ภพแห่งโอปะ4
เงาวูบวาบ เคลื่อนเข้าหาทั้งสองจากด้านหน้า รติพยายามเพ่งมอง จนเริ่มเห็นรูปทรง พิจารณาให้ดี ก็คนนี่เอง

ท่านกลางคนหมู่นั้น มีเงาร่างสามสาย นำออกมาด้านหน้า สามร่างนั้นพุ่งตรงหาทั้งคู่ เมื่อถึงระยะราวสองก้าวก่อนถึงตัว ร่างทั้งสามนั้นก็ทรุด คุกเข่าลงเบื้องหน้า

ปราณจรีย์โบกมือขวา เป็นอาการให้ทั้งสามหลบไปด้านข้าง พ้นเงามือ เงาร่างสามตนนั้นก็เลื่อนหายไปหมอบนิ่งอยู่ข้างขวาของหญิงสาว ชิดเข้ามาอีกราวหนึ่งก้าว รติได้ยินเสียงพึมพำระหว่างทั้งสี่ แต่จับใจความไม่ได้ จึงหันไปกระซิบถามปราณจรีย์ "คุยอะไรกัน?"

ปราณจรีย์ไม่แม้จะหันหน้า ปัดมือเบาๆ "ไม่มีอะไร" เห็นท่าทีเช่นนั้น รติก็ได้แต่เงียบไป มองดูรอบตัวฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ สังเกตว่า กลุ่มเงารอบตัวค่อยเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ดูดีๆทุกคนสวมชุดเดียวกัน สีเดียวกัน ขาวๆ ตุ่นๆ คุ้นตา

ฉับพลัน เสียงกลองใหญ่ดังรัวขึ้น สามครั้ง รติเหลียวหลังไปตามเสียงกลอง เห็นฝูงคนแหวกเป็นทาง ห่างไปลิบๆปรากฏเป็นริ้วธงมาลางๆ เพ่งตาดูจึงเห็นเป็นธงนำขบวน แต่ขบวนอะไร เกิดเป็นคำถามเล็กๆในใจชายหนุ่ม

"ลุกขึ้น"ปราณจรีย์เอ่ย พร้อมมือซ้ายประคอง ไม่สิ ใช้คำว่าฉุดแขนขึ้นจะเหมาะกว่า รติก็ถลันตัวลุกขึ้นตามแรง สายตาเหลือบแลด้านข้าง ร่างที่ทรุดนั่งสามร่างด้านข้างก็พลอยขยับลุกตามด้วย

จังหวะที่ทั้งสามยืดตัวตรง หน้าก็แหงนเงยขึ้น รติร้อง"เฮ้ย!?" อย่างตกใจ จะไม่ตกใจได้อย่างไร ในเมื่อใบหน้าของทั้งสามคน ไม่ผิดอะไรกับสามคนที่ตีหัวตนจนสลบไปเลย จะต่างก็แค่เสื้อผ้าที่บัดนี้ทั้งสาม สวมใส่ชุดเฉกเช่นคนโดยรอบ แล้วหน้าตาก็ไม่ขมุกขมอมเช่นเมื่อตอนหัวค่ำ

ถึงเห็นแค่ชั่วครู่ แต่เหตุการณ์เพิ่งผ่านมาไม่นาน รติตั้งท่า เตรียมปราดเข้าไปกั้นกลางระหว่างปราณจรีย์กะทั้งสามทันที

ได้แค่คิด หญิงสาวยกมือขึ้นคั่น เป็นเชิงปรามพร้อมกล่าว "เงียบเหอะ" เจ้าคนอารมณ์ร้อนทำหน้างุนงง หันรีหันขวาง จนปราณจรีย์ต้องสำทับมาอีกครั้ง ถึงจะนิ่งได้ แต่สายตาก็ไม่วายยังชายมองสามคนอยู่เนืองๆ



Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2553 15:54:26 น.
Counter : 359 Pageviews.

