ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ (Auschwitz Concentration Camp) รอยแผลและความทรงจำ ตอน 1

         อนุสรณ์และพิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาชวิตซ์-เบียเคเนา (Auschwitz -Birkenau Concentration Camp) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโปแลนด์ ในอดีตเป็นที่ตั้งของค่ายกักกันและเป็นพื้นที่สังหารชาวยิวและนักโทษชาติต่างๆ ร่วมกว่า 1.5 ล้านชีวิต สถานที่นี้เป็น 1 ใน 5 มรดกโลกในประเทศโปแลนด์ที่องค์การ UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนไว้ แต่เป็นมรดกโลกที่แสดงถึงความโหดเหี้ยมของมนุษย์อย่างคาดไม่ถึงว่าจะสามารถทำทารุณเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ถึงขนาดนี้ 
        ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ (Auschwitz Concentration Camp) เป็นค่ายกักกันที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องการสังหารโหดชาวยิวมากที่สุด ตั้งอยู่ในเมืองออชวิซิม (Oświęcim) เป็นเมืองชนบทห่างจากเมืองคราคูฟ (Kraków) เมืองหลวงเก่าของประเทศโปแลนด์ไปทางตะวันตกประมาณ 70 กิโลเมตร ค่ายนี้เดิมเป็นค่ายกักกันนักโทษการเมืองของโปแลนด์ ต่อมากองกำลังทหารนาซีเข้ายึดโปแลนด์ได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เปลี่ยนค่ายนี้ ดัดแปลงเป็นค่ายกักกันนักโทษ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวยิวจากหลายๆ ประเทศในยุโรป สถานที่นี้เป็นที่รู้จักกันดีของชาวโลกในฐานะที่เป็นสถานที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของผู้นำเยอรมัน “ฮิตเลอร์” (Adolf Hitler)  ค่ายกักกันของทหารนาซีไม่ได้มีเฉพาะที่นี่ หากแต่มีมีกระจายอยู่หลายที่ในยุโรป รวมถึงโปแลนด์ และเยอรมัน  ซึ่งแต่ละแห่งก็มีประวัติอันน่าสลดหดหู่ไม่ต่างกัน



 
        ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ (Auschwitz)  ที่มาชมในวันนี้ สถานที่แบ่งเป็นสองส่วนที่แยกจากกัน คือค่ายเอาชวิตซ์  1 (Auschwitz I) ที่เป็นค่ายหลัก และค่ายเบียร์เคเนา (Birkenau) หรือค่ายเอาชวิตซ์  2 (Auschwitz II) ที่สร้างขึ้นมาในภายหลัง หรืออาจเรียกอีกชื่อว่าค่ายเอาชวิตซ์ 2-เบียร์เคเนา (Auschwitz II-Birkenau) ซึ่งทั้งสองค่ายห่างกันประมาณ 3 กิโลเมตร โดยจะมีรถบัสบริการให้นั่งไปมาระหว่างค่ายทั้งสองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 



          เรามาชมค่ายเอาชวิตซ์ 2-เบียร์เคเนา (Auschwitz II-Birkenau) กันก่อน เพื่อให้เห็นภาพการขนส่งนักโทษมายังค่ายเเห่งนี้  ภาพค่ายเอาชวิตซ์ 2-เบียร์เคเนา (Auschwitz II-Birkenau) ดูคุ้นตาจากฉากของภาพยนต์ฮอลลีวูด Schindler’s list  เป็นอาคารอิฐสีส้มที่มีทางรถไฟลอดผ่านเข้าไป  ภายในพื้นที่ค่ายส่วนใหญ่ถูกทำลายไปมากโดยทหารนาซี เมื่อแพ้สงครามเพื่อทำลายหลักฐาน ส่วนที่เหลืออยู่ได้รับการบูรณะและรักษาไว้อย่างดี ตัวอาคารทั้งหมดทำด้วยไม้ ลักษณะค่ายเป็นอาคารเหมือนโรงไม้ปิดทึบไม่มีหน้าต่าง สร้างเรียงรายอยู่ในที่ราบกว้าง   มันเป็นคอกม้าเดิมนำมาดัดแปลงเป็นโรงนอนนักโทษ


   
 
