น่าสนุก น่าติดตาม และน่าค้นหา
 

Part8ของเรื่องจริงยิ่งกว่าละคร(น้ำเน่า)

     พอมาถึงกรุงเทพฯฉันตัดสินใจกลับมาบ้านหาแม่อีกครั้ง แม่เห็นลูกของฉันจึงใจอ่อนยอมให้ฉันกับลูกและผู้ชายคนนี้เข้ามาอยู่ในบ้าน แต่ในบ้านตอนนี้มีน้องสาวย้ายออกมาจากบ้านตาเพื่อมาอยู่กับแม่ด้วย ฉันอยู่ได้แค่ไม่นานก็มีปัญหากับน้องสาวและแม่อีก


     ฉันฝากลูกชายไว้กับแม่แล้วก็ไปหางานทำกับผู้ชายคนนี้ ฉันได้เจอเพื่อนของเขาซึ่งเพื่อนของเขาก็พาฉันและผู้ชายคนนี้ไปรู้จักกับพี่ชายของเพื่อน พี่ชายของเพื่อนเขาดีมากๆ เขาขายของที่สะพานพุทธเขาช่วยฉันโดยการให้ฉันได้ดูแลร้านของเขาที่สะพานพุทธหนึ่งร้านให้ค่าจ้างวันละ300-350บ.ต่อวัน ส่วนผู้ชายที่เป็นพ่อของลูกฉันได้ค่าจ้างวันละ300บ.มันน่าจะไปได้ดี


     แต่ว่าเพื่อนของเขาเป็นคนขี้เกียจมีนิสัยชอบเอาเปรียบฉันและคนอื่นๆเราได้ค่าจ้างเท่าๆกันทุกคนซึ่งตอนนั้นมีคนทำงานในร้านประมาณ5-6คน ทุกคนโดนเพื่อนเขาเอาเปรียบจนไม่มีใครชอบ ต่างพากันรังเกียจเขาโดยเฉพาะฉันเกลียดมันมากๆ ฉันต้องอาศัยอยู่ร่วมบ้านกันทั้งหมด5-6คน ตั้งแต่ผู้ชายคนที่เป็นพ่อของลูกฉันเจอกับเพื่อนเขาคนนี้ รวมทั้งคนอื่นๆที่อาศัยอยู่ในบ้านพฤติกรรมของเขาเริ่มเปลี่ยนไป อารมณ์ร้อนมากขึ้น เป็นคนไม่มีเหตุผล พูดจาอะไรก็ไม่เข้าใจ อธิบายให้ตายยังไงก็ไม่ยอมฟัง

     ฉันทะเลาะกับเขาหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งฉันจับได้ว่าพวกมันทั้ง5-6คนนั้น ติดยาเสพติด ฉันจึงตัดสินใจหนีพวกมันออกมา วันที่ฉันออกมาฉันจำได้ว่าฉันทะเลาะกับผู้ชายคนนี้อยู่ริมถนนหน้าร้านขายของที่สะพานพุทธ
มันพูดจาด่าทอฉัน ฉันรู้สึกเกลียดมันมากและคิดอย่างเดียวว่าเลิกกับมันไปเลยดีกว่าถ้าจะต้องอยู่กับมันไปอย่างนี้ ฉันตัดสินใจทิ้งร้านนั่นแล้วก็กลับบ้านไปหาลูกของฉันที่ฝากไว้กับแม่ ฉันไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้แม่และคนอื่นๆฟังเพราะไม่อยากให้แม่ต้องเครียดไปกับฉัน ฉันบอกกับแม่ว่าฉันจะไม่กลับไปขายของที่นั่นอีก แม่บอกให้ฉันหางานทำที่มันเป็นหลักอีกหน่อยลูกต้องเข้าโรงเรียนต้องใช้เงิน


