราสองคนตัดสินใจ “โอเค” ทันที เมื่อชวนกันว่า “ไปยุโรปเถอะ”
และตกลงกันว่า.....
หน้าที่ในการหาข้อมูล ‘ทุกอย่าง’ เป็นของฉัน (เพราะเพื่อนไม่ว่าง)
ส่วนหน้าที่ ‘จ่ายเงิน’ ฉันยกให้เพื่อนผู้น่ารักเพราะมันรวย (แต่งก)

28 ตุลาคม 2552
ฉันส่งแผนการเดินทางที่เคยทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ไปให้เพื่อน...

จุดหมายปลายทาง: สหราชอาณาจักร (United Kingdom)
ระยะเวลา: 18 ธันวาคม 2552 ถึง 4 มกราคม 2553 (รวม 16 วัน)
เป้าหมาย: อยากไปเห็นหิมะและฉลองคริสมาสตร์พร้อมเคาน์ดาวน์กับฝรั่ง...

วิธีการจัดทริป...อย่างมือสมัครเล่น

อันดับแรก... ต้องหาตั๋วเครื่องบินก่อน...
อันดับสอง ศึกษาเส้นทาง
อันดับสองจุดหนึ่ง ศึกษาการเดินทาง..(ยานพาหนะ)
อันดับสาม หาที่พัก



---------------------------------------


อันดับแรก... ต้องหาตั๋วเครื่องบินก่อน...

ที่ต้องหาตั๋วเครื่องบินเป็นสิ่งแรก เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ต้องจ่ายก่อนอะไร ๆ ทั้งหมด
ดังนั้น เมื่อเรารู้งบประมาณของตั๋วเครื่องบิน เราก็จะสามารถกำหนดงบประมาณในส่วนอื่นๆ ได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องมีจุดหมายหลักๆ ก่อน ว่าจะไปลงที่ใด และ กลับจากที่ใด

ฉันพยายามหาตั๋วราคาถูก เพื่อให้ได้ทั้ง เวลาเที่ยวบินและเวลาเปลี่ยนเครื่องที่ดีและเหมาะสม
เช่น ต้องออกตอนเย็นของวันศุกร์กลับมาถึงเช้าของวันทำงานวันแรกหลังวันหยุดยาวของเทศกาลปีใหม่ ซึ่งฉันก็จองจนได้......กับเอเย่นต์ TV Air (พี่ จนท. ใจดีมาก เกือบชั่วโมงกว่าจะหาได้ที่ราคาถูกและถูกใจ)
ตั๋วของ Etihad Airways ว่างอยู่สองที่ ราคา 31500 บาท รวมทุกอย่าง
ออกเดินทางเย็นวันศุกร์ ที่ 18 ธันวา กลับมาถึงเมืองไทยเช้าวันที่ 4 มกราคม
สามารถไปทำงานต่อตอนเช้าได้ (ถ้าไม่ดีเลย์)
ใช้เวลาเปลี่ยนเครื่อง ราวๆ 3 ชั่วโมง
โหยยยยยย ดีมั่กๆ ดีใจ หน้าบาน เดินกลับบ้าน

ฝั่งคุณเพื่อน......เห็นแผนแล้ว ก็เลยไปชวนพี่สาว สรุปว่า ทริปนี้ เราจะไปกัน สามคน
แต่ตั๋วที่จองไว้มีแค่ 2 ที่.....ทำไงดีให้ได้ไปด้วยกัน มาด้วยกัน -_-‘
ทำให้ฉันต้องไปยกเลิกตั๋วที่จองไว้ และหาใหม่....
แต่แล้วก็มารู้ทีหลังว่า.....
ช่วงเวลาที่พวกเราอยากไปนั้น เป็นช่วงที่มีการเดินทางเยอะมาก
ปีใหม่ ใครๆ ก็อยากกลับบ้าน ฝรั่งก็จะไป คนไทยก็จะมา ....
หาตั๋วอยู่สามวัน ไม่มีที่ว่างสำหรับเราสามคน!!!! (ในไฟลท์เดียวกัน)

4 พ.ย. 2552
เมื่อหาตั๋วสำหรับสามคนไม่ได้ ตั๋วที่เคยจองไว้สำหรับสองที่ก็หมดเวลา โดนตัดทิ้ง
จะกลับไปใหม่ก็ไม่ได้ราคาเดิม และมีที่เหลือเพียงที่เดียว
ฉันจึงพาเพื่อนๆ (หลวมตัว) ซื้อผ่านเอเย่นต์ที่ใหญ่ที่สุดและขึ้นชื่อว่าถูกที่สุดบนอินเตอร์เน็ต คือ
//www.expedia.com ในที่สุดการ การช็อปปิ้งบัตรโดยสารของพวกเราจบลงอย่างรวดเร็วด้วยบริการรูดปื๊ดๆ

ตั๋วสามใบ สารการบินผู้โชคดี ที่ได้เงินพวกเราคือ SriLankan Airlines //www.srilankan.aero
BKK-CMB-LHR
LHR-CMB-BKK

ใบละ...ราคา 781 USD เดินทางวันที่ 18 ธันวา เครื่องออก 3 ทุ่ม กลับวันที่ 3 ม.ค. เวลา 10 โมงเช้า...
ณ วันที่ได้ตั๋วมา เป้าหมาย “ของพวกเรา” ยังคงเป็น “สหราชอาณาจักร”
ปล. ซื้อตั๋วแล้ว แต่ยังไม่ขอวีซ่า มั่นใจในศักยภาพของตัวเองขนาด ^_^





---------------------------------------


5 พ.ย. 2552

อันดับที่สอง ศึกษาเส้นทาง


เพื่อจะได้รู้ว่า จุดหมายปลายทางจะเป็นที่ไหน ไปมาอย่างไร ไม่ให้ วกไปวนมา
เราต้องเลือกเดินทางลักษณะไปข้างหน้า (อย่าถอย) แล้วจึงวกกลับลงมาในภายหลัง
พูดง่ายๆ คือ หากต้องการไปหลายเมือง
ให้เลือกเมืองที่สามารถเดินทางต่อกันเป็นเส้นเดียวหรือวงกลม ไม่ใช่เป็นใยแมงมุม

อย่างเช่นแผนในรูปด้านล่าง
อันดับที่สองจุดหนึ่ง ศึกษาการเดินทาง...(ข้อนี้อยู่ในขั้นตอนของอันดับที่สอง งงไหมจ้ะ อิอิ)
ในระหว่างศึกษาเส้นทางก็ต้องศึกษาการเดินทางด้วยว่า แต่ละจุดหมายปลายทางนั้น
มียานพาหนะอะไรที่จะพาเราไปได้โดยสะดวก ปลอดภัย และที่สำคัญ ราคาถูก....
เพราะเมื่อเรารู้ว่า เราจะเดินทางด้วยรถ เรือ รถไฟ เรือบิน มันจะทำให้เราวางแผนได้ง่ายขึ้น
เนื่องจากรู้เวลาตารางการเดินรถ หรือตารางเวลาบิน....

การค้นหาข้อมูลการเดินทางในอังกฤษง่ายมาก เพราะเป็นภาษาอังกฤษ
และมีบริการเดินรถอยู่ไม่มากนัก เท่าที่ค้นหาจาก Google เจอ ก็ได้มาแบบนี้






---------------------------------------


อันดับสองจุดหนึ่ง ..(ยานพาหนะ)

รถโค๊ช รถบัส (มันต่างกันยังไงอ่ะ?)
1) //www.magabus.co.uk

Megabus เป็นรถบัสที่บัตรโดยสารราคาถูกมากๆ บางทีเจอราคาแบบ 1 ปอนด์ เลยทีเดียว
หรือถ้าไม่ถูกมาก อย่างน้อยก็ลดราวๆ 50%
ไป Oxford ไป Cambridge ใช้รถบริษัทนี้ได้ ราคา 1.5 ปอนด์เอง มีเที่ยวเยอะมากๆ

2) //www.nationalexpress.com/coach/index.cfm จะมีราคา fun fair ถ้าเจอก็ซื้อเลยเหอะ อย่าคิดมาก
เพราะมันจะมีราคานั้นแค่ ชั่วพริบตา ในเวลาที่เราเห็น และ 30 นาทีมันจะหายไป...
เราเคยได้ตั๋วราคา 3 ปอนด์ จาก ราคาเต็ม 17 ปอนด์
ไม่เชื่อลองดู







---------------------------------------


อันดับสองจุดหนึ่ง ..(ยานพาหนะ) ต่อ

รถไฟ

1) //www.nationalexpress.com/trainslanding.aspxบางเมืองการเดินทางด้วยรถไฟจะถูกและสะดวกกว่า ดังนั้น ก็ต้องหาหลายๆ แบบควบคู่กันไป
ฉันใช้ของ National express แบบเดียวกับรถโค๊ช เพราะคิดว่าหาได้ถูกสุด
มีราคาถูกให้ลุ้นระทึก คล้ายๆ Fun Fair ด้วยละ


2) //www.nationalrail.co.uk/times_fares/ก็มีให้เลือกหลากหลาย แต่ฉันว่าแพง...อ่ะ


3) //www.britrail.com/
บังเอิญว่าไม่ได้ใช้บริการแบบ ตั๋วเหมาจ่าย จึงไม่รู้ว่า อันนี้คืออันเดียวกับ Eurial Pass ไหมนะ



ข้อเสียของการการซื้อตั๋วแบบเหมาจ่ายคือ แพง >_< แต่ข้อดีคือ อยากไปเมื่อไหร่ก็ไป

ข้อดีของการซื้อตั๋วแบบเป็นเที่ยวๆ ล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ คือ ถูก  ข้อเสียคือ ห้ามสาย
เพราะถ้าสายหมายถึง ตกรถและต้องซื้อตั๋วใบใหม่ ซึ่งส่วนมากจะแพงกว่าตอนที่ซื้อครั้งแรก(หลายเท่า)

ระบบขนส่งในอังกฤษหรือยุโรป
จะคล้ายๆ กัน คือ ถ้าซื้อล่วงหน้า จะได้ราคาถูก
ส่วนเรื่องคุณภาพของรถ เชื่อได้ว่าประเทศใหญ่ๆ แบบนี้
คงไม่ถึงกับแย่เหมือนรถบัสแดง บ้านเราหรอกม้างงงง

ดังนั้นก็จง...วางแผนเส้นทางดีๆ แล้วซื้อล่วงหน้าแบบเป็นเที่ยวๆ กันเถอะ (เชื่อหนูเต๊อะ)






---------------------------------------


อันดับสองจุดหนึ่ง ..(ยานพาหนะ)เครื่องบิน...

