มหาวิหารเบอร์ลิน (Berlin Cathedral) ศาสนสถานอายุเก่าแก่กว่า 500 ปี

            มหาวิหารเบอร์ลิน (Berlin Cathedral)  เป็นโบสถ์โปรเตสแตนต์ที่สำคัญ ใหญ่และหรูหราที่สุดในนครเบอร์ลิน  มีอายุเก่าแก่กว่า 500 ปี    โดมใหญ่ตระง่านตระการตาใจกลางอาคาร นั่นคือ เบอร์ลินโดม (Berlin Dom) ศิลปกรรมที่โดดเด่น ประดับตกแต่งด้วยภาพโมเสกที่มีสีสันประกอบขึ้นจากแผ่นกระเบื้องมากกว่าหลายแสนชิ้น ตัวโดมนั้นมีสีฟ้าสดใสและปลายยอดสีเหลืองทองอร่าม ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวยิ่งนัก พลาดไม่ได้กับการไปเยี่ยมชม



         มหาวิหารเบอร์ลิน (Berlin Cathedral) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสแปร (Spree) ตรงส่วนที่แม่น้ำแยกออกจากกันกลายเป็นเกาะ เป็นโบสถ์ในนิกายโปรเตสแตนต์ที่ถือว่าหรูหราใหญ่โตที่สุด  ตัวอาคารโบสถ์ตกแต่งอย่างประณีตด้วยสไตล์แบบบาโรกและเรอเนสซองซ์ โดมใหญ่ตรงกลางสูงถึง 114 เมตร สร้างขึ้นครั้งแรกราวศตวรรษที่ 15 เคยเป็นโบสถ์ประจำราชวงศ์โฮเฮนซอลเลิร์น แล้วมีการสร้างทับครอบของเดิมอีกครั้งในปี 1894 - 1905 หลังที่เห็นในปัจจุบันเป็นหลังที่ได้รับการบูรณะใหม่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้รับความเสียหายไม่แพ้สิ่งก่อสร้างอื่นๆ ในเบอร์ลิน แต่ต่อมาได้รับการบูรณะให้เป็นตามลักษณะเดิม เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมความงาม



       ภายในมีแท่นบูชาและการประดับตกแต่งด้วยภาพเขียนแสดงเรื่องราวในพระคัมภีร์ รูปนกพิราบสัญลักษณ์ของพระจิตที่ช่องแสงบนยอดโดม ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญให้สมาชิกในราชวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นพิธีเจิมน้ำมนต์ พิธีอภิเษกสมรสรวมทั้งสถานที่ฝังพระศพ จักรพรรดิปรัสเซียนและราชวงศ์อีกหลายพระองค์ และที่สวยงามโดดเด่นก็คือหีบพระศพพระเจ้าฟรีดริซที่ 1 กับพระนางโซฟีชาล็อตเต พระมเหสี นอกจากนี้ยังสามารถเดินขึ้นบันได 270 ชั้น ขึ้นไปชมยอดโดมและทิวทัศน์ เหนือกรุงเบอร์ลินได้รอบทิศทาง



        ไฮไลท์ของที่นี่คือ ออร์แกนเก่าแก่ขนาดยักษ์ (Berlin Cathedral Pipe Organ) ถูกแขวนอยู่เหนือศีรษะที่รับรองแขกกลางโบสถ์ เสียงของออร์แกนจะถูกบรรเลงกึกก้องเมื่อถึงวันสำคัญต่างๆ หรือ การจัดงานพิเศษ อย่าง Summer Organ Organisation ซึ่งเป็นงานระดับนานาชาติ และยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับเสียงดนตรีอีกมากมายที่จัดขึ้นบ่อยๆ หากใครที่เป็นสายดนตรีคลาสสิกก็ไม่ควรพลาดกับคอนเสิร์ตสุดอลังการที่จะจัดขึ้นภายในมหาวิหารเบอร์ลิน 


  
           ด้านในมีความหรูหรา ศักดิ์สิทธิ์ ด้านหน้าเป็นลานน้ำพุ ให้ผู้คนเข้ามานั่งชม พักผ่อนอิริยาบถ ชมความงามของวิหาร ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาเก็บภาพเป็นที่ระลึก ด้านหน้าได้อารมณ์หนึ่ง หรือจะถ่ายภาพให้รับกับอาคารอื่นๆ ก็ได้อีกอารมณ์



          มหาวิหารเบอร์ลิน (Berlin Cathedral) เป็นหนึ่งในอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก นอกจากเป็นมหาวิหารนิกายโปรเตสแตนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเบอร์ลินแลัว ยังถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเบอร์ลิน