     ฉันเชื่อแม่และตัดสินใจหางานทำโดยไม่กลับไปที่นั่นอีก แต่ไอ้ผู้ชายคนนี้ก็ยังหน้าด้านหน้าทนกลับมาบ้านฉันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่บ้านฉันไม่มีใครรู้เรื่องเพราะฉันไม่ได้เล่าให้ฟัง มันขอโอกาสกับฉันกลับตัวกลับใจจะหางานใหม่ทำและจะไม่กลับไปพบกับคนพวกนั้นอีก ฉันมองหน้าลูกหลายๆครั้งแล้วก็สงสารลูกไม่อยากให้ลูกมีปมด้อยว่าไม่มีพ่อ ฉันจึงให้โอกาสมันได้แก้ตัวอีกครั้ง


     ผู้ชายคนนี้ยังหางานทำไม่ได้ ส่วนฉันได้งานทำที่บริษัทแห่งหนึ่ง ฉันทำงานในตำแหน่งฝ่ายบัญชี ซึ่งเป็นที่ทำงานที่ฉันทำมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนผู้ชายคนนี้เขาก็ขับแท๊กซี่ไปก่อนเพื่อรองานที่สมัครไว้ จนสุดท้ายเขาได้งานทำที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ยานพาหนะ แต่สันดานก็ไม่เปลี่ยนความที่เขาเป็นคนขี้เกียจ ชอบโกหก ชอบเกี่ยงงาน ทำให้เขาเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องออกจากงานอีก เป็นอย่างนี้ตลอดเวลาเขาเปลี่ยนงานมาเกือบ10ที่ เขาให้เหตุผลสารพัดว่างานไม่ดีบ้าง เพื่อนร่วมงานไม่เข้าใจบ้าง 108พันปัญหา สารพัดเหตุผลที่เขาเอามาอ้าง

 
     ทุกครั้งที่เขาลาออกจากงานฉันต้องรับภาระหนักมากๆ ฉันกลายเป็นคนมีหนี้สินเยอะแยะรัดตัวเพราะต้องหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว ไหนลูกจะเรียนหนังสือแล้ว ค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอม ค่าใช้จ่ายทุกอย่างฉันต้องเป็นคนแบกรับเอาไว้โดยที่ไม่เคยปริปากบอกใครๆเลยในครอบครัว ว่าตลอดเวลาฉันกล้ำกลืนฝืนทนกับคนๆนี้แค่ไหน ฉันเบื่อกับมันเต็มที ตอนนี้ฉันพร้อมแล้วกับการที่จะไม่มีมันอีกในชีวิต ฉันเริ่มสงสารลูกอีกว่าถ้าขืนเขามีพ่ออย่างนี้ต่อไปเขายิ่งเป็นเด็กขาดความอบอุ่น เพราะพ่อของเขาไม่เคยให้ความรักหรือความอบอุ่นกับเขาเลย ตรงกันข้ามเป็นคนเกรี้ยวกราด โมโหร้าย ไร้เหตุผล ขี้เกียจ และชอบเอารัดเอาเปรียบฉันกับลูกเสมอ ไม่มีความรับผิดชอบหรือความเป็นผู้นำเลย




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 15:01:40 น.
Counter : 444 Pageviews.  

Part7ของเรื่องจริงยิ่งกว่าละคร(น้ำเน่า)

         หลังจากที่ฉันก้าวออกมาจากบ้านตา ฉันก็ได้ย้ายมาอยู่กับแม่ของฉัน ตอนนั้นแม่ทำงานเป็นลูกจ้างของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ส่วนฉันก็โชคดีทีได้พ่อของเพื่อนช่วยเหลือ เค้าฝากงานให้ฉันได้ทำงานที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งซึ่งเป็นห้างสรรสินค้าที่ขายสินค้าOTOP ของไทยให้กับชาวต่างชาติ

 
         ฉันได้งานทำในตำแหน่งCashierงานที่นี่รายได้ดีมากๆ สวัสดิการดี ฉันพอมีรายได้พอสมควรจากการทำงานที่นี่ ฉันพอจะมีเงินส่งตัวเองเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้ ฉันทำงานที่นี่ได้ระยะหนึ่งโดยที่ไม่ต้องกลับเข้าไปวุ่นวายกับคนที่บ้านตาอีกเลย ฉันได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายคนนี้เป็นญาติของเพื่อนฉัน ในตอนแรกเค้าดีกับฉันมากๆจนทำให้ฉันตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับเขา ฉันตั้งท้องลูกคนแรกโดยความไม่พร้อมอะไรสักอย่าง ความมั่นคงอะไรก็ยังไม่มี แม่ฉันรู้ข่าวว่าฉันท้องแม่บอกฉันว่าให้ฉันไปเอาลูกออก และถามกับผู้ชายคนนี้ว่าจะเอาเงินเท่าไหร่ก็ว่ามา แต่ขอให้เขาไปจากชีวิตฉัน


