Group Blog
 
All Blogs
 

ถ้าอยากเปลี่ยนสายงานไปทำงานทางด้านการตลาด ควรเริ่มยังไงดีคะ

บทความนี้เป็นการตอบกระทู้ของคุณ "แม่อายุ32" ในห้องสีลม เมื่อวันที่ 2/6/05 ค่ะ

*******************************

ถ้าอยากเปลี่ยนสายงานไปทำงานทางด้านการตลาด ควรเริ่มยังไงดีคะ

ตอนนี้ทำงานเกี่ยวกับ computer graphic อยู่ (อยู่แผนกนั่งหน้าคอม ไม่ได้บริหาร จัดการแต่อย่างใด) โดยส่วนตัวก็ชอบสาขางานที่ทำอยู่ในตอนนี้ มีความสุขดีอยู่ จะติดก็แต่ปัญหา เรื่องความก้าวหน้ากับรายได้(ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ พอสมควร 555) แล้วก็อีกอย่าง บริษัทที่กำลังทำอยู่ก็เป็น บริษัทเล็กๆ ไม่มีแผนกงานการตลาดเลย ไม่รู้จะขยับขยายไปยังไง

สนใจงานทางด้านโฆษณากับการตลาด เพื่อนทำงานด้านนี้กัน เห็นน่าสนุกดี เราก็เลยซื้อหนังสือ มาอ่านรับเป็นรายปี นานวันเข้าก็ยิ่งเห็นว่า การตลาดน่าสนุกและมีโอกาสก้าวหน้าขึ้นกว่า งานที่ทำอยู่ตรงนี้

อยากรบกวนถามเพื่อนๆพี่ๆน้องๆว่า เราจะเริ่มยังไงดี ที่จะไปทำงานทางด้านการตลาด เห็นหลายๆคนบอกว่า ถ้าจะไปเรียน MBA ควรจะมีประสบการณ์ทำงานก่อนด้วย จะได้มี case study ต่างๆไปคุยกับเค้า และก็เข้าใจ ได้ประโยชน์มากกว่า แต่เรายังไม่รู้จะเริ่มมีประสบการณ์ได้ยังไง ตอนนี้ก็อายุมากแล้วด้วย (28 ปี)

เราจบ ป.โท แล้วทางด้าน multimedia แล้ว จริงๆ ไม่อยากเรียนโท อีกใบ เหมือน บ้าเรียนเกินไป อยากทำงานมากกว่า หรือถ้าไม่สามารถเป็นไปได้ (คือไม่มีบริษัทไหน เค้าอยากรับคนไม่มีความรู้) ควรจะเรียน MBAหรือการตลาด หรือ แค่ไปอบรมสัมมนา จะดีกว่าคะ

รบกวนด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

แก้ไขเมื่อ 02 เม.ย. 48 11:48:09

แก้ไขเมื่อ 02 เม.ย. 48 11:46:13

จากคุณ : แม่อายุ32 - [ 2 เม.ย. 48 11:44:51 >

*********************************************


ความคิดเห็นที่ 4

แบมขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ในฐานะคนทำงานการตลาดคนหนึ่งค่ะ

โดยตัวแบมเอง ก่อนหน้าที่จะจับงานการตลาดโดยตรง แบมทำงานด้านบริหารโครงการมาก่อน เพราะแบมจบ Project Management โดยตรง และก็คงเป็นเหมือนเจ้าของกระทู้ค่ะ แบมรู้สึกเริ่มชอบการตลาดมากกว่า ซึ่งชีวิตหลังจากวันที่รู้สึกอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเยอะค่ะ
เพราะแบมเตรียมตัวหลายๆ อย่างเพื่อที่จะเปลี่ยนไปสู่โลกของการเป็นนักการตลาด