          หากมีโอกาสมานครเบอร์ลิน ไม่ควรพลาดการเยี่ยมชมและเช็คอินที่มหาวิหารเบอร์ลิน (Berlin Cathedral) แห่งนี้ นอกจากนี้ยังสามารถเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่อยู่บริเวณเกาะพิพิธภัณฑ์ (Museum Island) บริเวณติดกับมหาวิหารนี้ ซึ่งได้การรับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโกด้วย ที่ผมจะพาเยี่ยมชมต่อไป




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2563   
Last Update : 5 สิงหาคม 2563 21:23:02 น.   
Counter : 39 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


ขาหมูเยอรมัน "Schweinshaxe" เสิร์ฟพร้อมกับกะหล่ำปลีดอง สุดยอดอาหารสไตล์เยอรมัน

              วันนี้เรามาชิมอาหารเยอรมันกัน หากพูดถึงอาหารเยอรมัน เราจะนึกถึงใส้กรอกและขาหมู และหากพูดถึงขาหมูแล้ว เป็นที่ทราบกันดีต้องเป็นขาหมูเยอรมันมีรสชาติขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก   วันนี้เราจะมาชิมขาหมูสไตด์เยอรมันกันครับ    ที่ประเทศเยอรมันจะเรียกว่าขาหมูว่า  "Schweinshaxe" หรือ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า German Pork Hocks เป็นเมนูอาหารขึ้นชื่ออันดับต้นๆ ที่ใครไปเยอรมันก็ต้องลิ้มลองพอๆกับไส้กรอกเยอรมัน 


               
                สูตรขาหมูเยอรมันสูครประจำชาติ วิธีการทำโดยเอาขาหมูไปต้มจนสุก ผึ่งแดดให้แห้งแล้วเอาไปทอดจนเหลืองกรอบเสิร์ฟมา  พร้อมซาวร์เคราท์คือผักกาดดองแบบเยอรมันมีรสเปรี้ยว แก้เลี่ยนได้ดี ถั่วบด และมันฝรั่งต้ม  แบบว่า ขาหมูที่เมืองไทยชิดซ้ายไปเลย แนะนำเลยว่าต้องไปชิมให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งสูตรนี้เป็นสูตรดั้งเดิมแบบเยอรมันแท้



         ร้านที่เรามาชิมอาหารเยอรมันในวันนี้มีชื่อว่า
Brauhaus Südstern Restaurant เป็นร้านอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมเยอรมัน จัดแต่งด้วยสไตล์โบราณ บรรยากาศเรียบง่ายแต่คลาสสิค 



             



       ในร้าน Brauhaus Südstern Restaurant มีเครื่องดื่มประจำชาติ หรือเบียร์ของเยอรมันหลากหลายรสชาติให้ลิ้มลองตามชอบใจ 





         การจัดรูปแบบของร้านค่อนข้างลงตัวและโรแมนติกเลยทีเดียว เหมาะสำหรับคู่รักมาเดทรับประทานอาหารกัน 
 


             หากมีโอกาสได้มาเยอรมันแล้ว พลาดไม่ได้ที่จะต้องลิ้มลองขาหมูเสิร์ฟพร้อมกับกะหล่ำปลีดองซาวร์เคราท์ ไส้กรอกเยอรมัน กับ เบียร์หลากหลายรูปแบบของเยอรมัน 




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2563   
Last Update : 9 กรกฎาคม 2563 14:05:59 น.   
Counter : 71 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


พิพิธภัณฑ์ Checkpoint Charlie BlackBox พิพิธภัณฑ์เรื่องราวของสงครามเย็น

             ห่างจากจุดเช็กพอยท์ชาร์ลี (Checkpoint Charlie) ที่เรามาเยี่ยมชมกันในบล็อกที่แล้วเพียงไม่กี่เมตร ตรงหัวมุมฝั่งตรงข้ามมีอาคารทรงกล่องสีดำ ที่เรียกว่า BlackBox เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเย็น ทั้งแบบกลางแจ้งและในร่ม มีส่วนหนึ่งของกำแพงเบอร์ลินที่ถูกนำมาแสดงไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ ณ บริเวณลานกลางแจ้งให้ได้ดูกันชัด ๆ 


 
              พิพิธภัณฑ์ Checkpoint Charlie BlackBox แสดงนิทรรศการแบบในร่มและกลางแจ้งที่ครอบคลุมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ระหว่างปี พ.ศ. 2488-2533 ที่เกี่ยวข้องกับสงครามเย็น  สามารถชมนิทรรศการ BlackBox ได้ตามอัธยาศรัย เท่าที่เราต้องการโดยไม่จำกัดเวลา โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30 - 45  นาทีก็ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม ได้ข้อมูลและเนื้อหาครอบคลุมทั้งหมด  โดยสถานที่แห่งนี้เปิดทำการถึง 22.00 น. ของทุกวัน 



