Group Blog
 
All Blogs
 

การสร้างกระบวนการความคิด

อันนี้เปรี้ยวจริง 6 ปี มาแล้ว

*************************************

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก B2451525

กระทู้นู๋ mind มีประโยชน์สำหรับผู้ต้องการประกอบธุรกิจมาก แต่เมื่ออ่านแล้ว แบมรู้สึกบางอย่างขึ้นมา จนคิดว่า น่าจะแตกประเด็นเป็นเรื่องใหม่ได้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ เป็นรากฐานสำหรับการก้าวเดินไปสู่หลายสิ่งหลายอย่าง และคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นนอกเหนือจากผู้ต้องการประกอบธุรกิจเช่นกัน

ถ้าพวกเราเคยตั้งข้อสังเกต จะพบว่า ในโลกนี้ มีความรู้มากมายที่ได้รับการถ่ายทอดบอกต่อ หลายคนชอบที่จะแสวงหาความรู้ หลายคนสะสมหนังสือองค์ความรู้ หลายคนชอบรับฟังผู้รู้ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่อการพัฒนาตนเอง แต่... ไม่ใช่ทุกคนที่นำความรู้ที่ท่วมท้นนั้นไปสู่การสร้างกระบวนการความคิดเพื่อพัฒนาตนเองได้สำเร็จ ปรากฏการณ์ที่มักเห็นคือ เมื่อคนๆ หนึ่งตั้งเป้าหมายจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วพยายามแสวงหาความรู้ บางคนมีหนังสือกองโตอยู่หัวนอน บางคนอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า แล้วก็กลับมานั่ง งง กับตัวเอง เอ๊ะ หนังสือกองนี้บอกทุกอย่างที่เราควรจะคิดหมดแล้ว ทำไมเราถึงจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้เลย จนถึงวันนี้ ยังไม่ได้เริ่มอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันเลย งง จริงๆ ไม่รู้จะเริ่มยังไง อะไรก่อน อะไรหลัง ไม่เข้าใจ...โอย.. งง นอนดีกว่า!

อืม สมัยเรียนโท แบมถูกปลูกฝัง ให้มีกระบวนการความคิด แบบหนึ่ง ซึ่งจนถึงวันนี้กระบวนการความคิดเช่นนี้ มันถูกหลอมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปซะแล้ว ในครั้งแรกที่แบมได้รับการสอน แบมรู้สึก ตึ้ง!! ปิ๊งป่อง!! รู้สึกเหมือน เออ เราเจอแล้ว

แบมเรียกมันว่า กระบวนการความคิด นายกทักษิณเรียกมันว่า ความคิดแบบบูรณาการ นักคิดบางท่าน เรียกมันว่า การคิดเชิงกลยุทธ์

1. เริ่มต้นความคิดที่เป้าหมาย : ถ้าใครสังเกต อาจพบว่า แบมเฝ้าถามผู้ตั้งกระทู้หลายๆ ท่าน ว่าเป้าหมายคุณคืออะไร? คุณตั้งใจจะมีอะไร ตั้งใจจะอยากได้อะไร ตั้งใจจะเป็นอะไร แบมใช้คำว่า “ตั้งใจ” แทนคำว่า “อยาก” เพราะความรู้สึกที่จะใช้กำหนดเป้าหมายนั้น แค่ความอยาก ไม่พอ แบมเชื่อว่า เป้าหมายคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ซึ่งควรจะชัดเจน สองเงื่อนไขที่ควรจะปรากฏในเป้าหมายคุณคือ อะไรและเมื่อไร ถ้าไม่ชัดเจน คุณเองก็อาจเสียเวลากับความคิดที่วนเวียนในสมองคุณ

2. ตั้งสมมติฐาน : ขั้นตอนนี้สำคัญเมื่อทราบเป้าหมาย แล้วคุณต้องตั้งสมมติฐานที่น่าจะนำสู่เป้าหมายได้ เช่น คุณอยากมีธุรกิจส่งออกผ้าไหมเป็นของตัวเอง คุณต้องตั้งสมมติฐานออกมาให้ได้ ว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะทำให้เป้าหมายของคุณเป็นจริง ลิสต์ออกมาให้หมด เช่น “การมีความรู้ด้านการส่งออกน่าจะมีความสำคัญต่อการเริ่มธุรกิจส่งออกผ้าไหม” ความถูกต้องของการตั้งสมมติฐานเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรถึงจะตั้งได้ถูกต้อง? แน่นอน คุณต้องค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับเป้าหมายคุณ อาจจะโดยหนังสือ ประสบการณ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่คุณต้องมีความรู้ความเข้าใจในเป้าหมาย เอาล่ะ ทีนี้ เห็นประโยชน์ของหนังสือกองใหญ่บนหัวเตียงแล้วใช่ไหม ทั้งหมดนั่น มีไว้เพื่อขั้นตอนนี้

3. ประเมินวิเคราะห์สภาพแวดล้อม : ก็เหมือนที่หลายๆ คนกล่าวถึง คือมีทั้ง สภาพแวดล้อมภายในคือตัวคุณเอง มีความพร้อมเรื่องอะไรบ้าง ขาดอะไรบ้าง และภายนอกคือ ตลาดซึ่งมีทั้งสภาวการณ์ของตลาด คู่แข่ง และลูกค้าที่คาดหวัง คุณจะใช้เครื่องมืออะไรประเมินวิเคราะห์ก็แล้วแต่ถนัด จะใช้ SWOT ก็ได้ จะใช้อย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน

4. กำหนดทางเลือก : หลังจากผ่านขั้นตอนการประเมินวิเคราะห์สภาพแวดล้อมแล้ว คุณก็นำสมมติฐานที่คุณตั้งไว้ทั้งหลายมาเปรียบเทียบกัน หากพบว่าสมมติฐานข้อไหน คุณมีความพร้อมอยู่แล้วหรือสภาพแวดล้อมภายนอกอำนวยอยู่แล้ว ให้พักเก็บไว้ก่อน เป็นความสำคัญในระดับไม่เร่งด่วน ส่วนความสำคัญในระดับเร่งด่วนคือ สมมติฐานข้อที่คุณประเมินแล้วพบว่า คุณยังขาดอยู่ หรือ สภาพแวดล้อมภายนอกมีอุปสรรครออยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องเร่งจัดการให้ได้ก่อน ให้กำหนดสิ่งเหล่านั้น เป็นทางเลือกที่คุณจำเป็นต้องเริ่มทำก่อน เช่น ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ด้านการส่งออกมาก่อน แต่คุณไม่เคยมีความรู้ด้านการเงินเลย ความจำเป็นเร่งด่วนของการเริ่มธุรกิจส่งออกผ้าไหมของคุณ คือ แสวงหาความรู้เรื่องการจัดการการเงิน ถ้านโยบายรัฐส่งเสริมการส่งออก ค่าเงินบาทไม่แข็งตัวนัก ซึ่งผลตามมาก็คือ ทุกคนอยากเป็นผู้ส่งออก คุณต้องนึกออกว่าความจำเป็นเร่งด่วนของการจัดการสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ใช่การหาตลาดเพราะคุณยืมมือรัฐบาลได้ แต่เป็นการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าคุณให้ได้ เพราะคู่แข่งคุณมหาศาล

5. การวางแผน : ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าสิ่งที่คุณต้องทำมีอะไรบ้าง ก็ถึงขั้นตอนการวางแผนแล้ว ว่าคุณจะบริหารจัดการสิ่งที่คุณต้องทำอย่างไรบ้าง ทุกคนมีข้อจำกัดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านเวลา งบประมาณ บุคลากร หรือ อื่นๆ การวางแผนจึงต้องเป็นไปอย่างสอดคล้องกับข้อจำกัดของตัวเองด้วย เช่น คุณกำหนดเป้าหมายไว้ว่า ต้องมีธุรกิจส่งออกผ้าไหมให้ได้ภายใน 2 ปี และคุณจำเป็นต้องหาความรู้เรื่องการจัดการการเงิน และ วางกลยุทธ์สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าคุณ แต่ทุกวันนี้คุณก็ต้องทำงานประจำหาเงินเลี้ยงชีพ คุณไม่มีเวลาและเงินมากพอไปเรียนเพิ่มเติม คุณก็อาจเลือกวิธีลัด หาความรู้จากตำราหนังสือ หรือถามผู้รู้ไป

*** สำหรับ ผู้ที่เคยชินกับการคิดเป็นกระบวนการเช่นนี้ ขั้นตอนที่ 1-5 อาจกินเวลา แค่ สิบนาทีก็มี หรือผู้ที่เริ่มฝึกคิดใหม่ๆ ก็อาจกินเวลานานกว่านั้นหน่อย ***

6. การดำเนินการ : วางแผนเสร็จแล้ว ก็เริ่มลงมือกันเสียที ในขั้นตอนนี้ อาจมีการปรับเปลี่ยน แผนที่วางไว้ก็ได้ ถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เช่น ถ้าคุณดันโดน Lay Off ขึ้นมา เวลาของคุณมีมากขึ้นแล้ว คุณอาจกลับกระบวนการความคิดของคุณ ไปที่ขั้นตอน ประเมินวิเคราะห์สภาพแวดล้อมใหม่อีกครั้ง กำหนดทางเลือกใหม่ แล้ววางแผนใหม่ แต่อย่างไรเสีย ต้องไม่ลืมเป้าหมายที่ต้อง ยึดมั่นคือ “ต้องมีธุรกิจส่งออกผ้าไหมให้ได้ภายใน 2 ปี”

7. ประเมินผลการดำเนินการ : ทำอะไรมันก็ต้องมีการประเมินผล อันไหนไม่พอ ไม่ดี ก็ต้องรีบปรับแก้ ไม่มีใครบอกว่า สิ่งที่เคยถูกเมื่อวาน จะเป็นสิ่งที่ถูกในวันนี้ สิ่งที่เคยสำเร็จเมื่อวาน จะเป็นสิ่งที่สำเร็จวันนี้ เพราะทุกสิ่งรอบตัวคุณเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือแม้แต่ใจคุณเองก็ตามเถอะ การประเมินผลช่วยให้เรามองเห็น ว่า การดำเนินการของเราทั้งหมดสามารถพาเราใกล้เข้าไปถึงเป้าหมายหรือไม่ แล้วถ้าพบว่า ไม่ได้พาเราเข้าใกล้เป้าหมายเลยล่ะ????? ไม่แปลกนี่ กลับกระบวนการความคิดคุณ ไปสู่ขั้นตอนตั้งแต่ตั้งสมมติฐานเลย ไล่มาเรื่อยๆ เลย ตรงไหนที่เราพลาด ตรงไหนที่เราคิดผิด แล้วปรับแก้เสีย


