All Blog
มาเมืองนอกแล้ว จะฝึกพูดภาษาอังกฤษอย่างไร (ตอนที่ ๒)
ตอนที่แล้วผู้เขียนได้แนะนำวิธีการฝึกพูดภาษาอังกฤษเมื่อมาอยู่อเมริกา ไปบ้างแล้วนะคะ ตอนนี้ก็ขอนำเสนอเพิ่มเติมวิธีการที่ได้รวบรวมสะสมมาค่ะ บางข้อสามารถนำไปใช้ได้แม้อยู่ที่เมืองไทย หรือที่อื่นๆนะคะ

๖. แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีแผนกที่ดูแลนักเรียนต่างชาติ (คือคนที่ไม่ใช่อเมริกัน) ซึ่งมีชื่อต่างๆกันไป เช่นที่ University of Illinois at Urbana-Champaign (UIUC) ก็เรียกแผนกนี้ว่า International Student and Scholar Services (ISSS) หรือที่ University of California at Davis มีชื่อแผนกนี้คือ Services for International Students and Scholars (SISS) เป็นต้นค่ะ ซึ่งนักเรียนไทยเมื่อมาใหม่ก็ต้องรู้จักแผนกนี้อยู่แล้ว เพราะต้องมารับการปฐมนิเทศน์และจัดการเรื่องวีซ่าหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่แผนกนี้เค้าจะมีรวบรวมแหล่งข้อมูลการฝึกพูดภาษาอังกฤษค่ะ (resources)โดยอาจจะมีเป็นแผ่นพับไว้ ณ office ของเค้า หรือลองเข้าไปดูใน Website ของเค้าดูค่ะ ซึ่งข้อมูลก็อาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละมหาวิทยาลัย สำหรับที่ UIUC ผู้เขียนลองเข้าไปดูใน website ของ ISSS ขณะนี้ แต่หาข้อมูลยังไม่เจอค่ะ แต่เท่าที่จำได้ว่าเคยไปที่ office ของเค้า แล้วเค้ามีข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกพูดภาษาอังกฤษ ดังนี้ค่ะ

a. รายชื่อของผู้ที่รับสอนภาษาอังกฤษ (tutor) รายตัวและเป็นกลุ่ม ซึ่งเราสามารถติดต่อได้ ถ้าต้องการเรียนเพิ่ม มีทั้งการเรียนพูด (conversation/speaking/listening) หรือ การเขียนอ่าน (writing/reading) ค่ะ บางที่ก็สอนฟรี แต่บางที่ก็ต้องจ่ายค่าเรียนค่ะ

b. Free English conversation โดยเค้าแนะนำหลายๆที่ เช่น ที่ Cosmopolitan Club ซึ่งเป็นเหมือน International House แต่ละสัปดาห์ เค้าจะจัด coffee hour โดยสมาคมนักเรียนของชาตินั้นๆ ก็จะจัดอาหาร ขนม เครื่องดื่ม (ไม่มี alcohol นะคะ) ของชาตินั้นๆ มาให้ทานกันฟรีค่ะ บางทีก็มี slide show แนะนำชาตินั้นๆด้วย ได้ยินว่านักเรียนไทยก็จะมีจัด coffee hour ของประเทศไทยด้วยค่ะ Cosmo club นี้ก็เป็นที่ที่เราได้เจอเพื่อนใหม่ หรือไปกับเพื่อนต่างชาติ เราก็จะได้ฝึกพูดแบบไม่เป็นทางการค่ะ นอกจากนี้ บางทีตาม Church ต่างๆ เค้าก็จัด free English conversation hours เป็นประจำแต่ละสัปดาห์ค่ะ ซึ่งเราก็ไปฝึกคุยภาษาอังกฤษได้ แต่ก็ระวังเรื่องศาสนาด้วยค่ะ บางทีชาวคริสต์เค้าก็อยากเปลี่ยนเราชาวพุทธให้ไปนับถือศาสนาเค้าเหมือนกัน ก็ใช้วิจารณญาณดูค่ะ