0 comment
ภพแห่งโอปะ3
ขณะจะพ้นเขตชายป่า มุ่งเข้าภายในนั้น ปรากฏกำแพงสูงตะหง่านง้ำ ดำทะมึนขึ้นขวางหน้า ชายหนุ่มที่เงยหน้าขึ้นมาเห็นอย่างปัจจุบันทันด่วน แอบตกใจเล็กๆ "เอ๊ย ตะกี้มันไม่มีนี่หว่า..?"

ปราณจรีย์เหลียวหลัง มองด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย ในใจคงนึก 'มันจะบ่นอะไรของมันนักหนา...'

"มานี่.. " พร้อมเสียงเรียก มือที่กุมอยู่รอบข้อแขนชายหนุ่ม กระชับแน่นเข้า พร้อมฉุดลาก โดยแรงพุ่งเข้าหากำแพงนั้น และก็เป็นอีกครั้งที่แว่วเสียงโหยหอนของชายหนุ่มลอยมา "กำแพงงงงงง......"

"ฟวับ!?" เสียงคล้าย ปลายแส้สะบัด ปรากฏพร้อมความรู้สึกของเจ้าตัวที่หลุดลอยไปชั่วขณะได้ยินเสียงนั้น "นี่ที่ไหนอีกล่ะ" เมื่อสติกลับ สายตาก็ใช้งานได้ ทั้งคู่ผ่านประตูเข้ามาอีกบานแล้ว...


"เงียบ!? แล้วตามข้ามา" เสียงดุเบาๆออกจากปากหญิงสาว ชายหนุ่มเริ่มคุ้นชินกับความไม่เข้าใจเหล่านี้แล้ว เดินตามไปแต่โดยดี เงยหน้ามองหลัง สำรวจสภาพรอบข้างไปพลาง รู้สึกในใจ 'ไม่เห็นเหมือนป่าที่เห็นตอนแรกเลย' คราวนี้ มันไม่สว่างไสวเช่นตอนผ่านประตูบานแรก จะว่ามืดทึบก็ไม่ใช่ สว่างอยู่ มองรอบข้างได้ถนัดตา แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ คล้ายมีหมอก มีม่านมาบัง ทั้งๆที่.... ก็ไม่มีอะไร

"สำรวมหน่อย เรากำลังจะเข้างานพิธี" ปราณจรีย์ คลายมือที่กุมล๊อคแขนชายหนุ่มลง พร้อมดึงเบาๆ ให้ชายหนุ่มมาเดินอยู่ข้างตัว

"รติ !? สำรวมหน่อย มองไปข้างหน้า" ชายหนุ่มหันขวับกลับมามองหน้า หญิงสาวทันที "รู้จักชื่อผมด้วยหรอ ผมบอกแล้วหรอ?"

"เคยบอกแล้ว" คำตอบสั้นๆ แฝงน้ำเสียงเด็ดขาดอยู่ในที ทำให้รติไม่กล้าถามต่อ ได้แต่ทำตามคำสั่ง เดินเคียงข้าง มองแน่วไปข้างหน้า

ฉับพลัน สายตาคล้ายจับภาพอะไรได้ แต่ก็ไม่ชัดนัก ไหวๆ เหมือนมองเงา ผ่านผ้าแพรโปร่งใส วูบไหวไปมา ดูไม่ออกว่าอะไร หรือใคร ยิ่งก้าวขาเดิน เงาที่ว่า ก็ยิ่งเยอะขึ้นๆ จนบัดนี้ เงาเหล่านั้น แทบจะล้อมรอบทั้งคู่ไว้สิ้น เว้นไว้แต่ช่องทางเดินเบื้องหน้า ที่เปิดโล่ง

เบื้องหน้า ปรากฏลำแสงเรืองรองสาดทับ แท่นอะไรสักอย่าง หากแต่เห็นรายละเอียดไม่ชัดนัก แม้เอามือป้องบัง ก็ไม่ช่วยอะไรได้มาก