ทุกเส้นทาง อยากไปแบบถูกๆ ก็ไปที่นี่เลย //www.bmibaby.com

เป็นเว็บไซต์สายการบินราคาถูก เจ้าเดียวกันกับ bmi airlines
อยากไปไหนก็ลองใส่ข้อมูลลงไป เพื่อเช๊คว่า เขามีบินไหม ถ้าไม่มี เขาก็จะลิงค์ไปหาสายการบินราคาถูกอื่นๆ ที่มีมาแสดง...เราก็เลือกดูกันได้เลย สะดวกดี





---------------------------------------


ทางเลือกแรกหรือทางเลือกสุดท้าย อีกทางเลือกหนึ่งคือ เช่ารถขับ...

ตอนแรกเราพูดกันว่า จะเช่ารถขับแล้วขึ้นเหนือล่องใต้ ไปทั่ว
เพราะค่ารถเช่าและน้ำมันหารออกมาแล้ว ถูกมาก
แต่พอค้นข้อมูลไปเรื่อยๆ ก็พบว่า ฤดูหนาว หากไม่ใช่เจ้าถิ่นก็ไม่ควรเช่ารถขับเพื่อท่องเที่ยว
เพราะ 1. มืดเร็ว 2. ไม่คุ้นทาง หิมะเยอะ ถนนลื่น อันตราย
3. อันนี้เหตุผลเฉพาะส่วนบุคคล LOL

เนื่องจากในกลุ่มเรา มีเพื่อนผู้น่ารักคนเดียวที่ขับรถเป็น
ครั้นจะให้เพื่อนทั้งขับ ทั้งเดินเที่ยว นั่นก็คงทรมานสังขารเพื่อนเกินไป...
อย่าเลยยยยย
บริษัทรถเช่าก็มีมากมายหลากหลาย ลอง google.com เลยเน้อ เหอๆๆ
(ส่วนวิธีการเดินทางในยุโรป จะพูดในกระทู้ของยุโรป ตามแต่ละประเทศ)




---------------------------------------


อันดับสาม หาที่พัก

เรื่องที่พักนั้น ขึ้นอยู่กับสตางค์และรสนิยม
ผู้ที่รายได้มาก รสนิยมดี ก็นอนโรงแรมดีไปเลย อย่าได้แคร์เงินในกระเป๋า
(ส่วนนี้ไม่มีข้อมล เพราะไม่เคยคิด ไม่ใช่ไม่เคยคิด แต่คิดแล้วทำไม่ได้ อิอิ)

ผู้ที่รายได้ปานกลาง ชอบส่วนตัวแนะนำโรงแรมระดับ สองสามดาวก็ได้
ในราคานี้ ที่ลอนดอน แนะนำ //www.travellodge.co.uk
เพื่อนที่ไปด้วยกันเขาไปพักมาแล้ว สะอาด ส่วนตัว ห้องน้ำก็ไม่ส่วนรวม

ผู้ที่รายได้น้อย รสนิยมดี แต่ไม่มีจริงๆ นะเงินเนี่ย แถมไปคนเดียวเปล่าเปลี่ยวเอกาอีกตะหาก..ก็นี่เลย
Hostel หรือ บ้านพักเยาวชน หรือเกสต์เฮาส์อะไรก็ว่าไป
สถานะคนเงินน้อยอย่างเรา เหมาะสมยิ่งนัก

ซึ่งการหาที่พักแบบโฮสต์เทล ค่อนข้างสะดวก เพราะสามารถหาได้ทั่วโลกในเว็บเดียว One-Stop Service
ข้อเสียของ Hostel คือ ไม่มีความเป็นส่วนตัว
จริงๆ โฮสต์เทลก็มีแบบส่วนตัว แต่ส่วนตัวคิดไปคิดมา ราคามักจะพอๆ กับ โรงแรม สอง-สามดาว
ข้อดีคือ ถ้าไปคนเดียว สบาย...ถูก ลุยโลด...

ข้อสังเกตเพื่อเปรียบเทียบระหว่าง Hostel และ โรงแรม
ถ้าเทียบในราคาเท่ากัน ต่อคน Hostel มักจะอยู่ใน Location ที่ดีกว่า สะดวกกว่า โรงแรม
เพราะโรงแรมที่ Location ดีๆ มักจะแพง....

จริงๆ แล้ว หากมีเวลา แนะนำให้นั่งเลือกและค้นหาอย่างละเอียด
เลือกที่ Location ดีๆ ซึ่งบางครั้งก็ไม่แพง แต่ต้องอ่านเงื่อนไขว่า เขามีอะไรบ้าง

ในเว็บที่ใช้จองโฮสต์เทล มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
//www.hostels.com
//www.hostelsweb.com/
//www.hostelworld.com
//www.yha.org.uk
//www.hostels.net
//www.hihostels.com/

การจองผ่านเว็บ Hostel ราคาจะเท่ากัน แต่ต่างกันค่าบริการของแต่ละเว็บ
ราคาของห้องพักจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจองล่วงหน้านานเท่าไหร่
จองแต่เนิ่นจะถูกมาก จองใกล้ๆ จะแพงแบบน่ากลัว...
Hostel ในเครือ Youth hostel จะแพงกว่าคนอื่นๆ แต่ ระบบการบริหารจัดการค่อนข้างดี

เว็บพวกนี้จะแสดงด้วยว่า ใน 1 ห้อง เหลือจำนวนเตียงเท่าใด
ก็ต้องแข่งกับเวลากันหน่อย..ยิ่งหน้าร้อนหรือช่วงเทศกาล ฝรั่งออกเที่ยวเยอะ ก็จะเต็มเร็วเป็นพิเศษ

ค่าธรรมเนียมในการจอง service charge (คิดต่อ 1 การจอง) ซึ่งในการจองแต่ละครั้ง เราจะต้องจ่ายมัดจำ 10 เปอร์เซ็นต์ ล่วงหน้าด้วย
หากจะยกเลิก ต้องยกเลิกก่อนวันเข้าพักไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง (ส่วนที่จ่ายไปแล้วไม่ได้คืน)
หากไม่แจ้งยกเลิก ทาง Hostel จะทำการหักเงินผ่านบัตรเครดิตที่จองไป จำนวน 1 คืน

ที่ผ่านมา สมัครเป็นสมาชิกของ //www.hostels.com ทำให้ไม่มีค่า service charge
ก็ประหยัดไปได้หลายอยู่นะ เพราะไปเกือบ 10 ที่.....

ข้อคำแนะนำ:
ถ้าเดินทางสองคนบางครั้งการนอนโรงแรมหรือหาอพาร์ทเม้นที่แบ่งห้องให้เช่าก็จะทำให้ได้ราคาถูกกว่าการไปพัก Hostel
Review เป็นสิ่งสำคัญ ต้องดูให้ดี บางเว็บไม่มี Review รีวิว ต้องหาอ่านก่อนจะจอง
รีวิวอ่านที่นี่ //www.hostelz.com/
Location ส่วนมากก็อยู่กลางเมืองแหละ แต่บางที่ก็ไกลหน่อย Review โดยมากก็จะบอกไว้
Google map ก็ได้ สะดวกไปหมด สมัยนี้

เมื่อเลือกที่ถูกใจได้แล้ว จ่ายค่ามัดจำจะได้รับ Confirm code
และใกล้ๆ วัน ให้อีเมล์ติดต่อไปยืนยันกับ hostel พร้อมบอกว่าเราจะไปถึงกี่มง มีคนอยู่รอเช๊คอินไหม เพราะบางครั้งอาจจะไปถึงดึก receptions ไม่ 24 ชั่วโมง หรืออาจจะมีการรับจองซ้ำ ทำให้ลำบาก ถ้าไปเช๊คอินช้า อาจจะต้องคอยนานเพื่อหาห้อง





---------------------------------------



6 พ.ย. 2552


เพื่อนผู้น่ารักและฉัน กอดรัดฟัดเหวี่ยง ถกเถียง กันจนทริปนี้เกือบจะล่ม....เพราะ
ฉันหาข้อมูลเยอะเกินไปแต่เพื่อนผู้น่ารักไม่มีเวลาหาข้อมูลเลย

ยิ่งหา ฉันยิ่งพบว่า มันมีหลายช่อง หลายทาง หลายวิธี
ที่จะไปได้หลายๆ ที่ หลายๆ ประเทศ ในราคาย่อมเยา
ส่วนเพื่อนผู้น่ารักก็ยืนยันอยากเห็นประเทศเดียว เนื้อๆ เน้นๆ

สุดท้าย เราสองคน ตกลง “แยกทางกันเดิน”
แต่ทำไงดี ซื้อตั๋วแล้ว???
งั้นเอางี้.....วันที่ 19-21 พวกเราเที่ยวลอนดอนด้วยกัน
วันที่ 22 เป็นต้นไป แยกทางกัน
ฉันไปยุโรปแผ่นดินใหญ่เพื่อ ฉลองคริสมาสตร์ที่ Munich และ Countdown ที Prague
ส่วนเพื่อนออกเดินทางบนผืนดินสหราชอาณาจักรดังตั้งใจ
กลับมาเจอกันหลังปีใหม่ คือวันที่ 2
วันที่ 3 ขึ้นเครื่องกลับ ซึ่ง ไปๆ มาๆ ....ฉันเลื่อนวันกลับเป็นวันที่ 4

การขอเลื่อนตั๋ว
วันที่โทรไปขอเลื่อนตั๋ว จนท. ตกใจ นึกว่า เราโทรมาจาก Atlanta USA
เพราะ Code จอง มาจากที่นั่น (Expedia.com >_< นั่นเอง)
ต๊ายยยยยย เสียงร้องแบบ เสียดาย ของ จนท. ดังขึ้นอีกรอบ เมื่อรู้ว่า
พวกฉันอยู่เมืองไทย.....

