... มาแว้วๆ ***ยอดรักนักศิลป์ตอนที่ 26 ทางรอด *** OG 2 ตอน13-ตอนจบ** **คลิกอ่านทุกเรื่องได้ที่เมนูด้านซ้ายเลยจ้า.. ^_^
“ความทุกข์-หากเล่าสู่กันฟังจะลดลงครึ่งหนึ่ง ส่วนความสุข-ถ้าเราแบ่งปันมันจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า” ขอบคุณลูกบล็อกทุกท่านที่ร่วมสร้างบล็อกแห่งความสุขนี้ขึ้นมา อยากให้พื้นที่ในบล็อกแห่งนี้ได้เป็นที่แบ่งปันทุกข์และสุขร่วมกัน จะไม่มีรักรูปแบบใดที่เป็นไปไม่ได้ ณ ที่แห่งนี้....วอนวอน
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
7 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
ภาพวาดภาพที่ 11/2 – เฮวอน – ความตายของเฮวอน

โอ๊ะ เข้ามาตกใจมากมีมารอตั้งแต่ 0.00 พักผ่อนบ้างนะคะ
เชิญต่อเลยค่ะ

ชินยุนบก
ภาพวาดภาพที่ 11 – เฮวอน – ความตายของเฮวอน

“ภาพวาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรียนเชิญทุกท่านชมได้แล้วขอรับ” ยุนบกมอบภาพวาดที่เพิ่งวาดเสร็จให้จุงโฮไปวางแสดง “ว้าววว” ห้องที่เงียบกริบ ส่งเสียงฮือฮาขึ้นทันที ต่างพรั่งพรูความเห็นกันออกมาอย่างไม่มีใครฟังใคร


“โอ๊ะ ดูสิ ดู มีคนอยู่ 2 คู่ ผู้ชายและผู้หญิง พวกเขาเจอกันระหว่างทาง ผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่กลางภาพไม่ต้องสงสัยเลยว่า ต้องเป็นอะไรกันในเชิงชู้สาว แม้ว่าผู้หญิงจะถูกผู้ชายที่อยู่ข้างหลังดึงไป แต่สายตานางจับจ้องอยู่ที่ผู้ชายอีกคนหนึ่ง โอ๊ะ ตายแล้ว เห็นความรู้สึกลึกซึ้งในดวงตาของนางไม๊”


“จริงทีเดียว จริง ชัดเจนยิ่ง ผู้ชายมีภรรยาแต่ภรรยามีชายอื่น เกิดมาเจอกันโดยไม่คาดฝัน แต่ชุ้รักทั้งสองไม่สามารถพูดอะไรกันได้ คงยากสำหรับทั้งสองที่จะพบกันทั้งๆ ที่เฝ้าคิดถึงกันตลอดเวลา ข้าเกรงว่าพวกเขาจะทำได้แค่ส่งผ่านความรักให้กันด้วยสายตา ที่ร้ายไปกว่ากันสามีที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังเร่งให้นางเดินต่อไป ผู้หญิงต้องมีความรู้สึกปรารถนาอย่างแรงกล้าในตอนนี้ ดูที่ท่าทางของเท้านางสิ ไม่ต้องการจะเดินต่อ ฮ่า ฮ่า ภาพนี้สามารถทำให้คนสงสัยและจินตนาการกันไปต่างๆนาๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าสนใจ น่าสนใจ


“โอ้ ดูที่ชายหนุ่มสิ แม้ว่าหน้าเขาจะเด่นชัด แต่จะเห็นได้ว่าตัวเขาแข็งอย่างกะท่อนไม้ บางทีหนุ่มคนนี้จะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมาเจอคนรักที่แต่งงานไปแล้วข้างนอกอย่างนี้ ตอนนี้ข้าชักสงสัยว่า เขากลัวว่าผู้หญิงจะพูดอะไร หรือ กลัวว่าผู้หญิงจะไม่พูดอะไรกันแน่ ตัวสามีเหมือนกับไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น ข้ารู้สึก ถึงความกังวลของคู่รักคู่นี้จริงๆ ช่างน่าหวาดหวั่นซะจริง น่าหวาดหวั่น ฮ่า ฮ่า