เงาที่เห็นเมื่อครู่ เริ่มทยอยเคลื่อนตามทั้งคู่ จนทำให้ด้านหลัง และรอบด้าน มืดทะมึนไปด้วยเงาไหววูบวาบ ปิดมิดไปหมด

รติเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง เสียวๆวูบๆ ในอยู่ในที แต่ก็กลั้นใจ เดินตามหญิงสาวลึกลับต่อไป

"ถึงแล้ว คุกเข่าลง" ปราณจรีย์กล่าวเสียงเรียบ สำรวม พร้อมทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าก่อน ทำให้ชายหนุ่มต้องลงนั่งตาม




Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2553 16:21:29 น.
Counter : 271 Pageviews.

0 comment
ภพแห่งโอปะ2
ทั้งสองมุ่งเข้าหากำแพงโดยแรง กำแพง? โดยแรง? "เฮ้ย!? กำแพงงงงง... "ชายหนุ่มร้องสุดเสียง เมื่อเห็นภาพกำแพงตรงหน้า พุ่งเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว แถมแรงของคุณเธอที่กระชากอยู่นั้นก็ไม่มีทางให้ขัดขืนได้เลยด้วย ที่ทำได้ คงแค่ก้มหน้าหลับตาปี๋


ชายหนุ่มรู้สึกวูบวาบทั่วลำตัว คล้ายร้อนคล้ายหนาว ราวกับกำลังกระโดดลงบ่อน้ำร้อนที่ด้านผิวหน้าเคลือบฉายไว้ด้วยน้ำเย็นเฉียบ เวลาผ่านไป ตาที่หลับสนิทของชายหนุ่มก็ค่อยๆเผยอออก ลืมตาดูอย่างกล้าๆกลัวๆ นึกสงสัยในใจ 'ชนผนัง ไมไม่เจ็บฟระ'


กำแพงที่คาดว่าต้องพุ่งชนแน่กลับไม่มีอยู่แล้ว ปรากฏเป็นภาพทุ่งหญ้าเขียวขจี สว่างเจิดจ้าเสียจนชายหนุ่มต้องยกมื้อขึ้นมาป้อง หันมองไปรอบด้าน ตกใจอยู่ชั่วขณะ ยืนตะลึงตาค้าง จ้องมองไปรอบตัว พบว่าขณะนี้ตัวเองยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าเตี้ย เขียวพรืดไปหมด แถมยังเรียบราบได้ระดับเดียวกัน ราวกับมีมือยักษ์ที่ไหนนำกรรไกรมาและเล็ม ตกแต่งไว้

มองไปไกลๆ เห็นแนวไม้ขึ้นหนาทีบกั้นไว้รอบด้าน ห่างออกไปล้อมรอบด้วยขุนเขาสูงทะมึนอีกชั้น มองๆไป ความงดงามที่ปรากฏไม่ต่างอันใดกับภาพวาดอันกอปรขึ้นด้วยจินตนาการอันเพริดแพร้วและฝีมืออันจัดจ้านของศิลปินฝีมือเอก


"มาทางนี้" เสียงหวานแทรกมาปลุกชายหนุ่มให้ตื่นจากภวังค์ หันซ้ายแลขวาหาที่มาของเสียง พบหญิงสาวคนเดิม ยืนปักหลักอยู่เบื้องหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เค้าหน้าฉายชัดถึงความหงุดหงิดออกมา "เร็วๆเข้าสิ"

ไม่รอให้ชายหนุ่มรู้สึกตัว หญิงสาวปราดเข้ามาคว้าหมับที่ข้อมือของเจ้าคนกำลังงง ลากจูงให้ตามไปอีกครา

"จะไปไหนกันเนี่ย ที่นี่ที่ไหน?" เสียงประท้วงดังขึ้นจากปากเจ้าคนถูกลาก พยายามจะยื้อแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เป็นผล เรี่ยวแรงสู้ไม่ได้เลย

