ไปบริจาคเลือดกันนะ

เราไปบริจาคเลือด เป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อเดือนเมษายน 2550 เราเป็นคนตัวเล็กค่ะ สูงแค่ 153 เอง น้ำหนักก็อยู่ที่ประมาณ 43 อยากบริจาคเลือดมานานแล้วแต่ว่าน้ำหนักไม่ถึง ทีนี้ช่วงสงกรานต์ไปไต้หวัน enjoy eating มากน้ำหนักขึ้นมา 2 โลกว่า กลับมาชั่งได้ 45 ก็เลยรีบไปบริจาคเลือดเลยค่ะ

ไปกับแม่สองคนแม่ก็อยากบริจาคเหมือนกัน แต่เคยไปแล้วเค้าบอกว่าความดันต่ำเลยไม่ได้บริจาค คราวนี้เลยลองใหม่ ไปที่โรงพยาบาลศิริราชค่ะ เพราะใกล้บ้าน

ไปถึงเค้าก็ให้กรอกแบบฟอร์ม แต่ไม่เห็นให้เราชั่งน้ำหนักให้เค้าดูเลยแฮะ ไปครั้งต่อไปถ้าน้ำหนักไม่ถึง 45 จะมั่ว ๆ ทำเป็นถึงแล้วบริจาคไปเลยได้มั๊ยนี่ ชั่งดูแล้วได้ 45 เป๊ะ ๆ เสร็จแล้วก็ไปวัดความดัน ได้ 110/50 งงมาก เพราะปรกติไม่เคยวัดได้ต่ำแบบนี้ ปรกติเราจะวัดได้ 110/70 ก็นั่งตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ กลัวเค้าไม่ให้บริจาค

รอซักพักหมอก็เรียกเข้าไป ซักประวัติเล็กน้อย แล้วก็เจาะเลือดที่นิ้วมือเรา เจาะจึ๊กเดียว ยังไม่ทันรู้สึกอะไรเลยค่ะ ไม่เจ็บเลย แล้วก็เอาหลอดเล็ก ๆ ดูดเลือดที่มือไปหยดใส่น้ำยาอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ส่งแบบฟอร์มไปให้เจ้าหน้าที่นั่งรอเค้าเรียกไปบริจาค แบบนี้ก็แปลว่าได้บริจาคแล้ว คิคิ ดีใจ

พอเค้าเรียกชื่อก็ขึ้นไปนอน แล้วเค้าก็จะเตรียมอุปกรณ์ รัดต้นแขนเพื่อสอดเข็ม เอาลูกบอลมาให้เราบีบ ๆ เราก็ถามว่าแล้วจะรู้ได้ไงว่าได้เลือดพอแล้ว เจ้าหน้าที่ก็อธิบายว่าพอได้เลือดถึงระดับที่ต้องการแล้วเครื่องจะร้องเตือนเองไม่ต้องกลัว เจ้าหน้าที่ที่นี่น่ารักมากเลยค่ะ แล้วก็มือเบามากด้วย

เจ้าหน้าที่อธิบายด้วยว่าสำหรับคนที่น้ำหนักไม่ถึง 50 เค้าจะรับบริจาคแค่ 350 cc แต่ถ้าเกิน 50 ก็จะเป็น 450cc เสร็จแล้วเค้าก็จะเอาเลือดเราใส่หลอด เพื่อเอาไปตรวจด้วยค่ะ อีก 3 อาทิตย์ถึงจะได้ผลตรวจส่งมาทางไปรษณีย์ แล้วก็สำหรับผู้หญิงอีก 6 เดือนถึงจะบริจาคได้ใหม่ เพื่อนเราบอกว่าที่นี่ถ้าเป็นผู้หญิงเค้าจะให้เว้นระยะนานกว่าที่กาชาด

เจ้าหน้าที่ก็อธิบายเพิ่มเติมว่า ตอนนี้เลือดขาด เพราะว่ามีข่าวที่หมอศิริราชผ่าแยกเด็กแฝดออกจากกันได้ คนก็เลยมารักษากันที่นี่เยอะขึ้น ทางรพ.ศิริราชเค้าก็มีธนาคารเลือดเป็นของตัวเองไม่ได้ใช้ร่วมกับของกาชาดค่ะ แต่ก็บอกว่าตอนนี้เลือดขาดแคลน