“ถุกต้อง ใบหน้าผู้หญิงไม่แสดงความรู้สึกอะไร ข้ามั่นใจว่านางไม่รู้ว่าสามีกับคู่รักรู้จักกันอย่าไงไร ต้องนี้นางกำลังสังเกตว่าคนทั้งคู่ทำอะไร”

“สถานที่ก็มีความหมาย ทั้งสองข้างเป็นน้ำ ทางที่มีอยู่ทางเดียวจึงแคบมาก มันเหมือนกับที่เราเรียกกันว่าเจอบางคนโดยบังเอิญที่ช่องแคบที่ไม่สามารถหนีไปไหนได้ ฮ่า ฮ๋า”

“ไม่ ไม่ ข้าว่า พวกเขาเดินข้ามทางแคบๆนั้นมาแล้ว แต่หญิงสาวจำคนรักเก่าได้นางจึงรึบหมุนตัวกลับในทันทีเพื่อมองให้ชัดๆ แต่คนรักของนางที่อยู่กับภรรยาของเขาได้เดินไปแล้ว แต่ในทันใดนั้นเขาจำนางได้และหมุนตัวกลับอย่างลังเลเพื่อมองให้แน่ใจ ในที่สุด นางก็เป็นคนเดียวกับที่เขาคิดถึงจริงๆ แต่กลับน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่นางแต่งงานแล้ว เขาย่อมรู้สึกเจ็บปวดในใจเป็นแน่แท้ และไม่อาจจะกล่าวอะไรออกมาได้ ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า แล้วท่านคิดว่าคนสองคนนี้ต้องการจะกล่าวอะไรหรือ และพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่” ผู้คนกำลังคุยกันอย่างอึกทึก สายตาพวกเขาต่างตรึงอยู่กับภาพวาด ต่งพากันตั้งข้อสมมุติฐานของตัวเองออกมาเป็นเนื้อเรื่องตามที่เห็นในภาพวาด

“ฝีมือจิตรกรชื่อดังของเกาหลีท่านนี้ยอดเยี่ยมเหมือนที่คิดไว้จริงๆ แต่ข้าว่าเราให้เฮวอนมาบอกเราดีกว่าว่าภาพนี้พยายามจะสื่อถึงอะไร” Yi Non Oran กล่าวโดยมองไปที่ยุนบกที่กำลังยิ้มอยู่ ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

“ภาพวาดภาพนี้มีชื่อว่า “การพบกันระหว่างทาง” ตามที่พวกท่านทั้งหมดได้เห็นแล้ว คนสองคนนี้เป็นคู่รักที่ไม่ได้พบกันมาเป็นเวลาหลายปี พวกเขาไม่เคยคิดฝันเลยว่าพวกเขาจะได้เจอกันที่กลางทางเดินแคบๆ เช่นนั้น เป็นการเจอที่กระทันหันจนไม่รู้จะหนีไปทางไหนได้ ผู้หญิงคนนี้ ถูกบังคับให้เป็นของคนอื่น แต่ก็ไม่อาจลืมคนรักของนางได้เลยแม้เวลาจะล่วงผ่านมานานปี

ในอีกด้านหนึ่ง คนรักของนางก็รู้สึกเจ็บปวดและโกรธมาก โกรธที่ทำไมไม่เจอนางให้เร็วกว่านี้ เจ็บปวดที่นางต้องอยู่กับคนที่ไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของนาง และรักนางได้อย่างที่ควรจะรัก แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดได้แต่มองหญิงสาวผู้นี้ถูกพรากจากไป และสำหรับทางเดินแคบๆ นี้ ข้าได้สมมุติให้เป็นโชคชะตา สิ่งที่โชคชะตาได้ลิขิตไว้แล้ว ใครก็มีอาจฝืน

มันเป็นโอกาสที่คนรักทั้งสองได้พบกันอีกครั้งโดยบังเอิญในฐานะคนนอก ถ้าปราศจากความรักที่แท้จริงให้แก่กัน แม้จะมีกันและกันข้างกาย ก็ไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้าที่เดินอยู่บนทางเส้นเดียวกัน ข้าหวังเพียงให้ทุกคนรู้ซึ้งถึงคุณค่าของคู่ชีวิตตนอย่ารอจนสายเกินไป แล้วมานั่งเสียใจที่ไม่เคยได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อนาง”