               พื้นที่กลางแจ้งมีส่วนของกำแพงเบอร์ลินที่นำมาจัดแสดงให้เห็นกันอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถดู แตะต้อง สัมผัสและถ่ายรูปได้ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคสงครามเย็น  และข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับกำแพงเบอร์ลิน



             ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์กล่องดำ Checkpoint Charlie BlackBox   ผู้เข้าชมจะเดินผ่านพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการซึ่งจัดขึ้นตามลำดับเหตุการณ์ การจัดแสดงภาพและวิดีโอวิดีโอ  แสง เสียง ช่วยให้เรามองเห็นชีวิต รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญในยุคสงครามเย็นตั้งแต่ต้น ผ่านมาจนถึงการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน จนกระทั่งถึงเวลาการรวมประเทศเยอรมนี



         


             หากต้องการรู้ประวัติศาสตร์เพิ่มก็สามารถไปชมต่อได้ที่พิพิธภัณฑ์ Mauermuseum The Wall Le Mur เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นหลังจากกำแพงเบอร์ลินล่มสลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน ปีค.ศ.1989 



            พิพิธภัณฑ์ Mauermuseum The Wall Le Mur ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับเช็คพอยท์ชาร์ลี (ตรงข้ามกับร้าน McDonald's) ได้เก็บรวมรวมและจัดแสดงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเช็คพอยท์ชาร์ลีในสมัยนั้นเอาไว้ เช่น ชิ้นส่วนและเรื่องราวของกำแพงเบอร์ลิน หอสังเกตการณ์ รั้วลวดหนาม รถถัง วีรบุรุษ สายลับ วิธีการและนวัตกรรมที่ชาวเยอรมันตะวันออกใช้หลบหนีมายังตะวันตกในยุคนั้น รวมถึงนิทรรศการกลางแจ้งที่จำลองป้ายประกาศ ธงชาติ ด่านตรวจ และทหาร เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และถ่ายภาพเป็นที่ระลึก



                การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Checkpoint Charlie BlackBox และ Mauermuseum The Wall Le Mur รวมทั้งเที่ยวชมบรรยากาศบริเวณจุดผ่านแดนเช็กพอยท์ชาร์ลี (Checkpoint Charlie) ในวันนี้ ได้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของยุคสงครามเย็นอย่างละเอียดครบถ้วนทุกแง่มุม ต้องชื่นชมรัฐบาลเยอรมนีที่มีการเก็บรักษาและการจัดแสดงนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และนำเสนอได้อย่างดีเยี่ยม




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2563   
Last Update : 25 มิถุนายน 2563 16:17:08 น.   
Counter : 88 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


เช็กพอยท์ชาร์ลี (Checkpoint Charlie) จุดตรวจผ่านแดนในยุคสงครามเย็น

            จุดเช็กพอยท์ชาร์ลี (Checkpoint Charlie)  เป็นจุดตรวจผ่านแดนในอดีตในยุคสงครามเย็น ที่กั้นประชาชนชาวเยอรมัน 2 ฝ่าย คือฝั่งเสรีประชาธิปไตย (ฝั่งตะวันตก) ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรดูแลอยู่ และฝ่ายคอมมิวนิสต์ (ฝั่งตะวันออก) ซึ่งประเทศรัสเซียดูแลอยู่ ตั้งโดยองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO: North Atlantic Treaty Organization) ซึ่งเป็นองค์การที่ฝ่ายพันธมิตรซึ่งปกครองเยอรมนีตะวันตกในขณะนั้น  จุดตรวจผ่านแดน (Checkpoint Charlie) คำว่า "Charlie" เป็นชื่อใช้เรียกตัวอักษรในการสื่อสาร คือตัวอักษร "C" ตามการสื่อสารวิทยุขององค์กรนาโต (NATO) หรือ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือนั่นเอง

 

              เช็กพอยท์ชาร์ลี (Checkpoint Charlie) เป็นสถานที่สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็นอีกแห่งหนึ่ง และยังเป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงความพยายามอย่างมากและหลากหลายรูปแบบของคนที่ต้องการจะหลบนี้มาจากเบอร์ลินตะวันออกมายังฝั่งตะวันตก 