“คุณน้องคะ คราวหน้าโทรมาซื้อที่สำนักงานเลยนะคะ จัดการอะไรๆ ได้ง่ายกว่า”

(ที่สำคัญ ถูกกว่า ใบละพันนิดๆ ด้วยล่ะ) -__-‘
สายการบินนี้ มีโปรโมชั่นคือ ถ้า Departure คือ BKK
ตราบใดที่ท่านยังไม่ออกเดินทางหรือลอยออกจากน่านฟ้า BKK
ท่านสามารถเปลี่ยนวันที่การเดินทางทั้งขาไป ขากลับ ได้ตลอด ตามสะดวกและสนุก
ยกเว้นห้ามเปลี่ยน Destination และถ้าเครื่องขึ้นแล้ว ต้องเสียค่าเปลี่ยน....

เสียดายจัง คราวหลังซื้อกับออฟฟิศสายการบินโดยตรงเลยดีกว่าเรา.....อย่าผ่านเอเยนต์อีกเลย
==================================



---------------------------------------


ศุกร์ที่ 13 พ.ย. 2552

วีซ่าอังกฤษ

หลังจากตกลงปลงใจ ลงเอยกันว่า เรารวมเพื่อแยก และแยกเพื่อกลับมารวม นั้น
ต่างคนก็ต่าง หาข้อมูล ที่พัก การเดินทาง และ ขอวีซ่า
เรานัดกันว่าจะไปยื่นวีซ่าราวๆ วันที่ 11 เพราะเพื่อนลางานได้
แต่ไม่ทันไร เมื่อเจ้านายรู้ว่าจะขอลายาวๆ งานการก็โหม ประเดประดัง ถั่งโถมเข้ามา
9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม ทำงานหน้าดำคร่ำเครียด
หลังสามทุ่ม ถึงก่อนเที่ยงคืน (รถไฟฟ้าหมด) ต้องนั่งหาข้อมูล เรื่องการเดินทางและที่พัก...
เพื่อจะได้มีข้อมูลไปโชว์สถานทูตว่า ฉันไปดีนะ มีจุดหมายปลายทาง
ไม่ได้จะไปเป็น โรบินฮู๊ด.....
ฉันอาจจะหน้าตาดี แต่ก็ไม่ได้หมายความสถานะทางการเงินจะดี (ฮา)
ดังนั้นก็ต้อง “พร้อม” กันหน่อย จึงต้องยอมผิดนัดเพื่อนและเลื่อนวันยื่นออกไป
เป็นวันศุกร์ที่ 13 เวลา บ่ายสองโมง 45 นาที (เกือบคนสุดท้ายมั้งถ้าจำไม่ผิด)

เคยเขียนรีวิวเรื่องการเตรียมตัวยื่นวีซ่าอังกฤษไว้ใน Blog เมื่อปีที่แล้ว (มั้ง)
ลองเข้าไปดูความพยายามของข้าพเจ้าได้....(คล้ายๆ กับที่เขียนมาข้างต้น)
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=sassykate&date=15-03-2008&group=4&gblog=4

แต่ปีนี้การยื่นวีซ่าอังกฤษ เปลี่ยนเป็นแบบ นัดหมายล่วงหน้าและออนไลน์
ก็เพราะต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อม นี่แหละ จึงต้อง เหนื่อย โทรม กลับบ้านทุกวัน
หัวถึงหมอนก็หลับ เช้าก็ตื่นมาทำงาน ทำแบบนี้อยู่ 7 วันเต็มๆ เหมือนหุ่นยนต์ (แต่สวย) ^_^

เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้วก็ไปกรอกใบสมัครออนไลน์และทำการจองเวลายื่นวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ ที่ //www.vfs-uk-th.com/ ทำออนไลน์ไปก่อนล่วงหน้าจะทำให้สะดวกรวดเร็วไม่ต้องรอคิวนาน...
และก็ไม่ต้องไปเร็วก่อนเวลานัดเกิน 10 นาทีนะ (เพราะเขา ไม่ให้เข้า...)
เห็นป่ะ กำหนดเวลาเป๊ะๆ ได้เลย แหมดีจริงๆ

วีซ่าอังกฤษและเชงเก้นมีการเปลี่ยนรูปแบบวิธีการยื่นอยู่บ่อยๆ
ดังนั้น ให้เช๊คจากเว็บไซต์ จะดีที่สุด
วีซ่าอังกฤษบอกว่า ใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 7 วันทำการ
เราก็ทำใจไปแล้วว่า 7 วัน ต้องได้วันที่ 22 แน่ๆ เลย...
ปรากฏว่า วันที่ 18 ก็ให้เข้าไปรับเล่มได้แล้ว สรุปรวม 3 วันทำการวันรุ่งขึ้นก็รับเล่มได้...



---------------------------------------


26 พ.ย. 2552

วีซ่าเชงเก้น


หลังจากตั้ดสินใจแยกทางจากเพื่อนที่ลอนดอน
ฉันต้องขอ 2 วีซ่า คือ อังกฤษ และกลุ่มเชงเก้น ซึ่งพอได้วีซ่าอังกฤษ ก็รีบโทรจองวันยื่นเชงเก้นทันที
ต้องไปขอเชงเก้นที่สถานทูตเยอรมัน เพราะเป็นประเทศที่พำนักอยู่นานที่สุดในบรรดาประเทศที่ไป..
ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ทำใจให้สบาย อย่าเกร็ง อย่าเครียดและอย่าประหม่า
คางเชิดหน้ายิ้ม มั่นใจเข้าไว้ ประมาณว่า ฉันสวย ฉันรวย ฉันหยิ่ง (ฮา)
เพราะกิตติศัพท์ของ จนท. สถานทูตเยอรมันนั้น เขา “สุภาพ” มากเสียที่ไหน...

ฉันขอนัดคิวที่ 2 คือช่วงเวลาราวๆ 8.00 น.
เพราะ ยังเช้าอยู่ คนยังน้อยจนท.ก็ยังไม่อารมณ์เสียจากผู้ยื่นคนอื่นๆ

8.00 น. เป๊ะ ฉันยืนตรงทางเข้าสถานทูต
“ตายหะ”....ใบนัดที่มีโค๊ดการจองไม่ได้เอามาอ่ะ...ทำไงดี.... >_<

เก้ๆ กังๆ ก้าวเข้าไป ใจตุ๊บๆ เอาวะ วัดดวง....
ผ่านประตูที่ต้องฝากของ ฝากสัมภาระ ก็มายืนหน้านิ่ง แต่ใจเต้นตุบๆ ที่เส้นเหลือง
เจ้าหน้าที่ชายชาวไทย พยักพเยิดหน้าเป็นเชิงบอกว่า “เข้ามา”
“ไปถ่ายรูปมาใหม่ รูปใช้ไม่ได้”
ตรูว่าแล้ว.......โดนจนได้...


แต่เอ๊ะ เอกสารฉันยังอยู่ในซองนี่...แล้วมาไล่ตรูทำไมฟระ...อ๋อ....
เขาบอกผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่หลังฉัน
เพราะพี่คนนั้น เขาถือใบสมัครที่มีรูปใบใหญ่ ขนาด 2 นิ้ว พื้นหลังสีฟ้าแปร๋น...เห็นเด่นแต่ไกล
เจ้าหน้าที่ชายท่านนั้นเลยพูดเสียงดุ โดยที่ยังไม่มีใครได้อ้าปากพูดอะไร
โหดมั่กๆ >_<

แล้วไม่ได้เอาโค๊ดจองมา อย่างฉันจะโดนขนาดไหนวะเนี่ย....

แต่ผิดคาด....
เขาไม่ว่าอะไร แค่ถามชื่อ กับ นามสกุล และหมายเลขพาสปอร์ต
ขอตรวจเอกสาร แล้วก็ปล่อยผ่านเข้าไป...เฮ้อ...ก็ไม่ได้ดุ เท่าไหร่นี่นา....