 
           ค่ายเอาชวิตซ์ 2-เบียร์เคเนา (Auschwitz II-Birkenau)  สถานที่ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปมาก จากการทำลายหลักฐานของทหารนาซี หลังจากที่ถูกทหารโซเวียตเข้าโจมตีตอนสิ้นสุดสงคราม สถานที่แห่งนี้จะมีให้ดูสภาพของโรงนอนเดิมๆ จัดให้ดูไม่กี่หลัง ตัวอาคารเดิมเป็นคอกม้าเดิมนำมาดัดแปลงเป็นโรงนอน ไม่มีหน้าต่าง หรือช่องระบายอากาศ เวลาอากาศร้อนก็ร้อนจนไม่มีอากาศหายใจ เวลาอากาศหนาวที่อุณหภูมิมักถึงติดลบ ตัวอาคารก็ไม่ได้ช่วยให้อุ่นขึ้น





         ในเรือนนอนมีเตียงไม้ 3 ชั้นตั้งอยู่เรียงชิดกัน นักโทษต้องนอนด้วยกันชั้นละหลายคน เรียกว่าอยู่กันอย่างแออัดมากใครที่อ่อนแอป่วยก็ตายไป ไกด์เล่าว่ามีนักโทษบางคนที่คลอดลูกในเรือนนอนนี้ใช้หมอนปิดหน้าลูกให้ตายเพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับความทรมานหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ของทหารนาซี ทุกวันเวลาตีสามนักโทษต้องมาเข้าแถวเพื่อรอแจกงานในชุดบางๆ ที่เหมือนชุดนอนลายทางเท่านั้น เมื่อคิดว่าในฤดูหนาวอุณหภูมิติดลบรวมทั้งทุ่งโล่งลมคงพัดแรง นักโทษจะหนาวทรมานขนาดไหน นักโทษบางส่วนจะถูกนำไปทำงานที่โรงงานของนาซีภายนอกค่าย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีโรงงานที่เปิดทำการอยู่แต่ไกด์ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเป็นโรงงานอะไร เป็นการทำงานแลกอาหารกินกันตายเท่านั้น



            อาคารต่อมาที่เราเข้าไปดูเป็นอาคารส้วม ภายในที่เป็นส้วมคือคอนกรีตที่ก่อเป็นแท่นสี่เหลี่ยม 3 แถว แต่ละแถวมีฝาคอนกรีตเจาะเป็นรูกลมๆ วางพาด ไกด์เล่าว่านักโทษจะได้นั่งบนส้วมคนละ 5 วินาที ถ้าเกินนั้นอาจถูกยิง มีนักโทษบางส่วนทำหน้าที่ตักของเสียไปร่อนเอาของมีค่าที่นักโทษชาวยิวอาจกลืนลงท้องไปก่อนถูกจับ นักโทษพวกนี้ทำงานสกปรกแต่ไม่ลำบากได้อาบน้ำเพื่อความสะอาด ผู้คุมไม่ค่อยเข้ามายุ่ง แต่ต่อมาทหารนาซีใช้วิธีเทของเสียไปรวมที่เดียวแล้วร่อนเองจะได้ไม่โดนเม้มโดยนักโทษด้วยกัน 



           ตู้รถไฟที่ใช้ “ขน” คนมาที่ค่ายกักกันแห่งนี้ คันที่นำมาแสดงให้ดูที่ค่าย Birkenau นี้เป็นคันจริงที่นำมาจากเยอรมันทาสีใหม่ จะเป็นตู้รถไฟที่ใช้ขนสัตว์นำมาใช้งาน ไม่มีช่องหน้าต่างหรือช่องระบายอากาศใดๆ ผู้คนจำนวนมากจะเบียดเสียดยัดเยียดกันในตู้รถไฟ จนมาถึงมาสู่ค่ายนรกแห่งนี้ มีหลายคนที่ตายในระหว่างเดินทางเพราะขาดอากาศหายใจ ส่วนที่เหลือรอดชีวิตก็จะถูกส่งเข้าค่ายกักกันแห่งนี้



             ส่วนคนที่รอดชีวิตจะถูกนำมาที่ลานใคัดสรร คนที่มาถึงการแยกฝั่งชายหญิงและเด็ก คงเป็นที่สุดท้ายที่ครอบครัวได้เห็นหน้ากันหลายคนถึงแม้จะเหนื่อยล้าจากการถูก “ขน” มาจากบ้านเกิดเมืองนอน ยังมีสีหน้าแห่งความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าเพราะโดนหลอกว่าจะถูกมายังที่ๆ ดีกว่า แต่หารู้ไม่ว่า พวกเขาแทบจะไม่มีอนาคตเหลืออยู่เลย 