         ผู้ชายคนนี้ตอบแม่ของฉันไปว่า เขาไม่ให้ฉันเอาลูกออกและจะไม่ยอมเลิกกับฉัน เขาจะดูแลฉันกับลูกเอง แต่ในตอนนั้นผู้ชายคนนี้ก็ยังไม่มีงานทำ มีเพียงฉันลำพังเท่านั้นที่ทำงาน แต่เขาก็พยายามหางานทำอยู่ จนกระทั่งเขาได้งานทำ แต่ฉันเริ่มแพ้ท้องทำงานไม่ไหว เริ่มมีปัญหากับหัวหน้างานเพราะความที่ฉันทำงานไม่ไหวไม่สามารถมาทำงานได้ ผู้ชายคนนี้จึงตัดสินใจให้ฉันลาออกจากงานแล้วพาฉันกลับไปอยู่บ้านเขาที่ต่างจังหวัด


         ฉันตัดสินใจไปอยู่ที่นั่นทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าที่บ้านของเขาจะต้อนรับฉันหรือไม่ แต่ที่รู้ๆคือต้องไปเพราะกลับบ้านตัวเองก็ไม่ได้เพราะแม่ฉันโกรธฉันมาก ที่บ้านของผู้ชายคนนี้ทั้งครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย พ่อกับแม่ของเขาเลิกกัน ต่างคนต่างมีครอบครัวใหม่ ฉันไปอยู่ที่นั่นต้องช่วยเขาหลายอย่างในร้าน เกิดมาไม่เคยขายของก็ต้องขาย มีทั้งขายหน้าร้านที่ตลาด และที่บ้านพ่อของเขาที่เปิดเป็นร้านขายของชำ ฉันอยู่ที่นั่นจนกระทั่งคลอดลูกออกมา อยู่ๆไปฉันก็เริ่มรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ไม่มีความรับผิดชอบสักเท่าไหร่ อะไรๆก็ต้องคอยให้แม่และพ่อคอยช่วยเหลือตลอดเวลา เวลาที่ขายของก็ขี้เกียจอ้างโน่นนี่นั้นปัญหาเยอะตลอด ฉันเลยบอกว่าให้เขาขายของไปส่วนฉันจะไปหางานทำเองเพื่อเป็นค่านมลูก

 
         สุดท้ายฉันก็ได้งานทำมีเงินเดือนเองไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับทางบ้านของเขาและแล้ววันหนึ่งฉันคาดไม่ถึงเขากับแม่ของเขาไปสร้างหนี้สินรายวันอะไรๆมากมายจนไม่สามารถจะใช้หนี้คนในตลาดได้ เขาจึงตัดสินใจเอารถมอเตอร์ไซด์ไปขายที่เขมร เขาไม่บอกความจริงกับฉันเขาบอกแต่เพียงว่าเราอยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีอนาคตขายของก็ขายไม่ดี ไปหางานทำที่กรุงเทพน่าจะดีกว่า และแล้วก็ต้องตัดสินใจกลับมากรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 15:00:21 น.
Counter : 460 Pageviews.  