มาถึงจุดสัมภาษณ์
พอเข้าไปตามหมายเลขช่องที่เขาเรียก ก็อย่าลืมปิดประตูด้วยนะ
จนท. ถามรายละเอียดหลายอย่างและเรียงเอกสารให้เราใหม่

“อย่าเย็บเอกสารไปนะ แค่แยกเป็นชุดๆ แล้วก็คลิปหนีบไปก็พอ
เพราะเขาจะต้องจัดตามลำดับของเขาเอง
ถ้าเราเย็บไปเขาก็จะอารมณ์เสียแล้วไล่เราออกมาเย็บเอง จะเสียเวลากันไปใหญ่...”
(เพื่อนร่วมงานผู้ซึ่งเพิ่งมายื่นเมื่อสองเดือนที่แล้วบอกฉัน พร้อมกับสำทับว่า...โดนดุไม่รู้ด้วย)

ใบจองโรงแรม...
ดูเหมือนเขาไม่ได้ดูจริงจัง แต่ก็มีไปเป็นใบจอง hostel ที่จ่ายค่ามัดจำแล้ว
เพื่อนบางคนบอกว่า เอาแค่ใบจองทางเน็ตที่ไม่ต้องจ่ายค่ามัดจำก็ได้ พอได้วีซ่าแล้วก็ยกเลิกไป
แต่ฉันไม่อยากทำ เพราะว่า การจองโรงแรมก็จะเป็นเงื่อนไขให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ซึ่งจะพ่วงมาที่ เงินในบัญชีต้องมีให้พอชำระค่าโรงแรมพวกนั้น...
ลำบากไปหายืมมาใส่บัญชีอีกถ้าไม่พอ... -_-‘
และเราก็ไม่อยากโกหก ไปพักที่ไหนก็บอกเขาไปตามนั้นแหละเนอะ...

สัมภาษณ์อยู่ ห้า หก นาที ก็ปล่อยให้มาจ่ายตังค์ นัดไปรับเล่มอีก 5 วันข้างหน้า..
ขอไป 14 วัน ให้มา 12 วัน.....
แต่ก็ช่างเถอะ..ไว้ไปอีกก็ขออีก...



หลักง่ายๆ ที่ช่วยให้คลายกังวลเกี่ยวกับ การยื่นวีซ่า..

1. มีงานทำที่แน่นอน อย่างน้อยก็ทำมาระยะเวลาหนึ่ง (ควรมากกว่า 1 ปี เพื่อศิริมงคลและเสริมสร้างความมั่นใจแก่ตัวเอง)
2. มีจุดหมายปลายทางอย่างไรในการไป จะไปทำอะไร พักที่ไหน กินอย่างไร ที่สำคัญ เงินน่ะมีไหม?
3. ตอบทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าโกหกและอย่ากังวลจนเกินเหตุ

ถ้าทำงานดี อยู่มานาน ไม่ต้องไปวิ่งเต้นหาเงินมาใส่บัญชีก็ได้
แต่ก็อย่าให้มันเหือดแห้งจนน่าเกลียด...ถ้ามีน้อยก็แจกแจงให้หมดว่า
มีค่าใช้จ่ายเป็นอะไรบ้างและเท่าไหร่ อาทิ...
ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถ ค่าเรือ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าเข้าชมสถานที่ ค่าช๊อปปิ้ง....จิปาถะ

บอกเขาไปให้หมดว่า....
อะไรจะจ่ายยังไง ส่วนไหนจ่ายก่อนผ่อนที (บัตรเครดิต)
ส่วนไหนจ่ายไปแล้ว และส่วนไหนมัดจำ
ถ้าไม่มีก็บอกไปตรงๆ ว่า อยากแบกเป้เที่ยวแบบประหยัดๆ
ยอมลำบากกินน้ำก๊อกและแซนวิชแห้งๆ มาม่าก็พกไปสองโหล โจ๊กซองอีกเป็นสิบ...ก็ว่าไป.... เขียนบอกเขาไปเหอะ แล้วก็ยัดเอกสารต่างๆ นานาที่ค้นหามา ใส่เข้าไปในแฟ้ม
ฝรั่งเห็นเอกสารใส่แฟ้มหนา 1 นิ้วก็คงยอม...แล้วล่ะ




---------------------------------------


1 ธ.ค. 2552 ถึงวันเดินทาง...

ในที่สุดพวกเราก็ลงเอยกันแบบ กระท่อนกระแท่น ว่า
เพื่อนไป 1 ประเทศ 9 เมือง
ฉันไป 5 ประเทศ 10 เมือง
ต่างคนต่างหาข้อมูลของตัวเอง

และทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของการ "หาเรื่อง" เดินทางในครั้งนี้.....

นับแต่บรรทัดนี้ ฉันเลยจะขอรีวิว ในส่วนที่ฉันได้ไปเห็นมา

18 วัน 5 ประเทศ


London (UK) – Cologne – Bonn – Munich – Garmich – Partenkerchen (Germany) – Salzburg – Veinna (Austria) – Budapest (Hungary) – Prague (Czech) - Berlin

โพสต์ไว้ในห้องบลูแล้วจ้า
//www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E8969582/E8969582.html




 

Create Date : 29 มีนาคม 2553   
Last Update : 29 มีนาคม 2553 18:32:11 น.   
Counter : 743 Pageviews.  


ใครๆ ก็ไปฮ่องกง...ทำไม???

จากกระทู้นี้จ้า ฮ่องกง ๆ ๆ ใคร ๆ ก็ไป ฮ่องกง.....รีวิว หนาวๆ หลังปีใหม่ ค่ะ
//www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E7464230/E7464230.html


หนาวๆ ที่ ฮ่องกง หลังปีใหม่ 7 – 12 ม.ค. รีวิวรวดเดียว ตอนเดียวจบค่ะ

กลับมาได้ซักพัก หัวปั่นอยู่กับงาน พอมีโอกาสได้หายใจหายคอก็เริ่มคิดว่า จะมาทำรีวิวดีมั้ย เพราะตอนก่อนจะไปก็คิดว่า กระทู้เกี่ยวกับฮ่องกงเยอะมาก เป็นประโยชน์จริงๆ หลายท่านก็แบ่งปันรูปสวยๆ ขั้นเทพ หลายท่านก็แบ่งปันภาพช๊อปปิ้งทำน้ำลายหก น้ำลายสอ แล้วมานั่งนึกว่า จะเขียนอะไรจากทริป ตัวเองดี

ก็จบลงตรงที่ เขียนบันทึกการเดินทางนิดหน่อยพร้อมรูป น่าจะเป็นการตอบแทนข้อมูลที่เราเคยได้ และหวังว่าสิ่งที่เราเขียน น่าจะได้เป็นประโยชน์กับคนต่อๆ ไปที่กำลังจะไปครั้งแรกหรือกำลังจะกลับไปครั้งที่ สอง สาม สี่....


ทริปนี้ไม่ ไม่ได้วางแผนไรเลย พอมีเวลาว่างจากงานก็มาค้นที่พันทิพ และโพสถามบ้าง เจอคนใจดี บริจาคบัตร Octopus ให้ตั้งสองใบ และต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณ คุณ i_lllive มากๆ นะคะ ที่อุตส่าห์มาเจอและมอบบัตรทั้งสองใบให้




ถึงวันเดินทางพอเอาเข้าจริงๆ มีเวลาแค่ครึ่งวันที่จะจัดกระเป๋า สุดท้ายก็ตัดใจว่า ดุ่ยๆ ไปแบบมีข้อมูลนิดๆ หน่อยๆ ก็แล้วกัน

ด้วยคิดว่าเคยไปฮ่องกงมาหลายครั้งแล้วก็คงไม่มีไรเปลี่ยนไปมากนักหรอก ก็คงเหมือนเดิมนั่นแหละ ที่มีแต่ร้านค้าให้ช๊อปปิ้ง กับคนเดินเบียดกันไปเบียดมาบนถนน และสัญญาณไฟแดง ไฟเขียว สำหรับคนเดินข้ามถนนดังอยู่ทุกแยกที่มีไฟแดง ไฟเขียว




แต่โอแม่เจ้า นั่นมันหลายปีดีดักมาแล้วนี่นา นับไปนับมานั่นมันเมื่อหกปีที่แล้ว....???

หกปีต่อมา....

AE สร้างเสร็จแล้ว
แต่แนะนำว่า ถ้ามีเวลาหรืองบน้อยก็อย่าไปนั่งเลยค่ะ แพงและเปลืองโดยใช่เหตุ เก็บเงินไปกินไรหร่อยๆ หรือเอาไว้ซื้อรองเท้าบู๊ทถูกๆ ใส่ตามแฟชั่นจะดีกว่า....นั่งรถเมล์สองรอบ ไป-กลับ สนามบิน ยังไม่เท่านั่ง AE เที่ยวเดียวเลย




Disneyland ก็เปิดจนเก่าแล้ว



(แต่เมื่อซื้อตั๋วเข้าไปแล้ว...)จะพบว่า มันเล็กนิดเดียว พอๆ กับ ดรีมเวิลด์บ้านเราหรือป่าวก็ไม่รู้ แต่ก็ให้คิดเสียว่า ถ้าไม่มาที่นี่ ก็ต้องนั่งเครื่องไปที่ ปารีส โตเกียว หรือไม่ก็อเมริกา ต้นกำเนิดโน่น แน่ะ...

ถึงจะเล็กไปหน่อยแต่ก็ยังได้เห็นได้รู้ว่า ดิสนีย์แลนด์ ของตริงเป็นยังไง ไปช่วงเช้าๆ คนยังไม่เยอะ ทัวร์จีนยังไม่ลง แต่ก็จะน่าเบื่อเพราะจะไม่มีไรให้ดูเมื่อตะวันยามบ่ายมาเยือน ดังนั้นควรจะไปบ่ายต้นๆ เดินชมไปเรื่อยๆ และขบวนพาเหรดช่วงสั้นๆ ในเวลาบ่ายสาม และ การแสดงพลุไฟ ตอน หนึ่งทุ่มของทุกวัน น่าสนใจและไม่ควรพลาด...



สาวๆ ที่มาแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง ช่างสวยงาม งามได้ใจจริงๆ งามแบบเจ้าหญิงในเทพนิยายเหรอนะ ไม่รู้ว่าของจริงหรือศัลยกรรม แต่ดูเนียนมากๆๆๆๆๆ



คนไปเที่ยวก็สวย




มีรถไฟขบวนพิเศษ ตกแต่งเป็นสัญลักษณ์ดิสนีย์ไปส่งถึงข้างหน้ากันเลย





ถัดจากดิสนีย์แลนด์ไปหนึ่งสถานีมีกระเช้าให้นั่งกันยาวๆ กว่า 25 นาทีไป Nong Ping 360 อีกด้วย...