          ขั้นตอนในการคัดสรรของที่นี่เป็นเหมือนด่านแรกของทางเดินสู่ประตูนรก ไม่ว่าจะชี้ไปซ้ายหรือขวา มีแค่ทางเลือกที่ว่า จะตายช้าหรือตายเร็วเท่านั้น โดยผู้ทำการเลือกคือ หมอ Josef Mengele ผู้ได้รับสมยานามว่าเป็น  “Angel of Death” โดยจะคัดผู้หญิง เด็ก คนชรา และคนที่ดูแล้วว่าไม่สามารถใช้งานได้ออกไปอีกแถวเพื่อกำจัด (ฆ่า)  จากนั้นคนที่ไม่มีประโยชน์จะถูกพาไป “อาบน้ำ” ถอดเสื้อผ้า โกนผม และเรียงแถวเข้าห้อง “อาบน้ำ” ซึ่งมันก็คือการจัดฉากพาไปรมแก๊สนั่นเอง ส่วนคนที่เหลือ ก็ถูกพาเข้าค่าย


 
           ที่เล่ามาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่เรื่องเล่าแต่เป็นข้อมูลที่ได้รับการบรรยายจากไกด์ท้องถิ่น และเอกสารอ้างอิงต่างๆ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เกิดขึ้นที่นี่ ชีวิตนักโทษในแต่ละวันเป็นอย่างไรบ้าง เรามาติดตามกันในบล็อกต่อๆ ไปครับ 




      
              บรรยากาศที่นี่ดูเงียบและวังเวง  ไม่มีเสียงหัวเราะ ผู้มาเยี่ยมชมทุกคนให้เกียรติสถานที่ ตั้งใจในการรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ และไว้อาลัยให้กับดวงวิญญาณของผู้ที่สูญเสียชีวิต ณ ที่แห่งนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
1) บันทึกการเดินทางยุโรปตะวันออก 2562 ของหมอเอ๋ย (นาวาเอกหญิง กัญญรัตน์ อุปนิสากร)
2) 
https://pantip.com/topic/30763839




 

Create Date : 30 มีนาคม 2563   
Last Update : 7 เมษายน 2563 15:26:00 น.   
Counter : 308 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


ชมวิหารจัสนา โกรา (Jasna Gora church) และพระแม่มารีสีดำแห่งเชสโตโควา (Częstochowa)

         วิหารจัสนาโกรา (Jasna Gora) เป็นวิหารที่ประดิษฐานของรูปนักบุญมาดอนนาสีดำ (Black Madonna) ซึ่งชาวคริสต์ทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดีด้วยปาฏิหาริย์ที่เล่าต่อกันมา ตัวโบสถ์สร้างในศตวรรษที่ 14 ในปี ค.ศ. 1382 โดยการบริจาคที่ดินของท่านดุก แห่งโอปอล พร้อมทั้งได้มอบรูปภาพเก่าแก่ที่เรียกว่านักบุญมาดอนนาสีดำ (Black Madonna)  ที่ขณะที่มอบให้ รูปนั้นมีความเก่าแก่อายุหลายร้อยปีแล้ว จากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ก็พบว่าเป็นรูปในยุคไบเซนไทน์





                   ตัววิหารได้รับการต่อเติมหลายครั้งในหลายศตวรรษต่อมา วิหารจัสนาโกรา (Jasna Gora) ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวโปลลิชเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเอกราชอีกด้วย ซึ่งคุณพ่อออกัสตินนำผู้คนต่อต้านการยึดครองของชาวสวีเดนได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1665 ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะได้เห็นนักแสวงบุญหลายล้านคนมาแสวงบุญ ณ วิหารแห่งนี้



     ภายในวิหารจัสนาโกรา (Jasna Gora) ประดับตกแต่งภายในอย่างสวยงาม









                พระแม่มารีสีดำ หรือ Black madonna มีเรื่องเล่าว่าพระรูปของท่านเขียนบนไม้ของโต๊ะอาหารของพระเยซู ต่อมามีขโมยจะมาขโมยพระรูปได้ใช้มีดฟันไปถูกแก้มขวาของพระรูปแล้วโจรก็ล้มลงขาดใจตาย จึงร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านว่ากันว่าพระแม่มีเครื่องทรงหลายชุดที่สร้างถวายโดยกษัตริย์ที่มาสักการะท่านก่อนออกรบแล้วรบชนะ และ มีเครื่องทรงชุดหนึ่งที่ประดับด้วยแหวนแต่งงานที่คู่รักนำมาบูชาท่าน แต่เมื่อไปถึงกำลังมีพิธีมิสซาอยู่พอดี จึงไม่ได้เข้าไปสักการะพระองค์จริง ได้แต่สักการะองค์พระแม่จำลองด้านนอกที่จำลองได้เหมือนแม้แต่รอยมีดบนแก้มตามตำนาน