Part6ของเรื่องจริงยิ่งกว่าละคร(น้ำเน่า)

         พอฉันใกล้จะเรียนจบปวช.ฉันจำได้ว่าฉันเกิดมีปากเสียงกับยายอีกครั้งและก็ถูกยายไล่ออกจากบ้านอีก ทุกวันฉันจะต้องทำงานบ้านให้เสร็จก่อนที่จะไปเรียน ฉันกำลังกวาดบ้านอยู่ดีดียายก็หาเรื่องด่าฉันขึ้นมาว่าเมื่อคืนทำไมไม่รู้จักหลับจักนอนมัวทำอะไรอยู่ ฉันก็บอกว่าฉันทำการบ้านอยู่แต่ยายก็ไม่เชื่อกลับหาว่าฉันกำลังคอยโทรศัพท์ของผู้ชายอยู่ละซิ ฉันบอกว่าเปล่า ยายก็สารพัดคุยคุ้ยหาค้นเรื่องราวมากมายขึ้นมาว่าเพื่อที่จะเปิดศึกอีก ฉันทนไม่ไหวความอดทนมันถึงขีดสุดอีกแล้ว ยิ่งใกล้สอบเสร็จเมื่อไหร่ความอดทนของฉันมันยิ่งลดระดับต่ำลงเมื่อนั้น

 
         เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายและเป็นปีสุดท้ายที่ฉันเรียน ฉันตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบปวช.ฉันจะต้องออกจากบ้านหลังนี้ไปให้ได้ ทุกวันที่ฉันอยู่บ้านตาฉันคอยนับถอยหลังทุกวันว่าเมื่อไหร่จะเรียนจบฉันจะได้ไปๆซะทีและจะไม่กลับมาเหยียบที่บ้านหลังนี้อีกเลย เพราะฉะนั้นยิ่งใกล้สอบเสร็จฉันยิ่งไม่มีความอดทนกับคนพวกนี้ฉันมีเป้าหมายของฉันไว้แล้วว่าจบเมื่อไหร่ไปเมื่อนั้นทันที ตายื่นข้อเสนอกับฉันว่าฉันจะเรียนต่อมั๊ยถ้าฉันจะเรียนต่อฉันก็ต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้ แต่ถ้าฉันไม่เรียนต่อฉันจะไปอยู่กับแม่ก็ไป แน่นอนฉันมีคำตอบในใจของฉันอยู่แล้ว


           กลับมาเรื่องของยายที่กำลังหาเรื่องกับฉัน ฉันทนไม่ไหวก็ระเบิดออกมาอีกเหมือนเดิมทุกครั้ง ยายกำลังจะเข้ามาตบหน้าฉันแต่ฉันกำลังถือไม้กวาดอยู่ในมือ ฉันบอกว่าถ้าทำอะไรฉัน ฉันสวนกลับแน่ไม่เชื่อก็ลองดู ยายจึงไม่กล้าเข้ามาแต่ก็ยังปากดีไล่ฉันออกจากบ้านเหมือนเดิม ฉันเลยบอกว่าให้ไปบอกตาให้ฉันซิว่าให้ฉันเก็บเสื้อผ้าไปเลยเดี๋ยวนี้แล้วฉันจะไป ฉันรู้ดีว่าตาไม่ไล่ฉันออกจากบ้านเพราะตลอดเวลาฉันพูดอยู่เสมอว่าไม่ได้อยากอยู่บ้านหลังนี้แต่ตาก็ไม่ไล่ซะทีเพราะไม่ให้ฉันกับน้องสาวไป


         ยายได้แต่เจ็บใจอยู่อย่างนั้น ทุกวันนี้ฉันไม่เคยแปลกใจเลยว่าทำไมยายและลูกๆของเขาถึงมีพฤติกรรมอะไรๆไม่ต่างจากหนังหรือละครน้ำเน่าเลยเพราะพวกเค้าจะติดละครหลังข่าวเอามากๆ ฉันสังเกตุในละครเป็นยังไงเค้าจะเอาอย่างนั้น ละครเค้ามีไว้ให้ดูเพื่อสอนหรือเป็นอุทาหรณ์ หรือให้ดูเพื่อความบันเทิง เพราะฉะนั้นการที่คนเราดูละครควรมีวิจารณญาณในการชม ควรเลือกเอาแบบอย่างหรือไม่ควรเอาแบบอย่าง แต่สำหรับบ้านนี้เค้าCOPYมาซะทุกอย่างทุกเรื่อง เอามารวมกันซะหมดสะเปะสะปะไม่รู้เรื่องไหนเป็นเรื่องไหนเลย ไปๆมาๆบ้านนี้เลยเหมือนคนเก็บกดจนทำให้เป็นโรคจิตกันไปหมด