ถ้าหากว่าใครสะดวกก็ไปบริจาคเลือดกันนะคะ เราว่าเป็นบุญใหญ่หลวงเพราะได้ให้กับคนที่ต้องการจริง ๆ แล้วก็เหมือนได้ตรวจสุขภาพไปในตัวด้วยค่ะ ถ้าเราบริจาคเลือดได้ก็แปลว่าเราเป็นคนแข็งแรง เพราะผลเลือดต้องออกมาดี ถึงจะเอาไปใช้ได้ เราก็กะว่าอีกหกเดือนจะไปบริจาคอีกค่ะ

ถ้าใครสะดวกที่ศิริราช ก็จะอยู่ที่ธนาคารเลือด อาคาร 72 ปี ชั้น 3 เวลา 08.30-16.30 น เปิดทุกวันไม่หยุดเสาร์อาทิตย์ ซึ่งถ้าองค์กรไหนต้องการรถบริจาคเคลื่อนที่ก็ติดต่อได้ที่ 02-4198081 ต่อ 110

เค้าจะมีตรวจเลือดให้ด้วยค่ะ ตามรายการนี้
- ไวรัสตับอักเสบบี
- ไวรัสตับอักเสบซี
- ซิฟิลิส
- เอดส์

คุณสมบัติก็คือ
- อายุ 17-60 ปี
- น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัม
- สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ ลมชัก
- นอนหลับเพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง
- ไม่อยู่ระหว่างกินยาปฏิชีวนะ หรือยากันเลือดแข็ง
- ไม่ได้รับการถอนฟันใน 72 ชั่วโมงก่อนบริจาคเลือด ไม่มีบาดแผล หรือแผลติดเชื้อตามร่างกาย
- ไม่มีประวัติเป็น หรือตรวจพบไวรัสตับอักเสบบี, ซี, เอดส์, ซิฟิลิส
- ไม่มีประวัติเป็นมาลาเรียในระยะเวลา3 ปี
- ไม่มีประวัติเป็นผู้เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีด
- ไม่มีประวัติความเจ็บป่วยที่มาจากการบริจาคเลือดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเอง
- ไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือนและให้นมบุตร

อีกข้อนึงก็คือถ้าตอนนั้นเราเป็นผื่นคัน ผื่นแพ้ หรือลมพิษ ไม่ว่าจะคันหรือไม่ก็ตาม ถ้าผื่นหรือลมพิษนั้น มีอยู่ที่บริเวณที่จะเจาะเลือด ก็ยังไม่ควรไปบริจาคค่ะ พยาบาลบอกว่าอาจจะทำให้ติดเชื้อเข้ากระเสเลือด เป็นอันตรายต่อผู้ให้บริจาคได้




 

Create Date : 23 เมษายน 2550    
Last Update : 10 มกราคม 2551 11:01:19 น.
Counter : 1215 Pageviews.  

โยคะ: inner happiness

หัวข้อนี้เขียนขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการรู้จักโยคะในเบื้องต้น เพื่อเข้าใจว่าโยคะแท้จริงแล้วคืออะไร และถ้าหากว่าใครฝึกโยคะอยู่ เข้ามาอ่านแล้วก็อาจจะฝึกโยคะได้ถูกต้อง และให้ประโยชน์สูงสุด อีกอย่างนึงก็คืออยากให้ได้รับประโยชน์ดี ๆ จากโยคะในอีกด้านหนึ่งที่หลาย ๆ คนไม่ได้นึกถึง ก็คือความสุขจากภายใน หรือ inner happiness นั่นเอง

โยคะไม่ใช่การออกกำลังกาย หลาย ๆ คนคิดว่าการทำท่าอาสนะ ก็คือการฝึกโยคะแล้ว ซึ่งที่จริงแล้วอาสนะเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในโยคะเท่านั้น

โยคะประกอบด้วยมรรค 8 ซึ่งก็คือ

1. ยามะ คล้าย ๆ กับศีลห้าค่ะ คือการไม่ทำร้ายผู้อื่น, ไม่พูดปดในทีนี่จะรวมถึง พูดในสิ่งที่ดีด้วย, ไม่ขโมย ไมโลภ กินอยู่พอเพียง, ไม่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น

2. นิยามะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการดูแลตนเอง รักษาร่างกายและจิตใจให้สะอาด ศึกษาตนเอง ศึกษาตนเอง และมีศรัทธา และมีความอดทน

3. อาสนะ ท่าทางที่ทำเพื่อปรับสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ โดยมีหลักคือ นิ่ง สบาย ใช้แรงแต่น้อย และมีสติ โดยไม่ได้มุ่งเน้นแต่เรื่องทางกายภาพ แต่เป็นเรื่องของจิตด้วย ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย จากภายใน โดยที่วัตถุประสงค์ของอาสนะ ก็คือการเตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรงพอที่จะนั่งสมาธินิ่งอยู่ได้นาน ๆ

4. ปราณายามะ การฝึกควบคุมลมหายใจ ให้พร้อมสำหรับทำสมาธิ ซึ่งสำหรับตัวเราเอง เราชอบการฝึกปราณมาก เพราะทำแล้วจิตนิ่งสงบและรับรู้ลมหายใจได้ชัดขึ้น แถมฝึกปรานแล้วทำให้เรารู้สึกสงบ สดชื่น โล่ง สบายอีกด้วยค่ะ

5. ปรัทยาหาระ ทำจิตใจให้สงบ สำรวมประสาทสัมผัสทั้งห้า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

6. ธารณะ หรือการเพ่งจ้อง

7. ณาณ

8. สมาธิ

เห็นได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของโยคะก็คือสมาธิ โดยการเข้าถึงสมาธิ ก็คือการที่เรามีความสุข และถ้าเราจะมีความสุขได้ เราก็ต้องดูแลตัวเองอย่างเป็นองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจ

เวลาฝึกโยคะ เราฝึกแบบสบาย ๆ ไม่สนใจลมหายใจ ไม่สนใจจะนับว่านิ่งค้างอยู่นานเท่าไหร่ให้เสียกำลังใจ เพราะความยืดหยุ่นเราต่ำ เราก็ก้มหรือนิ่งค้างไว้ได้ไม่นานในบางท่า ส่วนตัวรู้สึกว่าการกำหนดลมหายใจ หรือการนับ ทำให้เรามัวพะวงอยู่กับลมหายใจหรือการนับ ซึ่งทำให้เราเสียโอกาสในการสำรวจร่างกายภายในตนเองให้ละเอียดขึ้นไป

ส่วนตัวเราพบว่า เมื่อเราตั้งใจฝึกอาสนะ (on mat) และทำอะไรอย่างมีสติแม้จะไม่ได้ฝึกอาสนะอยู่ก็ตาม (off mat) เรารู้สึกมีความสุข ไม่มีความคิดต่อผู้อื่นในด้านลบ คิดอะไรก็เป็นบวก กินอาหารน้อยลง หิวข้าวก็กินแต่พอดี กินตามความต้องการของร่างกาย (need) ไม่ได้กินอาหารด้วยความรู้สึกอยากอาหาร (desire) เป็นตัวนำ นอนเต็มอิ่ม จิตใจปลอดโปร่งสดชื่น รู้สึกสงบ ร่างกายโปร่งเบา และมีความสุขจริง ๆ สุขนั้น ต่างจากสุขที่เราได้กินอาหารอร่อย ดูหนังสนุก หรืออยู่กับคนที่เรารัก ทำให้เราเห็นได้ชัดว่าดีอย่างเป็นองค์รวมนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวจริง ๆ เหมือนว่าเมื่อเราฝึกอาสนะอย่างถูกหลักแล้ว ยามะ กับนิยามะ ก็ตามมาเอง

