ตอนนี้เริ่มหนาวอีกเเล้ว คงเป็นหนาวที่สามเเล้วในเยอรมันที่เมย์เจอมา พอหนาวทีก็จะมานึกขึ้นได้ที นี่ปีหนึ่งจะผ่านไปเเล้วเหรอเนี่ย เป็นคนชอบคิดค่ะ ชอบทบทวนว่าปีหนึ่งที่ผ่านมานี่เราทำอะไรไปบ้าง ทำไ้ด้ตามเเผนที่วางไว้มั๊ย ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง ปีหน้าจะทำอะไรดี คิดว่าเสื้อโค๊ทมันจะลดราคาเืมื่อใหร่ สีอะไรเรายังไม่มีนะเวลานี่มันช่างผ่านไปเร็วซะจริงจริง
จากคนคนหนึ่งที่อยู่เืมืองไทย ทำงานบริษัทเยอรมัน ดั้นด้นมาเยอรมันเพื่อจะได้กลับไปทำงานบริษัทเ่ก่า จะได้พูดภาษาเยอรมันได้ เเต่โชคชะตา(เรียกว่า เวรกรรม คงจะตรงกว่า) ก็เ่ล่นตลก สรุปว่าภาษาเยอรมันที่ได้ กลับไม่ได้ใช้ กลายมาอยู่เยอรมันเเทน เเล้วต้องทำงานกับบริษัทที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก เเมร่ง ชีวิตguนี่เล่นตลกอยู่เรื่อย
หลักจากผ่านโปรปุ๊ป ก็รีบพักร้อนเลย พักไปเลยสามอาทิตย์ กลับมาทำงานวันเเรก ถ้าซื้อล็อตเตอรี่ก็คงจะถูกรางวัลที่หนึ่ง สิ่งที่กลัวอยู่ทุกวันก็มาถึง นั่นคือการทำงานเป็น Agent 1 ปรกติเวลboardผู้โดยสารจะมีพนักงานอยู่ที่ประตูทางออกสองคน เรียกว่า Agent 1 กับ Agent 2 คนเเรกจะทำหน้าที่คุมไฟลท์ คุมการboardผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ประกาศ ทำงานเอกสาร ดูเเลความเรียบร้อยทุกอย่าง ส่วนAgent 2 มีหน้าที่boardผู้โดยสารอย่างเดียว
ก่อนหน้านี้เมย์ทำหน้าที่เป็น Agent 2 ตลอด ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก กลับมาจากพักร้อนเริ่มงานวันเเรก เห็นชื่อตัวเองอยู่ตรงตารางการทำงานว่าต้องเป็น Agent 1 โห.... ถึงเวลาเเล้วหรือนี่ เมย์ก็บอกคนที่เป็นหัวหน้าว่ายังไม่เคยทำนะ เเต่ว่าชั้นพร้อมที่จะทำ(ก็บอกให้เค้าัรับรู้ไว้ก่อนอ่ะนะ จะได้รู้ว่าอย่ามาคาดหวังกับguมากนัก)
คนเรามันก็ต้องมีวันเเรกทั้งนั้น ก็พยายามอยู่ที่จะมองในเเง่ดีว่าเป็นการสร้างprofileให้ตัวเอง จะได้เก่งขึ้น การได้รับมอบหมายหน้าที่นี้ดีกว่าการที่เค้าไม่ให้เราทำตำเเหน่งนี้เลย เพราะว่านั่นเเสดงว่าเค้าไม่ไว้ใจเรา บางปัญหา รู้ว่าเเก้ไขยังงัย เพราะว่าเป็นAgent 2 มาก่อน เราก็เห็นว่าคนที่เป็น Agent 1ทำยังงัย เเต่พอมาเจอกับตัวเอง คิดไม่ทัน ให้มันได้ยังี้สิ่น่า เเต่ก็ดี พอได้เเก้ปัญหาเอง คราวต่อไปก็รู้ว่าต้องทำยังงัย เเต่อ่ะนะ เมย์ก็เป็นเเค่คนธรรมดา เเถมยังต้องอยู่ในสถานะการณ์ที่ใช้ภาษาที่สามอีก (อาจจะมีภาษาที่สี่เข้ามาปนอีก) ทำไฟลท์ทีหัวใจจะวายตาย