      พระแม่มารีสีดำ (Black Madonna)  แห่งเชสโตโควา (Częstochowa) ตั้งอยู่ในโบสถ์กลางในอาราม Chapel of the Virgin มีขนาดเล็ก แต่ได้จัดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมตามเส้นทางพิเศษรอบ ๆ โบสถ์และโดยที่ไม่รบกวนกิจกรรมในโบสถ์



     องค์พระแม่จำลองด้านนอกที่จำลองได้เหมือนแม้แต่รอยมีดบนแก้มตามตำนาน


     
                 



                 หอระฆังของวิหารจัสนาโกรา (Jasna Gora) มีความสูงกว่า 106 เมตร สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล และทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงในเมืองเชสโตโควา (Częstochowa) ก่อนหน้านี้เคยได้รับความเสียหายจากไฟไหม้ ส่วนที่ซ่อมทำใหม่ล่าสุดของหอระฆังมีอายุเกือบศตวรรษแล้ว ส่วนที่เก่าของหอคอยนั้นสร้างจากต้นปี ค.ศ. 1700  นาฬิกาบอกเวลาทั้งสี่ด้านของหอระฆัง เข็มบอกเวลามียอดแหลมเป็นสัญลักษณ์ของพระแม่มารี



                  ระหว่างทางเข้าวิหารมีรูปสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่ 2 ที่ชาวโปแลนด์นับถืออย่างยิ่ง เนื่องจากท่านเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกที่เป็นชาวโปแลนด์ และเป็นพระสันตะปาปาที่ไม่ใช่ชาวอิตาเลียนในรอบ 455 ปี รวมทั้งยังเป็นพระสันตะปาปาที่ได้รับเลือกขณะที่มีอายุน้อยที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ตลอดจนพระองค์มีบทบาทในการทลายกำแพงเบอร์ลินอีกด้วย







       พื้นที่ของวิหารจัสนาโกรา (Jasna Gora)  ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และเป็นระเบียบเรียบร้อย  รูปแบบสถาปัตยกรรมหลายสมัยทั้งเก่าและใหม่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว




 

Create Date : 20 มีนาคม 2563   
Last Update : 17 เมษายน 2563 9:45:24 น.   
Counter : 657 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


ชมบรรยากาศเชสโตโควา (Częstochowa) เมืองชนบทในโปแลนด์

                เมืองเชสโตโควา (Częstochowa) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโปแลนด์ ริมฝั่งแม่น้ำวาร์ตา ห่างจากเมืองคราคูฟ (Kraków) ประมาณ 145 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชมเมืองเชสโตโควา (Częstochowa)เป็นเมืองในประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ตกอยู่ใต้การยึดครองของกองกำลังทหารนาซี ปัจจุบันเซสโตโควา (Częstochowa) เป็นอีกเมืองท่องเที่ยวที่มี บรรยากาศสวยงามและมีสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดใจมากมาย โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่มีหิมะปกคลุม กลายเป็นสีขาวโพลนทั่วทั้งเมืองอย่างงดงาม ในขณะที่ฤดูกาลอื่นๆ ก็มีบรรยากาศของเมืองเก่าที่สวยงามมากเช่นกัน ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวอย่างพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง มีอุตสาหกรรมสิ่งทอ กระดาษ เหล็กกล้า เครื่องจักรอุตสาหกรรม  เมืองแห่งศาสนาคริสต์ของชาวโปแลนด์ ซึ่งส่วนใหญ่จะนับถือคริสต์ศาสนาในนิกายโรมันคาทอลิก มีภาพวาดพระแม่มารีสีดำที่มีชื่อเสียง และวิหารจัสนา โกรา (Jasna Gora church) เป็นต้น








       
     บรรยากาศในเมืองเงียบสงบมาก แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร Viking ที่ด้านหน้าทางเข้าภัตตาคารดูธรรมดาๆ แต่พอเข้าไปภายในบรรยากาศไม่ธรรมดาเลยทีเดียวห้องอาหารตกแต่งหรูหรามีโคมระย้ากลางห้อง