เขียนมายืดยาว สุดท้ายขอให้ผู้มีความตั้งใจจริง เดินไปถึงเป้าหมายของตน โดยไม่ติดกับ กับความคิดตัวเองอีกต่อไป เป้าหมายในที่นี้ ไม่ใช่เฉพาะเป้าหมายของชีวิต อาจเป็นเพียงเป้าหมายระยะสั้นๆ ก็ได้ เล็ก หรือ ใหญ่ก็ได้ การฝึกตั้งเป้าหมายให้กับทุกการกระทำ เป็นการเริ่มฝึกการสร้างกระบวนการความคิดที่ดี

จนถึงวันนี้ เพื่อนๆ แต่ละคนก็เดินทางผ่านชีวิตกันมาไกล บางคนทำเป้าหมายของตัวเองสำเร็จไปแล้วนับไม่ถ้วน บางคนหาเป้าหมายเจอแล้วและกำลังมุ่งมั่นเดินไปให้ถึง และ บางคน ก็ยังหาเป้าหมายไม่เจอ

ถามกันเล่นๆ พอเป็นพิธี ว่า หากเป็นเป้าหมายสูงสุดเรื่องการงานหรือการสร้างรายได้ ของชีวิตเพื่อนๆ ใน 7 ขั้นตอนที่ว่ามา เพื่อนๆ เดินทางถึงขั้นตอนไหนแล้ว มาแชร์กันหน่อย

ของแบมน่ะเหรอ อืม แบมถึงขั้นตอนที่ 6 อยู่นะ กำลังดำเนินการอยู่ แต่ทุกวันนี้ ก็มีการย้อนกลับกระบวนการความคิดในบางรายละเอียดเหมือนกัน เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป

รออ่านของคนอื่นอยู่ค่ะ อ้อ.. ขอบคุณที่ทนตาลายอ่านค่ะ


จากคุณ : bam_ka@ - [ 13 ก.ย. 46 04:05:13 ]




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 19:15:02 น.
Counter : 393 Pageviews.  

เป็นนักการตลาด..สนุกที่สุดในโลก

อันนี้ก็เก่านะ ตั้งแต่เป็นนักการตลาดสาวๆ อิอิ

**********************************

เพราะได้ตื่นสายๆ ไปทำงาน สิบโมงค่อยโผล่หน้าไปก็ไม่แปลก
เพราะวันๆ ไม่ค่อยได้นั่งทำงาน สนุกสนานอยู่แต่ในห้องประชุม
เพราะได้บัตรฟรีเพียบ ดูหนังเอย คอนเสริ์ตเอย ดูกันไม่หวั่นไม่ไหว
เพราะได้ไปเที่ยวบ่อย เดี๋ยวก็เดินห้าง เดี๋ยวก็ต่างจังหวัด บางครั้งล๊าลลาไปต่างประเทศ

อะไรจะสุขไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว พักนี้อ่านกระทู้มีแต่คนบ่นเบื่องาน อยากเป็นนักการตลาดกันมั่งไหมคะ สนุกนะคะ แต่สนุกแค่นี้ยังไม่ถึงใจค่ะ เพราะเบื้องหลังความสนุกของนักการตลาดเมามันยิ่งกว่า
******************************
คนอื่นเดินเที่ยวห้างเพื่อเฮกับเพื่อน หรือ เพื่อช็อป นักการตลาด เดินห้างเพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดของคู่แข่ง
คนอื่นเที่ยวต่างจังหวัดเพื่อพักผ่อน นักการตลาด เที่ยวต่างจังหวัด เพื่อควานหาตลาดใหม่ ซึ่งนับวันจะยากเย็นขึ้นเรื่อยๆ

คนอื่นไปต่างประเทศเพื่อเปิดหูเปิดตา นักการตลาด ไปต่างประเทศเพราะโดนส่งไปดูงานซึ่งหมายความว่า ต้องกลับมาพร้อมรายงานที่ยาวเหยียด

คนอื่นดูหนังเพื่อความบันเทิง นักการตลาด ดูหนังเพื่อนับโฆษณาก่อนหนังฉายและดูปฏิกิริยาของคนดูหนัง (ที่เริ่มรำคาญว่า สิบนาทีเข้าไปแล้ว ยังไม่เริ่มฉายอีก)
คนอื่นไปดูคอนเสริ์ตเพื่อชูมือขวา นักการตลาด ดูคอนเสริ์ตเพื่อดูตำแหน่งติดโลโก้สปอนเซอร์ ว่าตรงไหนโดนสุดๆ

คนอื่นถึงที่ทำงานแล้วได้นั่งทำงานอย่างมีสมาธิตลอดวันโดยไม่มีใครกวน นักการตลาดนั่งที่โต๊ะทำงานเพื่อใช้มือซ้ายรับสายโทรที่กระหน่ำเข้าไม่หยุด มือขวาคลิกคอมฯเช็คอีเมล์ และพยักหน้าเชิญแขกที่รอพบให้นั่งได้ พลางทำสายตาส่งสัญญาณว่า ได้แป๊บเดียวนะคะ เดี๋ยวต้องเข้าประชุม