          และแล้ววันของฉันก็มาถึงวันที่ฉันจะก้าวออกจากบ้านหลังนี้ พอถึงวันประกาศผลสอบฉันไปดูผลสอบ สุดท้ายฉันจบจนได้ ฉันกลับมาบ้านมาบอกตาว่าฉันจะไม่เรียนต่อแล้ว ฉันเลือกที่จะทำงานและฉันจะออกจากบ้านนี้ ตาไม่พูดอะไรเมื่อถึงเวลาที่ฉันต้องไปฉันก็เก็บเสื้อผ้าออกมาทันทีโดยไม่บอกลา4แม่ลูกนั้นเลย     หลังจากที่ฉันก้าวออกมาแล้ว จากนี้ฉันจะมีชีวิตเป็นยังไงต่อไปจะเริ่มต้นอะไรยังไง ติดตามในตอนหน้านะคะรับรองว่าเข้มข้นไม่แพ้กันเลยค่ะ




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2555 14:57:32 น.
Counter : 481 Pageviews.  

Part5ของเรื่องจริงยิ่งกว่าละคร(น้ำเน่า)

   พอฉันเรียนจบม.3ฉันเรียนต่อปวช.ที่สถาบันที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งฉันเจอเพื่อนๆที่ดีมากๆเข้าใจทุกปัญหาและทุกสถานการณ์ของฉัน ฉันได้เรียนภาคบ่าย เวลาเรียนคือ13.30น.เลิกเรียน19.00น.เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหาของฉันและที่บ้าน


   เมื่อที่บ้านได้รู้ถึงเวลาเข้าเรียนและเลิกเรียนทั้งยายและลูกๆทั้ง3คนของเขาต่างพากันต่อว่า ว่าฉันคงเรียนไม่จบแน่เวลาไปเรียนก็คงไม่เรียนคงต้องไปเที่ยวแน่ๆ เวลากลับบ้านก็คงเถลไถลกลับบ้านมืดๆค่ำๆ ใช้ชีวิตเหมือนเด็กใจแตกอย่างที่เราๆคงเคยเห็นกัน คงมีผู้ชายเข้ามาวุ่นวายเยอะแยะจนทำให้ฉันต้องเรียนไม่ได้แน่ๆ ฉันต้องทนรับฟังคำพูดดูถูกพวกนี้ตลอดเวลาจนกระทั่งฉันทนไม่ไหวและระเบิดออกมาในวันหนึ่ง

   ฉันเริ่มเปิดศึกสงครามน้ำลายน้ำเน่ากับคนพวกนี้ฉันคิดอย่างเดียวว่าเป็นไงเป็นกัน อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปเลยเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ไม่มีปากไม่มีเสียง ไม่มีการตอบโต้ ต้องทนรับสภาพให้คนพวกนี้เหยีดหยามมาถึงฉันและตัวพ่อแม่ของฉัน


   ฉันต้องเล่าย้อนหลังนิดนึงค่ะว่าพ่อของฉันเสียชีวิตเมื่อตอนที่ฉันเข้าเรียน ปวช.ปี1 ฉันเลยรู้สึกแย่ยิ่งกว่า อาจเป็นเพราะสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้ฉันหมดความอดทนกับคนบ้านนี้พูดว่าพ่อกับแม่ของฉันจนกระทั่งพ่อของฉันเสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่เลิกพูด พอพ่อเสียชีวิตแม่ก็เลยมาอยู่กรุงเทพฯแต่อยู่คนละบ้านกับฉัน