แต่แบมไม่ได้ตัดสินใจเรียนโทการตลาดอีกใบ เพราะแบมคิดว่าใช้เวลามากเกินจะรอ แบมใช้วิธีพาตัวเองเข้าหาโลกของนักการตลาด เช่น แบมขอเข้าฝึกงานแบบไม่รับเงินกับ Marketing Strategic Planner ที่หนึ่ง ถามว่ารู้จักใครในนั้นไม๊ ตอบว่าไม่รู้จัก รู้จักแต่ชื่อเสียง หลังจากนั้น แบมได้มีโอกาสใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับเรื่องการตลาดอยู่มาก ยิ่งผูกพันยิ่งรัก และแน่นอนโอกาสหนึ่งที่แบมได้คือ Profile ของแบมเปลี่ยนไป ต่อมาโอกาสด้านงานการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ไปสู่การเป็นทีมที่ปรึกษาการตลาด การสอนเรื่องการตลาด ฯลฯ

ก็ใช้เวลาอยู่ช่วงหนึ่งตรงนั้น ก่อนผันตัวเองเข้าสู่โลกการตลาดเต็มตัวค่ะ

สำหรับกรณีของเจ้าของกระทู้ แบมเชื่อว่าน่าจะมีความเชี่ยวชาญในงานที่ทำอยู่มาก แบมเห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 1 ที่เสนอให้ค่อยๆ ปรับ profile และ เริ่มงานการตลาดที่ธุรกิจเดิมซึ่งมีความรู้อยู่แล้ว

การปรับ Profile ตัวเอง นี่แล้วแต่แนวคิดและโอกาสของแต่ละบุคคลค่ะ ว่าจะเลือกใช้วิธีการใด และแบมก็ไม่ปฏิเสธ ว่าหากจะเปลี่ยนสายงานขนาดนี้ จำเป็นต้องปรับ Profile เพราะเป็นการเปิดทางขั้นแรก ให้องค์กรเป้าหมายที่เราคิดว่าน่าทำงานด้วย คิดว่าน่าจะพิจารณาเรา

เนื่องจาก สิ่งเดียวที่จะทำให้เค้ารู้จักเราก็คือ resume ของเราเอง

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ขั้นแรกที่ต้องเผชิญ เพราะเมื่อคุณก้าวสู่ขั้นตอนของการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือก คุณต้องถูกตรวจสอบทั้งทัศนคติ แนวคิด บุคลิกภาพ และวิธีการตัดสินใจ

ทัศนคติ แนวคิด บุคลิกภาพ และวิธีการตัดสินใจ เป็นเรื่องที่หาไม่ได้ในห้องเรียน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นตัวตนของคุณเอง ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่มีผู้ที่จบด้านการตลาดจำนวนมาก ก็มิได้ถูกคัดเลือกเพื่อทำงานด้านการตลาด

ตกลงสิ่งที่แบมเห็นว่าจำเป็นสำหรับคุณมี 5 เรื่อง คือความรู้ด้านการตลาด, ทัศนคติ, แนวคิด, บุคลิกภาพและวิธีการตัดสินใจ ซึ่งคุณจะได้แต่ละอย่างมาอย่างไรนั้น เป็นแนวทางเฉพาะบุคคล แบมไม่สามารถชี้แนะได้

ความรู้ด้านการตลาด : แบมขอไม่อธิบายนะคะ เพราะข้อมูลจากกระทู้ คุณได้ศึกษามาบ้างแล้ว

ทัศนคติและแนวคิด : ขอพูดรวมๆ ค่ะ ทั้งสองเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับการเป็นนักการตลาด เพราะนำสู่การตั้งสมมติฐาน การพิสูจน์ การวิเคราะห์ และการสรุปผลค่ะ เช่น วันนี้คุณไปดูหนัง คุณยืนเข้าแถวซื้อตั๋วยาวมากๆ ถ้าเป็นคนทั่วไปก็ยืนรอเฉยๆ หรืออาจหงุดหงิด แต่คนที่มีทัศนคติและแนวคิดแบบนักการตลาด จะคิดไปเรื่อย อ่ะค่ะ เอ๊ะ ทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมโรงหนังให้บริการลูกค้าดีกว่านี้ไม่ได้ อืม น่าจะมีตู้ซื้อตั๋วอัตโนมัติแบบรถไฟฟ้าไปเลย เอ๊ะ เป็นไปได้ไหมนะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น คือคิดไปเรื่อย สมองไม่ค่อยนิ่งค่ะ