"ยุ่งจริง รีบเดินตามมาเหอะน่า จะได้เสร็จๆกันไป จะได้รีบกลับกัน" ปากก็ตอบไป มือก็ลากจูงต่อไป

ทั้งคู่เดินกันไปได้อีกสักพักก็เข้าเขตแนวไม้ ที่เห็นอยู่ไกลๆแต่แรก สายตาชายหนุ่มคล้ายเห็นอะไรเคลื่อนไหวแว้บๆผ่านทางหางตา ให้ตกใจ หันไปดูก็เจออะไร นึกว่าตาฝาด หรือต้นไม้ไหว ก็ไม่ใส่ใจ แต่ยิ่งเดินใกล้แนวไม้เข้าไปเท่าไหร่ ก็ิยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรแว้บผ่านไปทางหางตามากขึ้นเรื่อยๆ แต่พอหันไปดูก็ไม่เจออะไร หันไปหันมา หญิงสาวคงรับรู้ได้ บอกมาอย่างรำคาญ "ไม่ต้องหันไปมองหรอก ให้เจ้าตั้งใจมองยังไง ก็มองไม่เห็นมันหรอก"

"ตัวอะไรอ่ะ ?" คนสงสัยถาม

"ฏลีกา มนุษย์ไม่รู้จักมันหรอก ไม่เคยเห็นกันนี่" คนตอบตอบอย่างเสียไม่ได้ คนสงสัยเลยไม่กล้าถามต่อ "เดินตามมาเฉยๆเหอะ มากับข้า มันไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอก"

"ทำอะไร?" คนฟังเริ่มหวาด

"ฏลีกา เปรียบกับบนโลกของเจ้าของคงคล้าย แมลงแหละมั้ง ตัวเล็กๆ ขนาดสักเท่าตั๊กแตนได้ แต่พฤติการณ์ไพร่ไปคล้ายปลาพิรันย่า ใช่มั๊ย ชื่อนี้ใช่มั๊ย?" หญิงสาวหันกลับมาถาม ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกๆแทนคำตอบ "นั่นแหละ พวกมันจะรวมกลุ่มกันเข้าโจมตีเหยื่อ เช่นเดียวกับปลาพิรันย่า อาศัยความว่องไว.. เจ้าก็เห็นใช่มั๊ย ว่าพวกมันเร็วขนาดไหน สายตาเจ้ายังมองไม่ทันเลย" ครานี้เพียงถามลอยๆไม่ได้หันกลับมาถาม


"นั่นแหละ พวกมันจะอาศัยความเร็วขนาดนั้น พุ่งเข้าใส่เหยื่อทีละน้อยๆ ค่อยๆแทะเล็มไปตามร่างกายของเหยื่อ ช่วงแรกเหยื่อก็คงไม่รู้ตัวหรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แค่รู้สึกคันๆ ชาๆตามร่างกาย... "หล่อนเว้นระยะไว้ช่วงนึง สายตาสอดส่ายดูรอบด้าน อยู่ไม่อยู่ก็เอี้อมมือออกคว้าจับอะไรบางอย่าง


พอคว้าได้ หล่อนก็หยุดเดิน หันกลับมาแบมือให้ดู "นี่ไง ไอ้ตัวนี้แหละที่เจ้าอยากเห็น" ชายหนุ่มชะโงกหน้าไปมองดู ในมือหญิงสาวปรากฏก้อนประหลาด สีขาวขุ่น สัญฐานเหมือนจะกลม แต่ก็ไม่เกลี้ยงนัก พอเห็นระยางเล็กๆโผล่พ้นออกมาบ้าง แต่ก็จับไม่ถูกเหมือนกัน ว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหน นึกสงสัยจึงถามออกไป"ไหนปากมันล่ะ ไม่เห็นมีเลย แล้วมันจะกินยังไง"