คนอื่นไปทานข้าวกลางวันกับเพื่อนสนิท 2-3 คน นักการตลาดไปกินข้าวกลางวันกับผู้คนไม่ซ้ำหน้าที่ร่วมงานด้วย แต่เพื่อนฝูงใกล้เลิกคบเพราะโทรไปมันไม่เคยรับสาย นัดเจอมันไม่เคยว่าง ล่าสุดเพื่อนต้องใช้มุขหนัก “แบมไม่ได้เข้าห้องสีลมนานแล้วสิ รู้ยังว่าตัวเองโดนยึดอมยิ้มแล้ว” “ฮ๋า..ชั้นทำไรผิดอ่ะ” “อ๋อ..ข้อหาไม่ตอบ ไม่ตั้งกระทู้น่ะ” “...-_-‘…”

คนอื่นมีเวลาทำงานวันละแปดชั่วโมง แต่นักการตลาด ใช้เวลาทำงานแปดชั่วโมงนั้น เพื่อการพูดคุย พบปะกับผู้คน แล้วใช้เวลาตั้งแต่สองทุ่ม (เพิ่งถึงบ้าน) จนถึง ตีสอง นั่งทำงานอย่างมีสมาธิ (ซะที)

แปดโมงเช้า คนอื่น นั่งตาใสปิ๊งที่ออฟฟิส นักการตลาด ยังนอนฝันเรื่องที่ 5 อยู่ (เพราะเพิ่งนอนตอนตีสาม)
****************************
แต่นักการตลาดยังยิ้มแปร้ และรู้สึกว่าชีวิตนี้สนุกที่สุด มองชีวิตคนอื่นก็ยังรู้สึกว่า ทุกชีวิตก็สนุกในแง่มุมของตัวเอง แล้วชีวิตในมุมของคุณเป็นอย่างไร คุณเลือกที่จะจำความสนุก หรือเลือกจำเฉพาะเบื้องหลังความสนุกให้ทุกข์เล่น เป็นสิทธิของแต่ละบุคคลโดยชอบธรรม

ขอให้สนุกกับชีวิตนะคะ

จากคุณ : bam_ka@ - [ 27 ม.ค. 48 01:23:37 ]




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 19:03:40 น.
Counter : 271 Pageviews.  

Brand Personality - I am what I am. U know?

จากกระทู้เรื่อง Brand Positioning มีคนเอ่ยถึงเรื่อง Brand Personality แบมพลิกหนังสือ Marketing Game เล่มเดิม มีคำอธิบายเรื่องนี้แบบอ่านเข้าใจง่ายๆ (หน้า320-324 สำหรับคนมีหนังสือ) แบมขออนุญาติยกมาบางส่วน และยำใหญ่บางส่วน เพื่อให้อ่านเข้าใจง๊ายง่าย

**************

Brand Personality คืออะไรกันแน่?

คนแต่ละคนต่างก็มีบุคลิกภาพของตนเองฉันใด แบรนด์ก็เป็นสิ่งที่สามารถสร้างบุคลิกภาพได้เช่นกันฉันนั้น

ทำให้ต้องสร้าง Brand Personality?

ก็เหมือนกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ทั่วไป การที่เราจะถูกใจอยากจะคบใครซักคน ไม่ว่าจะคบเป็นเพื่อน เป็นแฟน เป็นกิ๊ก เป็นที่ปรึกษา ฯลฯ ทุกคนต่างก็ต้องผ่านการไขกุญแจสู่การชนะใจผู้ที่เป็นเป้าหมายของเรา

การที่จะนำแบรนด์ๆ หนึ่งผ่าน การพิจารณาของกลุ่มเป้าหมายให้เกิดความรู้สึกยินดีที่จะคบหาด้วย (จนถึงขนาดยอมจ่ายตังค์เพื่อซื้อเรามาชิดใกล้) ก็ควรจะทำให้แบรนด์ของเรา มีบุคลิกภาพที่กลุ่มเป้าหมายสบายใจ พร้อมทลายกำแพงในใจเพื่อคบหาเรา

เช่น ถ้าแบรนด์นั้นอยากอยู่ในสถานะเป็นเพื่อน ต้องสร้างบุคลิกภาพให้แบรนด์มีความเหมือน กับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อให้เค้ามีความรู้สึกว่า ...เฮ๊! เธอเป็น / รู้สึก เหมือนชั้นเลย , นี่เลย! ใช่เลยนี่แหละชั้นเลย ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว ก็นี่มันสำหรับชั้นเลยนี่นา!

แล้วจะสร้าง Brand Personality กันยังไง?