บุคลิกภาพ : อันนี้สำคัญมากเช่นเดียวกัน นักการตลาดที่ดี ต้องเป็นคนที่ open มากๆ คือคุยได้กับทุกคน ชอบที่จะคุยกับคน และทุกคนอยากคุยด้วยค่ะ เพราะนักการตลาดผูกพันอยู่กับเรื่องพฤติกรรมของคน หนีไม่ได้ค่ะ นอกจากต้องเข้ากับคนง่ายแล้ว คุณต้องโดดเด่นเรื่องการประนีประนอมและการประสานประโยชน์ด้วยค่ะ เพราะนักการตลาดต้องทำการเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย หลายจำพวก ถ้าคุณสร้างแนวร่วมและใจร่วม กับกลุ่มคนทำงานไม่ได้ ผลงานการตลาดที่ดีไม่มีวันเกิดค่ะ

วิธีการตัดสินใจ : อันนี้สำคัญในแง่ของการบริหารจัดการงาน เพราะนักการตลาดเป็นผู้กุมงบประมาณการตลาด และ มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดทิศทางการขึ้นลงของรายได้องค์กร วิธีการตัดสินใจเพื่อบริหารการตลาดนั้น จึงต้องถูกต้อง ชัดเจน คุ้มค่า และ มีประสิทธิภาพค่ะ

5 เรื่องที่แบมว่ามา เป็นเรื่องที่คุณจะต้องถูกตรวจสอบอย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะไปสมัครงานด้านการตลาดที่ใด อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจอึ้งไปว่า เอ..หรืองานการตลาดมันไม่สนุกอย่างที่คิดหว่า 555 อย่าเพิ่งอึ้งค่ะ งานการตลาดยังคงเป็นงานน่าสนุกและท้าทาย สำหรับคนที่พร้อมค่ะ

ทางลัดอย่างหนึ่งที่แบมอาจชี้แนะได้ คือ ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณคิดว่า profile คุณพร้อม และคุณเริ่มสมัครงานด้านการตลาด ไม่ว่ากับองค์กรหนึ่งองค์กรใด อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่คุณต้องเตรียมคือ ความรู้เกี่ยวกับสถานะทางการตลาดขององค์กรนั้น ทัศนคติทั้งด้านบวกและลบต่อสถานะนั้น แนวคิดการพัฒนาด้านที่เป็นลบให้ดีขึ้น และ วิธีตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือการตลาดเพื่อนำแนวคิดนั้นไปปฏิบัติให้บรรลุผล

การเตรียมตัวเองให้พร้อมกับก้าวที่จะเดิน เป็นเรื่องที่สำคัญ ขอให้คุณโชคดีค่ะ หากเราได้มีโอกาสพบกันในงานสีลมมิตติ้ง เราคงได้พูดคุยกันมากกว่านี้ค่ะ

แค่หนึ่งความคิดเห็นค่ะ..
แก้ไขเมื่อ 03 เม.ย. 48 04:16:30

จากคุณ : bam_ka@ - [ 3 เม.ย. 48 03:58:41 >

*****************************************

ความคิดเห็นที่ 8

คารวะเฮียหมายเลข 5 ค่ะ

บ่ใช่เจ้าแม่อ่ะ เฮียขา ทุกวันนี้บางอารมณ์ก็โง่ๆ มึนๆ เป็นปกติ เออ ว่าด้วยเรื่องโง่ เลยนึกออกว่า อาจารย์แบมเคยสอนว่า นักการตลาดที่ดีต้องอย่าลืมโง่ เพราะความโง่นำมาซึ่ง การได้รับและเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ ส่วนความฉลาดนั้นเก็บไว้ใช้ในการนำข้อมูลที่ได้รับไปบริหาร วิเคราะห์ และนำเสนอ

