... มาแว้วๆ ***ยอดรักนักศิลป์ตอนที่ 26 ทางรอด *** OG 2 ตอน13-ตอนจบ** **คลิกอ่านทุกเรื่องได้ที่เมนูด้านซ้ายเลยจ้า.. ^_^
“ความทุกข์-หากเล่าสู่กันฟังจะลดลงครึ่งหนึ่ง ส่วนความสุข-ถ้าเราแบ่งปันมันจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า” ขอบคุณลูกบล็อกทุกท่านที่ร่วมสร้างบล็อกแห่งความสุขนี้ขึ้นมา อยากให้พื้นที่ในบล็อกแห่งนี้ได้เป็นที่แบ่งปันทุกข์และสุขร่วมกัน จะไม่มีรักรูปแบบใดที่เป็นไปไม่ได้ ณ ที่แห่งนี้....วอนวอน
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
3 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
ภาพวาดภาพที่ 9 จากไป

ชินยุนบก
ภาพวาดภาพที่ 9 – จากไป

การเดินทางในประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น 2-3 สัปดาห์ต่อมา พวกเขาก็กลับมาถึงเปียงกันโด เปียงยาง ในยามบ่ายที่งดงามในแสงสลัวยามใกล้พลบ เมื่อหิมะแรกเริ่มโปรยปราย พวกเขาก็กลับมาถึง บ้านหลิวเขียว

“พี่สาว หลานซอง พวกเรากลับมาแล้ว”ชอนซังพรวดพราดเข้าไปในบ้านอย่างตื่นเต้น

“ท่านน้า พวกท่านกลับมาแล้ว หลานซองคิดถึงท่านน้ามากขอรับ” เด็กชายวิ่งออกมาแล้วกระโดดขึ้นหลังชอนซังอย่างร่าเริง ดีใจ

“มาดูนี่สิ สำหรับเจ้า น้าเอานี่มาฝาก กริชกับแส้หนังอันเล็กเหมาะมือเจ้า มันสนุกดีนะ แต่ต้องเล่นอย่างระวังอย่าให้เกิดอันตรายล่ะ” ชอนซังหยิบของฝากออกมาให้หลาน

“อาจารย์ ท่านกลับมาแล้ว ข้าไม่ได้ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์นะขอรับ ข้าวาดรูปแบบที่ท่านสอนได้เยอะทีเดียว หลังจากอาจารย์พักผ่อนเพียงพอแล้ว กรุณาดูรูปที่ข้าวาดหน่อยนะขอรับ มิน ยักซอง โค้งแสดงความเคารพเมื่อเห็นยุนบกเดินเข้ามา

“ดี เวลาเจ้าวาดภาพมักจะออกแรงกดมากเกินไป นี่พู่กันวาดรูปสีม่วงของแท้ ของฝากสำหรับเจ้า น่าจะเหมาะกับเจ้านะ” ยุนบกค่อนข้างจะเอ็นดูรักใคร่ลูกศิษย์ที่ฉลาดและสุภาพคนนี้

“ขอบพระคุณอย่างสูงขอรับ อาจารย์! ขอบพระคุณมาก อาจารย์” ยักซองยินดีที่ได้รับของฝากจากอาจารย์

“พวกท่านกลับมาแล้ว การเดินทางราบรื่นดีใช่ไม๊ค่ะ” ฮูหยินมินในชุด กระโปรงสีแดง เสื้อตัวนอกสีขาว เดินเข้ามาต้อนรับทุกคนในห้องโถงด้วยเครื่องแต่งกายสำหรับโอกาสพิเศษ นางพอใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นดวงตากลมโตใสกระจ่าง บนใบหน้าอันสงบของยุนบกที่กำลังส่งยิ้มมาทักทายนาง จุงโฮทำให้หัวใจนางพองโต หลังจากต้องจากกันหลายวัน สายตานางส่งประกายระยิบระยับอย่างรักใคร่เมื่อเห็นหน้าสามี นางปัดฝุ่นออกจากเสื้อเขาอย่างนุ่มนวล แล้วเงยหน้าขึ้นมอง “ทำไมผอมขนาดนี้คะ” นางถามอย่างอ่อนโยน

ฮ่า ฮ่า เจ้าคิดว่าเพราะอะไรล่ะ” จุงโฮย้อนถามเบาๆ เขาค่อยๆ กุมมือนางอย่างนุ่มนวลเหมือนจะส่งผ่านความอบอุ่นเข้าไปทางฝ่ามือนาง ทั้งสองยืนมองตากัน ซึมซับความคิดถึงที่ต่างคนต่างมีให้กัน ชอนซังเล่นเกมส์และหยอกล้ออยู่กับหลาน ยุนบกมองออกไปนอกหน้าต่าง พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว ใบของต้นหลิวปลิดปลิวว่อนกระจายไปทั่วสนาม ภาพคนทั้งคู่ทำให้ยุนบกรู้สึกอ้างว้างกว่าเคย เขาทนฝืนใจมองต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ไม่ต้องการจะมอง และไม่สามารถมองได้อีกต่อไป เพราะถ้าเขามองต่อไป คงกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เขาหันหลังแล้วเดินกลับไปห้องของเขาเงียบๆ ‘ในชีวิตนี้ ยังมีใครรอคอยข้า ยังมีใครที่ข้าต้องห่วงใยอีก’