              เซ็ตอาหารเริ่มต้นด้วยซุปมะเขือเทศ ผักดองพวกแครอทและกะหล่ำเป็นเครื่องเคียง จานหลักเป็นปลาทอดเคียงด้วยมันบด ที่เป็นมันบดจริงๆ ไม่นัว เหมือนไม่ใส่ครีม ส่วนของหวานเป็นชีสเค้กที่อร่อย อาหารพื้นเมืองโปแลนด์ใช้ได้ อร่อย บรรยากาศก็ดีครับ










 

Create Date : 19 มีนาคม 2563   
Last Update : 19 มีนาคม 2563 20:22:40 น.   
Counter : 241 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


เมืองเก่าคราคูฟ (Kraków) เดินเล่น ชมเมืองยามเช้า

             เมืองคราคูฟ (Kraków) เป็นเมืองเก่าแก่และเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศโปแลนด์ ด้วยความโชคดีที่สามารถผ่านช่วงสงครามมาได้ โดยรอดพ้นจากการทำลายล้างของทหารนาซี ทำให้เราได้มีโอกาสได้เห็นสภาพอาคาร สถานที่่ แบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิม  ในช่วงเช้าเดินชมเมืองอีกรอบหลังจากที่เมื่อคืน ฝ่าฟันความหนาวมาเดินชมบรรยากาศ
             


            ชมปราสาทวาเวล (Wawel Royal  Castle) ในยามกลางวัน ปราสาทบนเนินเขา Wawel ริมฝั่งแม่น้ำ Wisła หนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศโปแลนด์





         จุดเด่นเมืองคราคูฟ (Kraków) ที่เห็นคือมีรถราง(Tram) ระบบขนส่งมวลชนที่วิ่งบริการประชาชนในเมืองนี้ เป็นมนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งของเมือง การเดินทางด้วยรถราง (Tram) ผู้โดยสารจะซื้อตั๋วที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติที่มีประจำอยู่ตามสถานี (แต่ไม่ทุกสถานี) มีเมนูภาษาอังกฤษให้เลือก ราคาตั๋วแบบไปกลับอยู่ที่ 7.30 PLN บนรถรางจะมีเครื่องตรวจบัตร ให้สอดบัตรเข้าไปเอง โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรประจำ แต่อาจมีนายตรวจขึ้นมาสุ่มตรวจบ้างเป็นบางครั้ง







         โบสถ์เซนต์ปีเตอร์และเซนต์พอล (Saints Peter and Paul Church)  เป็นโบสถ์นิกายโรมันคาธอลิคตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่า อยู่บนถนน Grodzka  ในช่วงกลางวันก็งดงามไม่แพ้ยามค่ำคืนเลยทีเดียว 





                บรรยากาศเมืองเก่าเดินดูสถาปัตยกรรมเพลิน มีแหล่งซื้อของที่ระลึกตามเส้นทางและร้านคาแฟ่นั่งเล่นพักผ่อนชมบรรยากาศสบายๆ 








 

Create Date : 19 มีนาคม 2563   
Last Update : 19 มีนาคม 2563 10:25:19 น.   
Counter : 450 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


บรรยากาศย่านเมืองเก่าคราคูฟ (Kraków) ยามค่ำคืน

                  จัตุรัส Main Market Square หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ตลาดรีเน็ค โกลนี่ (Rynek Glowny) ใจกลางย่านเมืองเก่าของเมืองคราคูฟ (Kraków)  ถือเป็นจุดศูนย์กลางของทุกๆ กิจกรรมเลยก็ว่าได้ ในช่วงฤดูร้อน หรือเช่วงที่มีอากาศดี บรรยากาศยามค่ำคืน มีคาเฟ่ ร้านอาหาร ผับ และคลับต่างๆ มากมาย หลายคนนิยมมานั่งจิบกาแฟ จิบเบียร์พลาง ชมสถาปัตยกรรมในยุคกลางไปด้วย  หรือ เราก็จะได้เห็นร้านค้าข้างถนนต่างๆ กางโต๊ะ กางร่มค้าขายของต่างๆ และจัดที่นั่งให้ผู้คนได้พักผ่อนชิลๆ และผ่อนคลาย แต่ถ้าหากไปในช่วงฤดูหนาว บรรยากาศจะไม่ครึกครื้นเท่าใดนัก เพราะด้วยความหนาวเย็นของอากาศ แต่อย่างไรก็ตามความงดงามยามค่ำคืนยังคงอยู่



