...ส บ า ย ๆ ส ไ ต ล์ มื อ ไ ม่ PRO แ ถ ม ยั ง... LOWFESSIONAL ...
 
 

Radmin คอมเครื่องใหนๆก็อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว

เบื่อครับเบื่อ...!(เบื่ออย่างไม่มีเหตุผล)
ห้องทำงานของผมจะอยู่ตรงชั้น 2 ครับ พนักงานจะทำงานกันที่ชั้นล่างกับชั้น 3 (แม่บ้านจะทำชั้น 4 ด้วย)เมื่อแรกๆนั้น เวลาคอมเครื่องใหนมีปัญหา ผมก็ต้องวิ่งอย่างเดียวละครับ ขึ้นชั้น 3 ลงชั้น 1 ขึ้นๆลงๆอยู่ทั้งวัน ถุงเท้าขาดเป็นคู่ๆไปเลย

เรียกขึ้นเรียกลงแต่ละทียังไม่เท่าไร หนักหน่อยก็ตรงที่ว่า ที่ทำงานมีเครือข่ายอยู่ข้างนอกด้วย ผมเลยต้องแจ้นออกนอกสถานที่อยู่บ่อยๆ ถ้าคนขับรถว่างก็พอไหว้วานให้พาไปได้ แต่บางครั้งบางคราวต้องขับรถไปเองนี่สิครับ แต่ก็...นะ...คนมันมีน้ำใจ

ไปถึงแล้วนี่สิมันน่าเจ็บใจมากกว่า ขับรถไปเกือบ 10 กิโล ติดไฟแดง 3 ที่ กินเวลาร่วมๆครึ่งชั่วโมง ไปถึงแค่คลิกเม้าส์ 2 ทีก็ใช้ได้แล้ว ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น บางทีกำลังจะเลี้ยวเข้าที่จอดรถ พนักงานรีบโทรมาบอกว่า "ป๋าๆไม่ต้องแล้ว หนูทำได้แล้ว...!"

เอาเถอะ...ดีกว่าไม่มีอะไรทำครับ

อยู่มานานๆ อ่านหนังสือมากขึ้น เข้าเน็ตมากขึ้น พบปะผู้คนมากขึ้น ก็ได้ยินกิตติศัพท์ของโปรแกรมประเภท Remote หรือเรียกดูหน้าจอของเครื่องคอมที่อยู่ไกลๆได้ มีทั้งแบบที่ใช้ในเฉพาะวงแลนเดียวกัน ไปจนถึงต่างอาคาร ต่างจังหวัด ฯลฯ ผมก็หาดาวน์โหลดมาทดลองอยู่หลา่ยตัวเหมือนกัน (หายาแก้ไอจนได้ไวรัสมาพอสมควร!) จนพบว่า Radmin นี่ละครับ ที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของผมมากที่สุด ถูกใจมากที่สุด ดีมากที่สุด ฯลฯ ...จริงๆนะครับ(ไม่ได้โม้...!)

ลองไปดูที่นี่กันนะครับ //www.radmin.com/ มีเครื่องไม้เครื่องมือหลายๆอย่างที่น่าสนใจ (ผมก็เอาไปไว้ประจำเครื่องอยู่ 2-3 ตัว) แต่ที่จะมาคุยให้ฟังในวันนี้คือ โปรแกรมที่ชื่อ Remote Administrator หรือเรียกสั้นๆว่า Radmin นั่นเองครับ

หน้าที่หลักๆของ Radmin ก็คือ การช่วยอำนวยความสะดวก ให้กับผู้ควบคุมดูแลระบบคอมพิวเตอร์ เพราะแทนที่ผู้ควบคุมระบบจะต้องเดินท่อมๆไปตามเครื่องต่างๆ โปรแกรมนี้ก็จะทำให้เราสามารถเรียกดูหน้าจอของเครื่องอื่นๆ ได้จากหน้าจอของเราเองได้ทันที สรุปกันอีกทีก็คือ
1. เรียกดูหน้าจอเครื่องอื่นๆได้ในแบบ Realtime คือไม่ว่าเครื่องนั้นจะทำอะไร เป็นอันว่าเห็นหมด (แถวบ้านผมเขาเรียกว่า แอบดู)ข้อนี้เครื่องปลายทางจะค่อนข้างไม่รู้ตัว
2. เข้าทำงานในเครื่องนั้นๆเลยก็ได้ สามารถใช้ทั้งเม้าส์ทั้งคีย์บอร์ด และทำอะไรๆได้ทุกอย่าง เหมือนเป็นเครื่องของเราเองเลย ข้อนี้ คนที่อยู่เครื่องปลายทางจะเห็นเม้าส์ของเขาวิ่งได้เอง และเห็นการกระทำทุกอย่าง
3. สามารถเข้าออกตามโฟลเดอร์ต่างๆ คัดลอกไฟล์ระหว่างเครื่องต้นทางกับปลายทาง ลบไฟล์ก็ได้ สร้างโฟลเดอร์ก็ได้ ข้อนี้เครื่องปลายทางจะค่อนข้างไม่รู้ตัวเหมือนกัน
4. สามารถสั่ง Restart หรือ Shutdown เครื่องปลายทางได้ทันที

แค่หลักๆ 4 ข้อข้างบนนี้ก็ ช่วยให้ผมสบายเนื้อสบายตัวขึ้นมากแล้วละครับ ถ้าไม่ร้ายแรงหนักหนาสาหัสแล้ว เวลาเครื่องต่างๆ ไม่ว่าจะชั้น 1 หรือชั้น 3 มีปัญหา หรือต้องการคำปรึกษาใดๆ ผมก็สามารถเรียกดูหน้าจอได้ทันที ถ้าอาการไม่มาก ผมก็จะเข้าไปดูในโหมด View แล้วแนะนำให้เจ้าของเครื่องทำตามผมบอก (คราวหลังจะได้ทำเองได้) แต่ถ้าเป็นเรื่องเสี่ยงมากหน่อย ผมก็จะบอกให้เขานั่งดูเฉยๆ ห้ามแย่งกันคลิก(เพราะผมใช้เครื่องได้ เจ้าของเครื่องก็ยังใช้ได้อยู่)ผมก็เข้าไปในโหมด Control เพื่อจัดการด้วยตัวเอง และบางโอกาส ถ้าผมต้องการจะคัดลอกไฟล์จากเครื่องใหนมาไว้เครื่องผม หรือผมมีไฟล์ที่จะส่งไปให้ใคร ผมก็เรียกเข้าไปในโหมด Transfer เพื่อจัดการเรื่องไฟล์ได้ทันที สะดวกมากๆครับ

สะดวกเสียจนพนักงานบางคนสงสัยว่า วันๆตาหมอนี่นั่งทำอะไร มานั่งเคาะเม้าส์แก๊กๆรับเงินไปวันๆหรือเปล่า เลยต้องคอยอธิบายอยู่เรื่อยว่า เออ...ตูทำงานนะเฟ้ย...บางทีเห้นนั่งเงียบๆนี่ คิดแก้ปัญหาหัวแทบระเบิดเหมือนกัน!
เดี๋ยวก็ดูเครื่องนั้น เดี๋ยวก็ดูเครื่องนี้ บางทีก็เปิด 2-3 หน้าจอดูพร้อมๆกันเลยก็มีครับ

บ่นโน่นบ่นนี่ไปซะไกล กลับมาที่ Radmin ครับ เราสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้จากในเว็บ ซึ่งหากชอบทดลองอะไรใหม่ๆ ก็อาจจะเอาตัว RADMIN Server v3.0 Beta 1 มาลองดูก็ได้ มีเวลาเล่นได้ 90 วัน แต่จะต้องเอา RADMIN Viewer v3.0 Beta 1 ลงมาติดตั้งด้วย เพราะว่าตัวควบคุม (Viewer) จะเป็นคนละตัวกับตัวถูกควบคุม (Server)

แต่ถ้าเป็น Remote Administrator (Radmin) v2.2 ตัวนี้เป็นตัวสมบูรณ์แล้ว จะเป็นทั้งตัวควบคุมและตัวถูกควบคุมได้เลย ก่อนอื่นก็จัดการดาวน์โหลดลงมาซะให้เรียบร้อย ยาแก้องแก้ไอก็หาๆเอาในเน็ตนั่นแหละครับ (เพื่อการศึกษา) แต่ต้องระวังๆหน่อยนะครับ หายไอ แต่อาจจะติดไวรัสก็ได้ ต้องหูตาไวและรู้จักเลือกนะครับ

ไฟล์ที่ดาวน์โหลดลงมาคือ Radmin22.zip ครับ มาดูกันเลย...
1. ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ Radmin22.zip โปรแกรม Winzip จะเปิดขึ้นมา แล้วแสดงชื่อไฟล์ Radmin22.exe อยู่ข้างใน ก็ดับเบิ้ลที่ไฟล์นี้ต่อไปเลย
2. จากนั้นก็ Next > เลือก I agree แล้ว Next ไปอีก 2 ที