ขณะกำลังทานอาหารเย็น ชอนซังมูมมามรีบตักอาหารเข้าปากแทบไม่หยุดมือ เขาบอกว่า ขนมที่ทำจากดอกไม้(The flower pancakes) ฝีมือพี่สาว “รสชาติดีมาก” แม้จะมีอาหารชั้นดีมากมายที่เมืองจีน ข้าก็คิดถึงแต่อาหารรสมือพี่สาวคนนี้

“เจ้า ก็รู้แค่จะพูดปากหวานอย่างไรเท่านั้น กินช้าๆ เดี๋ยวสำลัก” พูดไปนางก็คิดในใจ ‘พี่สาวคนนี้ทำตัวเป็นแม่อยู่เรื่อย’ ฮูหยินมินรักน้องคนนี้ที่สุด

“กินเข้าไปน้องซอ ท่านต้องกินเยอะๆเหมือนกัน เหนื่อยมาตลอดการเดินทางแล้ว” ชอนซังเอาศอกถองยุนบกที่กำลังเขี่ยอาหารที่จาน

“ขอบคุณ พี่ใหญ่ กับ พี่ยูน ที่ดูแลข้าเป็นอย่างดี พวกท่านต่างหากที่ทำงานหนัก” จู่ๆ

ยุนบกมีความรู้สึกซึมซาบความอบอุ่น และความสุข ของคนในครอบครัวนี้ ขึ้นมา ยังไงเขาก็ไม่ใช่สมาชิกของครอบครัวนี้ ยิ่งรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นเท่าไร หัวใจเขาก็เดียวดายเท่านั้น บางทีโชคชะตาได้กำหนดไว้แล้วให้เขาเร่ร่อนไปไร้บ้านของตัวเอง

“อ้อ ใช่ พี่ใหญ่ ข้าตัดสินใจแล้วว่าย้ายไปอยู่ซองดู ข้าจะได้ไปอยู่ใกล้ๆ ดูแลนาง หลุมฝังศพของนางข้าจากไปนานไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ข้าจะไปพรุ่งนี้หลังจากไปพบลูกศิษย์” ยุนบกตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว และหวังว่าครอบครัวมินจะไม่เหนี่ยวรั้งเขาไว้อีก

“ถ้าท่านตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว ข้าก็จะไม่รั้งท่านไว้อีก พักผ่อนอีกสักหลายวันก่อนเถอะ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”จุงโฮเข้าใจความคิดของยุนบก แน่นอน การนั่งมองความรัก ความอบอุ่น ในครอบครัวขณะที่ตนเองสูญเสียคนรัก อีกทั้งยังไม่มีที่ลงหลักปักฐาน ใครจะทนอยู่ที่นี่ต่อไปได้

“อ่า ไม่ ไม่จำเป็น ข้า ...” ก่อนที่ยุนบกจะพูดจบประโยค ก็มีเสียงแจ้งให้ทราบ “ท่านอาจารย์ มีหญิงสาวบอกว่าเป็นเพื่อนของคุณชายซอมาขอพบท่านขอรับ”

“อะไรกัน เพื่อนของข้า หญิงสาว” ยุนบกพูดด้วยท่าทางงุนงง

“เพื่อนพี่ชายซอ ก็ข้าไงล่ะ” แล้วร่างหนึ่งก็กระโดดเข้ามาในบ้าน ยุนบกปิดตา ส่งเสียงครางหายใจไม่ออกด้วยความท้อแท้ ทันทีที่จำรูปร่างนั้นได้

“พี่ใหญ่มิน พี่รองยูน สบายดีหรือไม่ค่ะ” ไม่ใช่ใครอื่นเลย หญิงสาวที่ชอบเกาะติดหนึบเขา คิม ยุน ยุนบกรู้สึกเหนื่อยหน่าย เขาต้องทำอะไรสักอย่างที่จะหนีนางให้พ้น เขาไม่เข้าใจเลยว่านางติดอกติดใจอะไรเขานักหนา ฮูหยินมินสังเกตุสีหน้าท่าทางเขาด้วยความสนใจยิ่ง

“คิม ยุน ทำไมเจ้ามาที่นี่ได้ยังไง” ชอนซังลุกขึ้นแล้วเดินเร็วๆ มาที่ คิม ยุน “เจ้าดูดีมากในชุดฮันบกนะ” เขาชมนางพร้อมด้วยรอยยิ้มซื่อๆ

“อ้อ เรื่องนั้นเหรอคะ ข้าแยกจากพี่ชายซอมาหลายวัน ก็เลยทนคิดถึงไม่ไหวจึงต้องเดินทางมาหา ไม่เป็นไรใช่ไม๊คะ” คิม ยุน เมินคำชมของชอนซัง เดินหยองเหยง มานั่งข้างยุนบก ชอนซังซ่อนความผิดหวังไว้แล้วเดินกลับมานั่งที่เดิม

“เช่นนั้น เจ้าคือ แม่นางน้อยน่ารัก คิม ยุน แม้ข้าจะเพิ่งพบเจ้าเป็นครั้งแรก แต่ข้าก็เคยได้ยินชื่อเจ้าบ่อยครั้งจากชอนซัง” ฮูหยินมินพูดพลางยิ้มให้เด็กสาว นางเข้าใจเรื่องราวได้ในทันที ยุนบกเหมือนอยากหายตัวไปในทันที แต่ชอนซังอาการเหมือนคนอกหัก