แต่ว่า ถ้าใครจะไป ต้องวางให้ดีๆ ไม่โก๊ะและใจร้อนอย่าง เจ้าของ blog ด้วยความที่ไม่ได้วางแผนอะไร เที่ยงก็ไปดิสนีย์แลนด์ พอดูพาเหรดเสร็จ อยากดูพลุ แต่ไม่อยากรอ เลยคิดว่า ออกไป ไหว้พระใหญ่ดีกว่า

แม่เจ้า.....ไปถึงที่ขายตั๋วก็ห้าโมงแล้วอ่ะ คนขายถามว่าซื้อตั๋วกี่รอบคะ (เราก็งง มันมีไปแล้วเดินกลับด้วยรึ)

ตอบไปว่า ไป-กลับ แล้วถามเค้าว่า ปิดกี่โมง เค้าบอก กระเช้าเที่ยวสุดท้าย หกโมง จากที่โน่น เราก็ลังเลนิดนึง แล้วชีก็บอกว่า ไม่เป็นไร คุณยังพอมีเวลา สามสิบนาที

แต่เอาเข้าจริงๆ ขึ้นกระเช้า ห้าโมงสิบห้า ถึงโน่น ห้าโมงสี่สิบ

วิ่งใส่เกียร์สุนัข เพื่อไปถ่ายรูป ร้าน รวง ไม่ได้เงินดั้นฮ่า....เพราะไม่มีเวลาให้ช๊อป วันที่ไป มีฝรั่งกลุ่มนึง น่าจะมาทำงานที่ฮ่องกงหรือเรียนนี่แหละ ไปเที่ยวเดียวกับเรา พากันวิ่ง แปดคูณร้อย ล่วงหน้าไปก่อน ทำเอาเรารีบไปด้วย

กว่าจะไปถึง เล่นเอาหมาหอบ กว่าจะไต่ขึ้นไปถึงข้างบน....แต่อย่างไรเสียก็ไม่ยอมเสียชื่อ เรื่อง ทำสวยหน้ากล้อง ค่า....

ถ้าใครจะไป ก็น่าจะไปตอนเช้านะ แล้วมาดิสนีย์ตอนบ่าย แล้วอยู่จนเค้าจุดพลุ ค่อยนั่งรถกลับไปชีอปปิ้งที่ City Gate หรือ จะช๊อปหลังกลับลงมา กินข้าวเที่ยง ให้เรียบร้อย แล้วไปดิสนีย์แลนด จะดียิ่งๆ ขึ้น




ขากลับลงมาก็มีห้าง City Gate Outlet ให้ช๊อปปิ้งดักฉีกกระเป๋าเราอีกเช่นเคย...

หลายๆ ร้าน ก็ธรรมดา ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ เพราะถ้าเทียบแล้วราคาพอๆ กับบ้านเรา แต่มีร้านนึงน่าสนใจคือ Club 21 และ I.T. Outlet ทั้งสองร้านมีหลายยี่ห้อ แต่ จขกท. กระเป๋าฉีกที่ร้านที่สอง ได้ผ้าพันคอที่เป็นยี่ห้อของ French Connection มาเกือบสิบผืน ต่ำสุดลด 70% สูงสุดลด 90 % ร้านนี่น่าสนสุดแล้ว เพราะยี่ห้อนี้บ้านเราปาไป สามพัน....ต่อผืน (แต่ต้องเลือกให้ดี เลือกได้แล้ว ถามหาของใหม่แกะห่อ แล้วตรวจอีกที ไม่ขาด ไม่ย้วยค่อยจ่ายตังค์นะจ้ะ)


ลองเสื้อไปก็ถ่ายรูปตัวเองไป (ในห้องลองเสื้อ Armani ของ Club 21)




จุดชมวิวริมน้ำย่าน จิมซาจุ่ย แต่เดิมมีแต่ตึกกับแสงไฟ ตอนนี้เขาก็มีแสงไฟเต้นระบำ...และปรับปรุงพื้นที่ใหม่ให้คนได้เดินมากขึ้นและถ่ายรูปสวยๆ มากขึ้น...(แอบเนียน โพสต์รูปคน เผอิญว่า กล้องที่มีเป็นกล้อง ขนาดพกพาธรรมดา ที่ซื้อมาเมื่อสามปีที่แล้ว ...เลยถ่ายแบบคมชัดและซูม night mode ไม่ค่อยได้ ลืมติดขาตั้งกล้องไปด้วย เลยได้แต่อาศัยพื้นแถวนั้น แทน )



มี Star Avenue ให้ไปซึมซับบรรยากาศ ดาราฮ่องกง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงฮอลลีวูด



อีกวัน




มี Hong Kong Museum of Art ไว้ให้ไปดูงานศิลปะ ทั้งสมัยเก่าและสมัยใหม่


เดินออกมานอกอาคาร มีงานศิลปะจัดแสดง

วันเสาร์ - อาทิตย์ จะมีตลาดนัดศิลปะเล็กๆ สร้างบรรยากาศศิลปะร่วมกัน มีพ่อค้าแม่ค้า ที่ทำงานฝีมือ มานั่งทำงานศิลปะโชว์และขายไปพร้อมๆ กัน




และบริเวณเดียวกันที่ลานกลางแจ้งในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะได้สนุก เพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมเรื่องศิลปะและการแสดง

ในภาพ เป็นกิจกรรมของ Tom Lee Music Carnival เค้าจัดเก้าอี้เป็นวงกลม และมีคนที่ทำหน้าที่เป็น Conductor อยู่ตรงกลางหนึ่งคน ทางทีมจะเตรียมเครื่องดนตรีไว้ให้

ส่วนมากเป็นกลองชนิดต่างๆ แล้วให้คนที่เดินผ่านไปมาเข้ามาร่วม ใครก็ได้ ตียังไงก็ได้ ตามที่เค้าจะให้จังหวะ ไม่ต้องมีทักษะ ไม่จำกัดอายุ เพศ...อยากสนุกก็เดินเข้ามานั่งเลย....เพลินมาก นั่งฟังกลางแดดจ้าๆ เพื่อรับไออุ่นให้หายหนาว...

ถ่ายวีดีโอไว้เหมือนกันแต่ยังอัพโหลดไม่เสร็จ




หนาวๆ ก็หาหมวกมาใส่แล้วไปนั่งตากแดดแบบนี้




ย่านม่งก๊ก สุดรัก

โรงแรมแกรนด์ทาวเวอร์ สุดโปรด ที่เคยไปนอนเมื่อหกปีที่แล้ว ตอนนี้ก็เปลี่ยนโฉมไปเป็นห้าง มีหลายแบรนด์และ Outlet มาให้ช๊อปกระจุย ยี่ห้อสุดโปรดคือ H&M ส่วนร้านขายน้ำหอมราคาถูกอันขึ้นชื่ออย่าง Sasa ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดพอๆ กับ 7-11 และตกแต่งดูดีขึ้นเยอะ...




สิ่งที่เริ่มจะหายไปจากย่านม่งก่ก คือ ร้านขายลูกชิ้นปลาและหอยต้มกะน้ำจิ้มเหม็นๆ (อร่อยสุดๆ) มีจำนวนลดลง แต่มีร้านขายของข้างถนน พวกเสื้อผ้า รองเท้าเยอะขึ้น จึงดูน่าเดินและไฮโซได้อีก...



สถานีรถไฟใต้ดิน ก็มีการปรับปรุงและเพิ่มเส้นทาง วันแรกต้องเดิน งง เล็กน้อยสำหรับสถานีใหญ่ๆ เดินอ้อมหน้าอ้อมหลัง วนไปวนมา (หลง)

ชอบที่ Causeway Bay มากที่สุด ทาสีม่วงสวย มีโปสเตอร์หนัง ต้มยำกุ้ง ภาคสอง ของ จา พนม ติดโฆษณาอยู่ด้วย




จาก Causeway Bay เดินชิวรับลมหนาวและแดดอ่อนๆ ตอนก่อนเที่ยง ที่คนยังไม่เยอะ ช๊อปปิ้งไปตามถนน และห้อง Time square จนถึง Wan Chai เก็บภาพบรรยากาศรถราง และรถเมล์ไปเรื่อยๆ ก็ไม่เหนื่อยและยังไม่เหม็นบุหรี่มากนัก เด็กวัยรุ่นที่นี่ยังชอบสูบบุหรี่กันอยู่ ทั้งหญิงและชาย



ย่าน Central เปลี่ยนไปเยอะมาก.....