3. จากรูปข้างบน จะเห็นว่ามีเครื่องหมาย "ถูก" ติ๊กไว้แล้ว 2 อัน ตรงนี้แนะนำว่า หากติดตั้งที่เครื่องเราเอง(เพื่อควบคุมดูแลเครื่องอื่น) ให้ติ๊กเฉพาะ Viewer แต่ถ้าติดตั้งที่เครื่องลูก ให้เอาเฉพาะ Server ไว้ครับผม



4. จากนั้นก็ Next ไปจนถึงหน้าจอดังรูปข้างบน ตรงนี้ให้เรากำหนดระหัสผ่าน ซึ่งต้องยืนยันให้ตรงกันทั้ง 2 ช่อง อันที่จริงแล้ว ถ้าระบบเล็กๆทำงานแบบกันเองพี่ๆน้องๆ จะลบออกให้เป้นช่องว่างๆเลยก้ได้ เวลาเข้าทำอะไรก็ไม่ต้องป้อนรหัสให้ยุ่งยาก แต่หากต้องการความปลอดภัยมากๆหน่อย ก็ให้ตั้งรหัสไว้ด้วยครับ
5. เมื่อตอบตกลงแล้ว ก็จะมีกรอบข้อความถามว่า จะให้ Restart เครื่องเลยหรือไม่ ให้ตอบ No ไปก่อน แล้วปิด Winzip ลงให้เรียบร้อยก่อนครับ
6. เข้าไปที่เมนู Remote Administrator 2.2 เลือก Settings for ... จะเห็นหน้าจอนี้



- Startup Mode สามารถเข้าไปเลือกได้ว่า จะให้ทำงานพร้อมๆกับการเปิดวินโดวส์เลยหรือไม่ ที่เครื่องลูกน่าจะเลือก ๅAuto นะครับ
- Set password ก็เป็นอันเดียวกันกับที่ทำตอนติดตั้งเมื่อกี้ครับ
- Option ตรงนี้ให้ใช้ตามนั้นไปก่อน โดยถ้าเป็นเครื่องลูก ให้ติ๊กเลือกที่ Hide Tray Icon เพื่อไม่ให้โปรแกรมแสดงตัวออกมาบนทาสก์บาร์ครับ
- Enter lic. key คลิกขึ้นมาเพื่อใส่รหัสสำหรับการใช้อย่างถาวรครับ (ยังไม่มีก็ทดลองใช้ไปพลางๆก่อนครับ)

จากนั้นก็ Exit กลับออกไปครับ

ถ้าเป็นการติดตั้งที่ตัวลูก ตรงนี้ไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ อาจจะลบเมนู Remote Administrator 2.2 ทิ้งไปเลยก็ได้ครับ (น่าทำเป็นอย่างยิ่ง)

ทีนี้มาถึงที่เครื่องเรา ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นตัวแม่หรือตัวควบคุมนั่นเอง มีขั้นตอนดังนี้ครับ
1. ที่เมนู Remote Administrator 2.2 เรียก Remote Administrator Viewer จะพบกับหน้าจอให้ใส่รหัสลงทะเบียนอีก เราก็ผ่านไปก่อนด้วยการกด Ok



2. จากรูปข้างบน ผมไล่จากปุ่มสายฟ้ามานะครับ
- Connect to Address เป็นปุ่มที่ 1 จากซ้ายมือนะครับ ถ้าเราคลิกปุ่มนี้ จะมีช่องให้พิมพ์เลข IP ของเครื่องลูกที่เราต้องการเข้าไปดูหรือไปควบคุม ยกตัวอย่างเช่น 192.168.64.100 อย่างนี้ ใส่เสร็จแล้วพอกด Connect ก็จะแสดงหน้าจอเครื่องนั้นทันทีครับ
- Add New... ปุ่มที่ 2 ถัดมา เมื่อกดลงไปจะได้หน้าจอนี้ครับ



นั่นคือ ช่องบน ให้ใส่ชื่อที่เราจะเรียกเครื่องลูก เช่น "สมชายแผนกซื้อ" ก็ได้ และช่องล่าง ก็คือเลข IP ของเครื่องสมชายนั่นแหละครับ พอกด Enter ปุ๊บ โปรแกรมก็จะสร้างไอคอนไว้ให้เราในหน้าจอนี้ ซึ่งเราก็สามารถสร้างได้เรื่อยๆตามต้องการครับ



3. มาถึงปุ่ม X หรือกากะบาท แน่นอนครับ...ไว้สำหรับลบไอคอนที่สร้างไว้จากข้อเมื่อกี้ครับ
4. นับข้ามมาถึงปุ่มที่ 5 ถ้าเอาเม้าส์ไปลอยไว้ จะเห็นชื่อ Remote นั่นแสดงว่า การกดปุ่มนี้ ให้ปุ่มนี้ยุบตัวลง แล้วไปดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอนของเครื่องสมชาย เราก็จะเห็นหน้าจอของเครื่องสมชาย และเข้าใช้งานได้ทันที
5. นับถัดมาเป้นปุ่มที่ 6 ชื่อ View ... แน่นอนว่า หากปุ่มนี้ถูกเลือก จะเป็นการเข้าไปดูหน้าจอเฉยๆครับ ถึงจะคลิกเม้าส์หรือพิมพืที่คีย์บอร์ด ก็ไม่มีผลใดๆ
6. นับข้ามไปยังปุ่มที่ 8 รูปโฟลเดอร์นั่นละครับ ชื่อ File Transfer ซึ่งถ้าปุ่มนี้ถูกเลือกไว้ แล้วไปดับเบิ้ลคลิกที่เครื่องสมชาย เราก็จะสามารถเข้าไปคัดลอกหรือแลกเปลี่ยนไฟล์ต่างๆระหว่างเครื่องได้ เมื่อดับเบิ้ลคลิกเข้าหากันได้แล้ว โปรแกรมก็จะแสดงหน้าจอออกมาเป็น 2 ข้าง คือด้านบน เป็นโฟลเดอร์ของเครื่องเรา(Local) ด้านล่างเป็นโฟลเดอร์ของเครื่องลูก (Remote) จะรับจะส่งจากโฟลเดอร์ใหนไปยังโฟลเดอร์ใหน ก็เลือกเอาได้เลยครับผม

ง่วงซะแล้วสิครับ กระซิบว่า ผมยังใช้ v.2.1 อยู่เลยครับ ใครหาไม่ได้ก็บอกละกัน วันนี้ลาไปนอนก่อนแล้ว ราตรีสวัสดิ์ครับผม

การควบคุมผ่านอินเตอร์เน็ต
ถามกันมามากมาย เกี่ยวกับการใช้ Radmin ผ่านเน็ต ผมจะมาสรุปสาระสำคัญให้ก็แล้วกันนะครับ รายละเอียดข้างใน สามารถค้นหาอ่านได้ทั่วๆไปอยู่แล้ว
  1. มาที่เครื่องลูก หรือเครื่องที่จะถูกควบคุมกันก่อน สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ หมายเลข Port ครับ โดยค่ามาตรฐานคือ 4899 และมีเครื่องหมายติ๊กเอาไว้ที่ Use Default Port การจะควบคุมผ่านเน็ตได้นั้น เลข port ตรงนี้จะต้องไม่ซ้ำกัน ซึ่งต้องเอาเครื่องหมาย"ถูก"ออกไปก่อน ก็จะเปลี่ยนหมายเลข port ได้ อาจจะลองดูตัวอย่างนี้นะครับ
    - คอมเครื่องที่ 1 เลขไอพี 192.168.64.11 เลขพอร์ท 4899
    - คอมเครื่องที่ 2 เลขไอพี 192.168.64.12 เลขพอร์ท 4898
    - คอมเครื่องที่ 3 เลขไอพี 192.168.64.13 เลขพอร์ท 4897
    ไปได้เรื่อยๆครับ
  2. ทีนี้ก็ดูเครื่องแม่ในวงแลนก่อน ครั้งแรกที่เราลงโปรแกรมตามปกติ จะสามารถควบคุมเครื่องลูกผ่านทางพอร์ทมาตรฐาน 4899 เท่านั้น แต่ตอนนี้ เลขพอร์ทเครื่องลูกถูกเปลี่ยนแปลงให้ต่างกัน ก็จะต้องระบุเลขพอร์ทให้ตรงตามจริงของแต่ละเครื่องด้วย จึงจะมองเห็นและควบคุมกันได้ครับ
  3. ทดลองใช้งานภายในวงแลนให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อน จึงค่อยเริ่มการควบคุมผ่านเน็ตครับ สาระสำคัญตรงนี้ก็คือ การ Forward Port ในเร้าท์เตอร์ของท่าน หลักการของการฟอร์วอร์ดพอร์ทก็คือ การระบุเลขพอร์ท คู่กับเลขไอพีของเครื่องลูกให้ตรงตามที่เราทำไว้แล้วในวงแลนครับ
  4. ต่อจากนี้ ก็จะเป็นการสมัครขอใช้บริการจาก No-ip หรือ DynDns ซึ่งจะพออนุมานได้ว่า วงแลนของเราจะกลายเป็นเว็บๆหนึ่ง เพื่อที่เราจะเรียกดูเว็บมาจากภายนอกครับ หัวข้อนี้หาอ่านได้ในบล็อกของผม หรืออาจารย์กูเกิ้ลก็มีเพียบครับ
  5. สมมติว่าสมัครลงทะเบียนได้ชื่อมาเป็น myradmin2009.no-ip.info ที่เครื่องแม่ เมื่อจะสร้างตัวเชื่อมต่อไปยังเครื่องลูก ในช่อง IP Address or DNS name ก็เอาชื่อที่ได้นี้กรอกลงไปแทนเลขไอพีครับ ส่วนพอร์ทก็คือพอร์ทของเครื่องลูกที่ต้องการ
    *** ดังนั้น สาระสำคัญตรงนี้ก็คือ ในการควบคุมแต่ละเครื่อง ในเครื่องแม่จะระบุ myradmin2009.no-ip.info เหมือนกันทั้งหมด แต่จะต่างกันที่เลขพอร์ทที่จะให้ connect ไปปลายทางเท่านั้น
  6. สงสัยอะไรเพิ่มเติมก็ถามมาได้นะครับ แต่เชื่อเถอะว่า สามารถค้นหาสิ่งที่ผมเล่ามาได้ตามเน็ตอยู่แล้ว เพราะผมก็ใช้วิธีนี้มาก่อนเหมือนกันครับ...