“โอ้ ค่ะ สวัสดีค่ะ ข้าคิม ยุน เรียกข้าว่า น้องยุน ก็ได้ค่ะ” คิม ยุน รีบทำความเคารพฮูหยินมิน

“นี่ เอ่อ ข้าต้องขอตัวก่อนทุกท่าน เชิญรับประทานอาหารกันต่อเถอะ ข้าอยากกลับไปเก็บข้าวของที่บ้านก่อน”ยุนบกลุกขึ้น ไม่ต้องการจะนั่งอยู่บริเวณนั้นอีกต่อไป

“ให้สาวใช้ช่วยท่านเก็บของเถอะ ถ้าท่านตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว พวกเรามาดื่มกันทั้งคืนจะดีกว่า”จุงโฮพูด

“ข้าทำเองจะดีกว่า ข้าว่าให้ข้าเก็บของเสร็จ แล้วเอามาไว้ที่นี่ แล้วค่อยดื่มกันก็ได้” ยุนบกพูด ก้มศรีษะก่อนจะออกไป คิม ยุน ผิดหวังที่เห็นเขาจากไป

“ให้ข้าไปด้วย ให้ข้าไปด้วย” คิม ยุน ไม่อยากจะอยู่ห่าง พี่ชายซอของนาง ได้แต่ตามตื้อเขาไป

“อ่า ข้าคิดว่าพี่ยูนมีคันธนูจะให้เจ้านะ” ยุนบกหยุดอยู่ที่ประตู คิดหาวิธีอย่างรวดเร็วที่จะหาข้ออ้างให้นางวอกแวก ชองซังแปลกใจชั่วครู่แล้วก็เริ่มเข้าใจ

“ใช่ น้องยุน เจ้าขอคันธนูจากข้า จำได้ไม๊ ข้ามีอันหนึ่งจะให้เจ้า”

ข้าจะไปดูมันภายหลัง ข้าอยากจะไปกับพี่ชายซอ ไปช่วยเขาเก็บของ นางพูด ไม่สนใจจะทำอย่างอื่น นางคว้าแขนเสื้อคลุมยุนบกแล้วดึงเขาออกจากประตูก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรอีก

“น้องยุนนะน้องยุน” ชอนซังพึมพำท่าทางโกรธๆพร้อมกับหายใจแรงๆ “น้องซอ เขามีคนรักแล้ว ไม่มีที่ในหัวใจเขาสำหรับเจ้าหรอก”ฮูหยินมิน กับจุงโฮ เหลือบตามองกันอย่างขำๆ

“ข้าอยากจะไปกับท่าน ข้ายังไม่เคยเห็นที่ที่ท่านอยู่เลย ให้ข้าไปดูได้ไม๊” คิม ยุนพูดด้วยท่าทางกระตุ้งกระติ้ง ดึงเสื้อคลุมขึ้นเมื่อเดินออกไปที่ลานหน้าบ้าน

“ตามใจ” ยุนบกนึกหาข้ออ้างไม่ได้แล้ว ถอนหายใจเฮือก เขาเริ่มออกเดินนำลิ่วไปที่บ้าน ยิ่งย้ายออกไปได้เร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น


บ้านของเขาที่ปล่อยทิ้งไว้กว่าเดือนยังดูสะอาดสะอ้าน ฮูหยินมินต้องนำสาวใช้มาทำงานให้แน่ๆ ‘ แม้ข้าจะอยู่สุขสบายดีที่นี่ แต่มันยังไม่ใช่บ้านของข้า’ เขามองไปรอบๆ ห้อง เช่นเดียวกับคิม ยุนที่สำรวจไปรอบๆ นางชี้ไปที่พู่กัน จานสี ไม้รองสำหรับใช้วาดรูปม้วนวางอยู่บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย

“วาดรูปให้ข้าสักรูปได้ไม๊คะ พี่ชายซอ”


เขาเก็บเสื้อผ้าไปเรื่อยๆ “ข้าวาดภาพเหมือนได้ไม่ดี” เขาพูด อยากให้เด็กสาวทิ้งเขาไว้ตามลำพัง

“โอ้ ข้าไม่ได้หมายถึง ภาพเหมือน...” นางเริ่มอธิบายเมื่อเขามัดห่อผ้าและย้ายมาที่โต๊ะเพื่อมาเก็บอุปกรณ์วาดภาพ

“บางที ถ้าเจ้ามีรูปภาพที่อยากได้อยู่ในใจแล้ว เจ้าสามารถจ้างช่างเขียนที่เก่งๆ มาวาดให้ได้นะ” เขาขัดขึ้นเมื่อนางจะพูดต่อ เขารู้ว่าเขาแสดงอาการหยาบคายแต่เขาไม่อยากทำดีให้นางเข้าใจผิดอีกแล้ว “ข้าไม่มีเวลาแล้ว เพราะข้ามีเรื่องสำคัญต้องไปทำ” นางผิดหวังกับคำตอบของเขา เขามองตรวจตราไปรอบๆ ว่าลืมอะไรไม๊ แล้วก็ไปหยุดที่ ที่นอน