คนถูกถามเงยหน้ามองอย่างเบื่อหน่าย "ใครว่ามันใช้ปากกิน อาศัยแค่พุ่งผ่านตัวไป มันก็ดูดเนื้อเจ้าติดไปกับร่างมันได้แล้ว" คำตอบไม่ได้ช่วยให้กระจ่างขึ้นแม้แต่นิด เจ้าคนถามยิ่งตีสีหน้างุนงงกว่าเดิม

"เฮ้ออ... เจ้านี่ไม่ไหวเลยจริง ต้องให้เราอธิบายเรื่องเดิมๆกับเจ้าอีกสักกี่ที เจ้าจึงจะเข้าใจ" เสียงบ่นอย่างเบื่อหน่ายรอดออกจากปากหญิงสาว

"หือ... คุณเคยอธิบายให้ผมฟังแล้วหรอ ตอนไหนอ่ะ?"ตะกี้ว่าสีหน้างุนงงแล้ว มาตอนนี้ หน้าชายหนุ่มยิ่งบ่งบอกความไม่เข้าใจเพิ่มขึ้นอีกอักโขทีเดียว...

คนถูกถามไม่สนใจ คว้ามือชายหนุ่มได้ก็หันหน้ากลับ นำเดินหน้าต่อไป "คุณ ที่คุณว่าตะกี้หมายความว่ายังไง"ชายหนุ่มถามซ้ำอีกที "หมายความว่ายังไง คุณเคยอธิบายให้เราฟังแล้วหรอ ตอนไหนอ่ะ เราเพิ่งเจอหน้าคุณมาไม่ถึงสิบนาทีเลยนะ" ชายหนุ่มพยายามเซ้าซี้ถามอีกหลายครั้ง จนคนฟังคงรำคาญ

"เอ้... จะถามเซ้าซี้ไปทำไมกัน เดินๆตามมา แล้วหุบปากให้เงียบไว้"เสียงตวาดแว้ดดังขึ้น ราวกับคำถามนี้ไปจี้ถูกใจดำ ชายหนุ่มเงียบปากลงทันที ก้มหน้าก้มตาเดินตามต่อไป



Create Date : 13 มกราคม 2553
Last Update : 13 มกราคม 2553 15:21:36 น.
Counter : 376 Pageviews.

6 comment
ภพแห่งโอปะ
คำตอบดังพร้อมรอยยิ้มเย็นเยือกที่มุมปาก

'ภพนี้ ? ภพไหน?' คนฟังสีหน้าฉงน แลไม่ทันหายงงดี เจ้าตัวที่กำลังจะอ้าปากถาม ก็ต้องชะงักไป เพราะคนตรงหน้า ผลุบมาโผล่ตรงหน้า จับแขนเจ้าตัวมั่น แล้วหันหลัง พาลอยละลิ่ว เจ้าคนกำลังงง ได้ตีหน้าเหวอ ร้องออกมาลั่น "เหวออออ.."

ภาพด้านข้างคล้ายเห็น แต่ก็ไม่เห็น ราวกับสถานที่ เหตุการณ์ที่เคยผ่าน แต่ก็จำไม่ได้ว่าที่ไหน แต่ละภาพ แต่ละเหตุการณ์ ลื่นไหลราวกับกำลังนั่งอยู่บนรถไฟความเร็วสูง เดี๋ยวเบลอ เดี๋ยวชัด มั่วไปหมด สักพักนึง ภาพต่างๆก็หายไป รอบด้านมืดมน ชำเลืองมองเห็นเพียงแสงสีขาวเล็กๆที่ด้านหน้า สว่างขึ้น... สว่างขึ้น.. แล้วสติพลันดับวูบลง

".. น ตื่นน..นน ตื่นได้แล้ววว.. " สิ้นเสียงปลุก เจ้าคนขี้เซากระเด้งพรวดอย่างคนตกใจในฝันร้าย ตื่นมาก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก หันซ้ายหันขวา...