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2549   
Last Update : 21 มิถุนายน 2552 13:04:42 น.   
Counter : 19837 Pageviews.  


VMWARE คอมฯอีกเครื่อง ในคอมฯเครื่องเดิม?

การต้องดูแลคอมหลายๆเครื่อง กับระยะเวลาที่เริ่มต้นมาพร้อมกับการซื้อเครื่องแรก จนถึงเครื่องล่าสุด รวมศิริอายุในการทำงานได้ 10 กว่าปีเข้าไปแล้ว

คอมตัวแรกๆก็มีล้มหายตายจากไปบ้างเป็นธรรมดา บางตัวก็ป้อแป้เต็มที แต่ก็ยังทำงานได้บ้าง(ส่วนมากนักศึกษาฝึกงานจะได้นั่งประจำเครื่องเก่า) นั่นทำให้มีตั้งแต่ Windows98, WindowsME, WindowsXP, Windows2000

มิหนำซ้ำ ผมยังอยากรู้เรื่องการทำเน็ตเวิร์คลึกๆกับ Windows2003, อยากทดลอง Linux, ฯลฯ (จะบ้าไปถึงใหนกันนะนี่ อายุอานามก็มากแล้ว รู้ไปก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้มันหรือเปล่า??)

เวลาติดตั้งโปรแกรมอะไรใหม่ๆ ก็ต้องคอยลุ้นละครับ ว่าถ้าปล่อยผ่านแลนไปแล้ว จะเรียกใช้ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเปล่า ก็เคยมีเหมือนกันว่า ME ทำงานได้ 98 ก็ดี แต่ XP แฮ้งค์แล้วแฮ้งค์อีก

บางทีผ่านไปได้ทุกเครื่อง มาติดอยู่ที่ 2000 บนโต๊ะผมก็มี วิ่งกันขาลากเลย ไม่ไปลองก็ไม่เห็นปัญหา วิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่นั่นละ บางทีก็วิ่งฟรีเพราะสรุปว่าต้องถอด

วันนี้มีทางออกครับ หลังจากที่ได้รู้จักกับโปรแกรม VMWARE เพราะมันสามารถจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน ที่เราจะเห็นตั้งแต่การบูตด้วยหน้าจอดำๆ ปรับตั้งค่าไบออสต่างๆก็ได้ โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบหลักที่เราใช้งานอยู่เลย แถมยังใช้งานลื่นไหลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสียด้วย...

ที่นี่เลย //www.vmware.com ใครๆที่ภาษาอังกฤษแข็งแรง ก็อ่านกันไปตามสะดวก หาทางดาวน์โหลดกันเอาเอง (อ้าว...) เห็นแว้บๆว่าต้อง Register กันก่อนจึงจะโหลดได้ ปัจจุบันนี้เวอร์ชั่น 5 กว่าๆไปแล้วครับ

ส่วนของผมที่จะติดตั้งให้ดูนี้ เป็นตัวเก่าครับ คือเวอร์ชั่น 4.5.2 build 8848 เหตุผลก็คือ ตัวใหม่ผมหายารักษาอาการไอไม่ได้น่ะครับ เลยหาตัวเก่ามาใช้ พร้อมยาแก้ไอสบายแฮ (ใครอยากได้ก็สะกิดมานะครับ)

หลังจากได้ไฟล์ติดตั้งมาแล้ว ก็จัดการติดตั้งด้วยวิธีการมาตรฐานทั่วไปนั่นเอง มีข้อแนะนำอยู่เล็กน้อยครับ คือเมื่อถึงขั้นตอนของการเลือกโฟลเดอร์สำหรับติดตั้ง เราสามารถจะใช้ค่ามาตรฐาน คือ C:program Filesvmware ถ้ามั่นใจว่ามีพื้นที่เหลือมากพอ แต่ถ้ามีไดร้ฟ์อื่นที่เหลือพื้นที่มากกว่า ก็สามารถจะเลือกไปที่อื่นได้ โดยจะต้องใช้พื้นที่ประมาณ 4 G. ต่อ 1 ระบบครับ



จากรูปข้างบน VMware จะแจ้งเตือนว่า ในขณะที่กำลังติดตั้งเวอร์ชั่น 4 อยู่นี้ ในอดีตกาลอาจจะเคยติดตั้งเวอร์ชั่นที่ต่ำกว่านี้มาก่อน ไฟล์บางไฟล์ในระบบได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่ จะให้สแกนหาก่อนหรือไม่ เพื่อให้งานเก่าๆสามารถใช้ได้ด้วย แต่สำหรับผมกำลังติดตั้งใหม่ครับ ไม่สนของเก่า และเคยลองยอมรับดูแล้ว พวกเล่นค้นฮาร์ดดิสก์ทุกตัว ทุกโฟลเดอร์เลย นานถึงนานมาก จึงตอบ No ผ่านไป



ผ่านมาถึงกรอบสุดท้ายดังรูปบน บรรทัดบน โปรแกรมจะเอามาจากชื่อเครื่องปัจจุบัน บรรทัดต่อมาให้ใส่ชื่อบริษัท (อยากอยู่บริษัทใหนก็ตั้งเอา) บรรทัดสุดท้ายให้ใส่ซีเรียล ซึ่งน่าจะสามารถค้นหาได้ตามเน็ตทั่วๆไป แต่อันที่จริงเขาให้ทดลองใช้นะครับ ถ้าต้องใช้เพื่อการค้าแล้วละก็ ควรซื้อหามาใช้อย่างถูกต้องจะดีกว่า (อ้าว...ลืมลบเลขซีเรียล แต่ไม่รู้ใครทำน้ำหกใส่)

หลังจากคลิกที่ปุ่ม Enter ก็เป็นอันเรียบร้อยครับ ไม่รอช้า ผมจัดการดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอนบนหน้าจอในทันที จากหน้าจอจะมีปุ่มให้คลิกเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่กันละ แต่ผมจะมาเรียกจากเมนูแทนนะครับ คือไปที่เมนู File เลือก New Virtual Machine เมื่อหน้าจอ Wellcome ขึ้นมาก็ next ต่อไปอีกจนถึงหน้าจอ Select a Guest operating System เพื่อให้เราเตรียมพื้นที่สำหรับคอมพิวเตอร์พร้อมระบบปฏิบัติการเครื่องใหม่ของเราครับ



ตรงนี้ต้องตัดสินใจแล้วครับ ว่าอยากจะได้คอมที่ติดวินโดวส์อะไรไว้ใช้งาน ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ 3.1 จนถึง Longhorn ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าต่อๆไปจะมี Vista มาให้ลองด้วยหรือเปล่า

นอกจากระบบวินโดวส์แล้ว ยังสามารถเลือกติดตั้ง Linux, Novel NetWare, Sun Solaris หรืออะไรอื่นๆได้อีก เพียงแต่ว่า VMware จะเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์เปล่าๆ ที่เหมาะสมกับระบบที่เราเลือกไว้เท่านั้น ส่วนตัวระบบปฏิบัติการนั้น เราจะต้องตระเตรียมจัดหาแผ่นติดตั้งกันเอาเอง

วันนี้ ผมนึกอยากจะลองเล่น Linux ดูสักหน่อยครับ เลยเลือกไปที่ Linux แล้วมาเลือกเป็นเวอร์ชั่น Other Linux เพราะไม่มั่นใจว่าที่ผมมีเรียกว่าอะไรกันแน่ จากนั้นก็ Next ไปอีก 1 ครั้งครับ