แต่ก่อน เงียบๆ ไม่ค่อยมีร้านค้า จะมีก็แค่ร้านโชว์ห่วย หรือร้านขายของเล่นในห้างเล็กๆ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไป...กลายเป็นย่านสำคัญและจุดศูนย์กลางของธุรกิจการเงินและการธนาคาร ตึกสวยๆ ที่มองมาจากฝั่งเกาลูน ตั้งอยู่แถวนี้นั่นเอง....ทำบันไดเลื่อนที่ยาวที่สุดในโลก รถรางและทางขึ้น The Peak เพื่อชมวิวก็ถูกพัฒนาให้ดูทันสมัย สะอาด และน่าไปมากขึ้น

ปล. ภาพล่างมุมซ้าย เป็นตึกที่เราพักเองแหละ เด่นตระหง่าน ฮวงจุ้ยดี สมราคามั่กๆๆ




ร้านค้าแบรนด์ใหญ่ๆ ก็มีผุดขึ้นเต็มไปหมด ที่ Pedder Street



ถึงจะแออัดไปด้วยร้านค้า และตึกสูง ผู้คนเดินกันเต็มฟุตบาท แต่ก็ยังพอมีที่ให้หายใจและนั่งพักเพื่อเก็บภาพสวยๆ ได้ด้วยเหมือนกัน

ภาพด้านล่างเป็นภาพ Legislative Council Building/Cenotaph & Statue Squareที่สถานีเซนทรัล ทางออก J1 ไปตอนเช้าๆ บรรยากาศกำลังดี คนไม่เยอะ อยู่ตรงกลางถูกโอบล้อมด้วยตึกๆ สูง



ถ้าจะให้ดี แนะนำให้ไปตอนเช้าๆ หรือ หลีกเลี่ยงวันอาทิตย์ เพราะ ย่านเซนทรัล ส่วนมากเป็นแหล่งทำงานของชาวฟิลิปินส์ที่มารับจ้างทำงานบ้านตามอพาร์ทเม้นต่างๆ เนื่องจากฮ่องกงเป็นแหล่งช๊อปปิ้ง ซึ่งแน่นอนว่า ต้องใช้เงิน ดังในวันหยุดคือวันอาทิตย์ คนเหล่านี้จะไม่มีที่ไป และจะมารวมตัวกันในย่ายนี้ เพื่อพบปะ พูดคุย บ้างก็นั่งกับพื้นเป็นกลุ่มๆ ตั้งแต่เช้ายันเย็น พอดี ถ่ายยภาพมาแต่เผลอลบทิ้ง ถ้านึกภาพไม่ออก ให้นึกภาพเวลาวันหยุดเทศกาลในบ้านเรา แล้วมีประชาชนต้องการเดินทางกลับบ้าน แต่ไม่มีรถ หรือต้องนั่งรอเวลารถออก นั่นแหละ บรรยากาศแบบนั้นเด๊ะๆ เยอะมากๆ เยอะจนน่ากลัวว่า ทำไมฮ่องกง จึงอนุฐาตให้ชาวฟิลิปินส์เข้ามาทำงานได้มากขนาดนี้....

เลยถามคนดูแลที่ตึก ว่า แล้วคนไทยล่ะ มีมั้ย เค้าบอกว่า จะแบ่งเป็นโซนๆ ไป คนไทยมีเหมือนกันที่มารวมกันในวันอาทิตย์ แต่ไม่เยอะเท่าฟิลิปปินส์ ซึ่งส่วนมากจะอยู่แถว Causeway Bay และมีประปรายที่จิมซาจุ่ย....


ย่าน Central ว่าไปแล้ว ถ่ายรูปสวยๆ ได้เยอะเหมือนกัน

เช่นที่หน้าสถานีตำรวจ



ที่หน้า Statue คิคิ




บน The Peak




กลางถนน กับ รถราง ระหว่างทางเดินไปขึ้น The Peak



กลางสวนกับตึกสวยๆ




และ จะสวยมากขึ้นกับดอกไม้และวางกล้องไว้บนถังขยะ (ไปคนเดียว เปลี่ยวเอกา หาคนถ่ายรูปให้ไม่ได้) ตอนถ่ายภาพนี้ หนุ่มๆ ที่ออกกำลังแถวนั้น มองแล้วขำกันใหญ่ อิอิ




ก่อนอกจากบ้านก็ถ่ายไว้ซะหน่อย แล้วไปต่อที่ Hong Kong University ก็มีมุมสวยๆ แดด สวยๆ เห็นคู่แต่งงานคู่นึง มาถ่ายที่นี่ด้วย




หรือมุม Foreign Correspondents' Club/Fringe Clubก็สวย



มีโอกาสได้นั่งรถเมล์ สาย 40M จาก Pedder Street ไป Hong Kong University ชมเมืองไปเรื่อยๆ ก็ได้อะไรแปลกใหม่ดี และจะพบว่า นอกจากตึกสูงๆ แล้ว ถนนหนทางที่ซอกซอนไปบนพื้นที่ภูเขา ก็ออกแบบและสร้างได้เป็นอย่างดี จะสูง จะต่ำ รถเมล์ปรับอากาศสองชั้นก็ไปถึงทุกที่ อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ ปลอดภัย และตรงเวลา



ชีวิตกลางคืน

ถนนช่วงสั้นๆ ผับไม่กี่ร้าน นับแต่ SOHO, Hollywood เรื่อยไปจนถึง Lan Khwai Fong คึกคักไปด้วยชาวต่างชาติ หากหลงเข้าไปอาจนึกว่าเดินอยู่ย่านราตรีในยุโรป เพราะเป็นที่นัดพบปะ ดื่ม กิน หลังเลิกงาน ของ คนทำงานแบงค์ ดังนั้น ตามผับและร้านอาหารแถวนี้จึงมักจะพบลูกค้า ยืนถือขวดเบียร์ พูดคุย ส่งเสียดังกลางถนนเล็กๆ นั่นเลย

ผับส่วนมาก ไม่มีประตูทางเข้าเล็กๆ เหมือนบ้านเรา แต่เป็นร้านแบบทางเข้าเปิดกว้าง เพราะหลายร้านไม่เก็บเงิน ไม่ตรวจบัตร (ดังนั้นไม่ต้องกลัวเรื่องไฟไหม้ ) เดินเข้าไปถ้ามีที่นั่งก็ค่อยสั่ง ถ้าไม่มีก็ซื้อเบียร์ออกมายืนคุยกันด้านนอก

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ เกือบ เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้าชาวต่างชาติ น้อยมากที่จะมีคนฮ่องกงหรือคนจีน นั่งปะปนในร้านอาหารและไนต์คลับ...ซึ่งต่างจากบ้านเรา แม้จะเป็นย่านธุรกิจที่มีชาวต่างชาติทำงานอยู่มากๆ ก็ยังพอเห็นคนไทยปะปนนั่งรวมอยู่ด้วย....

ย่าน SOHO จะดูดีหน่อย เป็นร้านอาหารแพงๆ (รูปที่สองตรงกลางแถวบน ) ไม่ค่อยพบสาวๆ ฟิลิปปินส์ ที่มาหางานพิเศษเท่าไหร่ แต่ถ้า Lan Khwai Fong ก็จะเยอะกว่าหน่อย แต่ถ้าจะให้เยอะต้องไปแถว Wan Chai เห็นเพื่อนๆ ชาวฮ่องกงแซวกัน เรื่อง Wan Chai Girl เหมือนกัน




ฮาเฮกับเพื่อนๆ หนุ่มแบงค์ สาวไฟแนนซ์ หลังเลิกงาน




แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมของฮ่องกง คือ ถ้าไปกินตอนเที่ยง หรือใกล้เที่ยง ยังจะต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีอยู่ทุกวัน....

ภาพที่หนึ่งแถวบนซ้าย เป็นอาหารไต้หวัน เขียนว่า Sticky rice noodle with rib soup ก๋วยเตี๋ยวเส้นข้าวเหนียวและกระดูกอ่อนในน้ำซุบแบบเผ็ด..สั่งด้วยความอยากรู้ว่า เส้นข้าวเหนียวที่ว่ามันเป็นแบบไหน..กินแล้วก็คือ คล้ายๆ เส้นก๋วยจั๊บญวนแต่ด้วยความที่มันใหญ่ หนาและแบน รสอาหารจึงไม่ซึมเข้าไป กินเข้าเหมือนกินแป้งต้มนั่นเอง




อาหารการกินของฮ่องกงก็ยังเหมือนเดิม...

บะหมี่ เกี๊ยวกุ้ง โจ๊ก ก็ยังมีขาย ร้านถูกๆ หาได้แถว Wan Chai ถ้วยละ 14 เหรียญ น้ำถั่วเหลืองเย็น แก้วละ 1 เหรียญ เดินไปเดินมา เจอร้านข้าวมันไก่คนไทย คนแน่นร้าน ต้องรอคิวกันเลย มีเบียร์สิงห์ขายด้วย ติดป้ายเบ้อเริ่มหน้าร้าน





ถ้าย่านธุรกิจ อย่าง Central และ จิมซาจุ่ย ราคาก็จะเริ่มที่ 20 เหรียญ ไปจนถึง 70 เหรียญ



ในห้าง Time square มีร้านอาหารจีนสไตล์ เซี่ยงไฮ้ เสี่ยวหลงเป่าร้านอร่อยที่เซี่ยงไฮ้ ก็มีสาขาที่นี่ด้วย...



ร้านอาหารของคนพื้นเมืองก็ยังบรรยากาศเดิมๆ

วันนั้นไปกินร้านแถวม่งก่ก กับเพื่อนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ สั่งอาหารเหมือนบ้านเราเลย ไข่เจียวหอยนางรม เลือดต้มพะโล้ อาหารผัดๆ กินกับข้าวต้ม และ ลวกจิ้มน้ำพะโล้ แกล้มเบียร์....

กินสองคน เกลี้ยงเลย....