การสร้างบุคลิกภาพของแบรนด์ สามารถกระทำได้โดยผ่านหลายๆ สิ่ง เช่น

- ผ่านสัญลักษณ์ของแบรนด์ เช่น Mc Donald มีโรนัล แมคโดนัลด์ กับแก๊งแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้แมคฯ มีบุคลิกภาพที่ดูสนุกสนาน เป็นพี่ เป็นมิตร เป็นกลุ่มเดียวกับเด็กๆ

- ผ่านบรรจุภัณฑ์ เช่น การใช้สีสันและลวดลายลูกทุ่ง ของบัตรโทรศัพท์ "สวัสดี"

- ผ่านการใช้สื่อส่งเสริมการขาย เช่น ยางกู๊ดเยียร์ สร้างบอลลูนเรือเหาะ ติดโลโก้ตน และนำไปเป็นสัญลักษณ์ร่วมกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ไม่ว่ามีงานใหญ่ที่ไหน เรือเหาะกู๊ดเยียร์ก็จะไปปรากฏโฉมที่นั่น หรือพูดในอีกทาง เห็นเรือเหาะกู๊ดเยียร์ที่ไหน ก็จะได้พบกับเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่แน่ๆ กู๊ดเยียร์รับบุคลิกภาพ ผู้ยิ่งใหญ่ ไป...

- (ไม่มีบุคลิกภาพจะสื่อ) -_-'

*** ถ้าแบรนด์ๆ หนึ่ง มีปัญหาไม่สามารถสร้างบุคลิกภาพของตนได้ แบรนด์นั้นก็อาจใช้วิธี "หยิบยืมบุคลิกภาพของผู้อื่นมาใช้" เหมือนตอนเป็นนักเรียน เรามักมี Idol ในดวงใจ พยายามเลียนแบบ และทำหลายๆ อย่างให้เหมือนคนดังเข้าไป จะได้ดูดีไปด้วย

เช่น สไปร์ท ดึงเอาบุคลิกภาพของสมาคม NBA มาสนับสนุนการสร้างบุคลิกที่กล้าดีเดือด ของแบรนด์สไปร์ท สไปร์ท ได้จัดโปรโมชั่นระดับโลก เพื่อให้ผู้บริโภคต่างชาติเดินทางมาสหรัฐและได้สังสรรค์กับทีม NBA อย่างใกล้ชิด ท้ายสุดผู้ชนะจะได้ชมเกมการแข่งขันของดรีมทีมจากที่นั่งริมสนามเลยทีเดียว ปรากฏว่ายอดขายของสไปรต์ในหลายๆ ประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และช่วยสร้างบุคลิกภาพให้กับแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิผลทีเดียว

***********************

เรามีของเล่นชิ้นที่สองกันละ ต่อไปนี้เวลาเพื่อนๆ ไปไหนมาไหน มองเห็นโลโก้ของแบรนด์ใด ลองคิดในใจเล่นๆ ว่า ถ้าแบรนด์นี้เป็นคน เดินเลี้ยงมุมตึกมา ในความคิดเรา เราจะมองว่า คนๆ นี้มีบุคลิกภาพเป็นอย่างไร?

*******************

ง่วงแหล่ว รอเพื่อนๆ มาให้ความรู้เพิ่มเติมดีกว่า จงมา...จงมา.... รอก๊อปความเห็นอยู่จ้ะ

จากคุณ : bam_ka@ - [ 27 พ.ค. 47 02:09:13 ]




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 18:16:36 น.
Counter : 480 Pageviews.  

วิถีของมือปืนรับจ้าง

เค้าว่ากันว่า ทุกชีวิตต่างก็มีวิถีของตัวเอง มีเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เลี้ยวหักมุม เลาะหน้าผา มีสุข มีทุกข์ คละกันไป บางทีเมื่อเหลียวมองกลับหลัง ก็ยิ้มกับคำตอบที่ได้ อ้อ..นะ มันเป็นวิถีของมัน

วิถีของมือปืนรับจ้างอย่างเรา นี่มันเป็นยังไงกัน ได้รู้ ได้เห็น ได้นั่งฟังคนรอบข้าง บางทีก็ตลก ดูเหมือนทุกคนจะเชี่ยวชาญในการวิพากษ์วิถีของคนอื่น แล้ววิถีของตัวเองเล่า บางทีตลกกว่า เพราะเรามักจะบอกกับตัวเอง เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ใดๆ ว่า เป็น "สิ่งที่นึกไม่ถึง" เอ..หรือจะเป็นเพราะเราไม่เคยนึกถึงกันแน่ หรือจะเป็นเพราะเราไม่เคยเหลียวมองและเรียนรู้เพื่อที่จะรู้จักวิถีของเรา

คนตั้งชื่อ "มือปืนรับจ้าง" นี่เก่ง เข้าใจตั้ง เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงสำหรับชีวิตคนรับเงินเดือน ลองมาศึกษาวิถีของมือปืนรับจ้างกัน

Job Description ของมือปืนรับจ้างนี่วันๆ ทำอะไรบ้าง รับงานจากผู้จ้างวานที่กำหนดเป้าหมายให้รู้ ว่าให้ไปยิงใคร ตกลงรับงานจากเค้าแล้วนี่ แปลว่าต้องชัวร์แก่ใจ เรายิงได้ไม่พลาดแหงๆ ตกปากรับคำกับเค้าเค้าก็กำหนดค่าจ้างมาให้ ก็ออกเดินทางกันไปมือจับอาวุธมุ่งสู่เป้าหมาย ถึงเป้าหมาย ยิ่งเปรี้ยงทีเดียวจอด! โอ๊ว...ฝีมือยอด แล้วยังไง? ก็จบงานซิ แล้วยังไง? ถ้าผู้จ้างวานติดใจฝีมือ แล้วบังเอิญมีเป้าหมายใหม่ อาจได้รับการจ้างวานต่อ แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายใหม่ ก็จบกันไป ออกโบยบิน พกประวัติยิงเป้าหมายดีเด่น หาผู้จ้างวานรายใหม่ต่อไป....