‘ที่นอนอันนี้นอนสบายจริงๆ ข้าจะเอาไปด้วย อ้อ ใช่ ข้าจะไปลาปู่ปาร์ค และบกน้อยพรุ่งนี้’ ยุนบกคิด “เรียบร้อยแล้ว น้องยุน กลับไปที่บ้านใหญ่กันเถอะ” เขามัดม้วนที่นอนอย่างแน่นหนาไว้ข้างหลัง แล้วปิดประตูบ้าน

จองฮยาง
ภาพวาดภาพที่ 9 หลอกลวงไปขาย

“น้องสาว ถือว่าพี่ชายขอร้องเถอะนะ ครั้งนี้ครั้งเดียว ข้ามีอะไรจะพูดกับเถ้าแก่หลิว แล้วเจ้าก็ไปกับข้าใช้เวลาไม่นานหรอก ข้าจะโกหกเจ้าไปทำไม” ปาร์ค แดฮี นั่งอยู่ข้างๆน้องสาวที่กำลังปั่นด้าย เขากำลังพยายามโน้มน้าวใจนาง

“พี่ชาย เถ้าแก่หลิวไม่ใช่คนที่น่านับถือ ข้าได้ยินท่านพ่อพูดว่าเขาเป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อกำไรและผลประโยชน์ของตัวเอง เขารีดไถเงินจากร้านค้าเล็กๆ และ หาประโยน์ส่วนตัวจากการค้าเล็กๆ ของเขา เขาไม่ใช่คนดี ท่านอย่าไปติดตามเขาอีกเลย

“ลูกรยอนได้โปรดไปกับพี่ชายเจ้าสักครั้งเถอะ พี่ชายเจ้าเป็นคนพูดจาไม่เป็น เจ้าแค่นั่งอยู่แถวนั้น แต่ถ้าจะให้ดีก็ไปช่วยกันคิดช่วยกันพูด แดฮี เจ้าอย่าให้เถ้าแก่หลิวคิดอะไรกับน้องสาวเจ้าอีกล่ะ”ปู่ปาร์คพูดขณะอุ้มบกน้อยที่ผลอยหลับไปหลังจากเล่นทั้งวัน

“งั้นก็ได้” นางยอมตกลง วางมือจากงานที่กำลังทำอยู่ ลุกขึ้นยืน สวมเสื้อคลุม เดินไปดูลูกชายที่กำลังหลับสบายก่อนจะเดินตามพี่ชายไป

คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็ว มีหมอกหนาปกคลุมไปทั่วสร้างบรรยากาศขมุกขมัว เหมือนฝัน นางคลุมเสื้อคลุม ก้มหน้าขณะเดินตามหลังพี่ชาย นางรู้สึกไม่ค่อยสบาย ความอ่อนเพลีย ทำให้นางเดินช้าลง ปาร์ตแดฮีพานางเดินผ่านบ้านหลิวเขียว มีทะเลสาบเล็กๆ ทางเดินที่ตัดผ่านค่อนข้างจะแคบ เหมือนสะพานที่ทอดข้ามผ่านสองฝั่งแม่น้ำ ผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งเดินเร็วๆ มาทางพวกนาง พวกเขาหลีกทางให้กันเมื่อเดินผ่าน จองฮยางบังเอิญเหลือบมองชายหนุ่ม แล้วก็สงสัย นางหมุนตัวกลับ มองแผ่นหลังของชายหนุ่มผู้นั้น

“เหมือนกันจริงๆ นั่น นั่น ตาคู่นั้น มันเหมือน....” แม้ว่าจะมีหมอกปกคลุมทำให้มองเห็นไม่ชัด แต่รูปร่างที่เดินจากไปช่างคุ้นตาเหลือเกิน นางตกตะลึงและนิ่งงันอยู่ตรงนั้น พี่ชายของนางหันกลับมามองและดึงข้อมือไป กล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้น เร็วเข้า เราสายแล้วนะ”



นางถูกดึงกลับไปเดินต่อ หัวใจนางเต้นระรัวเหมือนกลอง “ไม่ใช่ ไม่ใช่เขา ถ้าใช่ ทำไมเขาจะจำข้าไม่ได้ อีกอย่าง ชายผู้นั้นมีหนวด ทั้งเดินมาสาวน้อยที่ดูเหมือนจะสนิทสนมกับเขา จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร แต่ แต่ คิ้วและตาคู่นั้น ดูคล้ายเหลือเกิน

“เอ่อ เสียง เสียงนี่” ยุนบกก้มหัวลง ขณะที่กำลังคิดอย่างหนัก รู้สึกตกใจเมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มและหญิงสาว ซึ่งเพิ่งเดินผ่านไป เขารีบหันไปมองอย่างรวดเร็ว แต่เขาทั้งสองเดินห่างออกไปไกลแล้ว

“มองจากด้านหลัง คนนั้นช่างเหมือน เหมือนจริงๆ ใช่นางหรือไม่ จะเป็นไปได้อย่างไร ข้ากำลังคิดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่นี่” เขาส่ายศรีษะ และจ้องไปที่รูปร่างที่คุ้นเคย

“พี่ซอ ท่านกำลังมองอะไรอยู่หรือ” คิม ยุนมองไปรอบๆและถามด้วยความอยากรู้ เมื่อนางเห็นว่ายุนบกจ้องไปที่ด้านหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวคู่นั้น