ตรงนี้จะให้เราเลือกพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ของเรา ว่าจะให้ไปสร้างฮาร์ดดิสก์จำลองของ Linux ไว้ตรงใหน ก็อย่างที่บอกครับ ถ้าใครมีพื้นที่ว่างเยอะๆก็เลือกค่ามาตรฐานได้เลย ส่วนผมไปมีที่ว่างอยู่อีกที่นึง ก็เลือกไปตามต้องการครับ

Next มาอีกทีก็ถึงหน้า Network Type ก็คงไว้อย่างเดิม แล้ว Next อีกที จะมาเจอพื้นที่ที่เตรียมไว้ 4 G. ก็เอาตามนั้น แล้วก็ Finish ครับ

จากหน้าจอนี้ ผมก็พร้อมจะเปิดเครื่องคอมเสมือน เพื่อติดตั้ง Linux แล้วละครับ ก็เอาแผ่นติดตั้งใส่ซีดีไว้ให้พร้อม กด Start ใน VMWARE คอมเครื่องใหม่ในเครื่องเดิมก็จะทำงานทันที



จากรูปข้างบน จะเห็นว่าผมกำลังติดตั้ง LINUX ที่เห็นว่ากำลังฟอร์แมทระบบนั้น มันกำลังทำงานบนเครื่องคอมเสมือน ไม่ได้ฟอร์แมทระบบหลักของผมครับ และสังเกตสักหน่อยจะเห็นว่า ผมลงระบบปฏิบัติการไว้หลายๆตัว ซึ่งการติดตั้งแต่ละตัว ก็เหมือนกับการติดตั้งบนคอมทั่วๆไปนั่นเอง

สรุปรวบรัดตัดความ เมื่อเปิด VMWARE ในครั้งต่อๆไป ก็กดปุ่ม Start เพื่อเปิดคอมเสมือนนะครับ แล้วเวลาจะเลิกใช้งาน ก็ควรสั่ง SHUT DOWN ระบบปฏิบัติการใน VMWARE เสียก่อน แล้วค่อยปิด VMWARE

ในการสลับการทำงานของเม้าส์ เมื่อเราคลิกเข้าไปภายในหน้าจอของ VMWARE แล้ว เม้าส์จะถูกตัดขาดจากระบบหลักชั่วคราว คือเราจะมองเห็นเม้าส์วิ่งอยู่ภายในบริเวณของ VMWARE เท่านั้น จะมาคลิกทำอะไรนอกกรอบไม่ได้ การจะกลับออกมาที่ระบบหลัก จะต้องกดปุ่ม Ctrl ค้างไว้ แล้วกด Alt จากนั้นก็ปล่อยพร้อมกัน เม้าส์จึงจะออกมาใช้งานกับระบบหลัก ภายนอกกรอบของ VMWARE ได้ (ไม่ค่อยสะดวกนะครับ แต่...)

ในหน้าจอของ VMWARE ให้ไปที่เมนู VM แล้วเลือก Install VMware Tools จากนั้นก็ทำการติดตั้งตามปกติ ตรงนี้จะเป็นการอัพเดทบรรดาไดร้ฟ์เวอร์ของเม้าส์และจอภาพ มีผลทำให้สามารถปรับจอภาพได้หลายขนาด ด้วยความละเอียดสีที่สวยงามมากขึ้น

ประโยชน์ของ VMware Tools ที่สุดยอดก็คือ เม้าส์จะไม่แยกระบบหลักกับระบบใน VMware อีกแล้ว เราสามารถคลิกตรงใหนก้ได้ ข้ามไปข้ามมาทั้งในหน้าจอของระบบหลัก และหน้าจอของ VMware ได้เลยทันที ไม่ต้องคอยกด Ctrl+Alt สลับไปมาให้ยุ่งยากอีกต่อไป

อีกนิดนึงครับ คือมีบางระบบ เช่น Windows2003 เมื่อติดตั้งเข้าไปใน VMware แล้ว ขณะที่บูตเข้าระบบ จะต้องกด Ctrl+Alt+Del เพื่อป้อนชื่อและรหัส การกด 3 ปุ่มนี้ จะทำให้มันมีผลกับระบบหลักด้วย ซึ่งอาจจะทำให้สับสนได้ ทาง VMware ก็เลยเตรียมทางออกไว้ให้ โดยให้กด Ctrl+Alt+Insert แทน ซึ่งจะมีผลเหมือกับการกด Ctrl+Alt+Del แต่จะมีผลอยู่ภายใน VMware เท่านั้นครับ

สำหรับผูที่อยากลอง LINUX แบบไม่ยุ่งยาก หลังจากที่ติดตั้ง VMware เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้หา LINUX ประเภท LIVE CD มาเตรียมไว้ครับ เดี๋ยวนี้มีหลายๆเวอร์ชั่นให้ลองใช้งานกัน (ถ้าถามผมตอนนี้ ผมว่า LIVE-CD V.7 กำลังดีครับ) ซึ่งไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากเลย พอใส่ซีดีรอไว้ กด Start ใน VMware ระบบเสมือนก็จะบูตด้วยซีดี แล้วเข้า LINUX โดยไม่ต้องมีการแบ่งพาร์ทิชั่นเพื่อการนี้ใดๆทั้งสิ้น (ปกติจะค่อนข้างยุ่งยากครับ)

จะมีต้องปรับอยู่บ้างก็เกี่ยวกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตครับ คือถ้าระบบเป็นแบบแจก IP ก็จะสามารถใช้งานได้ทันที แต่ถ้าระบบหลักเป็นแบบ FIX IP ก็จะต้องปรับตั้งค่า IP ใน LINUX กันก่อน ซึ่งผมใช้งานแผ่น V.7 เมื่อปรับแล้วก็สามารถใช้ได้ทันที ไม่ต้องการการรีบูตอีกต่างหาก นั่งเล่น LINUX เพลินเลยครับ

เพิ่มเติม
ในเวอร์ชั่นใหม่ๆนี้ จะมี VMware Player เพิ่มเข้ามา ช่วยให้การใช้งานวินโดวส์บน VMware นั้นเร็วมากขึ้น และก็สะดวกปลอดภัยมากขึ้น เพราะว่าตัว Player นี้ จะไม่สามารถปรับแต่งค่าต่างๆได้ เป็นตัวที่ใช้เรียกระบบปฏิบัติการใดๆก้ได้ ที่ได้ถุกติดตั้งไว้ ขึ้นมาใช้งานเท่านั้น

เ้พื่อความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ผมจึงเข้าไปที่ไฟล์ .vmx ของระบบที่ได้ติดตั้งไว้ เช่น ถ้าเราติดตั้ง Windows 2000 Server เอาไว้ ก็จะพบไฟล์ Windows 2000 Server.vmx อยู่ในที่เดียวกัน เมื่อดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์นี้ มันก็จะเรียกเปิดโปรแกรม VMware ขึ้นมา แต่ผมเข้าไป"คลิกขวา"แล้วเลือก"OpenWith"เพื่อเลือกหาโปรแกรมที่จะเปิด ก็เลือกให้เป็น VMware Player ในครั้งต่อๆไป เมื่อเราดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์นี้อีก ก็จะเป็นการเปิด VMware Player ขึ้นมาอัตโนมัติครับ

เวลาจะปิดระบบ VMware ก็ไม่จำเป็นต้อง ShutDown วินโดวส์หรือลีนุกซ์ที่อยู่บนนั้น เราสามารถคลิกปิด VMware ได้ทันที แถมเวลาเปิดขึ้นมาใหม่ VMware จะกลับคืนไปยังช่วงเวลาที่เราปิด เรียกว่าถ้าทำงานอะไรค้างไว้ สามารถเข้าไปต่อได้ในทันที สะดวกมากๆครับ

จบดื้อๆอย่างนี้ละ...บายครับผม

*********
หมายเหตุล่าสุดครับ
ตอนนี้เน็ตที่บ้านเร็วขึ้นกว่าเดิมแล้ว เลยมาอัพโหลดไฟล์ไว้ให้ครับ มี 2 พาร์ทด้วยกัน เอาลงมาไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน แล้วสั่งแตกจากพาร์ท 1 นะครับ แล้วจะได้ไฟล์ติดตั้งกับไฟล์เล้กๆอีกไฟล์นึงครับผม

VMWARE5.5 Part1

VMWARE5.5 Part2




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2549   
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2551 17:13:00 น.   
Counter : 3566 Pageviews.  