“โอ้ ใช่แล้ว” ผู้คนที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างชื่นชอบกับสิ่งที่ยุนบกพูด ต่างผงกหัวตอบรับ

“แล้วรักแท้มันคืออะไร” ข้าเห็นว่า ชายคนนั้นที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อแย่งผู้หญิงของเขากลับมาเลย อีกอย่าง ผู้หญิงยังไงก็เป็นผู้หญิงวันยังค่ำ ไม่ว่านางจะสวยหรือน่าหลงใหลเพียงใด พวกนางก็เป็นแค่เพียงของเล่นของผู้ชายเท่านั้น ถ้าท่านไม่เขี่ยคนเก่าทิ้ง คนใหม่ก็เข้ามาไม่ได้ แล้วท่านจะไปจริงจังกับเรื่องนั้นทำไม” เสียงดังห้วนตะโกนขึ้นมาจากกลุ่มคน ไม่ใช่ใครนอกจากเถ้าแก่ริว

“ชายผู้นี้ไม่ได้รับเชิญ แล้วเขาเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร ข้าจะไม่ปล่อยให้เขามาทำลายช่วงเวลาที่สำคัญของการแสดงภาพ” ชอนซังแสดงความไม่พอใจและรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จุงโฮซึ่งยืนอยู่ข้างๆ กลับห้ามไว้ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าไม่ให้ทำอะไรประมาท และเขาขอดูเหตุการณ์ไปก่อน จุงโฮจำได้ว่าใครเป็นคนพูดขึ้นมา


“ผู้หญิงไม่ใช่สินค้าที่ท่านจะซื้อมาและขายไปได้ คนที่สามารถครอบครองหัวใจนางก็จะเป็นคนที่ได้นางไป แม้ว่าท่านจะบังคับผู้หญิงให้มาอยู่กับท่านได้ ท่านก็ไม่สามารถเป็นคนสำคัญของนางได้หรอก จะเป็นได้ก็เพียงคนไร้ค่าในสายตานาง ท่านจะได้เฉพาะเปลือกนอกของผู้หญิง และบางทีท่านไม่อาจพูดว่าผู้ชายคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไร้ประโยชน์ เขาอาจจะมีความสามารถมากกว่าที่ท่านคิดก็ได้” ยุนบกตอบ โดยไม่เก็บความรู้สึกไว้เลย จุงโฮตัดสินใจก้าวเข้ามา เขาไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลายจนเกินควบคุม อันเนื่องมาจากการปรากฏตัวของเถ้าแก่ริว


“ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย เป้าหมายของงานในวันนี้คือภาพวาด เวลานี้ภาพวาดได้วาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อก็คือหาว่าใครจะมาเป็นเจ้าของภาพนี้ เราจะเริ่มประมูลภาพวาดที่วาดโดยชิน ยุนบก ตอนนี้เลย เนื่องจากจิตรกร เฮวอน ชินยุนบก เป็นที่รู้จักและเป็นจิตรกรเอกชั้นแนวหน้าของประเทศ และภาพวาดภาพนี้ก็จะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาด้วย ดังนั้น ราคาเริ่มต้นจะต้องไม่ต่ำเกินไป เราจะเริ่มที่สองร้อยเนียง” จุงโฮประกาศ บรรยากาศในห้องทั้งห้องเริ่มคุกรุ่นเมื่อการประมูลเริ่มขึ้น

“หว่า เป็นไปตามคาดเลย เป็นการประมูลที่พิเศษจริงๆ ราคาเริ่มต้นสูงเหลือเกิน”

“ข้าให้สามร้อยนยาง”

“ข้าให้สี่ร้อยนยาง”

“ข้าให้หกร้อยนยาง”......