"ที่ไหน.." ปากถามไป แต่หัวก็ยังส่าย หันไปมาไม่เลิก

"ภพแห่งโอปะ" เสียงใสตอบกลับในคำถามนั้น เจ้าคนฟังสะดุ้งโหยง หันหลังกลับ คอแทบเคล็ด "เอ๊ย.. ยังอยู่หรอ"

"ก็อยู่สิ เราเป็นคนพาเจ้ามาเองนี่ ลุกขึ้นมาได้แล้ว จะได้พาไปเดินดู"

คนฟังยังนั่งบื้อ หันรีหันขวาง มองสภาพรอบตัว ไม่เห็นอะไรสักอย่าง นอกจากหมอกควันขาวๆ ลอยคว้างเต็มไปหมด

"เร็วสิ ไม่ได้มีเวลาทั้งวันนะ!" ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง โดดผึงขึ้นมายืนเต็มสองขา ยังไม่ทันได้ทำอะไร ก็รู้สึกถึงแรงกระชากที่ข้อมือ หญิงลึกลับผลุบเข้ามาจับแขนตนไว้แน่น ฉุดกระชากให้เดินตาม คนโดนฉุดแปลกใจ ผู้หญิงตัวเล้กนิดเดียว ทำไมเรี่ยวแรงมากมายขนาดนี้ ทดลองยื้อดูแล้วยังไม่เป็นผล สุดท้ายก็ต้องปล่อยเลยไป จะลากไปไหนก็ตามกันไป


"ที่นี่ที่ไหนนะ?" ชายหนุ่มถามอีกครั้ง

"ภพแห่งโอปะ ตะกี้เราก็บอกแล้วไง" หญิงสาวตอบกลับ ไม่ได้เหลียวกลับมามองผู้ฟังสักนิด คล้ายกับกำลังสอดส่ายสายตาหาอะไรสักอย่างอยู่

"ที่ไหนนะ โอปะ?" ยิ่งฟังชายหนุ่มยิ่งงง

"ก็ภพแห่งโอปะ ที่อยู่ของเหล่าโอปปาติกะไงเล่า เจ้าคนซื่อบื้อนี่" เสียงตอบมาพร้อมประกายเบื่อหน่ายจากหางตาที่หันมาเพียงนิด เจอสายตาแบบนี้เข้า ชายหนุ่มแม้จะอึดอัดสงสัยอะไร ได้แต่ก้มหน้าเดินตามงุดๆเท่านั้น

เดินไปได้สักระยะ หญิงสาวก็ยังคงหันซ้ายขวา คล้ายหาอะไรอยู่เช่นเดิม "คุณหาอะไร?" ชายหนุ่มถามแผ่วเบา ไม่ได้ต้องการคำตอบใด เพียงหาเรื่องชวนคุยมากกว่า หญิงสาวก็เหมือนรู้ เงียบงันไม่ตอบอันใดมา

"เจอแล้ว.. มานี่ เร็วเข้า" หญิงสาวลึกลับ กระชากแขนชายหนุ่มโดยแรง จนแทบปลิวตาม



Create Date : 05 มกราคม 2553
Last Update : 6 มกราคม 2553 16:52:00 น.
Counter : 298 Pageviews.

1 comment
ปราณจรีย์
ภายใต้แสงสีขาวจ้าของหลอดฟลูออเรสเซนต์ ร่างจางๆ สีคล้ายฟิล์มขาวดำสมัยก่อน ปรากฏอยู่เบื้ืองหน้าชายหนุ่ม..

"เอร๊ยยย.. !? อารายก๊านนนน " ชายหนุ่มหน้าซีด น้ำตาแทบร่วงเผาะ ช๊อกกับภาพที่อยู่ตรงหน้านัก เหตุการณ์ที่ผ่านมา คงประดังมาพร้อมกันเกินไป

ผัวะ ! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในหัวชายหนุ่ม มันดังมาก.. มากหยั่งกับมีใครมาตบหัวยังไงยังงั้น อืมม.. มันก็ใช่แหละนะ ชายหนุ่มโดนตบกระโหลกไปอีกครั้ง