จอคอมเก่าๆ เอามาดูทีวี งบ 700 กว่าบาท


|"ลุงไม้..."|


ด้วยว่า ปีนี้ ลูกชายจบ ม.6 พอดี แล้วได้โควต้าไปเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี (เอกสารสนเทศคอมพิวเตอร์) พ่อ(นักคอม)อย่างผม ก็เลยต้องยกคอมให้ไปด้วย 1 ชุด ด้วยลูกชายค่อนขอดมาว่า เด็กแผนกคหกรรมยังเอาคอมไปด้วยเลย (นี่ถ้าเรียนการประมง สงสัยต้องซื้อเรือให้แน่ๆ)

ทีแรกกะว่าจะซื้อการ์ดทีวีสักอัน ใส่ให้ไปไว้ดูแก้เหงา เพราะที่หอพัก เขามีสายอากาศ เตรียมไว้ให้แล้ว ไปสอบถามดูจากร้านคอมแถวๆบ้าน ไปเห็นของ ACER ราคา 2500 บาท เขาคุยว่าการ์ดนี้ตัดต่อ VDO ได้สบายๆ มี FM ด้วย ตั้งโปรแกรมบันทึกบอลโลกได้อย่างง่ายๆ ฯลฯ เกินงบไปมากโขครับ เลยขอตัวออกมา ก็ที่ผมต้องการ มันแค่เอาไว้ดูทีวีแก้เหงาบ้างก็พอแล้ว...

พอดีว่ามีวันหยุด ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตรงกันทั้งครอบครัว เลยเปลี่ยนแผนการ ไปหาลูกที่จันทบุรีอย่างกระทันหัน จะไปเซียร์รังสิต เพื่อหาซื้อการ์ดทีวีก็ไม่ทัน เลยต้องยกทีวี 14 นิ้วในห้องน้องสาวติดไปด้วยเลย ขนของเหมือนย้ายบ้านเลยครับ อัดแน่นในรถเก๋งคันเก่าๆแปร้ไปเลย

พอกลับมาบ้าน ทีนี้น้องก็ไม่มีทีวีดูน่ะสิ พอดีว่าผมมีจอคอม 14 นิ้วเก่าๆอยู่จอนึง ช่างที่สระบุรีบอกว่าซ่อมไม่ได้ วันก่อนมีพ่อค้ารับซื้อของเก่า จำพวกเศษเหล็ก กระดาษกล่อง ขวดพลาสติค เขารับหมด ภรรยาผมเห็นจอคอมเกะกะ เรียกถามผมว่า...
"พ่อมึ้งงงง...เขาให้ 20 บาทเอามั้ย?"
ผมฟังแล้วเลยบอก...
"แม่มึ้งงงง...เอาเก็บๆไว้ดูใจสักพักก่อนนะ...!"
โห...ให้ 20 บาท นี่ถ้าให้สัก 100 ขึ้นไป ผมคงตัดใจทิ้งไปแล้ว!

บังเอิญว่า ถัดมาไม่กี่วัน มีจอในร้านเกิดเสียขึ้นมา เลยต้องส่งซ่อม แต่เปลี่ยนใจว่า ไม่ซ่อมที่สระบุรีแล้ว(เข็ด)ไปร้านอมรที่เซียร์ดีกว่า เลยถือโอกาส ลองเสี่ยงส่งจอที่เขาว่าซ่อมไม่ได้นี้ไปด้วย ผลปรากฏว่า ร้านอมรซ่อมได้แฮะ! ก็กะเอาไว้สำรอง เวลาจอในร้านเกมเสีย (นอกจากงานประจำแล้ว เย็นๆถึง 3 ทุ่ม ผมเปิดร้านเกมส์ด้วยครับ)

หลังจากวนหาที่จอดรถอยู่พักนึง มาได้ที่ชั้น 2C (การวนหาที่จอดรถแล้วหาได้ ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของชีวิต!!??) เดินๆหามองโน่นมองนี่ ไปเจอเจ้า COMBO TV BOX เข้าตรงหน้าลิฟท์ ติดราคาไว้ 790 บาท อ่านดูสเป็คคร่าวๆว่า ต่อกับจอคอมได้เลย ไม่ต้องมีเครื่องคอมก็ได้



น่าสนใจแฮะ...แต่ยังก่อน...?
ด้วยประสบการณ์ที่เดินเซียร์บ่อยครั้ง ผมเลยลองเดินดุ่มๆลึกเข้าไปในห้าง ตาก็มองหาเจ้า COMBO TV BOX นี้ไปด้วย จึงพบว่าเป็นสินค้าที่ค่อนข้างกำลัง "อินเทรนด์" อยู่พอดี เจออยู่หลายร้าน ราคาก็กวัดแกว่งอยู่ระหว่าง 740 ถึง 790 บาท



ในกระเป๋าผมมีตังค์อยู่ 720 บาทครับ (จ่ายค่าซ่อมจอไปแล้ว งบไม่พอแน่ๆ) เดินวน 2-3 รอบแล้ว เห็นราคาไม่ต่ำกว่านี้แน่ เลยตัดสินใจเข้าไปคุย จะได้เป็นข้อมูลเพื่อกลับมาเอาอีกที คุยไปคุยมา อืมมม...พนักงานขายพูดจาดีแฮะ แนะนำฟังก์ชั่นต่างๆได้ถูกใจ ผมเลยลองๆบอกไปว่า ผมหมดตัวแล้วนะเนี่ย จ่ายโน่นจ่ายนี่ไปหลายรายการ มีอยู่ 720 บาทเนี่ย ถ้าลดให้นะ ผมเอาไปเลย!!!

พนักงานขายบอกว่า...
"แหม...ไม่ได้บอกผ่านนะเนี่ย...ไม่ได้ค่าาาา..."
ไอ้กระผมน่ะอยากได้ใจจะขาด ถ้ามี 800 เขาบอก 800 ก็เอาแล้วแหละ แต่นี่หมดตัวจริงๆ ไม่ได้แกล้งอำ หันไปหันมา อ้าว...เจอเหรียญ 10 ในกระเป๋าเสื้ออีกเหรียญ เลยต่อรองไปประมาณว่า เนี่ย...ผมมี 730 บาท (ขาดตัว) ถ้าไม่ได้ อาทิตย์หน้าผมจะมาใหม่ เก็บไว้ให้ด้วยนะ

พนักงานขายเดินไปเดินมาสักครู่...เอ้า...ให้พี่คนเดียวเลยนะเนี่ย!!!



เรียบร้อย...กลับมาถึงบ้านก็แบกจอ 14 นิ้ว ขึ้นไปบนห้องลูกสาว เอาสายจากจอมาต่อเข้าที่หลัง COMBO TV BOX ซึ่งเป็นขั้วสำหรับเสียบจอ แบบเดียวกันกับ ที่อยู่หลังคอมนั่นแหละ จัดการเสียบสายอะแด็ปเตอร์ เปิดเครื่อง เปิดจอ เริ่มต้นใช้งานกันเลย



ที่เห็นข้างบนนี่ เป็นการต่อสายข้างหลัง จากซ้ายมาขวา ก็จะเป็นสายอากาศ สายอะแด็ปเตอร์ และสายต่อจอภาพ ซึ่งคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วครับ



อันดับแรกเมื่อยังไม่ได้จูนสถานี มันจะแสดงภาพพื้นสีฟ้าเข้มๆออกมา ผมก็จัดการปรับภาพ ด้วยปุ่มปรับที่หน้าจอมอนิเตอร์ ให้ได้เป็นรูป 4 เหลี่ยมเต็มจอพอดี ไม่เอียง ไม่บวม จากรูปข้างบนนี้ เป็นบริเวณปุ่มสำหรับ ปรับแต่งจอภาพ ซึ่งเป็นระบบรุ่นเก่า(จริงๆ) ไม่มีค่าตัวเลขใดๆให้เห็น มองดูด้วยตาแล้วกดๆเอาเท่านั้นครับ

หลังจากนั้นก็คว้าคู่มือเล่มเล็กมาเปิดๆคร่าวๆ อ่า...ได้การละ มีฟังก์ชั่นให้สแกนคลื่นอัตโนมัติด้วย พอดีว่าที่บ้านเป็นเคเบิ้ลรายเดือน ก็เลยสั่ง auto ซะทีเดียว รอสักพักก็ครบ 25 สถานี



รูปนี้เป็นภาพรวมครับ จะเห็นว่าไม่ต้องมีอะไรมากเลย จอเก่าๆ (เก่าขนาดใหนดูเอาเถอะ!) และ COMBO TV BOX ตัวเดียว เท่านี้ก็ไม่พลาดรายการสำคัญๆแล้ว อย่างเช่นในรูป เป็นการถ่ายทอดสด วันนี้วันที่ 12 มิถุนายน 2549 เนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ซึ่งในรูปกำลังทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากประเทศต่างๆ

เส้นดำๆที่พาดกลางจอนั้น เกิดจากการไม่เท่ากัน ของความถี่ในการสแกนภาพ กับความถี่ของแสงไฟในห้องผม และรวมกับเวลาการจับภาพของกล้อง เลยเห็นแถบดำอย่างนั้น แต่ภาพจากจอจริงๆไม่มีนะครับ ชัดเจนดีทีเดียว