c. Host family program ซึ่งทาง UIUC มีการจับคู่นักเรียนต่างชาติกับครอบครัวชาวอเมริกันที่มาสมัครเพื่อร่วมโปรแกรมนี้ ให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกับชาวอเมริกัน แต่นักเรียนไม่ได้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวเค้านะคะ การทำกิจกรรมก็แล้วแต่คู่ host family กับตัวเราจะตกลงกันค่ะ เท่าที่เห็นก็มีการไปทานข้าววันเสาร์อาทิตย์ การไปร่วมงานในวันหยุดต่างๆกับครอบครัวเค้า เช่น งานวันคริสมาส วัน Thanksgiving เป็นต้นค่ะ อันนี้นับเป็นโอกาสที่ดีมากนะคะ ที่นอกจากเราจะได้เรียนรู้ฝึกฝนภาษาแล้ว เรายังได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเค้า ที่บางทีเราอาจไม่รู้เลยก็ได้ค่ะ ผู้เขียนจำได้ว่า โปรแกรมนี้ เค้าไม่ค่อยโฆษณา คนก็เลยไม่ค่อยรู้ และเค้าปิดรับสมัครเร็วค่ะ ประมาณสัปดาห์สองสัปดาห์แรกของเทอม ถ้าสนใจต้องลองไปถามที่ ISSS โดยตรงค่ะ

d. Buddy program เป็นการจับคู่นักเรียนต่างชาติกับนักเรียนอเมริกับค่ะ โดยนักเรียนต่างชาติก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษ และนักเรียนอเมริกันก็ได้ฝึกภาษาจากชาตินั้นๆค่ะ ที่เห็นมีเยอะๆก็นักเรียนจากญี่ปุ่นค่ะ ที่คนอเมริกันอยากเรียนภาษาด้วย สำหรับคนไทย ก็ต้องไปสอบถามที่ ISSS ดูนะคะ

๗. นอกจากที่ ISSS แล้ว resources ในการฝึกภาษาอังกฤษก็มีติดประกาศไว้ตามที่ต่างๆ เช่น ที่หอพักมหาวิทยาลัย สถาบันสอนภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัย เช่น Intensive English Institute (IEI) ของที่ UIUC เป็นต้นค่ะ ก็ลองเช็คดูหลายๆที่ค่ะ

๘. การออกเสียงในภาษาอังกฤษให้ถูกต้องนั้น แบ่งออกเป็น ๒ แบบค่ะ คือ การออกเสียงแต่ละคำให้ถูกต้อง กับการออกเสียงเป็นโทนเสียงขึ้นลงในแต่ละประโยค (intonation)

a. การออกเสียงแต่ละคำให้ถูกต้อง บางอย่างก็มีหลัก บางอย่างก็ไม่มีหลัก ซึ่งก็ต้องอาศัยการฟังบ่อยๆ ฟังเยอะๆ แล้วจดจำเอาค่ะ

i. การออกเสียงที่มีหลักการก็เช่น เวลา verb เติม –ed สามารถออกเสียงได้ ๓ แบบ คือ ออกเสียง t เช่น kicked หรือ jumped, ออกเสียง d เช่น hugged หรือ loved, และการออกเสียงแบบ “เอิด” เช่น wanted หรือ painted เป็นต้น งงกันหรือเปล่าคะ เสียงเหล่านี้สำคัญมากที่จะทำให้ฝรั่งเข้าใจเรานะคะ (โอกาสหน้าผู้เขียนจะเขียนเกี่ยวกับรายละเอียดการออกเสียงโดยละเอียดขึ้นค่ะ แต่บลอกนี้ผู้เขียนขอเน้นวิธีการและ resources ที่จะช่วยให้เราฝึกพูดด้วยตัวเองค่ะ) ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเรียนการออกเสียงกับอาจารย์ชำนาญ ศุภนิตย์ ที่สถาบันเสริมภาษา LAS ใกล้ศรีย่านค่ะ เป็นการเรียนที่มีประโยชน์และดีที่สุดสำหรับการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้องของผู้เขียนเลยค่ะ

ii. ส่วนการออกเสียงคำต่างๆที่ไม่สามารถสรุปเป็นหลักการได้ ก็มีเยอะค่ะ ก็ต้องจำเอาค่ะ เช่น ตัว g ใน girl ออกเสียง ก แต่ใน germ ออกเสียง จ เป็นต้น อันนี้เราไม่สามารถเดาได้เลย ถ้าไม่เคยได้ยินมาก่อนค่ะ เพราะฉะนั้น ผู้เขียนแนะนำว่าให้ฟังภาษาอังกฤษให้เยอะที่สุดค่ะ การจะฟังอะไรบ้างนั้น ผู้เขียนจะแนะนำเพิ่มเติมในข้อถัดไปข้างล่างค่ะ