“โอ้ ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ” ยุนบกตั้งสติได้ จึงยิ้มขื่นๆ แล้วคิดว่า “ข้าต้องคิดถึงนางมากเกินไปแน่ๆ ช่างเขียนเช่นข้าก็มองคนผิดได้นี่นา ฮ่า ฮ่า”

เมื่อจองฮยางเข้าไปในตึกกับพี่ชายของนางแล้ว ความสงสัยของนางก็มีมากขึ้น นางได้ยินเสียงแผดร้องของมหรสพที่อึกทึก คนรับใช้นำพวกเขาไปที่ห้องโถงตรงกลาง “โอ้ แขกพิเศษ แขกพิเศษ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า มา มา มา นั่งลง นั่งตรงนี้” เถ้าแก่ริวเจ้าของงานเลี้ยงกล่าวเชิญชวน แขกบางคนก็เมากันไปแล้ว บางคนก็แต่งตัวไม่เรียบร้อย ขณะที่กอดคณิกาไว้ข้างๆ ตัว หยอกล้อ หัวหน้าริวดูท่าทางมีความสุขมากและพอใจที่เห็นว่า ปาร์ค แตฮี พาน้องสาวคนสวยมาด้วย เขาเรียกจองฮยางให้มานั่งข้างๆเขาด้วยเสียงอันดัง นางยืนอยู่ตรงประตู และเห็นภาพน่าอนาถเช่นนี่ ทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียนมาก การเห็นภาพเช่นนี้ทำให้นางอารมณ์เสีย นางหันไปทางพี่ชายและกล่าวว่า “พี่ชาย ท่านบอกว่าจะมาคุยเรื่องธุรกิจไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ข้าจะกลับบ้าน”

ปาร์ค แดฮี รีบกั้นน้องสาวของเขาไว้ เมื่อนางบอกว่านางต้องการจะกลับบ้าน เขาขอร้องนาง “น้องสาว น้องสาวคนดีของข้า ได้โปรดช่วยพี่ชายสักครั้งเถิดนะ ช่วยนั่งดื่มเป็นเพื่อนเถ้าแก่ริวหน่อย ครอบครัวของข้าเหมือนลูกไก่ในกำมือเขา เจ้าแค่แสร้างทำดีกับเขา ได้โปรดช่วยพี่ชายของเจ้าสักครั้งเถิดนะ”

“ฮ่าฮ่า รยอน สาวน้อย เจ้าเป็นแขกพิเศษของข้า ทำไมเจ้าจึงจะรีบกลับซะล่ะ นั่งลงก่อนสิ มา มาดื่มกัน” หัวหน้าริวตรงเข้ามาดึงแขนจองฮยาง ขณะที่นางพยายามขัดขืน

“โอย สาวน้อยที่อยู่ตรงนี้ช่างงดงามเหลือเกิน ฮ่าฮ่า เถ้าแก่ริว ท่านช่างโชคดีจริงๆ” ชายขี้เมาซึ่งนั่งอยู่ ชายตามองสาวงามผู้นี้ก่อนจะพูดถึงหญิงสาวในทำนองลามก

“ปล่อยข้า ปล่อยข้าไป” นางสะบัดแขนออกจากมือของเถ้าแก่ริวและหมุนตัวเตรียมจะไป






“ฮ่าฮ่า เถ้าแก่ริว ดูเหมือนว่าหญิงสาวผู้นี้จะไม่ชอบท่านจริงๆ หรือนางจะถูกใจใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มพวกเรา ฮ่าฮ่าฮ่า” บรรดาแขกเหรื่อหัวเราะกันอย่างหยาบคาย เมื่อพวกเขาเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เถ้าแก่ริวซึ่งเริ่มเมาแล้ว ถูกเพื่อนๆด้วยกันพูดจายั่วยุ เขาจึงปล่อยมือและกอดจองฮยางจากด้านหลัง แล้วกล่าวว่า “คนที่ข้าปรารถนาอยากได้ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองได้อย่างไรกัน” นางพยายามดิ้นรนอย่างเต็มที่ เพื่อจะหนึจากเถ้าแก่ริวให้ได้ และตบหน้าเขาอย่างสุดแรงเกิด ทำให้เขายืนซวนเซ ตัวหมุนไปครึ่งรอบ ก่อนที่จะล้มลงบนพื้นดัง ปุ๊!!! ปาร์ค แดฮี เหมือนคนโง่ขาดสติ แทนทีจะเข้าไปช่วยน้องสาว กลับรีบเข้าไปช่วยเถ้าแก่ริวให้ลุกขึ้น

“พี่ชาย ท่านโกหกข้าได้อย่างไร” จองฮยางโกรธมากที่ถูกพี่ชายหักหลัง และวิ่งออกไปหลังจากที่ระเบิดอารมณ์ออกไป พวกขี้เหล้าทั้งหลายรู้สึกตกตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา พวกเขารู้สึกว่า มันสนุกมากที่ได้เห็นเถ้าแก่ริว ผู้ที่มักจะดุด่าคนอื่นอยู่เสมอ ถูกทำให้ขายหน้าเช่นนี้

“โอ้ย ตายแล้ว เถ้าแก่ ท่าน ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม” ปาร์ค แตฮีถามด้วยความเป็นห่วง