"เอ็งจะร้องทำสวรรค์วิมานบ้านป้าเอ็งรึไงว่ะ !" ร่างจางสีเทาตะคอกใส่ "เสียชื่อลูกหลานข้าหมด"

ลูกหลานที่ว่า หันเพียงคอกลับมามองค้างไปที่รางจางนั้น หมายถึง ค้างจริงๆ แข็งค้างไปทั้งตัว.. จะเว้นก็เพียงที่เดียวแหละมั้ง ดวงตากับริมฝีปากที่สั่นระริกอย่างหาความหมายไม่ได้

ภาพที่ปรากฏในดวงตาชายหนุ่ม แม้จะดูซีดจาง แต่ก็พอจับเค้าได้ลางๆว่า เป็นรูปทรงของหญิงสาววัยแรกรุ่น จากผมที่ยาวสลวยไล่ลงถึงกลางหลัง วงหน้างามหมดจด ไม่มีริ้วรอยสิวฝ้าใดๆ หรือจะมี แต่มองไม่เห็นก็ไม่รู้

"ผะ ผ.. ผ " เสียงตะกุกตะกัก แว่วมาเบาๆจากริมฝีปากเจ้าคนที่เมาแล้วขับ จนถูกลงโทษให้มาช่วยงานโรงพยาบาลแห่งนี้

"อาราย.. เอ็งจะพูดอะไรของเอ็ง" หญิงสาว.. คงใช้คำนี้ได้สินะ หญิงสาวร่างซีดจาง โน้นหน้าลงมาถาม สีหน้าแม้มองไม่ชัดก็ทราบได้ว่า เริ่มมีริ้วความหงุดหงิด อย่างคนขี้รำคาญ

"ผะๆ.. ผ.. ผ "ตะกุกตะกักมาอีกครั้ง ดีขึ้นหน่อย พอได้ยินบ้าง แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับคนติดอ่างนัก ทั้งที่นับประวัติย้อนไปแต่เด็ก ก็ไม่เคยมีอาการติดอง ติดอ่างอะไรกับเค้าสักครั้ง

"อะไรของเอ็ง เอ็งจะว่ากระไร" ริ้วความหงุดหงิดที่ปรากฏเมื่อครู่ชัดขึ้น เน้นย้ำโดยน้ำเสียงของผู้พูด

"ผี. ผีหลอกกก ช่วยด้วยยยย!?" เสียงร้องลั่นออกมาจากปากชายหนุ่ม แถมไม่ร้องเปล่า หันหน้าขวับ ขยับขาเตรียมวิ่งหนีอีกด้วย

"จะไปไหน !?" เสียงแหววแว่วมาข้างหลัง แม้แผ่วเบาแต่รู้สึกได้ถึงอำนาจเจ้าของเสียง แถมสำทับมั่นด้วยอุ้งมือ ที่คว้าหมับ จับต้นคอด้านหลัง แข็งแรง แน่นหนาราวคีมเหล็ก "จะไปไหนของเอ็ง แล้วผีที่ไหนมันจะมาหลอกเอ็ง ห๊า..?"

ชายหนุ่มไม่ฟังเสียง แม้มีมือแข็งดุจคีมหนีบจับต้นคอไว้ ก็ยังจะก้าวขา วิ่งอากาศต่อไป... 'วิ่งหรอ... ?ทำไมเรายังวิ่งได้ล่ะ ?' พร้อมกับความคิด เจ้าคนตาแหกก้มมองขาตัวเอง ให้ตกใจอีกรอบ จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง ขาที่วิ่งอยู่ แทนที่จะติดกับพื้น ดันลอยอยู่กลางห้องซะนี่ เจ้าคนที่กำลังจะวิ่งหนี แหกปากร้องว้ากซะสุดเสียง

ผัวะ!? เสียงที่่คุ้นเคยดังก้องขึ้นในหัวอีกรอบ ช่วยได้มาก คนขวัญเสีย ยกมือกุมหัวป้อยๆ ร้องโอดโอย สติกลับคืนมา "จะตีหัวทำไมตั้งหลายรอบเนี่ย" อารมณ์เดือดกลบเหนือความกลัว หันหน้าขวับ ถลึงตาใส่คนตี