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความน่าอัศจรรย์ของภาพวาด หรือผลประโยชน์ หรือเพราะทิฐิที่ไม่ยอมแพ้กัน หรือแค่ทำตามคนอื่น จึงทำให้การประมูลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและรุนแรง จำนวนเงินที่มีคนตะโกนเสนอสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

“แปดร้อยนยาง” เสนาบดียิมตะโกนเสนอมา พร้อมกับจ้องไปที่คนรอบข้างและคิดว่า “ภาพวาดของเฮวอนที่มีชื่อว่า “The contend of supremacy in the roaming veranda” ขายไปในราคาหนึ่งร้อย ตำลึงทอง นั่นมันเมื่อแปดปีที่แล้ว และในตอนนี้ ราคาต้องสูงขึ้นอย่างน้อยก็สองเท่า เพราะว่าเป็นภาพวาดภาพสุดท้าย และข้าต้องเอามันมาให้ได้”

“ข้าให้หนึ่งพันนยาง” หัวหน้าจางเสนอราคาบ้าง เพราะไม่อยากโดนทิ้งไว้ข้างหลัง แม้ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องศิลปะเลย แต่เขาต้องแสดงตัวว่า ตนเองมีหัวทางด้านนี้กับเสนาบดียี่ ซึ่งมักจะดูถูกดูแคลนเขาและปูมหลังของเขาอยู่เสมอ

“โอ้ คิดไม่ถึงเลยว่า ภาพวาดของไอ้หนุ่มตัวเล็กคนนี้จะมีมีค่ามหาศาล ขายได้ราคาสูงขนาดนี้” เพื่อนชราของเถ้าแก่ริวพูดพึมพำข้างหู และเพื่อนคนนี้เองที่ตามดูยุนบกและจองฮยางในคืนต่อมา แล้วมารายงานว่าพวกเขาเข้าไปในบ้านหลิวเขียว และด้วยชื่อเสียงขอมิน จุงโฮ หัวหน้าริวจึงยังไม่กล้าจะทำอะไร วันนี้ เขาได้ยินจากพ่อค้าคนอื่นๆที่กล่าวขวัญถึงงานประมูลภาพวาดนี้ เขาจึงลอบเข้ามา และตอนนี้เขารู้แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามเขาเป็นใคร เขาจึงเริ่มคิดวางแผนรับมือ

“ข้าคิดมาตั้งนานว่าข้าจะครอบครองนางได้อย่างไร ข้าต้องพยายามหาอุบายให้ปาร์ค แดฮีมาเซ็นต์สัญญา แล้วไอ้หมอนี่ก็มาทำลายทุกอย่าง ตอนนั้นข้าคิดว่าเขาเป็นพวก
ขุนนางที่แท้แค่ช่างเขียนธรรมดาคนหนึ่ง อืม ภาพเขียนภาพเดียวได้ราคาสูงจริงๆ ดีแล้ว ข้าจะทำให้มันเป็นภาพวาดภาพสุดท้ายของเจ้าจริงๆ และก็เป็นภาพที่มีราคาที่สูงที่สุดด้วย อืม” หัวหน้าริวกระซิบข้างหูเพื่อนแก่ ซึ่งรีบออกจากห้องไปทำตามคำสั่งทันที
ไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับเหล้าหนึ่งเหยือก แล้วส่งให้กับเถ้าแก่ริว


“ข้าให้สองพันนยาง!” ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบเมื่อเมื่อเถ้าแก่ริวให้ราคา เขาเดินอาดๆ ไปด้านหน้าพร้อมกับเหยือกเหล้า

“ข้าจำท่านไม่ได้วันนั้น... ท่านเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงนี่เอง อาจารย์เฮวอน ซินยุนบก ขออนุญาตให้ข้าดื่มกับท่านเพื่อเป็นการขอโทษที่ทำหยาบคายกับท่านในวันนั้น” เขารินเหล้าใส่ถ้วยแล้วส่งให้ยุนบกที่ดูออกว่าไม่อยากรับ แต่เมื่อเถ้าแก่ริวพูดขึ้นด้วยสำเนียงเหมือนเยาะเย้ยท้าทาย “กล้าดื่มไม๊ล่ะ ถ้าแค่นี้ไม่กล้า อย่ามาพูดเรื่องจะช่วยผู้หญิงของเจ้าเลย”