   ทุกเย็นหลังเลิกเรียนฉันจะลงรถเมล์ตรงป้ายรถเมล์จะมีตู้ฉันโทรหาโทรศัพท์สาธารณะฉันจะโทรหาแม่ทุกวันเพื่อพูดคุยเล่าอะไรนู่นนี่นั่นของฉันให้แม่ฟัง ฉันจะถึงป้ายรถเมล์ตรงนี้เป็นเวลา20.30น.ยังไงๆก็จะไม่เกินจากนี้ลูกคนที่2ของยายเห็นฉันกำลังโทรศัพท์ก็เอาไปฟ้องกับยายว่าฉันโทรไปคุยกับผู้ชายยังไม่ทันถามฉันสักคำว่าโทรไปไหนโทรไปหาใคร ทั้งๆที่ฉันคุยกับแม่ของฉันเองแท้ๆ ฉันเลยโมโหตอบกลับไปว่าฉันไม่ได้โทรหาผู้ชายที่ไหนฉันโทรหาแม่ถ้าไม่เชื่อก็โทรไปถามแม่ฉันเลย

   พวกเขาก็ไม่โทรและยังรุมด่าฉันกันทั้ง4คนแม่ลูก ฉันก็ไม่สนใจยืนยันเถียงกับ4คนแม่ลูกพวกนั้นอยู่อย่างนั้นพวกเค้าด่าฉันด้วยถ้อยคำหยาบๆคายๆฉันจึงตอกกลับและด่ากลับด้วยถ้อยคำหยาบๆคายๆกลับไปบ้างพวกเรามีปากเสียงกันเสียงดังจนทำให้ตาต้องตื่นนอนลงมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น


   ยายยังไม่จบกลับฟ้องตาว่าลูกคนที่2ของเขาเห็นฉันยืนคุยโทรศัพท์กับผู้ชายพอว่าฉัน ฉันก็ไม่ยอมรับ ฉันสวนกลับทันทีว่าฉันไม่ได้โทรหาผู้ชายฉันโทรหาแม่แต่ถ้าตาไม่เชื่อก็โทรหาแม่ได้เลย

   ตาฉันไม่โทรแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรฉันเพราะตลอดเวลาที่อยู่บ้านตามาตาก็พอจะเริ่มรู้ปัญหาหลายๆอย่างบ้างแล้วเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉันและน้องสาวแต่ตาก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะเกรงใจยาย ตาจึงพูดขึ้นมาว่าให้มันจบแล้วแยกย้ายกันไปห้องใครห้องมันแต่ยายก็ยังไม่จบยายบอกว่าฉันปากดีนักเลี้ยงไม่เชื่องพูดว่าอะไรก็เถียงบอกกับตาว่าให้ตาไล่ฉันออกจากบ้านไปเลย

   ฉันเลยพูดกลับไปทันทีว่าไม่ต้องไล่เพราะฉันก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่มาตั้งแต่แรกแล้วแต่ตาไม่ยอมให้ฉันไปแล้วก็ช่วยรู้ไว้ด้วยว่าฉันไม่ได้ง้อทุกคนเพื่ออยากอยู่บ้านหลังนี้อย่ามาลำฤกษ์บุญคุณกับฉันเพราะทุกวันที่อยู่นี้ไม่ได้เรียกว่าเลี้ยงเรียกว่าฉันถูกส่งมาให้เป็นขี้ข้ามากกว่าเพราะฉะนั้นฉันทำงานแลกกับเงินไปโรงเรียนไม่ใช่มาอยู่ฟรีๆให้เลี้ยง
พอตาได้ยินฉันพูดแบบนี้ถึงกับนิ่งงันไปเลยแล้วก็เรียกให้ยายขึ้นบ้านไปพร้อมกับตาเดี๋ยวนั้นเลย

   ยายโมโหมากที่ตาไม่ยอมด่าว่าฉันอย่างที่เขาต้องการแต่ก็ต้องขึ้นบ้านไปพร้อมกับตาเพราะว่าตาสั่งทุกคนจึงได้แยกย้ายกันไปได้ ตลอดเวลาที่ฉันเปิดศึกกับพวกนี้ฉันเถียงโดยไม่มีน้ำตาสักหยดสู้อยู่คนเดียว น้องสาวของฉันได้แต่เงียบและก็กลัวไม่กล้าเถียงอย่างฉันแต่ไม่เป็นไรฉันจัดการเองได้ปล่อยให้น้องของฉันมันกลัวต่อไปอยู่อย่างนั้นแหล่ะ


   ความเข้มข้นเริ่มทวีคูณมากขึ้นเมื่อฉันใกล้จะเรียนจบปวช.ฉันเปิดศึกกับคนพวกนี้อีกไม่รู้กี่ครั้งกี่หนจนสุดท้ายฉันก็ออกจากบ้านหลังนี้มาจนได้เอาไว้ติดตามต่อตอนนหน้านะคะ




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2555 15:36:16 น.
Counter : 531 Pageviews.  