"เรียกสติเอ็งไง จะสติแตกไปหาอะไรเนี่ย ผีสางที่ไหนจะมาหลอกเจ้า ก็เจ้าเองตอนนี้ สภาพไม่ต่างจากผีเท่าไหร่หรอก.." หญิงร่างจางเชิดหน้าพูด น้ำเสียงข่มสำทับซะอย่างกับผู้ใหญ่ดุเด็กเล็ก

พอได้ฟัง จากอารมณ์เดือดดาลเริ่มสงบนิ่ง สงสัย ครุ่นคิด"ผี? สภาพเหมือนผี? อะไร? ยังไง?" คำถามจับใจความแทบไม่ได้ แต่ผู้ฟังก็พอเข้าใจบ้าง

"ก็สภาพตัวเจ้าตอนนี้ไง มีแต่วิญญาณไม่มีร่าง จะไม่ให้เหมือนผี จะให้เหมือนหมาหรือยังไง"

"ผี วิญญาณ.." เสียงแผ่วๆรอดริมฝีปากออกมา ส่วนสายตาก็ก้มมองสำรวจตัวเอง จริงตามว่า ร่างกายคนที่ไหนจะซีดจาง ไหวไปมาเช่นนี้ ชายหนุ่มทดลองเอามาแตะตัว ก็สะท้านไหวๆ ประหนึ่ง เอามือแตะลงในน้ำ ไม่สิ ถ้าบอกว่าเป็นกลุ่มหมอกหนาๆ จะใกล้เคียงกว่า


ชายหนุ่มสำรวจตัวเองอยู่ครู่ จึงเงยหน้าถาม ทั้งหน้าตาเลิ่กลั่ก ตกใจที่อยู่ไม่อยู่ตนก็ตายเสียอย่างนั้น"อะไร อะไรกัน ทำไมเป็นแบบนี้ได้ยังไง ผมตายตอนไหน ผมเป็นอะไรตาย ทำไมอ่ะ ทำไมๆ" พร้อมเสียงสั่นที่หลุดไป เจ้าของคำถามโผไปเบื้องหน้า หมายจับผู้ถูกถามเขย่าให้รู้เรื่อง แต่ไม่ทันถึงตัว มือยาวๆก็ยื่นมายันหน้าไว้ทั้งหน้า

"นิ่งๆไว้ไอ้หนู ใจเย็นๆ ค่อยๆถาม"รอยยิ้มพอใจเริ่มปรากฏที่มุมปาก คงเพราะชายหนุ่มเริ่มสงบ แลเข้าใจสภาพตัวเองขึ้นบ้างแล้ว


ความเงียบปรากฏอยู่ชั่วครู่ ชายหนุ่มก้มหน้า ยกมือขึ้นบีบขมับ แต่ก็ไม่เป็นผล มือที่หมายบีบนวด วืดไปมา เหมือนไมไ่ด้สัมผัสสิ่งใดเลย เพิ่มความหงุดหงิด กังวลเข้าไปอีก ร้อยพันคำถามผุดขึ้นในหัว มากเสียจนไม่รู้จะถามคำถามใดก่อนดี นิ่งงันไปอีกครู่ใหญ่ สุดท้ายเงยหน้าขึ้น เค้าหน้าเคร่งเครียด


"คุณเป็นใคร?" คำถามชัดเจน ที่คาใจแต่เสียงผัวะแรกที่ดังก้องในหัว

"ปราณจรีย์ คือชื่อเรา ชื่อที่เกิดมาพร้อมกับเราในภพนี้..."



Create Date : 28 ธันวาคม 2552
Last Update : 30 ธันวาคม 2552 11:34:25 น.
Counter : 444 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  

ฟาฬ
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



ฝากช่องยูทูป Misterfharl ด้วยนะครับ