เออ นี่มันวิถีของพวกเราโดยแท้ ทุกอย่างแฟร์ รับเป้าหมายรับเงิน ทำงาน จบงาน บรรลุวัตถุประสงค์ของทั้งผู้จ้างวานและตัวมือปืน

เมื่อย้อนมองวิถี
ไม่เห็นมีตรงไหน ที่บอกว่า ผู้จ้างวานมีหน้าที่เลี้ยงดูมือปืนจนแก่เฒ่า
ไม่เห็นมีตรงไหน ที่บอกว่า ผู้จ้างวานต้องให้อภัยมือปืนที่ยิงเป้าหมายพลาด
ไม่เห็นมีตรงไหน ที่บอกว่า ผู้จ้างวานต้องมีหน้าที่อดทนรอมือปืนที่ผลัดผ่อนการยิงเป้าหมายไปเรื่อย

เมื่อคนเราได้รับการตอบรับให้เข้าทำงานในองค์กรหนึ่งๆ อารามดีใจ บางทีลืมไปว่า เราเป็นมือปืนรับจ้าง องค์กรคือผู้จ้างวาน เค้าจ้างเราไปยิงเป้าหมาย เค้าไม่ได้เซ็นต์สัญญารับเลี้ยงดูเราตลอดชีวิต

เมื่อเราไม่ลืมวิถีของเรา อาการตระหนักตนก็คงเกิด เราอยู่ที่นี่ ได้อย่างไร เพื่ออะไร และถึงเมื่อไร คงเป็นคำถามที่เราต้องตอบอยู่ในใจทุกๆ วัน

แล้วทุกๆ วันจะสุขเมื่อรู้วิถี ทุกอย่างมันมีวิถีของมัน

เมื่อรู้วิถี พรุ่งนี้เราอาจเริ่มเก็บโต๊ะทำงาน รวบรวมประวัติการยิงเป้าหมายดีเด่นของเรา เพื่อเสนอตัวเป็นมือปืนรับจ้างแก่ผู้จ้างวานรายใหม่ เพราะเราเมื่อเราย้อนกลับไปดูวิถี เราตระหนักแล้วว่า เรายิงเป้าหมายนับรายไม่ถ้วนให้กับผู้จ้างวานรายนี้ ประวัติเราสุดยอด แต่ค่าจ้างวานที่เราได้รับ กระดึ๊บ กระดึ๊บ เอ้า..ผู้จ้างวานเพลินไปหน่อย ลืมไปว่าเราเป็นมือปืนหัวเห็ด จะนั่งซึมเศร้า งอน น้อยใจใครไปใย ก็ไอ้เรามันเป็น มือปืนรับจ้างอยู่แล้ว... หาผู้จ้างวานรายใหม่ซิ...

เมื่อรู้วิถี พรุ่งนี้เราอาจเริ่มต้นทำงานด้วยความมุ่งมั่นสู่เป้าหมายมากขึ้น เพราะเมื่อเราย้อนกลับไปดูวิถี เราตระหนักแล้วว่า ไอ้เรานี่โชคดี ละเลยเป้าหมายมาแรมปี ผู้จ้างวานช่างเอื้อเฟื้อ ทำเป็นหลับหูหลับตา ไม่เลิกจ้างเราเสียที เค้าช่างใจดี ให้โอกาสเราสำนึกตน ว่าเค้าจ้างเรามายิงเป้าหมาย ขอโทษที ผู้จ้างวานที่รัก...ขอเริ่มต้นใหม่ได้ไหม

เขียนมายืดยาว แค่หวังให้เราจำวิถีของเราได้ วันนี้แบมก็ยังคงเดินไปยิงเป้าหมายของแบมต่อไป ยังคงนำเสนอเป้าหมายใหม่ๆ ให้ผู้จ้างวานเรื่อยๆ คนนี้น่ายิง คนโน้นยิ่งน่ายิง เค้าจะได้จ้างวานแบมต่อไปเรื่อยๆ นะ 5555 ที่เขียน เพราะ ไม่นานที่ผ่านมา มีเหตุอันน่าตระหนัก

พี่น้องผู้ใกล้ชิด นั่งอยู่บนบัลลังก์มาแรมปี ลมคงเย็น ก็เลยเพลิน วันรุ่งขึ้น ผู้จ้างวานเชิญเก็บข้าวของ คำพูดหนึ่งที่ได้ยินแล้วฝังใจคือ "พี่นึกไม่ถึง".... แบมรู้สึกในใจ พี่นึกไม่ถึงไม่ได้ เพราะมันคือวิถีของเรา เมื่อพี่ลืมว่าเค้าจ้างเรามายิงเป้าหมาย เราก็ไม่มีสิทธิโกรธใครเลย ถ้าผู้จ้างวานจะตัดสินใจเลิกจ้าง... แบมไม่ได้พูดออกไป แต่เก็บเรื่องราวไว้เป็นบทเรียนสอนตัวเองต่อไป

วิถีของเพื่อนๆ เป็นอย่างไรกันบ้าง วิถีคนอย่างแบมเรียก มือปืนรับจ้าง แล้วคนอื่นเรียกวิถีของตัวเองว่าอะไร

จากคุณ : bam_ka@ - [ 16 ส.ค. 47 02:31:21 ]




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 17:56:22 น.
Counter : 10253 Pageviews.  