Part4ของเรื่องจริงยิ่งกว่าละคร(น้ำเน่า)

   พอฉันเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาฉันจำได้ว่าฉันสอบเข้าม1ได้เองจากนักเรียนจำนวนหลายๆพันคน ฉันภูมิใจมากเพราะฉันเป็นเด็กที่เรียนไม่ค่อยเก่งแต่ฉันก็ตั้งใจและพยายามกับมันอย่างที่สุดเพื่อที่จะสอบเข้าม.1ให้ได้เพื่อที่พ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องเสียเงินแพงๆหาโรงเรียนใหม่ให้ฉัน ถึงมันจะเป็นเพียงโรงเรียนวัดแต่ก็เป็นโรงเรียนวัดที่มีชื่อเสียงพอสมควรมันเป็นโอกาสสุดท้ายที่ฉันได้พิสูจน์ตัวเองว่าฉันก็สามารถทำได้และสามารถแข่งขันกับคนอื่นได้


   ก่อนการเปิดเทอมจะมีการเรียนปรับพื้นฐานฉันตั้งใจเรียนเป็นอย่างมากเพราะฉันมีความภูมิใจอยู่แล้วว่าฉันสามารถทำได้และมาได้ถึงตรงนี้ด้วยความสามารถของตัวเอง ฉันจึงไม่เคยกลัวการเรียนเลยว่าจะยากหรือง่ายแต่ฉันกลับคิดบวกว่า นี่คือการเริ่มต้นของการเรียน ฉันเริ่มมาพร้อมๆกับนักเรียนคนอื่นๆจำนวนหลายร้อยหลายพันคน มีทั้งเก่งกว่า แย่กว่า และพอๆกัน มันจึงทำให้ฉันมีกำลังใจในการเรียน


   ในสิ่งที่ฉันกำลังพยายามต่อสู้กับเรื่องเรียน ฉันก็ต้องต่อสู้กับความกดดันภายในบ้านคุณตาหลายอย่าง ยายและน้าพยายามหาเรื่องที่จะทำให้ฉันเรียนไม่จบ ไม่ว่าจะเอาเรื่องฉันไม่ไปโรงเรียนบ้างเช่นถ้าเพื่อนโทรมาหาที่บ้านก็ไม่ให้รับสายแล้วก็หาว่าฉันไม่ไปโรงเรียนเพื่อนถึงได้โทรมาตาม เพื่อนผู้หญิงโทรมาก็หาว่าฉันให้เบอร์ผู้ชายให้โทรมาหา กลับบ้านเกินเวลาประมาณ10-15นาที ก็หาว่าฉันไปเที่ยวที่อื่น ไม่ไปโรงเรียน ฉันบอกตรงๆว่าเบื่อมากๆกับเรื่องพวกนี้ กลับมาถึงบ้านก็ยังไม่ได้ทำการบ้านเพราะต้องทำหน้าที่แม่บ้านทำความสะอาดบ้านให้หมดเรียบร้อย ล้างจานที่พวกลูกๆของยาย คุณตา และยายกินกินให้เสร็จ เอาข้าวให้สุนัขให้เรียบร้อย ทำทุกอย่างจนทุกคนขึ้นบ้านนอนพักผ่อนแล้วฉันกับน้องถึงจะขึ้นบ้านทำการบ้านได้