b. การออกเสียงเป็นโทนเสียงขึ้นลงในแต่ละประโยค (intonation) นั้น เวลาเราฟังฝรั่งพูดทางทีวีหรือวิทยุ ก็ให้เราฟังเหมือนฟังเพลงค่ะ คือประโยคเค้าจะมีขึ้นมีลง แล้วเราก็พยายามคาราโอเกะตามค่ะ จะช่วยได้มากเวลาเราอยู่คนเดียวแล้วพูดตามแต่ละประโยคไปด้วย เรื่องการพูดให้ถูก intonation นี้ ผู้เขียนก็ขอแนะนำ หนังสือและCD ชื่อ American accent training ค่ะ //www.amazon.com/exec/obidos/ASIN/0764173693/americanaccenttrซึ่งดีมากๆ เพราะสอนว่าเราต้องเน้นคำไหนในประโยคบ้าง แล้วเราจะพูดเหมือนชาวอเมริกันเลยค่ะ เช่น ประโยค

i. John and I went to school. เน้นที่ John, I, school

ii. We went to school. เน้นที่ went, school แทน เพราะ we เป็น pronoun เราเลยไม่เน้น

iii. John and I have not gone to school. เน้นที่ John, I, gone, school เพราะ have not ไม่ได้เป็นตัว verb หลักค่ะ

iv. เวลาบอกตัวเลข ให้เน้นตัวเลขสุดท้าย เป็นสัญญาณว่าเราพูดจบประโยคแล้ว เช่นเวลาเราบอกเบอร์โทรศัพท์ของเรา 7-2-1-0-4-6-9 เน้นที่ nine!

(สนุกมั้ยคะ ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนรวบรวมหลักเหล่านี้ แล้วมานำเสนอในโอกาสต่อๆไปค่ะ)

๙. การที่เราจะพูดให้เหมือนฝรั่ง เราก็ต้องเลียนแบบเค้า ซึ่งเราก็ต้องอาศัยการฟังให้มากๆค่ะ สำหรับสื่อต่างๆที่ช่วยในการฟังภาษาอังกฤษ ผู้เขียนขอแนะนำดังต่อไปนี้ค่ะ

a. ทีวี การที่จะเรียนรู้คำศัพท์และประโยคที่เค้าใช้กันในชีวิตประจำวันนั้น แนะนำว่าให้ดู sitcom หรือ series ที่ฉายเป็นตอนๆ ต่อเนื่องกันไป เช่นเรื่อง Friends เป็นต้น จะดีกว่าการดูหนังเป็นเรื่องๆค่ะ เพราะหนังแต่ละแบบก็แนวต่างกันไป อาจจะไม่ได้เรียนรู้ภาษาสนทนาได้ดีเท่า sitcom ค่ะ

b. การดูทีวี ถ้าต้องการฝึกฟังและพูด ก็ไม่ควรเปิด subtitle ค่ะ เพราะเวลาเราเปิด เราก็จะอ่าน subtitle ไปก่อนที่เราจะฟังเค้าพูด สุดท้ายก็ไม่ได้ฝึกฟังค่ะ แต่ถ้าต้องการเรียนรู้คำศัพท์ ให้เปิด subtitle ค่ะ ผู้เขียนตอนมาอเมริกาใหม่ๆ ด้วยความที่ต้องการฝึกทั้งสองอย่าง ก็เลยใช้การเปิด subtitle หนึ่งวัน ปิดหนึ่งวันค่ะ

c. โดยส่วนตัวผู้เขียน ขอแนะนำว่า ให้พยายามฟังคนอเมริกันเอเชียน (คือเกิดที่อเมริกาแต่เป็นเชื้อชาติเอเชีย) พูดภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะผู้หญิงค่ะ เพราะลักษณะเสียงของเราคล้ายกับเค้า ซึ่งอาจจะเพราะลักษณะทางชีวค่ะ (เช่น gene เป็นต้น) ซึ่งทำให้เราเลียนเสียงเค้าได้ง่ายขึ้นค่ะ ลองหาช่องทีวีที่มีผู้ประกาศข่าวเป็นคนเอเชียดูค่ะ