คู่แข่งทางธุรกิจ....พันธมิตรทางการค้า

โห....... อันนี้นานมากๆ ค่ะ ตั้งแต่ปี 2004

*********************************************

อันเนื่องด้วยความสำนึกผิด ที่หายหน้าหายหัวไปนาน เพื่อนพี่น้องก็ยังให้อภัย Happy Birthday ให้ เลยคิดว่า เอ..เราน่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์มากกว่าเดิม ตอบแทนให้กับมิตรภาพดีดี ที่เราได้รับนานี่... -_-'

เลยมาเฉลยดีกว่า ที่หายไปเพราะ ลงไปภูเก็ตมาเมื่อต้นเดือนค่ะ เพราะมีศูนย์การค้าเปิดใหม่ที่นั่น แล้วแบรนด์เล็ก แบรนด์น้อยทั้งหลายที่อยู่ในความรับผิดชอบ ก็ลงไปเปิดร้านที่นั่นด้วย

ด้วยความที่ภูเก็ตเป็นตลาดใหม่ สำหรับบางแบรนด์ งานแบมเลยยืดเยื้อ แม้ว่าจะกลับขึ้นมากรุงเทพฯแล้วก็ตาม

เกริ่นมา 3 ย่อหน้า เข้าเรื่องดีกว่า การลงไปภูเก็ตครั้งนี้ ให้อะไรหลายอย่างที่มีค่าสำหรับแบม แล้วแบมก็เชื่อว่า น่าจะเป็นสิ่งที่พอจะมีประโยชน์กับทุกคน ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในธุรกิจไหน หรือเป็นผู้ประกอบการอยู่ในธุรกิจใด

แบมอยู่ในธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจที่ใครๆ มองว่า ต้องไวและโหดถึงจะอยู่รอด เผลออาจโดนเชือดได้ เพราะแข่งขันกันรุนแรงแทบฆ่ากันตาย แต่สำหรับแบม แบมคิดว่า ธุรกิจร้านอาหารนี่สนุกนะ โดยเฉพาะตอนเปิดร้านใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเปิดร้านใหม่ พร้อมๆ กับการเปิดใหม่ของศูนย์การค้าด้วย

ก่อนหน้าการเปิดศูนย์ฯ หนึ่งวันทุกอย่างจะฉุกละหุกและยุ่งเหยิงสุดขีด ขอให้นึกภาพ ว่า ในศูนย์การค้าหนึ่งๆ มีร้านอาหารเป็นสิบแบรนด์ ต่างสี ต่างค่าย ต่างก็ต้องเตรียมความพร้อมของร้านตัวเอง พร้อมๆ ไปกับการประชุมๆๆๆ เพื่อวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อช่วงชิงลูกค้าที่จะหลั่งไหลมาในวันรุ่งขึ้น บรรยากาศมันน่าจะตัวใครตัวมัน อึมครึมชอบกล แต่ความจริงกลับไม่ใช่...

เพราะเราไม่ใช่ “ศัตรู” ต่อกัน เราเป็นเพียงผู้ที่บังเอิญอยู่ร่วมในสนามการแข่งขันเดียวกัน เราเป็นแค่ “คู่แข่งทางธุรกิจ” แค่นั้นเอง

บรรยากาศในวันก่อนเปิดศูนย์ฯ เป็นบรรยากาศที่ลูกค้าหรือคนทั่วไปอาจงง หากมีโอกาสเห็น เพราะพวกเราจะมีธรรมเนียมปฏิบัติต่อกันอย่างหนึ่ง คือ แต่ละแบรนด์จะทำการปรุงแต่งอาหารของตนอย่างสุดฝีมือเต็มที่ โดยถือว่าเป็นการ Soft Test เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ไปด้วยในตัว หลังจากอาหารเสร็จแล้ว บรรดาผู้บริหารร้านแต่ละแบรนด์ ต่างก็จะจัดขบวนพาเหรดพาพนักงานในร้านของตน ออกเยี่ยมร้านของแบรนด์อื่นๆ เพื่อทำความรู้จักกัน และ เชิญมาร่วมทานอาหารของร้านตนเอง งานนี้ ไม่มีค่าย ไม่มีเส้นแบ่งใดๆ มีแต่เรื่องอิ่มท้องและเสียงหัวเราะล้วนๆ...