“เจ้า เจ้า ปาร์ค แดฮี ข้า ข้าจะยังไม่ทำอะไรเจ้า” เถ้าแก่ริวพึมพำ หลังจากที่เขาพยุงตัวเองขึ้นมาได้ เขารู้สึกโกรธมากหลังจากที่ถูกทำให้อับอายต่อหน้าผู้คนมากมาย

ตอนนี้ ด้านนอกมืดมากแล้ว มีหมอกลงหนาจัด บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ แสงจันทร์ส่องต้องร่างอันโดดเดี่ยวของหญิงสาว นางเดินอย่างรีบเร่งไป ร้องไห้ไป เจ็บใจที่โดนหลอกใช้ “อย่าบอกนะว่า การเป็นผู้หญิงทำให้เราไร้ค่า พวกเขาตีค่าเราเป็นเพียงของเล่นเท่านั้น” จองฮยางก็เดินมาถึงที่สระน้ำอีกครั้ง และทรุดตัวลงกองกับพื้น

“ช่างเขียนที่เคยใช้ทั้งชีวิตปกป้องข้า ท่านอยู่ไหน ท่านอยู่ที่ไหนคะ” นางสะอื้นไห้ เมื่อนางเงยขึ้น นางเห็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังเดินอย่างรีบเร่งตรงมาที่นาง

ชินยุนบก
ภาพวาดภาพที่ 9 – ร่วมกันอีกครั้ง

“น้องซอ ท่านกลับมาแล้ว ข้าเลือกภาพวาดสองสามภาพที่ข้าเก็บไว้จะมอบให้ท่านเป็นของที่ระลึก”จุงโฮพูดเมื่อเขาเห็นยุนบกเดินเข้ามา คิม ยุน ตามมาข้างหลังด้วยใบหน้าที่แน่วแน่มุ่งมั่นที่จะตามตื้อต่อไป เห็นได้ชัดว่ายุนบกเมินเฉยต่อนาง แต่นั่นก็ไม่ทำให้นางละความพยายาม ฮูหยินมินตัดสินใจที่จะพูดกับเด็กสาวภายหลัง

“พี่ใหญ่ เป็นความกรุณาของท่านมาก นอกจากเราจะเป็นเพื่อนกันแล้ว ท่านและพี่สะใภ้ ยังปฎิบัติต่อข้าเหมือนพี่น้องจริงๆ ดูแลข้าเป็นอย่างดี ข้าต้องขอขอบพระคุณท่านอย่างสุดซึ้ง” ยุนบกพูดไปใจก็ลอยคิดเรื่องหญิงที่เขาเดินผ่านเมื่อครู่ ‘คล้ายกันจริงๆ ข้าต้องดูผิด’ เขาเดินเอาข้าวของที่ถือมาเก็บเข้าห้อง เมื่อเขาเดินกลับมา ก็มีการชุมนุมเล็กๆ วิพากษ์วิจารณ์ภาพเขียนกันอยู่


“อืม ผู้หญิงในภาพเป็นคนสวยมาก”คิม ยุน พูดขณะที่นางดูภาพวาดในมือจุงโฮ

“เจ้าก็งดงามไม่แพ้นางหรอก” ชอนซังชม พยายามประจบเอาใจนางสารพัด สามีภรรยา มิน ได้แต่คิดว่า ตอนนี้น้องชายของพวกเขากำลังตกหลุมรักอย่างไม่รู้ตัว


“ภาพวาดภาพไหนรึ อ้อ ภาพนี้เป็นฝีมือของ เฮวอน ซินยุนบก ‘คู่รักใต้แสงจันทร์‘” ชอนซังหยิบภาพขึ้นมาดู

“ภาพนี้ไม่ใช่ของเฮวอนหรอก เป็นภาพวาดเลียนแบบ ผู้หญิงในภาพมีเพียงภาพลักษณ์แต่ปราศจากความรู้สึกบนใบหน้า” ยุนบกพูดโพล่งออกมา

ฮูหยินมินพยักหน้าแสดงอาการเข้าใจอยู่เงี่ยบๆ แล้วก็พูดขึ้นว่า “เข้าใจแล้ว แต่ โอ๊ะ ใช่ น้องซอ ไม่กี่วันก่อนที่ท่านจะกลับมา ข้าพาสาวใช้ไปทำความสะอาดบ้านท่านในวันที่อากาศดี มีแม่นางคนหนึ่งมาหาท่าน บอกไว้เพียงว่าเป็นเพื่อนเก่าของท่าน ข้าไม่เคยได้ยินท่านพูดถึงเลยว่าท่านมีเพื่อนเก่าอยู่แถวนี้”

“เพื่อนเก่า เป็นผู้หญิง” ยุนบกฉงนสนเท่ห์ใจ เขาไม่รู้จักผู้หญิงสักคนแถวนี้

“แม่นางคนนั้นมีสัมผัสแห่งความงาม เป็นความงามที่ละเมียดละไม ภายใต้เรือนร่างที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยิ่งยวด ข้าคิดมาตลอดว่าข้าเคยเห็นนางที่ไหน และข้าก็เพิ่งตระหนักในตอนนี้เอง นางเป็นผู้หญิงในภาพนี่เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยตาทั้งคู่ที่สวยคมมาก”

ฮูหยินมินเพ่งมองยุนบกใกล้ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนนิ่งงัน หยุดนิ่งไปชั่วขณะ เมื่อยุนบกได้ยินที่ฮูหยินมินพูด หน้าเขาเริ่มซีด ตาค้างด้วยความตกใจ