   ฟังดูก็ไม่น่าจะมีอะไรก็ดูเหมือนๆเด็กทั่วๆไปที่ต้องดูแลช่วยเหลืองานบ้านแต่ที่ต่างกันคือต้องทนรับฟังคำเสียดสี ด่าทอ ดูถูก โดยที่ตัวฉันต้องได้แต่ทนฟังทำอะไรไม่ได้ ทนฟังให้พวกเค้าด่าว่าพ่อแม่ของฉันนี่คือสิ่งที่ฉันไม่ชอบที่สุด กว่าจะได้นอนในแต่ละวันก็เกือบ22.00น.ขึ้นอยู่กับว่าการบ้านมีมากหรือน้อยแต่สุดท้ายฉันต้องทำให้เสร็จให้ได้


   สุดท้ายฉันตัดสินใจเอาเงินที่ได้ไปโรงเรียนในตอนนั้นฉันได้เงินไปวันละ20บ.ต้องซื้อข้าวกลางวันกินเองที่โรงเรียนแต่ฉันก็ตัดสินใจไม่กินข้าวเที่ยงของโรงเรียนแต่ฉันโชคดีที่อยู่โรงเรียนวัด เพื่อนฉันพวกผู้ชายทุกๆเช้าจะไปเป็นลูกศิษย์วัดกับอาจารย์ที่โรงเรียนเพราะฉะนั้นตอนสายทางวัดจะให้ข้าวกลับมากิน ฉันเลยกินข้าววัดแทนการซื้ออาหารกลางวันกิน ส่วนเงินที่เก็บไว้ฉันไว้ซื้ออาหารเย็นกับมากินที่บ้านเพื่อที่จะได้ไม่ต้องช่วยยายเพราะไม่อย่างนั้นฉันจะทำการบ้านไม่ทัน

 
   ถ้าต้องช่วยยายทุกวันแบบนี้ร่างกายฉันไม่ไหวแน่ เพราะตอนนั้นทั้งฉันและน้องสาวร่างกายไม่ต่างจากเด็กขาดสารอาหาร ตัวเล็กมากๆ น้ำหนักก็ต่ำกว่าเกณฑ์เยอะมากๆจนคุณครูต้องให้ฉันกับน้องไปดื่มน้ำเต้าหู้ที่ห้องพยาบาลของโรงเรียนทุกวันเพราะไม่อย่างนั้นร่างกายของฉันก็จะไม่พัฒนา เรียนหนังสือก็ไม่รู้เรื่อง ร่างกายก็จะเล็กๆแบบนี้ต่อไป ฉันโชคดีอีกแล้วที่ได้เจอเพื่อนและอาจารย์ที่ดี ที่เข้าใจฉันและช่วยเหลือฉันทุกอย่าง


   ฉันอดทนจนฉันจบชั้นมัธยมมาได้และจบมาได้ด้วยคะแนนที่ดีพอสมควรฉันเรียนได้เกรดเฉลี่ย3.38 จบมาได้ด้วยความภูมิใจเพราะเรียนแค่ในห้องเรียน ขอเรียนพิเศษก็ไม่ได้เรียนในขณะที่เพื่อนๆเค้าได้เรียนกัน ต้องเรียนด้วยตัวเอง พยายามด้วยตัวเองแต่สุดท้ายฉันก็ภูมิใจในตัวเองที่ฉันทำได้

   ตลอดเวลาที่ฉันเรียนมัธยมฉันได้รับรางวัลมากมายในโรงเรียน ที่โรงเรียนมีกิจกรรมให้ทำเยอะฉันก็ไม่เคยพลาด เพราะของรางวัลบางอย่างฉันอยากได้แต่ฉันไม่มีเงินซื้อฉันถึงต้องใช้ความพยายามของตัวเองอย่างเดียวเพื่อให้ได้ของรางวัลชิ้นนั้นมา

   Partต่อไปฉันจะพูดถึงหลังชีวิตมัธยมเรื่องราวยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีกถึงในระดับที่ฉันหมดความอดทนกับคนบ้านนี้จนถึงขั้นมีปากเสียงกับทุกคนในบ้าน และก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของฉัน




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2555 12:37:21 น.
Counter : 562 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  
 
 

Money-Banks
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Money-Banks จะเล่าถึงความสนุกหลายๆรูปแบบ หลายๆแนว แล้วพบกันนะคะ ความสนุกกำลังมาเยือนคุณ
[Add Money-Banks's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com