อืม....เดิมคิดว่า จะไปพักผ่อน ไปเดินรับลมหนาว และไปแย่งกันช๊อปปิ้งเหมือนซื้อของถูกแบบตลาดนัดในบ้านเรา พร้อมๆ บรรยากาศแบบเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา (สังเกตได้จากเสียงประกอบสัญญาณไฟตอนข้ามถนน)

แต่ก็มีเรื่องชวนให้น่าคิดต่อไปอีกว่า ฮ่องกงช่างเป็นประเทศที่น่าสนใจว่า รัฐบาลของเขาทำอย่างไรให้คนทั้งเมือง จับจ่ายใช้สอยกันได้ทุกวัน ในทุกๆ ฤดูกาล และต้องยอมรับเลยว่า สาวๆ ที่นี่ มีรสนิยมการแต่งตัวตามแฟชั่นมากๆ ต่างจาก สาวๆ จากจีนแผ่นดินใหญ่อย่างสิ้นเชิง (เซี่ยงไฮ้)




ห้างต่างๆ สินค้าแบรดน์เนม คึกคัก มีคนเข้าไปเลือก ไปลอง ไปซื้อ อยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ บรรยากาศอย่างนั้นไม่ใช่เฉพาะมีเพียงแค่นักท่องเที่ยวเท่านั้น...คนฮ่องกงเองก็เยอะไม่ใช่น้อยที่ยืนเลือก ยืนรื้อ ยืนคุ้ยของ แข่งกับเรา

หลังจากกลับมาถึงบ้านเรา ไปทำงานวันแรกเห็นร้าน LV, Gucci, Guess, Esprit ติดป้ายละ up to 70% เหมือนกัน แต่ไม่คึกคัก เอาซะเลย....บ้านเขาต้องต่อคิวและปล่อยให้เข้าครั้งละสามคน .... บรรยากาศต่างกันอย่างสิ้นเชิง




ทริปนี้ รวมแล้ว หกวัน ห้า คืน

พักบ้านเพื่อนชาวอเมริกันที่ทำงานให้กับ Morgan Stanley สถาบันบริการทางการเงินของอเมริกา (มารู้ทีหลังว่าเป็นตึกที่มีค่าเช่าแพงติดอันดับต้นๆ ของฮ่องกง) ส่วนมากตึกที่พักย่านนี้จะเป็นพวกธนาคารและไฟแนนซ์ มาเช่าให้พนักงานของตนอยู่อาศัย...มิน่าล่ะ วิวดี ชิบ....อยู่เนินเขา ด้านหน้า The Peak Tersest ทำให้มองเห็นวิวเดียวกับขึ้นไป The Peak เลยก็ว่าได้...




จะว่าสะดวกก็สะดวก เพราะแค่ สิบนาที ถ้าเดินจากบ้านไปแถว Pedder Street และไม่สิบห้านาที ถ้านั่งรถเมล์ แต่รถเมล์ที่ว่า มีแค่ สายเดียว คือ Minibus เบอร์เก้า ในวันทำงาน คันสุดท้ายเวลา สองทุ่มและ ในวันอาทิตย์ หมดทุ่มครึ่ง...ค่ารถ 5.3 เหรียญ ถ้าเลยเวลานั้นก็แท็กซี่อย่างเดียวค่ะ....ราวๆ 25-27 เหรียญจากสถานี Central….

เอาน่า ถือว่าไม่ต้องไปพักห้องแคบๆ คืนละ ห้าหกร้อย จ่ายค่าแท็กซี่ตอนเย็นวันละร้อยนิดๆ แต่พักส่วนตัว ก็น่าจะดีกว่า....




______________________________________________________

ทำไม ต้อง ฮ่องกง

1. “เที่ยวเมืองนอก” สำหรับคนไทย อาจฟังดูเหมือนไกลความเป็นจริง แต่ทว่า ฮ่องกง กลับทำให้คำว่า “เที่ยวเมืองนอก” ไม่ใช่ความฝันที่ไกลเกินไปนัก

2. ไม่ต้องเสี่ยงขอวีซ่าแล้วไม่ผ่าน หรือจ่ายเงินฟรี เพราะไม่ต้องใช้ (ไปเสี่ยงตอน เข้าเมืองเอา อิอิ)

3. ค่าตั๋วเครื่องบินก็ไม่แพงมาก ที่พักก็ไม่แพงเกิน ไม่เสียเวลานั่งแช่บนเครื่องบินนานๆๆ

4. อย่างน้อยก็มีรถเมล์ รถไฟใต้ดิน ที่มีระบบการขนส่งมวลชนและระบบการจัดการแผนที่สำหรับเดินทางในเมืองได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ อย่างปารีส และเซี่ยงไฮ้

5. สนุกกับการช๊อปปิ้งของแพงเหมือนกับซื้อของถูก เพราะคนรอบข้างต่างก็แย่งกันซื้อเหมือนแจกฟรี ทำให้เราได้อารมณ์ร่วมไปด้วย

6. สำหรับคนที่กำลังมองหาที่ผจญภัยหรือช๊อปปิ้ง ฮ่องกง อาจจะไม่ไกลไปจากเมืองไทย แต่ทว่าการเรียนรู้สังคมต่างบ้านต่างเมือง อาหารการกิน วิธีการเดินทางตามแผนที่ สังคมที่เร่งรีบ ได้พูดภาษาอังกฤษ อาจจะงูๆ ปลาๆ เพื่อให้เอาตัวรอดในการซื้อของ ก็น่าจะสนุกไปอีกแบบ ถือเสียว่าฝึกไว้ เพราะมีหลาย ๆ อย่าง ที่ถ้าอยู่ในเมืองไทยอาจจะไม่ได้ได้สิ่งเหล่านี้เลย...

มีอีกมากมาย หลายเหตุผล ที่หลายคนเลือกไป แต่ถ้ามองให้ดี ฮ่องกง คงไม่ได้สนุกแค่การไปช๊อปปิ้ง แน่นอน



ข้อน่าคิดหากจะไป

1. สำหรับคนงบน้อย ไป สามวัน กำลังดี กินวันละ มื้อ และเก็บเงินไปสนุกกับการซื้อของดีกว่า

2. สำหรับคนงบมาก...อันนี้ไม่มีไรแนะนำค่า....จะกินอย่างยาจก ช๊อบอย่างราชา หรือจะทั้งกินทั้งอยู่อย่างราชา ก็ไม่ว่ากัน .....

3. สำหรับคนมีเวลาเยอะไป ห้า หก วัน ก็เบื่อแระนะ เราว่า

4. มาเก๊า เกาะใกล้ๆ กัน ข้าม ไปเช้า กลับดึกๆ ก็สนุกดี (แต่ว่าไม่ได้ไปอ่า....ตกดึกทีไร แดนซ์ลืมโลก หมดแรงตื่นไปนั่งเรือ ทุกที)

5. ถ้าไปเสาร์ อาทิตย์ จะได้บรรยากาศ ย่านช๊อปปิ้ง มากกว่าวันธรรมดา แต่วันอาทิตย์ควรหลีกเลี่ยงย่านที่พักผ่อนหย่อนใจ เช่น ริมน้ำ จิมซาจุ่ย หรือ ย่านเซนทรัล เพราะอาจจะต้องทนรำคาญกับสาวๆ หรือคนทำงานแม่บ้าน ชาวฟิลิปปินส์ เพราะพวกเค้าทั้งหลายพูดกันเสียงดังมากๆๆๆ ดังกว่าคนจีนอีกอ่ะ....คิดดูเหอะ

6. ไปหน้าหนาวจะดีกว่าไปหน้าร้อนและหน้าฝน เพราะสภาพอากาศร้อนชื้น เหมือนบ้านเรา ดังนั้น พอไปถึง ร้อนก็ร้อน เดินก็ไม่สบาย ไหนจะคนเยอะ ไหนจะบุหรี่ที่คนฮ่องกงนิยมสูบ พอฝนตกก็ต้องวิ่งหลบฝน ไม่มันส์แระอ่ะ ฟ้าก็ไม่โปร่ง ตั๋วอาจจะถูกจริงช่วง Low season (หน้าฝน) แถมมีของลดราคามาเป็นตัวล่อ แต่เราว่า ถ้าจะไปเพื่อให้เห็นว่ามันแตกต่างจากบ้านเราจรงๆ ไปหน้าหนาวกันดีกว่า ได้แต่งตัวสวยแบบ Winter season เดินสบายๆ รับลมหนาว และ ดื่มไรร้อนๆ กลางแดด เหมือนยุโรป ไม่หยอกน้า

7. คนชอบธรรมชาติ....กรุณาอย่าไป ฮ่องกง



ค่าใช้จ่าย

มีสายการบินราคาถูกๆ เช่น แอร์เอเชีย ลองไปดูๆ ในเว็บ เลือกวันที่มันถูกๆ แต่ช่วงถูกมากๆ ก็ราวๆ สามพันกว่า แต่ทริปที่ไป ก็เจ็ดพันกว่าๆ

ค่าที่พักคืนละ สี่ห้าร้อย น่าจะได้ ว่าแต่ว่าจะอยู่ได้มั้ยเท่านั้นเอง เช่นพวก Youth hostels ไรเงี้ย แต่ก็คิดซะว่า เอาไว้เก็บของ อาบน้ำ นอนคืนละสี่ชั่วโมง ถ้ามันแย่จนพักไม่ไหว ตกดึกก็ไปย่านที่บอก แด๊นซ์มันทั้งคืน กลับห้องก็หลับแบบไม่รู้เรื่องไปเอง ฮา.....