                จัตุรัส Main Market Square ที่นี่จะมีรถม้าแบบโบราณ ให้บริการนักท่องเที่ยวได้นั่งชมแสงสีและบรรยากาศตัวเมืองทั้งในยามกลางวันและยามค่ำคืน หรือใครอยากจะเดินชมเมืองก็ตามอัธยาศัย










  
            โบสถ์งดงามแห่งนี้ชื่อโบสถ์เซนต์ปีเตอร์และเซนต์พอล (Saints Peter and Paul Church) ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่า อยู่บนถนน Grodzka  เป็นโบสถ์นิกายโรมันคาธอลิค มีสถาปัตยกรรมสไตล์โปลิชบาโร็ค เป็นโบสถ์ที่สามารถจุคนได้มากที่สุดของเมืองสร้าง เสร็จในปี ค.ศ.1619




       
                ไม่ห่างกันนักหรือจะเรียกว่าติดกันเลยก็ว่าได้ จะได้ชมโบสถ์เก่าแก่ คือ โบสถ์เซนต์แอนดรู (St. Andrew's Church) เป็นโบสถ์นิกายโรมันคาธอลิค  ที่สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1079 -1098  โบสถ์เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดในคราคูฟ (Kraków)  และเป็นหนึ่งในอาคารโรมันที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุดในโปแลนด์ และเป็นโบสถ์เดียวในคราคูฟ (Kraków) ที่สามารถต้านทานการโจมตีของนักรบชาวมองโกลที่เข้ามารุกรานโปแลนด์ ในปี ค.ศ. 1241  ต่อมาในปี ค.ศ. 1320 อาคารทรุดโทรมลงอย่างมาก และได้ถูกบูรณะปรับปรุงอาคารหลายครั้ง  ในปัจจุบันมีการตกแต่งภายในสไตล์บาโร็คโดย Baltazar Fontana และภาพวาด Karol Dankwart ส่วนรูปโดมแปดเหลี่ยมสไตล์บาร็อคบนยอดหอคอย ถูกสร้างขึ้นเพิ่มเข้ามาในปี ค.ศ.1639

             
            ปราสาทวาเวล (Wawel Royal  Castle) คือหนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศโปแลนด์ ปราสาทตั้งอยู่ทางใต้ของจัตุรัส Main Market Square ติดกับแม่น้ำ
แม่น้ำ Wisła (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Vistula)  ปราสาทแห่งนี้สร้างโดยกษัตริย์คาซิมีร์ที่ 3 ในช่วงศตวรรษที่ 14 เนื่องจากมีผู้ปกครองหลายคน สถาปัตยกรรมของปราสาทจึงมีความหลากลายผสมผสานกันทั้งสไตล์ยุคกลาง โกธิค เรเนสซองส์ และบาโร็ค ประกอบด้วยตัวตึกหลายแห่งซึ่งตั้งอยู่บริเวณลานตรงกลางที่ตกแต่งสไตล์อิตาเลียน



           ปราสาทวาเวล (Wawel Royal Castle) อยู่บนเนินเขา Wawel ริมฝั่งแม่น้ำ Wisła (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Vistula)  ในอดีตเคยเป็นพระราชวังหลวง ที่ประทับของกษัตริย์โปแลนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 จนกระทั่งเมืองหลวงย้ายไปอยู่ที่กรุงวอร์ซอร์ 





                บรรยากาศย่านร้ายค้าในตัวเมืองเก่าคราคูฟ ( Kraków)  น่าเดินเล่น ถึงแม้ว่าช่วงนี้อากาศข้างนอกจะหนาวเหน็บเพียงใด จะต้องต่อสู้กับความหนาวที่เราไม่ค้นเคย แต่ก็คุ้มค่ากับการชมบรรยากาศและเก็บภาพประทับใจ

















     
              เดินชมบรรยากาศย่านเมืองเก่าคราคูฟ (Kraków) ยามค่ำคืนกันพอสมควร ถึงแม้ว่าวันนี้จะเป็นช่วงปลายฤดูหนาวที่เริ่มอุ่นขึ้นมากแล้ว แต่อากาศในเวลานี้ก็หนาวจับใจ วัดอุณหภูมิตอนนี้อยู่ที่ 2 ํ C ที่ไม่คุ้นเคยกับคนไทยอย่างเราๆ




 

Create Date : 16 มีนาคม 2563   
Last Update : 16 มีนาคม 2563 19:57:28 น.   
Counter : 498 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

camel_27
 
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




[Add camel_27's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com