แบมก็เห็นว่า เออ จริง ทุกวันนี้เลยยังโง่ๆ ปนเปกันไปกับความพยายามที่จะฉลาด

อาชีพการตลาดนี่แปลกดี แบมว่า เพราะเป็นอาชีพที่แบมคิดว่าไม่มีขั้น "เซียน" ที่ประมาณว่า รู้ไปหมดไม่ว่าจะจับสินค้าตัวไหน หรือเปลี่ยนองค์กรกี่รอบ ซึ่งถ้ามีใครพยายามเป็นเซียน แบมว่า พลาดอย่างแรง

ผู้ประกอบอาชีพอื่นโดยเฉพาะ specialist ด้านต่างๆ ความรู้ตามสายงาน มักสั่งสมตามวันเวลา แต่นักการตลาดต้อง restart เมื่อเปลี่ยนสินค้า เปลี่ยนองค์กร ต้องโง่เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จะต้องเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา

สนุกดีเหมือนกันนะ เฮียว่าไหม?

พิมพ์ไปพิมพ์มา ก็นึกถึงเจ้าของกระทู้ เดือนก่อน ได้เจอผ้บริหารหลายๆ องค์กร ได้นั่งคุยกัน เลยแจ้งข่าวดีให้เจ้าของกระทู้ทราบ ขณะนี้ หลายองค์กรของไทย พยายามผลักตัวเองเป็น "องค์กรแห่งการเรียนรู้" ค่ะ ซึ่งนำมาสู่การ re-organization กันยกใหญ่ คล้ายว่าเป็นกระแส แต่แบมก็ว่า ดีค่ะ ทำให้องค์กรไม่ต้องยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ ดี

การ re-organization ที่แบมว่า คือการพิจารณาคนในตำแหน่งด้านบริหารจัดการ โดยให้ความสำคัญกับเรื่อง ทัศนคติ แนวคิด บุคลิกภาพ และวิธีการตัดสินใจ มากไปกว่าความรู้เชิงวิชาการ ดังนั้น คุณอาจจะได้เห็น วิศวกร อยู่ในตำแหน่ง HR หรือ การตลาดอยู่ในตำแหน่ง ACC เหมือนเฮียศักดิ์ชัย หรือ Finance มาอยู่ในตำแหน่งการตลาด ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

เนื่องจากองค์กรประเภทนี้มีหลักง่ายๆ ในการคิดว่า ความรู้นั้น เติมได้ค่ะ แต่ตัวตน แต่งกันไม่ได้

เป็นแนวคิดที่ให้โอกาสเปิดกว้าง ดีนะคะ ดังนั้น ก้าวต่อไปทาเคชิ! สู้ๆ !!

จากคุณ : bam_ka@ - [ 3 เม.ย. 48 13:48:41 >

***************************************

ความคิดเห็นที่ 19

วันนี้นึกเรื่องนิสัยเฉพาะตัวของนักการตลาดได้อีกหนึ่งประการ พอนึกได้แล้วก็ขำดี

ให้สังเกตกลุ่มเพื่อนเราก็ได้ อาจมีใครคนใดคนหนึ่งเป็นอย่างนี้ก็ได้

ประเภทเวลานั่งเมาท์กับกลุ่มเพื่อนฟุ้งๆ อยู่ดีดี ถ้าเธอจับเจอประเด็นอะไรที่เธอสนใจได้ ระบบความคิดเธอจะเริ่มทำงาน ระหว่างนั้นเธอจะเงียบไปซักครู่ พอมีจังหวะ เธอจะยิงคำถาม รอคำตอบ เป็นชุดๆๆๆๆ....

ประเภทเวลาใครปรึกษาอะไร เธอจะไม่ตอบในทันที แต่เธอจะนั่งฟังๆๆๆ พยักหน้าหงึกหงักไปเรื่อย แน่นอน..ระบบความคิดเธอเริ่มทำงาน เธอจะฟังจนจบ แล้วสรุปความคิดเธอเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ฟัง ตบท้ายด้วยความเห็นเธออันยาวเหยียด จนบางที คนมาเล่ายังงง เออใช่...มันเป็นอย่างนี้นี่หว่า

ประเภทเวลาคุยงานคุยการกับใคร คนโน้นพูดที คนนี้พูดที ระบบความคิดเธอจะเริ่มทำงานอีกแล้ว...เธอจะหยิบกระดาษมาขีดๆ เขียนๆ แล้วเป็นคนสรุปว่า ที่ 18 คนพูดมาทั้งหมดนั่น ตกลงมันคืออะไร