ถ้าใครเห็นเราเล่นโยคะ จะเห็นว่าท่าทางของเราไม่ได้สวยงาม เพราะว่าตัวเราแข็ง ก้มก็ก้มได้นิดเดียว อย่างท่าชานุศีรษะอาสนะ เค้าต้องจับได้ถึงปลายเท่า วันไหนเส้นตึง ๆ เราจับได้แค่เลยหัวเข่าไปนิดเดียว อย่างมากก็ได้แค่เกือบถึงข้อเท้า แต่เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ โดยไม่ต้องไปคิดแข่งขัน หรือเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะโยคะเป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นเรื่องส่วนบุคคล ที่เราจะต้องตอบตัวเองให้ได้ ว่าเรารู้สึกอย่างไร ร่างกายเราต้องการอะไร ทำแบบไม่คาดหวังอะไร สบาย ๆ ก็มีความสุขได้

จากประสบการณ์ดี ๆ ที่เราได้รับจากโยคะ ก็อยากเชิญชวนให้ทุกคน ฝึกโยคะอย่างถูกต้องกันนะคะ




 

Create Date : 02 เมษายน 2550    
Last Update : 20 กันยายน 2550 16:03:03 น.
Counter : 390 Pageviews.  

ไปหาหมอด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู



เมื่อวานพาแม่ไปหาหมอ เพราะแม่ปวดที่หลังหู แล้วหมอหูคอจมูก ส่งต่อให้หมอด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เราก็แปลกใจว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง แค่ปวดหลังหูเอง ปรากฎว่า หมอบอกว่ากระดูกบริเวณคอผิดรูป เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณนั้นไม่แข็งแรง แล้วก็ให้บริหารท่าต่าง ๆ ตามที่หมอแนะนำ และให้ทำอัลตร้าซาวน์ ช่วยการรักษาอีก 5 วัน วันนี้ก็เลยว่าจะหาหมอบ้าง เพราะว่าเราปวดกล้ามเนื้อตรงเหนือหัวเข่าซ้ายมาเกือบปีแล้ว หาหมอด้านกระดูกก็ให้มาแต่ยาแก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และเจลทาขา อาการก็ไม่ดีขึ้น แล้วก็มักจะปวดหลังช่วงล่างกับต้นคอ

พอพบหมอ เรายังไม่ได้บอกอาการเลย หมอก็บอกว่ารู้แล้ว เจ็บเข่าซ้าย เพราะหมอเปิดดูประวัติเดิม ที่เราเคยหาหมอกระดูกเอาไว้ หมอให้เอาขาพาดตักหมอแล้วจับ ๆ ดู หมอบอกว่าขาซ้ายด้านหลังตึงมาก แล้วมันทำให้ตึงขึ้นไปจนถึงต้นคอเลย เท่ากับว่าทุกอาการนั้นสัมพันธ์กันหมด หมอบอกว่าเกิดจากการที่เรานั่งเท้าข้อศอกด้านซ้าย (เราชอบเท้าข้อศอกซ้าย ไว้ใกล้ ๆ คีย์บอร์ดเวลาใช้คอม) หรือว่าเวลายืนก็ลงน้ำหนักที่ขาซ้ายมาก ทำให้เส้นตึง และกล้ามเนื้อพยุงกระดูกได้ไม่ดี พาให้กระดูกผิดรูป เพราะเข่าซ้ายเริ่มงอเข้า ไม่เหมือนเข่าขวา

หมอบอกว่าคนเราควรยืน เดิน นั่ง นอนให้ถูกท่า อกผายไหล่ผึ่ง อย่าหลังงอ หรือ ห่อไหล่ เวลายืนก็แบ่งน้ำหนักให้สมดุล ทั้งขาซ้ายและขาขวา และควรบริหารร่างกายให้กล้ามเนื้อแข็งแรง จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปแล้วก็อธิบายท่าบริหาร และคลายกล้ามเนื้อ เราก็แปลกใจถามหมอว่าทำไมหมอกระดูกเค้าไม่โอนมาให้หมอด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพราะหาหมอกระดูกที่ไหน ๆ ก็ให้ยาเหมือน ๆ กันหมด หมออธิบายว่าการแพทย์ด้านนี้ยังไม่เป็นที่นิยม ถ้าหากว่าเรามีอาการที่กล้ามเนื้อ แล้วหาหมอกระดูกไม่หาย ควรหาหมอด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู จะรักษาได้ผลกว่า โดยไม่จำเป็นต้องทานยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบ หรือเอ็กซ์เรย์เลย