d. เปิดวิทยุที่มีการพูดเยอะๆ ไม่ใช่เพลงนะคะ แล้วเปิดฟังบ่อยๆ เวลามีเวลาค่ะ แนะนำว่าตอนเช้าๆจะดีค่ะ เพราะเราจะได้คุ้นกับภาษาอังกฤษสำหรับไปพูดและฟังในวันนั้นๆ พร้อมๆกับการบริหารกล้ามเนื้อปาก ที่ได้แนะนำไปในหัวข้อ การพูด presentation ให้สู้ฝรั่งได้ ตอนที่ ๒ ภายใต้หัวข้อ “วันพูด” ค่ะ

e. ลองไปห้องสมุดของเมืองค่ะ เช่นที่ Davis เค้ามี Yolo County Library – Davis branch หรือ ที่ Champaign-Urbana ก็มี Urbana free library กับ Champaign library ที่เค้าให้ยืมหนังได้ฟรี เราก็เอามาดูฝึกภาษาได้ด้วยค่ะ นอกจากนี้ book on CD ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ถ้าใครชอบอ่านหนังสือ แต่อันนี้เป็นการ “ฟัง” แทนค่ะ ก็ได้ฝึกฟังได้เยอะเลยค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคที่ผู้เขียนรวบรวมมานะคะ ลองนำไปใช้กันนะคะ ผู้เขียนยังจำคืนแรกที่ฝันเป็นภาษาอังกฤษได้ ดีใจมากๆเลยค่ะ ใครมีข้อแนะนำดีๆ ช่วยบอกกันบ้างนะคะ





Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2551 17:45:41 น.
Counter : 3783 Pageviews.

14 comments
  
ขอบคุณมากๆ สำหรับเคล็ดลับดีๆนะคะ

เราตั้งใจจะไปเรียนต่อปีหน้า แต่ตอนนี้เราก็จะเอาเทคนิคที่บอกไปฝึกแน่นอนค่ะ

โดยส่วนตัวเราอยากเป็นคนที่ออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้องและมี accent ใกล้เคียงกับ native speaker มาก
ตอนนี้ก็พยายามฝึกฝนอยู่ค่ะ ถูกใจมากมายกับวิธีการฝึกที่คุณ DrJoy แนะนำค่ะ
โดย: Auntie Anne's IP: 118.172.66.252 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:23:11:11 น.
  
น้องจอยเก่งมากๆเลยค่ะ พี่ happy birthday ด้วยนะค่ะ เขียนเก่งจังค่ะ
โดย: พี่สุ IP: 58.10.27.211 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:18:34 น.
  
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ค่ะ
ตอนนี้ก็ใช้ American Accent Training อยู่เหมือนกัน accent ดีขึ้นมากเลยค่ะ
โดย: Flowery IP: 202.133.176.97 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:1:26:09 น.
  
อยากให้แนะนำตั้งแต่ผู้ที่เริ่มต้นเลย พอได้ป่าวคับ แต่คิดว่าคงไม่มีเวลาว่างพอ ยังไงก็ขอบคุนมากนะคับ สวยแล้วยังใจดีอีก
โดย: wachirapun IP: 124.120.61.131 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:01:12 น.
  
ตอบคุณ wachirapun ที่ต้องการให้เขียนแนะนำการฝึกพูดภาษาอังกฤษตั้งแต่เริ่มต้นนะคะ จริงๆก็ตั้งใจไว้แล้วค่ะ ว่าจะเขียน แต่คงต้องขอเวลารวบรวมข้อมูลก่อนนะคะ ฝากให้เข้ามาติดตามดูนะคะ
โดย: DrJoyKwanrawee วันที่: 29 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:03:17 น.
  
โดย: หนึ่ง IP: 203.113.107.253 วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:15:09:11 น.
  
ขออ้างบล็อกจอยไปเขียนบล็อกนะ

//itshee.exteen.com/
โดย: lim IP: 206.127.182.213 วันที่: 14 มีนาคม 2551 เวลา:10:52:57 น.
  
ถ้าsubtitle เป็นอังกริดล่ะ จะได้มั้ย
โดย: นิว IP: 203.170.144.1 วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:13:08 น.
  