เรามีธรรมเนียมแบบนี้เพื่ออะไร? หลายคนตอบได้ หลายคนบอกมันหาเรื่องกินฟรี แต่จริงๆ แล้ว เป้าหมายของธรรมเนียมนี้ คือ การปลูกฝังทัศนคติ “การเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ” ให้แก่พนักงานของแต่ละร้าน เราอยู่ในธุรกิจนี้ เพื่อแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้ลูกค้ายอมรับ (ที่จะจ่ายเงินให้เรา)

แล้วทัศนคติอย่างนี้ มันดีอย่างไร ? มันไม่ได้ดีแต่เฉพาะผู้บริหาร แต่มันดีต่อพนักงานร้านโดยตรง โดยเฉพาะหลังจากผู้บริหารกลับสู่มาตุภูมิกันหมดแล้ว เมื่อพนักงานมองผู้แข่งขันเป็นมิตร ไม่ใช่ศัตรู ชีวิตการทำงานจะง่ายขึ้นเยอะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หลังม่านการต่อสู้ในแต่ละวัน พนักงานแต่ละแบรนด์ แบ่งข้าวกล่องกินกัน (บางแบรนด์ขายดีไม่มีเวลาซื้อ แบรนด์ขายไม่ดีซื้อมาฝาก) วิ่งขอยืมเหรียญบาทกัน ขอยืมน้ำแข็งกัน ขอตัวพนักงานข้ามแบรนด์ข้ามค่ายก็ยังมี (เช่น แบรนด์เล็กๆ ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก มักจะหาพนักงานยาก จึงมักฝากแบรนด์ใหญ่ๆ ช่วยรับสมัครพนักงานด้วย ) ... ธุรกิจร้านอาหารนี่ มันสนุกดีจริงๆ ว่าไหม?

การปลูกฝังทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่โดยตรงของผู้บริหาร วัฒนธรรมขององค์กรที่ถูกสร้างและปฏิบัติโดยผู้บริหาร จะหลั่งไหลซึมลงไปทั่วองค์กร มันคือ คำอธิบายง่ายๆ “คุณเป็นอย่างไร ลูกน้องคุณก็เป็นอย่างนั้น” ถ้าคุณชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง บอกว่า เกลียดมัน มันบังหน้าร้านเรา พรุ่งนี้ จะมีลูกน้องที่ภักดีต่อคุณถามคุณว่า จะให้ตัดเลยไหม ถ้าคุณบอกว่า เออ ต้นไม้นี้ดี ยืนต้นอยู่ตั้งไกล แต่ยังมีร่มเงามาถึงเรา มีคนมาพักใต้ร่มเงาเยอะเลย ลูกค้าเราน่าจะเยอะขึ้นนะ พรุ่งนี้ ลูกน้องคุณจะเอาผ้าสี ไปผูกต้นไม้นั้น 555 ไม่ใช่ๆๆ... อันนี้ล้อเล่น ลูกน้องคุณจะรู้สึกเป็นมิตรกับต้นไม้จังเลยต่างหาก

พาเหรดชวนกินแหลก ของพวกเราไม่ได้จำกัด อยู่แค่ในธุรกิจร้านอาหาร แต่เราเดินไปทั่ว เชิญไปทั่ว และแน่นอน ที่ๆ เรามุ่งจะเดินไปเชิญ คือ ผู้ที่เราคาดหวัง ว่า จะเป็น “พันธมิตรทางการค้า” ของเราในอนาคตนั่นแหละ

ใครกัน จะเป็นพันธมิตรทางการค้าเราได้? ก็ธุรกิจที่มีลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่มเดียวกับเราน่ะสิ ผูกมิตรไว้เถิด ไม่เสียหลาย อนาคตมีโอกาสร่วมกันหาเงินแน่นอน อ้อ.... ยังไม่หมดเนอะ เรายังเดินไกล ไปเชิญธุรกิจอื่นๆ ที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของร้านด้วย ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารในศูนย์ฯ (พนักงานร้านเราต้องฝากเงินเข้าแบงค์นี้ทุกวัน) เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ (พนักงานร้านเราต้องติดต่อประสานงานประจำ) หรือแม้แต่ แม่บ้าน และ รปภ. ที่เดินไปเดินมาในศูนย์ฯ ต่างก็มีส่วนช่วยให้งานของเรา ง่ายยยยย... ขึ้นทั้งนั้น

กระทู้นี้ยาวเหยียดตามเคย ขออภัย รู้สึกผิดที่ทำให้ตาลาย แต่ก็ยังอยากเล่า แบมเชื่อว่า มันไม่มีหรอก การที่ใครสักคนจะเดินมายืนอยู่ตรงหน้าคุณ แล้วปวารณาตัวเองว่า เฮ๊! คุณ ชั้นเป็นศัตรูของคุณนะ ! สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่า ใครเป็นศัตรูของเราหรือไม่ อย่างไร จริงๆ แล้ว มันก็คือ “ใจ” เราเอง ไม่ใช่หรือ? แบมคิดว่า บรรยากาศแห่งความเป็นมิตร เกิดได้ทุกมุมในสังคม ไม่ว่าคุณจะอยู่ในธุรกิจไหนก็ตาม ถ้าจะมีบางมุมที่ยังไม่มีบรรยกาศอย่างนี้ แบมคิดว่า มันเป็นเพราะ “ยังไม่มีคนเริ่มสร้าง” แค่นั้นเอง บางที อาซิ่มร้านตรงข้ามที่ยืนหน้าหงิกมองร้านคุณอยู่ อาจรอให้คุณเดินไปทักก็ได้นะ ลองดูสิคะ

จากคุณ : bam_ka@ - [ 16 ก.ย. 47 01:59:33 ]




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 17:42:25 น.
Counter : 564 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

bam_ka@
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add bam_ka@'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.