จากท่าบริหารและคลายกล้ามเนื้อที่หมอให้เราดูนั้น ก็เหมือนกับท่าโยคะที่เรียนกับอี๊กิ๊มเลย ทั้งท่าทางการยืน ที่แบ่งน้ำหนักเท้าซ้ายและขวาอย่างสมดุล การลุก การนั่ง การล้มตัวลงนอน ที่ถูกต้อง และการคลายกล้ามเนื้อ บริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ก็เลยคิดว่าจะฝึกโยคะทุกวันแล้วล่ะ

อยากให้ทุก ๆ คน ดูแลร่างกายกันตั้งแต่วันนี้ เพราะการป้องกัน ง่ายกว่ารักษาเยอะเลยค่ะ การทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงจากข้างใน ยังช่วยลดอาการเจ็บปวดจากกระดูกเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้นได้อีกด้วย เพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรง จะช่วยพยุงกระดูกได้ค่ะ




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 6 เมษายน 2553 19:41:41 น.
Counter : 400 Pageviews.  

วิ่งๆๆๆๆ วิ่งๆๆๆๆ วิ่งไปๆๆๆ



การออกกำลังกายที่ประหยัดและได้ผลอีกอย่างนึงก็คือการวิ่งค่ะ เรามักไปวิ่งที่สวนลุม เบื่อ ๆ ก็ไปถีบเรือ ได้สูดอากาศดี ๆ แถมได้สุขภาพที่ดีด้วยค่ะ วิ่งในหมู่บ้านก็ได้ค่ะ ไม่ต้องไปไหนไกลเลย เวลาวิ่งก็ไปวิ่งกับคนที่โชว์บั้นท้ายอยู่นี่แหละค่ะ อิอิ

สำหรับคนที่หัดวิ่งใหม่ ๆ เริ่มจากวิ่งเหยาะๆๆ เบา ๆ นะคะ แค่ให้เร็วกว่าเดินเร็วเพียงเล็กน้อย วิ่งได้เท่าไหร่เอาเท่านั้นค่ะ แรก ๆ เราได้แค่ 300 เมตรเท่านั้น แต่พอเราวิ่งประจำ ประกอบกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้วิ่งติดต่อกันได้ 1 กิโลเมตรแล้วค่ะ (อาจจะน้อยสำหรับคนที่วิ่งวันละ 5 กิโล แต่เราก็รู้สึกว่าเรามีพัฒนาการขึ้นนะ)




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 14 ตุลาคม 2549 2:28:12 น.
Counter : 868 Pageviews.  

ผ่อนคลายและสุขภาพดีด้วยโยคะ



แม้เราจะชอบออกกำลังกายแบบใช้แรงอย่างแอโรบิค หรือซิทอัพ แต่โยคะก็เป็นอีกมุมหนึ่ง ที่เราชอบ แม้ว่าวัตถุประสงค์ของโยคะดั้งเดิมจะไม่ใช่เพื่อการออกกำลังกาย แต่เป็นการรวมกายและจิต แต่ก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย เราก็เลยมักใช้เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย และเป็นการฝึกสมาธิได้ทางหนึ่งด้วยค่ะ

การฝึกโยคะก็ฝึกง่าย ๆ ใช้แรงแต่น้อย แต่ได้ผลที่ดีกับร่างกายอย่างมหาศาล โชคดีที่อี๊ (คุณน้า ที่อยู่ในรูป) ของเราป็นครูสอนโยคะค่ะ ประจำอยู่ที่สถาบันโยคะวิชาการ ซึ่งการสอนโยคะของที่นี่ จะไม่เน้นท่วงท่าที่สวยงาม มีท่าเพียง 11 ท่า ซึ่งถ้าทำครบทุกท่า ก็สามารถบริหารร่างกายได้ครบทุกส่วนแล้วค่ะ




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 20 กันยายน 2550 16:06:53 น.
Counter : 425 Pageviews.  

1  2  
 
 

แบ๊น แบน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ข้อความและรูปภาพต่าง ๆ ในบลอกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าจะเป็นการลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความและรูปภาพใน blog แห่งนี้ไปใช้เผยแพร่และอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

[Add แบ๊น แบน's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com