ขอบคุณคุณนิวสำหรับคำถามค่ะ subtitle ที่เป็นภาษาอังกฤษก็จะช่วยให้เราเรียนรู้คำศัพท์เพิ่มค่ะ ก็เป็นการดีค่ะ ที่ผู้เขียนเขียนไว้ในบทความข้างต้นข้อ 9b นั้น ก็หมายถึง subtitle ภาษาอังกฤษค่ะ ไม่ใช่ภาษาไทย ไม่แนะนำว่าให้เปิดเป็นภาษาไทย เพราะเราจะไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเลยค่ะ การทำอย่างนี้ ตอนแรกๆอาจจะเหนื่อยนิดนึงนะคะ แต่ถ้าต้องการฝึกภาษาอย่างจริงจังแล้ว ก็จะเห็นผลแน่นอนค่ะ ลองดูนะคะ ได้ดูหนังสนุกด้วย ฝึกภาษาไปด้วยค่ะ
โดย: DrJoyKwanrawee วันที่: 3 สิงหาคม 2551 เวลา:23:29:21 น.
  
I just visit ur blog,it's very interesting and I 'll try to do with ur suggesion .

Thank you so much.
โดย: Ethan IP: 115.67.127.206 วันที่: 10 มกราคม 2552 เวลา:9:24:32 น.
  
Thank you so much,,,
โดย: Chart IP: 58.181.166.213 วันที่: 11 เมษายน 2552 เวลา:19:39:26 น.
  
Wow
succinct+effective!
you do inspire me to have a personal blog
two thumbs up krub
โดย: Todd IP: 68.190.116.139 วันที่: 5 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:34:24 น.
  
เรื่องแจ้งให้ทราบ
เจ้าของบล็อกขออนุญาตสงวนสิทธิ์การเขียน comment โดยไม่มีการโฆษณาสินค้าหรือการบริการใดๆนะคะ ขออภัยด้วย หากเห็นว่าเป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับบล็อกนี้จริงๆ กรุณาใส่เป็น link ไว้เพื่อให้ผู้สนใจสามารถติดตามต่อได้แล้วแต่วิจารณญาณนะคะ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเจ้าของบล็อกก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ทั้งสอง จึงขอสรุปแนะนำเพิ่มเติมสั้นๆ อาจารย์ชำนาญ ศุภนิตย์ Course G1 Listening Speaking Language Advancement School ( LAS ) แถวศรีย่าน ชอบการสอนของอาจารย์มาก และคอร์สนี้ทำให้ออกเสียงได้ถูกต้องชัดเจนจนเจ้าของภาษาชมมาแล้ว (ก่อนไปอยู่อเมริกาอีก) เป็นคอร์สที่แนะนำมากๆค่ะ

สำหรับอ.สงวนก็แนะนำเช่นกันในการสอบโทเฟิล และอาจารย์ยังแทรกการอ่านออกเสียงคำให้ถูกต้องด้วยค่ะ โดยส่วนตัวแนะนำว่าหากต้องการไปเรียนต่ออเมริกาที่ต้องสอบโทเฟิลให้ผ่านก่อนสมัครเข้าเรียน แนะนำว่าควรสอบให้ผ่านตั้งแต่ที่เมืองไทยเลยค่ะ ซึ่งสถาบันกวดวิชาสอบโทเฟิลในเมืองไทย ดีกว่าที่ต่างประเทศเยอะ เพราะเน้นแนวข้อสอบเลย ส่วนการเรียนที่เมืองนอกก็ไปเน้นการพูดฟังจะดีกว่าค่ะ
โดย: DrJoyKwanrawee วันที่: 18 พฤศจิกายน 2552 เวลา:10:22:47 น.
  
กำลังมองหาที่เรียน GMAT ค่ะ แต่หลายสถาบันขึ้นราคา(แพงมาก) อย่างเช่น สถาบันแถวมารวย จาก 15K เป็น 25K อันนี้ไม่ไหวอะค่ะ แพงๆๆมาก ช่วยแนะนำด้วยนะคะ ณ เวลานี้ ที่ไหนน่าเรียนคะ ขอบคุณมากค่ะ
โดย: aom11 IP: 58.8.10.206 วันที่: 14 สิงหาคม 2554 เวลา:20:31:56 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

DrJoyKwanrawee
Location :
Davis, California  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



Locations of visitors to this page