ประเภทลงมือทำอะไรร่วมกับใคร ระบบความคิดเธอจะ รัน sequence โดยอัตโนมัติ ว่า อะไรควรทำก่อนทำหลัง แล้วค่อยลง detail ว่าในแต่ละอย่างนั้น ทำอะไร

ประเภทที่แม้แต่เวลาแม่ฝากซื้อกับข้าว เธอจะปล่อยให้แม่นึกไปเรื่อยๆ แล้วระบบความคิดเธอจะจับกลุ่มสินค้าให้แม่โดยอัตโนมัติ พร้อมทวงถามว่า แม่ยังลืมฝากซื้ออย่างอื่นในสินค้ากลุ่มนั้นไหม

อันว่า ประเภทที่ว่ามาใครกันหนอ อ่านแล้ว เฮ๊ย! นั่น ชั้นเลย ก็ยินดีไปเปราะ ว่า อย่างน้อย คุณมีความคิดที่เป็นระบบระเบียบ ซึ่งเป็นประการหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับการเป็นนักการตลาด เพราะนักการตลาดเกี่ยวข้องกับการวางแผน นำแผนไปปฏิบัติ และ ประเมินผลการปฏิบัติ ตามแผน วนเวียนอยู่อย่างนี้

ในสมองจะวนอยู่แต่เรื่อง การกำหนดวัตถุประสงค์ของงาน วางแผนวิธีและลำดับขั้นในการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์

นักการตลาดถูกฝึกมาให้เป็นอย่างนั้น
แต่ถ้าคุณเป็นอย่างนั้น ทั้งที่ไม่ได้ถูกฝึก ไม่ได้เรียนมา แบมก็ชอบนั่งคุยด้วยนะ และเชื่อว่า มีหลายๆ องค์กรยินดีนั่งคุยกับคุณในฐานะผู้สมัครตำแหน่งนักการตลาดด้วย

แบมเคยสัมภาษณ์น้องคนหนึ่ง เรียนจบคุรุศาสตร์ ใน resume ไม่มี profile อะไรที่เกี่ยวข้องกับการตลาดเลย แต่จดหมายแนะนำตัวของน้องทำให้แบมสะดุด และแบมก็คาดว่า เค้าตั้งใจให้แบมสะดุด เพราะนอกจากข้อความแนะนำตัวแล้ว น้องเค้ามีหนึ่งย่อหน้าที่บอกกับแบมว่า

เค้ามีความตั้งใจมากที่จะเป็นนักการตลาด เค้าพยายามเข้าถึงทุกโอกาสที่ทำให้เค้าใกล้ความเป็นนักการตลาดมากขึ้นถึงแม้ว่า เค้าไม่ได้จบการตลาด ก่อนการยื่นใบสมัครมาถึงแบม เค้าได้ทดลองวิเคราะห์ตลาดสินค้านี้แล้ว เค้ามีความเห็นว่า...................................

เขียนเยอะค่ะ เป็นจดหมายแนะนำตัวที่ยาวมากๆ แต่อ่านไม่เบื่อ ที่สำคัญ แบมรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของเด็กคนหนึ่งค่ะ ว่า เค้าไม่ได้ก็อปปี้จดหมายหว่านส่ง เป็นสิบ เป็นร้อย บริษัท อันนี้เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่แบมประทับใจ

แน่นอน แบมเรียกน้องเค้าสัมภาษณ์ และแบมก็ค้นพบว่า ตัวตนของน้องเค้ามีความคิดที่เป็นระบบมาก เราไม่ได้คุยเรื่องงานเลยค่ะ คุยกันเรื่องสัพเพเหระ ตั้งแต่เรื่องดูหนัง จนถึงเรื่องว่าทำไมวันนี้เลือกนั่งรถตู้มาสัมภาษณ์งาน

และ แน่นอน น้องคนนี้ ได้เป็นผู้ช่วยแบม ในระยะเวลา สองปีเต็ม ก่อนแยกย้ายกันไปตามวิถี จนวันนี้ก็ยังคงเมามันกับเส้นทางนักการตลาด