           จุดตรวจผ่านแดนต่างๆ ในเบอร์ลินในยุคนั้น มี 3 จุดด้วยกัน มีชื่อเรียกเรียงตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ ได้แก่
           1) จุดตรวจผ่านแดนอัลฟา (Checkpoint Alpha ; A) ในเขตเฮล์มสเต็ดท์ (Helmstedt) อยู่ในความดูแลของฝรั่งเศส
           2) จุดตรวจผ่านแดนบราโว (Checkpoint Brovo ; B) ในเขตเดรียลินเดน (Dreilinden) อยู่ในความดูแลของอังกฤษ
           3) จุดตรวจผ่านแดนชาร์ลี (Checkpoint Charlie ; C) ที่ถนนฟรีดริชสตราสเซอ (Friedrichstraße) ซึ่งเช็คพอยท์ชาร์ลีนั้นเป็นจุดผ่านแดนแห่งที่สามที่ตั้งขึ้นโดยฝ่ายพันธมิตร อยู่ในความดูแลของสหรัฐอเมริกา เป็นจุดตรวจผ่านแดนจุดเดียวที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน แต่ได้ปรับเปลี่ยนหน้าที่จากจุดตรวจผ่านแดนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเท่านั้น





            โดยผู้ที่สามารถผ่านเข้าออกได้มีเพียงแค่นักการทูตและชาวต่างชาติเท่านั้น จุดเช็กพอยท์ชาร์ลี (Checkpoint Charlie) ด่านข้ามกำแพงเบอร์ลินในดินแดนการรักษาระหว่างเขตปกครองของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 22 กันยายน ค.ศ. 1961 หลังจากการเริ่มสร้างกำแพงเบอร์ลินได้เพียงไม่ถึง 5 สัปดาห์ เป็นจุดตรวจที่สามที่เปิดโดยฝ่ายพันธมิตรในกรุงเบอร์ลิน



            บรรยากาศจุดเช็กพอยท์ชาร์ลี (Checkpoint Charlie) ในยุคสงครามเย็นในอดีตเปรียบเทียบกับบรรยากาศจริงในปัจจุบัน อาคารจุดเช็กพอยท์ยังเหมือนเดิมแต่บรรยากาศล้อมรอบเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ดูมีชิวิตชีวา สดใสขึ้นมาก

    
             
              จุดเช็กพอยท์ชาร์ลี (Checkpoint Charlie) หากมองจากฝั่งตะวันออกจะเห็นแผ่นป้ายรูปถ่ายหน้าตรงของทหารรัสเซียที่ไม่ปรากฎชื่อว่าเป็นผู้ใด             



 
              หากมองจากฝั่งตะวันตก มายังแผ่นป้ายนี้ จะเห็นรูปถ่ายหน้าตรงของทหารอเมริกัน ปรากฎชื่อว่า ส.อ.เจฟ ฮาร์เปอร์ (Sergeant Jeff Harper) 



            ปัจจุบันทหารของ Checkpoint Charlie ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบหนังสือเดินทางอีกแล้ว แต่เป็นจุดที่ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกกับทหารปลอมที่มายืนโพสท่าในบรรยากาศย้อนยุค  



            บริเวณรอบๆ ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร และสินค้าแผงลอยให้เลือกซื้อไปเป็นของฝาก เช่น หมวกทหารรัสเซีย หรืออุปกรณ์ ของใช้ที่เกี่ยวกับช่วงสงครามเย็นก็มีให้เลือกตามใจชอบ รวมถึงชิ้นส่วนกำแพงเบอร์ลินที่ตัดมาขายเป็นของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวด้วย


   
            หากมีโอกาสได้มาเยือนนครเบอร์ลินอย่าลืมมาเช็คอิน สถานที่ประวัติศาสตร์จุดตรวจผ่านแดนชาร์ลี (Checkpoint Charlie) แห่งนี้ 
 




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2563   
Last Update : 25 มิถุนายน 2563 10:47:16 น.   
Counter : 75 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


East Side Gallery แกลเลอรี่กลางแจ้งที่ใช้กำแพงเบอร์ลินจัดแสดง

            อีสต์ ไซด์ แกลเลอรี่ (East Side Gallery) เป็นแกลเลอรี่กลางแจ้งขนาดใหญ่ที่ใช้กำแพงเบอร์ลินเป็นสถานที่ในการจัดแสดง ภาพเหล่านั้นถูกวาดลงบนกำแพงจริงๆ ไม่ใช่ภาพในกรอบรูปที่เอามาติดเอาไว้ เป็นงานฝีมือ ที่แสดง ความรู้สึก อารมณ์ ที่ถูกแสดงออกจากศิลปินจำนวนมาก หลากหลายเชื้อชาติ