“อะ อะไรนะ!!! พี่สะใภ้ ทำไมท่านถึงพูดว่าแม่นางคนนั้นเหมือนคนในภาพวาดล่ะ นะ นาง อยู่ที่ไหน!! เขาถามด้วยน้ำเสียงปั่นป่วนเร่าร้อน หัวใจเขาถูกกระแทกให้สูบฉีดอย่างรุนแรง

“นางไม่ได้บอกไว้ แต่ไม่ต้องกังวล นางบอกว่าวันหลังจะมาหาอีก และฝากบอกให้ข้า บอกท่านด้วย” ฮูหยินมินสะดุ้งตกใจกับปฏิกิริยาที่ดูเหมือนจะควบคุมไม่ได้ของเขา
เขาจ้องผ่านนางไป แล้วเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวที่ได้เห็น ได้ยินมา

“ต้องเป็นนาง ต้องเป็นนางแน่ๆ นางมาหาข้า นางรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่ นาง นางอยู่ไหน แต่เดี๋ยวก่อน ตาข้าต้องไม่ผิดพลาดแน่ ไม่ มันต้องใช่ ต้องใช่นางสิ” ยุนบกยิ่งมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทุกๆ วินาทีผ่านไป เขากระโจนอย่างรวดเร็วออกไปที่ประตู

“พี่ชาย พี่ชายซอ ท่านจะไปไหนคะ ให้ข้าไปด้วยนะ ไปไหนข้าก็อยากไปด้วย” คิม ยุน ยังชัดเจนว่าจะติดตามเป็นเงาตามตัวยุนบก

“ เจ้า อย่าตามข้ามานะ!!” ยุนบกตะโกนใส่คิม ยุน เมื่อเขาคิดออกแล้ว ทุกคนพากันอึ้งตะลึงเพราะไม่เคยเห็นท่าทางที่แปลก หยาบคาย ดุดัน อย่างนี้ของเขามาก่อน สาวน้อยยืนนิ่ง มึนงง เมื่อถูกตะโกนใส่อย่างนั้น นางสงบนิ่งที่ประตูแล้วเริ่มร้องไห้

“น้องยุน น้องยุน มานี่สิ ข้ามีอะไรจะบอกเจ้า” ฮูหยินมินพูดด้วยความสงสารนาง ดึงมือเด็กสาวพาเข้าบ้าน





มันเป็นคืนค่อนข้างมืด หมอกบดบังแสงจันทร์ไปครึ่งฟ้า บุรุษผู้หนึ่งวิ่งมาตามถนนอย่างเต็มฝีเท้า เร่งจังหวะเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความคิดวนเวียนในจิตใจ ความหวังวาบสว่างปนหวาดหวั่นอยู่ในอก “เป็นนาง ต้องเป็นนาง คนที่ข้าเจอเมื่อครู่ต้องเป็นนาง ไม่ผิดหรอก มันจะผิดจากนี้ไปไม่ได้” ยิ่งเขามั่นใจเท่าไร ก็ยิ่งสาวเท้าวิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น ตอนนี้เขามาอยู่ที่ทะเลสาบเล็กๆ อีกครั้ง เขาหยุดพัก กลุ่มควันไอร้อนลอยออกมาจากใบหน้า พยายามหายใจให้ทัน เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งสลัวรางอยู่ฝั่งตรงข้าม ดูคล้ายกับนางฟุบกองอยู่กับพื้น “นางใช่ไม๊ ใช่ไม๊ เป็นไปได้หรือ” ยุนบกแทบจะไม่กล้าเข้าไปใกล้ เขากลัวความผิดหวัง เขาไม่กล้าที่จะรู้สึกอะไรตอนนี้ ยังไม่ใช่ตอนนี้ เขาเดินไปที่นางช้าๆ พูดขึ้นมาว่า “เจ้า เจ้าเป็นใคร” เขายังยืนห่างออกไปหลายก้าว

หัวใจจองฮยางกระตุกขึ้นมาอย่างแรงเมื่อได้ยินเสียงนั้น นางเห็นร่างหนึ่งในหมอกหนากำลังเดินช้าๆ ตรงเข้ามาหานาง ยิ่งใกล้เข้ามาเท่าไร โครงร่างนั้นก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นเท่านั้น ทำไม ทำไมถึงคุ้นเหลือเกิน ด้วยเสียงที่สั่นสะท้านนางถามขึ้นว่า

“ใช่ท่านหรือไม่ ช่างเขียน” ใจยุนบกแทบจะแตกสลายเป็นชิ้นๆ เมื่อเขาได้ยินคำว่า “ช่างเขียน” คลื่นความเจ็บปวดถาโถมสาดซัดหัวใจเขาอีกแล้ว ความรู้สึกตอนนี้ทั้งลังเลทั้งตื่นเต้น จู่ๆ ขาของเขาหนักขึ้นมาทันที ทีละก้าว ทีละก้าว ไปยังหญิงสาวที่กลืนอยู่กับความมืด ระยะใกล้แค่นั้นทำไมเหมือนชั่วนิรันดร์ ราวกับว่าเขาก้าวล้ำเข้าไปในเส้นแบ่งเขตของความเป็นและความตาย ไร้อดีต ไร้ปัจจุบัน