ยังมีลูกเล่นอื่นๆอีกมาก เช่นการปรับแต่งสี ปรับความสว่าง การปรับความคมชัด การตั้ง "2 ช่องสลับด่วน" อันนี้ผมตั้งชื่อให้เอง คือกดปุ่มเดียวสลับช่องไปมาได้ แบบว่าอาการนี้ผมเป็นบ่อย ชอบติดรายการทีเดียว 2 รายการ สลับได้ในปุ่มเดียวทันใจดีแท้

ที่สำคัญ...ตั้งเวลาปิดได้ด้วย ก็กดง่ายๆเหมือนทีวีทั่วๆไปนั่นเอง

ก็คิดว่าสมราคา สมน้ำสมเนื้อเขาละ กับราคาค่าตัวแค่ 700 กว่าบาท จะให้ชัดเจนแจ่มแจ๋ว เหมือนทีวีเรือนหมื่นได้อย่างไร ภาพที่ได้ก็ออกมา ในโทนทึมๆหน่อย ซึ่งเป็นคุณสมบัติ ของจอมอนิเตอร์เอง และหากช่องใหนสัญญาณอ่อนมากๆ ก็จะมีเส้นรบกวนให้เห็นได้บ้าง



เสียงจากลำโพงตัวเล็กๆ ที่อยู่ด้านบนของตัวเครื่องนั้น ก็อาจจะดังไม่น่าฟังเท่าไร ถ้าได้ลำโพง 3 ทางที่ใช้กับคอมสักตัว เสียงน่าจะดีขึ้นมากกว่านี้ เห็นเขาคุยว่าเป็นแบบสเตอริโอด้วยนะ ช่องหรือสาย สำหรับเอาไปเข้าแอมป์ขยายภายนอก เขาก็เตรียมไว้ให้เหมือนกัน ไว้วันหลัง ค่อยเพิ่มเติมอีกที

ใช้งานไปสักพัก ลองจับดูที่ตัวเครื่อง ออกจะอุ่นๆอยู่เหมือนกัน ทางที่ดีควรจะวางในที่โล่งๆ เพื่อจะได้ช่วยระบายความร้อนได้บ้าง จะได้อยู่ดูทีวีได้นานๆครับ

ใครมีโน้ตบุ๊ค ที่มีที่เสียบเป็นหัวกลมๆ เขาก็มีสายต่อเตรียมไว้ให้ หากจะไปซื้อไปหามาไว้ใช้ ก็ลองหิ้วโน้ตบุ๊คไปลองเลยก็น่าจะได้ แต่เห็นคนขายเขาบอกว่าใช้ได้โดยที่ไม่ต้องเปิดโน้ตบุ๊ค ซึ่งผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนักครับ



จอเก่าๆของผม ตอนนี้ไม่รู้สึกว่าวางเกะกะอีกแล้วครับ




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2549   
Last Update : 6 กรกฎาคม 2550 18:10:21 น.   
Counter : 27581 Pageviews.  


ล้างผ้าซับหมึก CANON IP1000


|"ลุงไม้..."|


ท่ามกลางความลังเล... เพราะเหตุว่า การเล่นอะไรกับเครื่องพิมพ์แล้ว ผมละกลัวจริงๆ ทั้งน็อต ทั้งสกรู ทั้งสปริง ทั้งเฟือง ฯลฯ สาระพัดที่จะบอบบางและต้องการความแม่นยำครับ

CANON IP1000 เป็นเครื่องพิมพ์เครื่องที่ 4 ประจำตระกูลผม เริ่มมาจาก EPSON แบบ DOT ตัวแรกซึ่งขายไปนานแล้ว ตัวที่ 2 เป็น EPSON INKJET จำรุ่นไม่ได้ พังไปเรียบร้อยครับ ร้านบอกซ่อมไม่ได้เลยทิ้งไว้ที่ร้านเลย ตัวที่ 3 เป็น HP 3500 ใช้อยู่นานเหมือนกัน ระยะหลังๆระบบ FEED ไม่ค่อยดี ดึงกระดาษหนาๆไม่ค่อยได้ เลยให้ไปนอนพักผ่อนอยู่ในกล่อง

ตัวที่ 4 ปัจจุบัน หลังจากที่หมึกแท้(แถมมา)หมดไป ผมก็ใช้หมึกตลับเทียบเท่าบ้าง ใช้ฉีดเติมบ้าง จนมาซื้อกล้องดิจิตอล(ไม่น่าเกี่ยวกันนะ) มีรูปให้พิมพ์เยอะมาก เลยตัดสินใจสั่ง INKTANK ของ //www.bnetshop.com/ มาประกอบด้วยตนเอง และใช้งานมาจนเติมหมึกชุดที่ 2 แล้ว

อันนี้ขอออกนอกเรื่องหน่อยนึงครับ (คุยแล้วเพลิน) คือตอนแรกเนี่ย ซื้อกล้องมาใหม่ๆ ถ่ายกันอุตลุต มีรูปที่ต้องพิมพ์เยอะจนคิดว่า ซื้อตลับหรือฉีดเติมไม่ไหวแล้ว มันเปลืองและเสียเวลาครับ เลยใช้ INKTANK แทน กลับปรากฏว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีรูปให้พิมพ์สักเท่าไร ส่วนมากพิมพ์แต่ตัวอักษร หลังๆนี่ 2-3 วันต้องสั่งพิมพ์สีแดง น้ำเงิน เหลือง เป็นแถบๆเพื่อกันหัวพิมพ์ตัน

พอๆกับกล้องแหละครับ แรกๆซื้อก็โอ้โห...ซื้อถ่านแบบอัลคาร์ไลน์จนไม่หวาดไม่ไหว ถ่ายกันไม่ยั้ง เพื่อนฝูงพี่น้องก็มายืมไปถ่ายกันบ่อยๆ พอตัดสินใจซื้อถ่านชาร์จได้ เดี๋ยวนี้ต้องเปิดกล้องถ่ายทิ้งไว้ ให้ถ่านมันหมคๆไปบ้าง กลัวถ่านบวมคากล้อง

IP1000 กับ INKTANK ไปกันได้ด้วยดี(อย่างเป็นปี่เ็ป็นขลุ่ย) ซึ่งเป็นธรรมดาของเครื่องพิมพ์แบบ INKJET ทุกเครื่องครับ เมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่ง ผ้าซับหมึก ซึ่งเอาไว้รองรับน้ำหมึกที่เกิดจากการสั่งล้างหัวพิมพ์ จะค่อยๆซับน้ำหมึกเอาไว้จนเต็มตัวมัน ถึงตอนนี้ระบบก็จะเตือน โดยอาจจะเตือนมาตรงๆแบบ IP1000 นี้ว่าผ้าซับหมึกใกล้เต็มแล้ว หรือบางยี่ห้ออาจจะเตือนเป็นไฟกระพริบๆก็แล้วแต่ โดยทั่วๆไปคือต้องนำเครื่องเข้าศูนย์หรือร้านบริการ ให้จัดการเปลี่ยนผ้าซับหมึก และรีเซ็ทการเตือนให้เริ่มต้นใหม่

สำหรับคนจนๆอย่างผม การส่งเครื่องเข้าศูนย์เป็นอะไรที่หวาดๆอยู่มากครับ ก็เลยต้องหาวิธีประหยัด ด้วยการตามบอร์ดต่างๆ รวมทั้งสอบถามกับทางเจ้าของ INKTANK คือ B-NET ด้วย ทำให้พอรู้ว่า เราสามารถถอดเอาผ้าซับหมึกมาล้างน้ำ แล้วเป่าหรือตากให้แห้ง ก็จะยังสามารถนำกลับไปใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง

เพียงไขควงเทสต์ไฟ 1 อัน กับไฟฉายเล็กๆอีก 1 กระบอก ผมนั่งเล็งๆส่องๆอยู่ 2 วันครับ วันแรกลงมือถอดน็อตถอดหน้ากากแล้ว เห็นเฟืองเห็นสปริงยุ่บยั่บข้างใน เกิดถอดใจ ประกอบกลับซะงั้น

พอดีว่ามีงานที่ต้องพิมพ์ด่วนเข้ามารอ หันรีหันขวาง เลยเข้าปรึกษาในบอร์ดอีกรอบ วันต่อมาเลยถอดอีกครั้งหนึ่งด้วยความมั่นใจ ปรากฏว่าสำเร็จครับ

ผมใช้วิธีที่ว่า ถอดน็อตจากจุดใหน ก็เอาปากกาเคมี ทำ"จุด"ไว้ที่หัวน็อต แล้วก็ที่ข้างๆรูน็อตไว้เลย เช่น รูที่ 1 แต้ม 1 จุดที่หัวน็อต แล้วแต้ม 1 จุดข้างรูน็อต แบบนี้เรื่อยๆไป เวลาขากลับจะได้ไม่พลาดครับ (B-NET แนะนำผมไว้ครับ)