อ่านยาวเหยียดจนถึงบรรทัดนี้ ก็ยังคงยืนยัน แม้ไม่จบการตลาดก็เป็นนักการตลาดได้ค่ะ

ว่าแต่...ระบบความคิดของคุณสรุปได้หรือยัง ว่า วัตถุประสงค์ที่แบมพิมพ์ยาวเหยียดเพื่ออะไร และคุณต้องทำอะไรบ้างเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น

จากคุณ : bam_ka@ - [ 4 เม.ย. 48 23:40:53 >

************************************************




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 16:34:57 น.
Counter : 8649 Pageviews.  

What do I think? - What do you think? - What do you want me to think?

บทความนี้เขียนตั้งแต่ 24/6/05 ในห้องสีลม แต่ไปค้นมาเก็บได้ที่ Google ค่ะ

*********************************

พักนี้แบมเจอคนเยอะ ทั้งคนแปลกหน้า หน้าแปลก คุ้นหน้า ลามไปถึงรู้จักกันดี

วันๆ เหมือนคนไม่ทำงาน เพราะเวลาหมดไปกับการพูด การฟัง การคิด การถาม การตอบ .... มึนดีแท้ แต่สนุกดีที่ได้รับรู้ความหลากหลายของผู้คน

วันนี้ได้พัก มานั่งอ่านสีลม เอ๋า...มีแต่กระทู้สัมภาษณ์งาน กลางปีเป็นฤดูกาลแห่งการสัมภาษณ์งานของน้องๆ ที่เพิ่งเรียนจบกัน ขอให้โชคดีกันทุกคนค่ะ

ดูตัวเอง ดูน้องๆ เราทุกคนต่างก็วนเวียนอยู่กับการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน บางครั้งการปฏิสัมพันธ์นั้นก็มีความสำคัญอย่างยิ่งกับชีวิตเราซะด้วย น่าแปลก ที่ในมหาวิทยาลัย ไม่สอนเรื่องนี้ เป็นวิชาพื้นฐาน หรือสมัยนี้มีแล้วก็ไม่รู้

สมัยแบมเรียน ไม่มีคลาสเรียนสอนเรื่องนี้ แต่อย่างที่ทราบกัน ใครว่าความรู้มีแต่ในห้องเรียน แถมความรู้ในห้องเรียน แบมก็ยังจำไม่ค่อยจะได้ซะด้วย 555 มีท่านนึงทนเสียเวลานั่งสอนแบมเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายคน สมควรแชร์ต่อค่ะ

ท่านว่า บนโต๊ะสนทนา จะมีคน 3 ประเภท

What do I think? : ผู้คนประเภทที่มีความสามารถเฉพาะตัวในการพูด โดยเฉพาะการพูดถึงตัวเองและสิ่งที่ตัวเองคิด เป็นศูนย์กลางแห่งเสียงในวงสนทนา ใครอยากฟัง หรือ ไม่อยากฟัง ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่านึกได้เท่าไร ก็พูดเท่านั้น ไม่มีใครถามก็อยากบอก ไม่มีใครโต้ตอบก็นึกว่าเค้าชอบฟัง

What do you think? : ผู้คนประเภทขุมทรัพย์ข้อมูลของวงสนทนา ถนัดการฟังและเก็บเกี่ยวข้อมูล ไม่ว่าจะเนื่องด้วยพูดไม่ทัน หรือ ขี้เกียจพูดก็ตาม อีกทั้งไม่สนใจ ว่าจะเป็นต้นเหตุสร้างความเบื่อหน่ายของวงสนทนาหรือทำให้คนอื่นกระอักกระอ่วนเหมือนมีเสาน้ำมันตั้งอยู่กลางวง

What do you want me to think? : ผู้คนประเภทฟังเพื่อเก็บข้อมูลและประมวลผลว่าคู่สนทนาอยากฟังการโต้ตอบในทิศทางแบบไหน แล้วจึงตัดสินใจพูด สิ่งที่ตนต้องการบอกกล่าวในทิศทางที่ผู้ฟังต้องการ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นประเภทคมทุกคำ ธรรมดาไม่มี พูดเมื่อไรทั้งวงเป็นต้องอึ้ง