เผอิญเรื่อง ตั๋ว กับ ที่พักนี่ ไม่ค่อยมีความรู้อ่ะค่ะ แต่คิดว่า ไปสองคนจะดีกว่าคนเดียวนะคะ จะได้มีคนช่วยหารค่าข้าว มีคนช่วยถ่ายรูป ไม่ต้องวางกล้องตามพื้น ตามถังขยะ แล้วตั้งเวลา วิ่งเข้าโพสต์ท่า เหมือนเรา เหอๆๆ

ถ้าไม่ช๊อปไรเลย หมื่น นึง รวมทุกอย่างน่าจะได้นะ สามวันเนี่ย

ของช๊อปปิ้งก็ไม่ต้องไปซื้อเยอะหรอกค่ะ ยี่ห้อต่างๆ บวกลบแล้วราคาก็พอๆ กับบ้านเรา Esprit ที่ว่ามี Outlet เข้าไปดูแล้วเหมือนร้านขายผ้าโหลเลย เค้าเอามาจากโรงงานเลยมั้ง ฮ่าๆๆ ถ้า Outlet แล้วยังสอง สาม พัน ก็กลับมาซื้อบ้านเราดีกว่า ไม่ถูกใจก็เปลี่ยนได้ ไม่รู้จิ ส่วนตัวเป็นคนไม่ซื้อของแพงๆ ที่เมืองนอก นอกจากราคาจะถูกกว่าบ้านเรามากๆ เช่น แบบ ห้าสิบเปอร์เซนต์ ไรเงี้ย

แต่ถ้าอยากจะช๊อปแล้วเงินน้อย แนะนำให้เลือกซื้อเฉพาะยี่ห้อที่ไม่มีในบ้านเรา แล้วราคาที่ยอมรับได้ หรือคิดว่าแพงหน่อยแต่หาซื้อที่บ้านเราไม่ได้

เราชอบ H&M เพราะราคาไม่แพงมาก แล้วไม่มีในบ้านเรา เจอถึงน่องดำเนื้อหนา แพคละ 59 เหรียญ มี สองคู่ เสียดายซื้อมาใส่คนเดียวไม่ได้ซื้อมาฝากเพื่อน ตกคู่ละร้อยห้าสิบ ไปซื้อที่สยามหรือประตูน้ำ คู่นึงก็ 199 แล้วอ่ะค่ะ

เติมเงินในบัตร Octopus ซัก ร้อยเหรียญ ก็ห้าร้อยบาท ไว้เป็นค่ารถ ค่าขนม ค่า น้ำ เพราะจ่ายในเซเว่นได้

กินวันละมื้อ เอาแบบอิ่มก็ราวๆ สองร้อยบาท

เดินให้เยอะหน่อย จะได้ไม่ต้องเสียค่ารถ เพราะที่ฮ่องกง ค่ารถเมล์ ค่ารถไฟใต้ดิน ค่อนข้างแพงอ่ะ (แพงกว่าเซี่ยงไฮ้อีกอ่ะ) แต่ถ้าคิดว่าจะไปให้เห็นทุกย่าน เราว่าไม่ต้องหรอกค่ะ เพราฮ่องกง เหมือนกันทั้งเมืองคือ ร้านขายของ ขายเสื้อผ้า ตามข้างถนน

ส่วนตลาดเสื้อผ้าผู้หญิง Lady Srteet อะไรอ่ะ เราว่างั้นๆ แหละ เดินประตูน้ำบ้านเราก็ได้ เพราะของแพงกว่าบ้านเราตั้งเยอะ อย่างผ้าพันคอเนี่ย บ้านเราขาย 199 ที๋โน ขายตั้ง 49 เหรียญ ก็ปาไป 250 แระ

แต่ถ้าอยากไปดูก็ไม่ว่ากัน

ข้ามไปมาเก๊าก็ค่าเรือราวๆ พันห้า
ไปดิสนีย์แลนด์ ค่าตั๋วก็ราวๆ พันห้า
ค่ากระเช้าไปนองปิงก็ราวๆ ห้าร้อย
ค่าขึ้น the peak ก็ราวๆ สาม สี่ ร้อย

มันจะแพงตรงค่าพวกนี้แหละค่ะ

อือ ลองดูค่ะ หาอะไรมันส์ๆ ทำ ซักครั้ง จะถูกจะแพง ค่อยว่ากัน



ว่าแล้วก็โชว์รูปตัวเองซะหน่อย คิคิ



รองเท้าบู๊ทที่ซื้อเอาไว้ใส่ไปหน้าหนาวที่เมืองนอก ได้ถูกงัดออกมาสวมใส่ก็ทริปนี้แหละ คิคิ แต่ว่าไปแล้วที่นั่นถูกมาก ร้านข้างถนน ขาย 70 เหรียญ ไปหาซื้อที่โน่นดีกว่าไม่ต้องแบกไป...




จบค่ะ




 

Create Date : 28 มกราคม 2552   
Last Update : 31 มกราคม 2552 21:14:06 น.   
Counter : 5218 Pageviews.  


เซี่ยงไฮ้ ปารีส แห่งเอเชียตะวันออก

20/08/08

ตอนกลางวัน ไป Nanjing West พอกลับมาจากบ้านพี่สาว ก็ว่างเพราะวันนี้คุณแฟนกลับดึกอีกแระ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเค้าเพราะรู้ว่า เค้าทำงานหนักและมีปัญหาหลายเกิดขึ้น บริษัทใหญ่ ลูกน้องเยอะ แถมมาเจอลูกน้องคนจีนฉ้อโกง บริษัทใหญ่เป็นอันดับ 1 ของเยอรมันไปอีก เลยต้องไล่ออก ล้างทีมใหม่ อืม นะ สงสารและเข้าใจ อิอิ นอกเรื่องๆๆ


พอตกเย็น ก็เบื่อๆ เลยตัดสินใจออกไปเดิน ถนน Nanjing และตั้งใจว่าจะไป The Bund Sign Seeing Tunnel เพราะวันนี้แรงเยอะ เพราะไม่ค่อยได้เดิน หรือหลงทางให้ลำบากมากนัก ว่าแล้วก็หยิบกระเป๋า ใส่รองเท้าแตะ เดินไปกินข้าวที่ Kungfu เจ้าประจำ ฮ่าๆๆ แล้วค่อยไปขึ้นรถไฟใต้ดิน (ช่วยไม่ได้ ทางผ่านนี่นา)

จากสถานี Xujiahui Metro line 1 ต้องไปเปลี่ยนเป็น Metor Line 2 ที่ สถานี People's Square และนั่งไปอีก 1 สถานี ลงที่สถานี Nanjing East พอเดินออกมาก็เจอ ร้านวัตสัน อิอิ แวะช๊อปปิ้ง สองสามอย่าง เพราะไม่ได้เอามาจากเมืองไทย แล้วจากนั้นก็เดิน ออกมาเรื่อยๆ ตามๆ เค้าไป (ก็บอกแล้วว่าเที่ยวแบบไม่มีแผน)

เดินแบบไม่รู้ทิศทาง รู้แต่ว่าจะไป The Bun Sign Seeing Tunnel แต่เดินตามเค้าไป เดินตามเค้ามา รู้ตัวอีกที หาชื่อถนนตรงหน้า ในแผนที่ไม่เจอซะแระ ฏ้เลยได้แต่เดินๆ ไปบนถนน แห่งนั้น


มารู้ทีหลังว่าเป็นถนนคนเดิน หรือจะว่าไป จริงๆ แล้วก็ยังไม่รู้จนถึงวันที่เขียนบันทึกนั่นแหละ รู้แต่ว่า อยู่ถนน Nanjing (มาดูแผนที่อีกทีตอนกลับมาเมืองไทย ถึงได้รู้ว่า ที่เข้าใจมาตลอดว่ามันคือ nanjing East นั้น จิงๆ แล้ว มันยังอยู่บน Nanjing Weast


แต่ไงก็เถอะ ถนนนี้อ่ะ สวย ชอบ เพระดู ศิวิไลซ์ แสง สี และ ดูคล้ายๆ ปารีส (อีกแระ) เพราะมีตึกเก่าๆ อยู่สองสามตึก ประดับไฟ ส๊วย สวย เราก็เดิน ชิวๆ ดูโน่น ดูนี่ เพราะสองข้างทางก็จะมีร้านค้า ขายของ ให้ ช๊อปตลอดสาย ในใจก็มุ่งหน้า ตรงไป ๆๆ The Bund Signseeing (อย่างมุ่งมั่น)

สองข้างทาง และบถนน ก็จะมีคนจีน และนักท่องเที่ยวเดินกันให้ขวั่ก บรรยากาศกำลังสบายๆ มีทั้งวัยรุ่นและคนแก่ ก็ได้บรยายกาศดี ตึกที่เห็นก็ไม่รู้ว่าเรียกตึกอะไรบ้าง ถ่ายรูปมาได้อย่างที่เห็น




ไม่ค่อยมีไรจะมาเขียน เพราะไม่รู้จริงๆ ว่ามันเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่า เราอ่ะตั้งใจจะไป The Bund Siignseeing Tunnel เดินไปจนสุดถนน ก็เจอเป็นสวน และคิดว่า นี่แน่ๆ ที่เป็น อุโมงค์รอดแม่น้ำ แต่ทำไมทางเข้ามันเหมือนทางเข้า Metro เลยว่ะ

ลองมั่วๆ เดินลงไปช่องนึง ปรากฎว่า เป็นทางเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน สถานี People's Square นี่เราเดินย้อนจาก สถานนี Nanjing East กลับมาที่สถานนี People's Square เหรอเนี่ย

ฮ่าๆๆ โทษฐานของการไม่มีแผน และไม่มีข้อมูล ก็เป็นแบบเนี๊ยะ....

The Bund Signseeing Tunnel น่ะ ไปเจออีกทีวันรุ่งขึ้นตอนเย็นๆ ฮ่าๆๆๆ

สรุปว่า ถ้าใครมาเซี่ยงไฮ้ มาเดินถนนนี้ตอนกลางคืน ก็ดีนะคะ มันสวยดี แล้วก็มีหลายอย่างในละแวกนั้น



<< Previous สุดมันส์กับ Shopping Brand Name ที่ เซี่ยงไฮ้




 

Create Date : 14 กันยายน 2551   
Last Update : 14 กันยายน 2551 23:17:03 น.   
Counter : 999 Pageviews.  


1  2  3  4  

SassyKate
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




SassyKate is a Sassy girl.

Dream what you want to dream, Go where you want to go, Be what you want to be, Because you have only one life and one chance to do all the things you want to do.
[Add SassyKate's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com