เสียดายว่าไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแกะ ตอนนั้นคิดไม่ทันครับ รื้อออกมาวางแล้วจึงนึกได้ว่า น่าเก็บเอามาฝากผู้ที่แวะมาเยี่ยมเยียนบล็อคสักหน่อย น่าจะมีประโยชน์กว่าการเก็บไว้คนเดียว



รูปข้างบนนี้เป็นใส้ในครับ ถอดสาย 1 จุด สปริงตัวใหญ่ๆที่ใช้ดันส่งกระดาษ 1 ตัว และเส้นพลาสติคยาวๆที่มีอักษรตัว L เพื่อบ่งบอกว่าอยู่ด้านซ้าย 1 เส้น เส้นพลาสติคใสๆนี้ จะสอดเข้าไปใน"ห่วง"ทางด้านหลังของแท่นหัวพิมพ์ เล็งให้ดีๆก่อนถอดนะครับ ขากลับจะได้ไม่พลาด นอกนั้นมีแต่สกรูเกลียวปล่อยล้วนๆไม่กี่ตัว

นอกจากส่วนของฝาพลาสติคต่างๆแล้ว สำหรับส่วนของแผงวงจร กับส่วนของเฟืองดูดกระดาษ จะใช้วิธีค่อยๆยก แล้วเบี่ยงๆออกมาวาง โดยหลีกเลี่ยงการถอดสาย หรือถอดเฟืองต่างๆ (กันพลาด) โดยเฉพาะ ท่อขาวๆ 2 ท่อ อย่าให้หลุดเชียว เพราะมันเป็นท่อสำหรับ"ดูด"เศษหมึก ผ่านปั๊มดูด แล้วไปปล่อยลงผ้าซับหมึกอีกที

ท่อ 2 ท่อนี้ ผมได้รับคำแนะนำจาก B-NET ว่า ห้ามถอดหรือตัดเด็ดขาด เพราะว่ามันเป็นท่อสำหรับดูดหมึกขึ้นไป หากคิดจะทำท่อน้ำทิ้ง ต้องไปทำอีกด้านนึงของปั๊มดูด ซึ่งเมื่อยกออกมาก็จะเห็นอย่างชัดเจนครับ



ชัดๆใกล้ๆดังรูปบนครับ ผ้าซับหมึกจะมี 2 ชิ้น ชิ้นเล็กด้านขวานี่ดำมืดแล้ว ชิ้นใหญ่ก็ปริ่มๆ สังเกตุว่า เริ่มมีการฟุ้งกระจายบ้างแล้ว นี่ถ้าฝืนใช้ต่อไปอีกสักพักคงเลอะเทอะกว่านี้แน่ๆครับ

ก็จัดการยกเอาผ้าซับหมึกนี้ออกไป อย่าจับแรงและอย่าให้หลุดมือเป็นอันขาด เพราะมันอุ้มน้ำหมึกเอาไว้จนเพียบแปร้เลย ถ้าหล่นลงพื้นเมื่อไรเป็นกระจายครับ

หาบริเวณเหมาะๆ อาจต้องต่อสายยางมาจากก๊อกน้ำอีกที เลือกหาพื้นที่ที่น้ำระบายได้ดีๆหน่อย ย้ำครับ... หาที่เหมาะๆน้ำทิ้งไหลสะดวกๆ ไม่งั้นเลอะแน่ๆ ปริมาณหมึกที่ล้างออกเยอะเอาเรื่องเหมือนกันครับ เปิดก๊อกน้ำฉีดเบาๆ เอามือกดๆจนเห็นว่าไม่มีสีหมึกออกมาแล้ว ก็เอามาผึ่งพัดลม 2-3 ชั่วโมงให้แห้งสนิท



นี่ละ หน้าตาของผ้าซับหมึก ถ้าถามความเห็นของผม การล้างแล้วนำกลับไปใช้ใหม่ ก็คงจะได้อีกสักระยะหนึ่ง ถ้าจะให้แน่นอนต้องเปลี่ยนเลยครับ



นี่คือส่วนล่างของเคส ซึ่งเป็นแอ่งสำหรับสิงสถิตย์ของผ้าซับหมึก ซึ่งผมเล็งเอาไว้แล้วว่า ขั้นตอนต่อไปในการเปิดเคสของ IP1000 ก็คือการต่อท่อทิ้งหมึกออกมาข้างนอกครับ คงไม่ใช้ผ้าซับหมึกกันละครับ คงต้องวานเพื่อนที่ทำงานอยู่โรงพยาบาล เอาสายน้ำเกลือมาให้สักฟุต ไว้ทำเมื่อไรจะเอามาลงให้อ่านกันอีกครับ



หลังจากประกอบกลับเสร็จเรียบร้อยยังไม่ได้ปิดฝาหน้า ขอเก็บรูปเพื่อโชว์ท่อส่งน้ำหมึกจาก INKTANK กันจะๆครับ ก่อนจะเริ่มพิมพ์งาน้ ต้องปฏิบัติขั้นตอนนี้ก่อนครับ

1.ถอดสาย AC ออกจากหลังเครื่องพิมพ์ก่อน ส่วนสาย USB เสียบรอไว้ได้เลย
2.จัดตำแหน่งมือให้เหมาะๆ โดยจะต้องกดสวิทซ์เปิดเครื่องพิมพ์ค้างไว้ พร้อมๆกับเสียบสาย AC กลับเข้าไปด้วย
3.หลังจากเสียบสายแล้ว ให้กดสวิทซ์เพื่อปิด
4.กดสวิทซ์เปิดอีกครั้ง เครื่องพิมพ์จะสามารถใช้งานได้แล้ว

4 ข้อข้างบน เป็นการรีเซ็ทชั่วคราวครับ เมื่อปิดเครื่อง แล้วเปิดใช้งานในครั้งต่อไป เครื่องจะยังเตือนขึ้นมาอีก ต้องกดปุ่ม Resume ที่อยู่ด้านขวาของปุ่มเปิดเครื่องนั่นละครับ ก็จะพิมพ์ได้สักระยะหนึ่ง

เมื่อใช้แบบนี้ไปสักระยะ(ไม่นานเท่าไร) ทีนี้เครื่องจะฟ้องว่าผ้าซับหมึกเต็มแล้ว (จากเมื่อก่อนฟ้องว่าใกล้เต็ม) เครื่องจะไม่ยอมพิมพ์งานอีกเลย

ตอนนี้ต้องไปดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับเคลียร์ค่าในหน่วยความจำของเครื่องพิมพ์ เพื่อให้เครื่องพิมพ์รีเซ็ทตัวนับของผ้าซับหมึกที่เราล้างไปแล้ว โดยเข้าไปที่ //www.printersiam.com/ แล้วไปที่ Download ที่ลิ้งก์ IP1000 SERVICE TOOL ส่วนคู่มือ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งก์ BUFFER CLEAR CANON PRINTER ซึ่งเขาจะรวมไว้หลายๆรุ่นครับ

หลังจากติดตั้งโปรแกรมแล้ว ก็จัดการไปตามคู่มือได้เลย ถึงแปลไม่ค่อยได้ แต่ผมก็เดาๆเอาจนผ่านน่ะครับ เอาเป็นว่า ผมจะสรุปจากคู่มือให้อีกครั้งนึงนะครับ เพราะที่ผมทำข้างบนนั้น ผมไม่ได้ประกอบฝาหน้าเข้าไปครับ

Canon PIXMA iP1000
Waste Ink Counter Reset.


Step 1: Manual for Service mode
1. Unplug power and USB.
>> ถอดปลั๊กและสาย USB
2. Open door and hold power button.
>> เปิดฝาและกดปุ่มปิดเปิด(ปุ่มซ้าย)ค้างไว้
3. Connect power.
>> เสียบปลั๊ก
4. Close door, then release power button.
>> ปิดฝา แล้วกดปุ่มเปิดเครื่อง

step 2 : Software for Permanant
ตรงนี้ขอให้ข้ามไปอ่านที่หัวข้อ เพิ่มเติม ได้เลยนะครับ เพราะลองเดาๆแปลๆตามคู่มือแล้ว ยังไม่สามารถเข้าใจได้ชัดเจน พอเข้าไปค้นในบอร์ดของ B-NET ก็พบเข้า และสามารถทำงานได้ผลครับ

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามานะครับ ก็อย่างเคยครับ พบอะไรตกหล่น เข้ามาทักท้วง แนะนำ หรืออื่นๆได้ตลอดเวลา...

สวัสดีครับผม...