เข้ามาทำงาน ได้สามเดือนกว่ากว่า มีพนักงานออก(ลาออกเอง + สัญญาหมด)ไปทั้งหมดเกือบสิบคน ถ้าคิดอย่างนางมารร้ายก็จะประมาณว่า "ดีออกไปกันให้หมด กรูจะได้มีงานทำ" เเต่พอดีเมย์เป็นนางเอก เลยเศร้า คนเราอ่ะนะ ทำงานร่วมกันมามันก็มีความผูกพันธ์ สนิทกัน พูดกันเข้าใจ เเล้วอยู่อยู่ก็ต้องมาจากกัน เหมือนวงกลมที่หมุนมาเจอกันเเล้วก็หมุนเเยกกันไป ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเจอกันอีกเมื่อใหร่ เหลือไว้เเต่ความทรงจำ(อันนี้เริ่มจะออกลิเกเเล้วนะคะเนี่ย)
ล่าสุดเพื่อนร่วมงานอีกคนก็ลาออก เนื่องจากได้งานที่ใหม่ที่เสนอสัญญางานเเบบถาวร เค้าบอกว่าว่าเค้าพยายามสมัครงานทีี่บริษัทที่เมย์ทำอยู่นี้นี่มาหลายปีมาก เเล้วก็ได้ทำ เเต่ด้วยสัญญางานที่เป็นเเค่ชั่วคราว พอได้งานทีใหม่เป็นสัญญาถาวร สำหรับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ดังนั้นเค้าก็ต้องเลือกที่ที่ให้อนาคตที่ดีกว่ามีความมั่นคงกว่า เพราะว่าเค้าัยังต้องทำงานอีกหลายปีกว่าจะเกษียญ ฟังเเล้วขนลุก นี่เรามาได้เเค่ครี่งทางเอง
พักร้อนสำหรับปี 2010 ก็พึ่งจะส่งไป เเต่ส่งไปเเค่ครึ่งปี เพราะว่าัสัญญาเหลือเเค่ครึ่งปี ก็ต้องมานั่งลุ้นเหมือนหวยออกอีก ว่าจะได้ตรงกับสามีรึปล่าว จะได้พักร้อนด้วยกัน ทำไมชีวิตมันยากวุ่นวายเช่นนี้ เเอบคิดง่ายง่ายเหมือนกันว่ากรูลาออกมาอยู่บ้านเฉยเฉยเลยดีมั๊ยเนี่ย เวลาสามีพักร้อนจะได้ไม่มีปัญหา อยากไปใหนก็ไป อันนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไป เเต่ตอนนี้ช่วยกันทำงานผลาญเงินกันไปก่อน
เบื่อเซ็งกับชีวิต ตอนอยู่บ้านก็อยากไปทำงานจะได้เจอผู้คน ไปทำงานก็เบื่อเมื่อใหร่จะเลิกงานซะที ภาษาฝรั่งเศสฟังไปฟังมานี่ก็เพราะดีนะ อยากไปเรียนเพิ่ม ไม่เคยต้องมาคิดว่าชีวิตจะต้องมาผูกพันธ์กับภาษาที่ 4 ไม่เคยชอบฝรั่งเศสเลย เเต่ไปไปมามาตอนนี้เหมือนจะหลงไหล อยากรู้ว่าเวลาเค้าพูดเค้าพูดอะไรกัน เเง้อยากเรียนอ่ะ เเต่พอดูเวลาทำงานเเล้วหาเวลาไปเรียนไม่ได้เลย คิดไปคิดมา ทำไมชีวิตเรายากจัง ทำไมทุกอย่างนี้มันไม่ลงตัวเเบบง่ายง่ายนะ ทำไมชอบมีอุปสรรคมาให้ขัดใจเล่นเรื่อยเรื่อยเลย นี่หล่ะนะ เค้าถึงว่า C’est la vie
เมย์ทำงานกะกลางคืนหรือเปล่าช่วงนี้ พักผ่อนมากๆนะ ระวังเป็นหวัดอย่างพี่
ปล.ว่างๆก็โทรมาคุยเล่นนะ พี่ไม่ค่อยกล้าโทรไปหา เพราะไม่รู้เมย์ทำงานช่วงไหน เดี๋ยวจะรบกวนจ้ะ