ฟังเสร็จก็ขำ เออแฮะ ท่านก็ถามต่อว่า แบมอยากเป็นแบบไหน ....แหม จารย์ ก็ต้องอยากเป็น What do you want me to think? สิคะ ออกจะดูดีมีชาติตระกูล

ท่านขำ บอก ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เพียงแบบใดแบบหนึ่ง ก็เป็นที่น่าเบื่อหน่ายของผู้คนได้ทั้งนั้น ถ้าบังเอิญโชคร้ายว่า ผู้คนเหล่านั้นดันรู้สึกว่าเรา "ไม่ใช่" ประเภทที่เค้าต้องการ ถ้าคิดจะเป็นผู้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี หัดเป็นให้ได้ทั้ง 3 แบบ

แล้วจะรู้ได้ไง ว่าเมื่อไรควรเป็นแบบไหน?

จะเป็นแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการประเมินคู่ปฏิสัมพันธ์ ว่าเค้ากำลังเป็นประเภทไหนอยู่น่ะสิ

ถ้าเค้าเป็น What do I think? อยู่ คุณก็นั่งเป็น What do you think? พยักหน้าหงึกหงักไปเถอะ ถึงแม้ว่าในใจลึกๆ จะคอยถามว่า เมื่อไรจะหยุดพูด หรือ โอย..ชั้นรู้มาตั้งสามชาติแล้ว หรือ เฮ้อ... ชั้นอยากรู้ไหมเนี่ย ก็ตาม

ถ้าเค้าเป็น What do you think? อยู่ ก็เป็นโอกาสของคุณแล้ว ที่จะแสดงตนเป็นประเภท What do you want me to think? เก็บคะแนนให้เกลี้ยง อย่าพลาด

ถ้าเค้าเป็น What do you want me to think? ล่ะ อ่ะ ๆ อันนี้ยิ่งห้ามพลาด เพราะเค้าจะประทับใจจนยิ้มมุมปาก ถ้าได้พบว่า คุณเป็น What do you want me to think? พอๆ กัน

อ่าว...จารย์ แล้ว What do I think? เป็นตอนไหนอ่ะ

ท่านหัวเราะ ก๊ากกก..... What do I think เป็นประเภทเฉพาะกิจ สำหรับตอนแบมนั่งพูดกับผนังบ้าน กับต้นไม้ข้างถนน กับพวงมาลัยรถ กับลม กับดิน กับฟ้า เท่านั้นว่ะ...ไอ้นู๋....แล้วถึงเวลาต้องเป็น What do I think ก็ต้องเป็นนะ อย่าเก็บกด เดี๋ยวเหม่งแตกตาย ..... -_-' .......

น้องๆ ไปสัมภาษณ์งาน หรือได้คุยกับใครก็ตามในโลกนี้ เลือกประเภทที่ควรจะเป็น ให้เหมาะเจาะกับประเภทของคู่ปฏิสัมพันธ์

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การปฏิสัมพันธ์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คนเก่งอาจไม่ได้เป็นผู้ "ถูกเลือก" จากผู้อื่น เพราะเขาเลือกเป็น What do I think? ไม่ถูกที่ถูกเวลา คนธรรมดาอาจก้าวไกล เพียงเพราะ บางทีก็เลือกที่จะ แหะๆ กับการเป็น What do you think? และ บางทีก็เลือกที่จะ พูดน้อยแต่ได้สาระ กับการเป็น What do you want me to think?

ขอให้สนุกสนานกับการสังเกตผู้อื่น และ ออกแบบตัวเอง แต่เวลาอยากเป็น What do I think? ก็มาแถวสีลมนี่ก็ได้ค่ะ พี่ๆ เค้าใจดี 5555

บ๋ายบาย

จากคุณ : bam_ka@ - [ 24 มิ.ย. 48 01:26:14 >




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 16:18:38 น.
Counter : 395 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

bam_ka@
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add bam_ka@'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.