เพิ่มเติม

อ่านพบคำตอบของท่าน Admin ของ B-NET จากบอร์ด ขออนุญาตจำมาบอกต่อกันที่นี่ด้วยดังนี้นะครับ

1. ที่ช่อง USB PORT ให้เลือกเลือก usb ให้ตรง ถ้าไม่มีอุปกรณ์อื่นใดต่อร่วมด้วย มันก็จะมีอันเดียวให้เลือก ย้ำ...มีอันเดียวก็ต้องคลิกเข้าไปเลือกนะครับ เพราะมันจะไม่แสดงออกมารอครับ

2. ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ EEPROM CLEAR

3. ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ CLEANING

4. ในกรอบ SET DESTINATION คลิกที่ปุ่ม IP1000

5. ใส่กระดาษเข้าไปสัก 1 แผ่น

6. คลิกปุ่ม TEST PATTERN 3 เพื่อทดสอบการพิมพ์

7. เมื่อพิมพ์ออกมาเรียบร้อยแล้ว (2 บรรทัดตัวอักษร และ 1 บรรทัดแถบสี) ก็เป็นอันเสร็จพิธี

นั่งรอสักพักครับ สังเกตดูว่าไฟจะกระพริบ(สีเขียว) จนไฟนิ่งแสดงว่าเรียบร้อย






ปล.ผ่านฤดูฝนมา ไฟฟ้าก็ติดๆดับๆค่อนข้างบ่อย IP1000 เลยป่วยหนัก คลิกอ่านกันได้ ที่นี่ครับ




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2549   
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 21:04:37 น.   
Counter : 10136 Pageviews.  


Process Explorer สอดส่องโปรแกรมที่กำลังรัน

สงสัยจะโดนอีกแล้ว
วันนี้เครื่องผมมีอาการแปลกๆครับ คือเวลาเข้าเว็บต่างๆ ดูเหมือนว่าจะคลิกดูต่อๆไปไม่ได้ ลองไปดูที่ About ของ IE ก็ปรากฏว่าตัวเลขแสดงเวอร์ชั่นต่างๆหายหมด อ้าว...ส่อแวว

จะลองไปดูหน่อยว่ามีโปรแกรมอะไรแอบมาติดตั้งเพิ่มเข้ามารึเปล่า พอไปคลิกที่ ControlPanel ก็ยังเข้าได้อยู่ แต่พอไปที่ Add/Remove... กลับแสดงหน้าจอขาวโล่งออกมา...ซวยแล้ว

วิธีแรกๆที่จะพอดูได้ ว่ามีโปรแกรมอะไรแอบทำงานอยู่หรือเปล่า ก็ด้วยการกด Ctrl+Alt+Del ก็ลองไล่รายชื่อไปเรื่อยๆ อ่าาาา...เจอเข้าแล้วครับ มันชื่อว่า update.exe ซึ่งผมจำได้ว่า ผมไม่ได้ไปตั้งอัพเดทอะไรที่ใหนแน่ๆ

สงสัยจะมาแอบตั้งค่าเรียกใช้ตอนเริ่มต้นแน่ๆ ก็ลองเข้าไปที่ Start/Run พิมพ์ msconfig แล้ว enter เข้าไป เอ...ก็ไม่มีแฮะ...บ่งบอกว่าเจ้าตัวนี้แอบเข้ามาได้อย่างแนบเนียนทีเดียว

เอาไงดี...คิดไปคิดมา อ่อ...นึกได้ว่ามีโปรแกรมเด็ดๆอยู่อีกตัวนึงครับ ผมไปดาวน์โหลดมาจาก //www.sysinternals.com/Utilities/ProcessExplorer.html ครับผม

ตามไปดูตามลิ้งก์นี้นะครับ จะมีข้อมูลภาษาอังกฤษไว้พอสมควร ส่วนลิ้งก์สำหรับดาวน์โหลดจะอยู่บริเวณล่างๆครับ ถ้าคอมทั่วๆไปก็จะเป็น 32bit ส่วนใครเล่นของใหม่แล้ว ถ้าแน่ใจก็เอา 64bit ไปลอง หรือจะรุ่นแรกๆ 98/ME เขาก็เตรียมไว้ให้เช่นกัน เลือกให้ถูกนะครับ

หลังจากดาวน์โหลดมาแล้ว ก็จัดการติดตั้งเหมือนโปรแกรมทั่วๆไปนั่นละครับ พูดไปก็ไล้ฟ์บอย มาดูหน้่าตากันสักหน่อย



มองจากด้านซ้ายมือนะครับ จะเห็นชื่อไฟล์ต่างๆที่กำลังรัน ตรงหน้าชื่อแต่ละไฟล์นั้น ถ้ามีเครื่องหมาย + แสดงว่ามีไฟล์ย่อยๆอยู่ในกลุ่มอีกนะครับ

จุดสังเกตว่าไฟล์อะไรกำลังทำงานอย่างขมักเขม้น ก็คือตัวเลข % ในคอลัมค์ CPU นั่นเองครับ ซึ่งหมายความได้ว่า ขณะนี้ไฟล์หรือโปรแกรมนั้นๆ กำลังเขมือบแรงซีพียูไปประมาณกี่เปอร์เซ็น

ถ้าว่างๆปกติที่ไม่ได้รันอะไรไว้ละก็ บรรทัดบนสุด คือ System Idle Process จะต้อง % มากๆเข้าไว้ ซึ่งบรรทัดนี้จะเป็นสัดส่วนกับบรรทัดล่างๆ คือถ้ามีโปรแกรมอื่นทำงานมาก Idle ก็จะว่างน้อย(อันนี้ไม่ค่อยดี) หรือบรรทัดอื่นๆทำงานน้อย Idle ก็จะว่างมาก(อันนี้ดี)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องดูว่า ในขณะที่เรียกโปรแกรม ProcessExplorer นี้ เราได้เปิดโปรแกรมอะไรไว้อีกหรือเปล่า ก็สามารถพิจารณาได้จากชื่อที่เห็นนี่ละครับ

แต่บางที ชื่อก็ไม่ได้สื่อความหมายอะไรมากนัก อันนี้ง่ายๆครับ คือให้เอาเม้าส์ไปลอยไว้เหนือชื่อไฟล์ที่สงสัย อย่างเช่นในรูป ผมไปชี้ที่ไฟล์ vmount2.exe ก็จะมีกรอบรายงานขึ้นมาว่า C:\Program Files\Common Files\Vmware\Vmware Virtual Image Editing\vmount2.exe ซึ่งจากชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์นี้ ก็พอจะรู้ได้ว่า เป็นไฟล์ของโปรแกรม VMware ที่ผมติดตั้งเอาไว้ครับ

ถ้าเรารู้ที่มาที่ไปอย่างเช่นไฟล์ข้างบนนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันแปลกๆ โปรแกรม Process Explorer ก็เตรียมคำสั่งไว้ให้เราใช้ค้นหารายละเอียดของไฟล์ ดังรูปข้างล่างนี้ครับ



พอผมคลิกเม้าส์ขวาที่ชื่อไฟล์ จะมีเมนูขึ้นมา เมนูสุดท้ายคือ google ซึ่งก็จะเอาชื่อไฟล์ตรงนี้ ไปเป็นคำค้นใน google ก็จะได้รายละเอียดของไฟล์ออกมาเลย อย่างเช่นไฟล์ vmount2.exe ตัวนี้ พอค้นด้วย google ก็จะเข้าไปยังเว็บของ Vmware ซึ่งก็จะรู้ต้นสายปลายเหตุได้ว่ามาจากใหนครับ



แต่หากค้นแล้ว พบว่าเป็นพวกไวรัส หรือสปายแวร์ต่างๆ ก็สามารถเลือกเมนู Kill Process เพื่อหยุดการทำงานของมันได้เลย จากนั้นก็ตามเข้าไปลบในโฟลเดอร์ที่อ่านได้จากการลอยเม้าส์ในข้างต้นนั่นเองครับ

แต่ต้องระวังไฟล์เหล่านี้ คือ SMSS, CSRSS, SVCHOST เพราะว่านี่เป็นไฟล์ที่ใช้ในระบบวินโดวส์ แต่พวกโปรแกรมกันก็อปปี้วีซีดีจะเอาชื่อเหล่านี้ไปใช้ ทำให้เครื่องเราอืดหรือเพี้ยนๆไป ปกติไฟล์เหล่านี้จะทำงานให้เห็นเป็น % ที่น้อยมากๆครับ แต่ถ้าพบว่ามันกำลังกิน % อย่างกระฉูดละก็ ต้องจัดการด้ววิธีอื่นครับ วันหลังจะหามาฝากกันต่อไปครับ

พอดีว่าวันนี้ผมฆ่าเจ้าตัวที่แอบเข้าเครื่องผมไปซะแล้ว เดี๋ยววันหลังถ้าเจอใหม่ ผมจะเอาข้อมูลมาอัพเดทให้ดูกันอีกทีครับ (ผมซอกแซกไปตามที่ต่างๆบ่อยครั้ง รับรองว่าต้องได้อะไรแปลกๆมาอีกแน่)วันนี้นอนก่อนแระ...ราตรีสวัสดิ์ครับผม




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2549   
Last Update : 17 มกราคม 2550 23:06:54 น.   
Counter : 1987 Pageviews.  


1  2  3  

mitrapap
 
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




Free Domain Names @ .co.nr!
[Add mitrapap's blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com