“ข้า .... ข้าตามกลิ่นหอมของดอกไม้มา และมั่นใจว่าดอกไม้ดอกนั้นอยู่เบื้องหน้าข้า” เสียงยุนบกสั่นสะท้าน ขณะพยายามกลั้นน้ำตา พร้อมกับเดินมาข้างหน้าช้าๆ ใกล้เข้ามา

“ผี่เสื้อจะมาเที่ยวดอมดมดอกไม้ง่ายๆ ได้อย่างไร” ชั่วขณะที่จองฮยางได้ยินคำพูดนี้ ความเศร้าวิ่งเข้าเกาะกุมหัวใจนางอย่างไม่ทันตั้งตัว เรียกความทรงจำตอนที่ทั้งคู่พบกันที่ร้านขายผ้าขึ้นมาทันที ถึงนางจะอยากตอบด้วยรอยยิ้มเพียงไร แต่น้ำตาที่สะสมมานานปี ก็ยังไหลรินลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง

“ใช่นางไม๊ เป็นนางใช่ไม๊ เป็นไปได้อย่างไร เป็นแบบนี้ได้อย่างไร”ยุนบกยังคงถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมา ยังคงไม่เชื่อสายตาตัวเอง รู้สึกหวาดหวั่นและกลัว ความผิดหวัง ถ้าเขาจะเชื่อในสิ่งที่เห็น

“ดอกไม้สวยย่อมดึงดูดผีเสื้อโดยธรรมชาติอยู่แล้ว”

“ใช่ว่าดอกไม้จะถูกดอมดมโดยผู้ใดก็ได้”

“เช่นนั้นดอกไม้ไม่ปรารถนาผีเสื้อ”

“เป็นท่าน เป็นท่านจริงๆ”

“ไม่ ไม่ใช่ข้า ทำไม ทำไมเจ้าถึงเพิ่งมาพบข้าที่นี่”

แม้ว่าทั้งสองจะมองเห็นกันได้อย่างรางเลือนในความมืด พวกเขาก็ยังพูดคุยกันเหมือนมีเพียงเขาสองคนบนโลกใบนี้ ต่างคนต่างเขยิบเข้าใกล้กันขึ้นทุกที ในที่สุด แขนทั้งสองที่ยื่นออกไปก็สัมผัสกัน จับกันไว้แน่น ทันที่ที่ได้สัมผัสกัน ความเคลือบแคลงทุกสิ่งมลายหายไปสิ้น คนนี้ คนเดียวที่หัวใจถวิลหา คนเดียวที่ห่วงใย ในขณะมองลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกัน พวกเขาสะอื้น น้ำตาไหลพราก แล้วก็ยิ้มออกมา ในตอนนี้ยุนบกไม่สนใจว่าผู้ที่อยู่ต่อหน้าตอนนี้จะเป็นคนหรือปีศาจ เขาเพียงต้องการจะอยู่ใกล้กับนาง ต้องการให้นางอยู่ ต้องการที่จะกอดผู้หญิงของเขาที่เพิ่งได้กลับคืนมาคนนี้แน่นๆ

“ดอกไม้ที่มีหนามแหลมมากเกินไป ไม่ใช่ดอกไม้แต่เป็นยาพิษ”

#จบตอนที่ 9#


Create Date : 03 ธันวาคม 2552
Last Update : 16 มกราคม 2553 14:29:01 น. 4 comments
Counter : 1427 Pageviews.

 
โอ๊ย..ซึ้งได้อีก ชอบมากๆเลย


โดย: chin IP: 222.123.213.92 วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:2:01:35 น.  

 
Thank you very much for Shin Yoon Buk2.


โดย: doydoy IP: 110.164.60.127 วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:2:22:47 น.  

 
ยอดเยี่ยมจิงๆค่ะ ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่นำความซาบซึ้ง ที่อิ่มเอิบนี้มาให้


โดย: Apple IP: 124.120.236.144 วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:23:52:49 น.  

 
ขอปิดคอมเม้นท์ทุกหน้านะคะ ไปใช้หน้าแรกหน้าเดียวค่ะ (ภาพวาดภาพที่ 1)


โดย: Won won IP: 125.26.193.243 วันที่: 8 ธันวาคม 2552 เวลา:10:15:03 น.  

albatross11
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




รักกันเพียงใดก็ต้องพลัดพราก หวงไว้เพียงใดก็ต้องจำจาก ข้ามาคนเดียวข้าไปคนเดียว ไม่มีใครเป็นอะไรของใคร ต่างคนมาต่างคนไป ยิ่งยึดยิ่งทุกข์ ปล่อยวางได้จึงเบาสบาย... เมื่อปัญญาแจ่มแจ้งจะสลัดคืน เมื่อมาจากดิน ท้ายที่สุดก็สลายกลายเป็นดิน ยึดเอาไว้ก็ได้แต่ทุกข์ตอบแทน อยากโง่ก็ยึดต่อไป คิดได้ก็วางเสีย พุทธทาสภิกขุ............ .............................. .............................. ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจนั้น เป็นเรื่องทรมานยิ่ง และเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งสุดวิสัย... ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...พุทธโอวาท --------------------------- พระราชดำรัส ในรัชกาลที่ 7 เมื่อทรงสละพระราชสมบัติ เพื่อประชาชน ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรทั่วไป ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
Friends' blogs
[Add albatross11's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.