             ความยาวของ อีสต์ ไซด์ แกลเลอรี่ (East Side Gallery) คือแนวกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) ในส่วนที่เหลืออยู่ 1.3 กิโลเมตร ที่ยังคงเก็บอนุรักษ์ไว้ซึ่งถือว่าเป็นกำแพงส่วนที่ยาวที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน  ที่นี่มีภาพเขียนมากมายไม่ซ้ำแบบ ไม่ซ้ำไอเดีย จนกลายเป็นแกลลอรี่กลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกที่ใครๆต้องไปเดินชม แต่กว่าจะชมให้ครบ ก็ต้องใช้เวลามากอยู่พอสมควร



             การชม อีสต์ ไซด์ แกลเลอรี่ (East Side Gallery)  ทำให้เราทราบแนวคิด ที่สื่อออกมาของศิลปินแต่ละท่าน ไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อด้านลัทธิการปกครองที่ทำให้เกิดกำแพงเบอร์ลินกั้นคนในชาติเดียวกันให้แยกจากกัน สิ่งเหล่านี้เป็นความกดดันและผลักมันออกมาเป็นภาพจิตรกรรมบนกำแพงแห่งนี้หลังมีการรวมชาติ



           ภาพวาดตลอดแนวกำแพงยาว 1.3 กิโลเมตร ทั้งสองฝั่งกำแพง กว่า 100 ภาพขนาดใหญ่ แต่ละภาพมีมิติ ความลึก มีความหมายในตัวมันเอง  แกลเลอรี่แห่งนี้เกิดขึ้นหลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินเพียง 3 เดือน โดยศิลปิน 118 คนจาก 21 ประเทศ เพื่อเฉลิมฉลองอิสรภาพด้วยงานศิลปะ โดยการวาดลงบนกำแพงฝั่งตะวันออกของกำแพงเบอร์ลิน หวังให้เป็นไปได้ที่มันจะเป็นห้องแสดงภาพกลางแจ้งที่ใหญ่ และคงทนที่สุดในโลก 



                 ภาพแต่ละภาพ อาจไม่ได้เน้นความสวยแบบโรแมนติค คลาสสิค แต่มีความลึก มีทั้งแสดงถึงการกักขังหน่วงเหนี่ยวมนุษยชาติ การใส่โซ่ตรวนให้ผู้คน การวิ่งหนีจากกำแพงเพราะต้องการอิสรภาพ ความยุ่งเหยิงที่ปรากฏเหมือนภาพแอพสแตร็ก



                การเลือกใช้สีเข้ม สีอ่อน ภาพสี ภาพลายเส้น ตัวอักษรสั้นๆ สื่อความหมายทันที หรือบางครั้งก็ต้องตีความอีกครั้งว่าหมายถึงสิ่งใด





        ด้วยระยะทางของแกลลอรี่ที่เน้นความยาวตลอด 1.3 กิโลเมตร ไม่ได้ทำให้เราเบื่อเลย ด้วยการสื่อนำเสนอเป็นรูปภาพของเหล่าศิลปิน กลับทำให้เราเพลิดเพลินตื่นตาตื่นใจไปด้วย ระหว่างการชมภาพในแกลลอรี่




 

            ภาพสตรีตอาร์ตที่โด่งดังมากที่สุดในโลกภาพหนึ่ง นั่นก็คือภาพ “Fraternal Kiss” โดย ดิมิทรี วรูเบล (Dimitri Vrubel) ศิลปินชาวรัสเซีย ซึ่งวาดล้อเลียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปี 1979 เป็นภาพการจูบปากกันของ เลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ผู้นำโซเวียต และ เอริค โฮเน็กเกอร์ (Erich Honecker) ผู้นำเยอรมันตะวันออก



       ทุก ๆ วันจะต้องมีนักท่องเที่ยวรุมต่อคิวถ่ายรูปกับภาพนี้ เมื่อเราเดินตามแนวกำแพงไปเจอคนรุม ๆ ก็จะรู้แล้วว่าเดินมาถึงไฮไลต์ของกำแพงเบอร์ลินแล้ว 




           กำแพงเบอร์ลินอาจเป็นสิ่งเลวร้ายในยุคนั้น แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชาวเบอร์ลินในปัจจุบัน เหมือนกับว่าพวกเขาได้อุทิศช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตสร้างมรดกอันล้ำค่านี้ส่งมอบให้คนรุ่นหลัง หากมาเบอร์ลินให้มาเช็คอินที่อีสต์ ไซด์ แกลเลอรี่ (East Side Gallery) แห่งนี้ครับ




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2563   
Last Update : 18 มิถุนายน 2563 21:00:25 น.   
Counter : 76 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

camel_27
 
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




[Add camel_27's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com