“เมื่อท่านมาชมภาพเขียนของข้าและให้ราคาสูงขนาดนี้ เป็นมารยาทที่ข้าต้องขอบคุณท่านอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องของผู้หญิงคนนั้น ข้าเข้าใจว่าท่านคงจะรู้ว่านางเป็นของใคร” ยุนบกถือถ้วยเหล้าแล้วดื่มหมดทีเดียวหมดแก้ว แล้วขว้างถ้วยออกไปก่อนที่จุงโฮจะมาห้ามทัน

“ดี เพื่อความรวดเร็วและกระชับ ทุกท่าน ข้าให้ราคา 2000 ตำลึงจีนสำหรับภาพวาดผลงานชิ้นสุดท้ายของเฮวอน” เถ้าแก่ริวพูดพร้อมกับยิ้มตาหยี


“ใช่ ใช่ ท่านจะได้กลายเป็นชนชั้นสูง ภาพวาดของจิตรกรมีชื่อจะเป็นสิ่งที่สร้างชื่อเสียงและฐานะของท่านอย่างแน่นอน” มีคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“จะไปเสียดายอะไรกับเงินแค่สองพันนยาง เพราะหลังจากนี้ข้ามั่นใจว่าจะจับปลาใหญ่ได้เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งข้าไม่ร่วงหรอก” คนอื่นๆ ต่างพากันอิจฉา

“เป็นเรื่องที่โง่เขลามาก มันก็แค่ภาพวาด ไม่เห็นจะดีเลิศอะไรตรงไหน แค่เป็นของเอาไว้ดูเล่น เจ้าไม่สามารถแม้แต่รับประกันได้ว่ามันจะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายหรือไม่ ทำไมต้องจ่ายมากขนาดนี้เพื่อภาพวาดภาพนี้


“นี่เป็นการซื้อเพื่อการค้าเท่านั้น การปล่อยให้ผลงานชิ้นนี้ตกอยู่ในมือคนพรรค์นี้ ภาพวาดก็จะกลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่ถูกใช้เพื่อหาผลประโยชน์ และเป็นสินบน” ข้อคิดเห็นในเชิงลบออกมาอย่างเร็วและรุนแรง

“อาจารย์ซิน กรุณาทิ้งมือที่ท่านใช้วาดภาพไว้ที่นี่ ไม่งั้นข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่านี่จะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของท่านจริงๆ” เถ้าแก่ริวพูดพร้อมกับหันมาเผชิญหน้ากับยุนบก

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า”ยุนบกพูดแบบไม่ให้เกียรติ “คิดว่าข้าเป็นใคร คนเลวที่ไม่รักษาสัจจะอย่างนั้นรึ”


“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นคนที่น่าเหยีดหยามหรือคนที่น่านับถือ ที่นี่มีเพียงพ่อค้า พ่อค้าสนใจเพียงสินค้าเป็นของจริงหรือไม่ ไม่ใช่รึทุกท่าน” เถ้าแก่ริวพูดกับกลุ่มคนที่ตอนนี้มารวมตัวกันอยู่ด้านล่างเวที

“เถ้าแก่ริว เจ้าจะพูดเช่นนั้นไม่ได้ เฮวอนได้พูดไปอย่างชัดเจนแล้วว่านี่จะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเขา ในฐานะของจิตรกรเขาย่อมไม่โกหก” Yi Non Oran ไม่สนใจจะเก็บกริยารังเกียจเถ้าแก่ริว “ใช่ ใช่ เขาไม่ใช่คนที่ไม่รักษาคำพูด” ผู้เชี่ยวชาญการวาดภาพส่วนหนึ่งเห็นด้วย


“นี่ก็เรื่องตลกมาก แค่ลมปากของเขา ท่านจะให้ข้าเชื่อว่ามันจะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายจริงๆอย่างนั้นหรือ ถ้าเขาพูดว่านี่คือผลงานชิ้นสุดท้ายของวันนี้ล่ะ และต่อไปก็พูดอีกว่าจะทำผลงานชิ้นสุดท้ายของวันพรุ่งนี้อีกล่ะ แล้วออกเดินทางไปทั่วเพื่อขายภาพวาด ข้าก็จะไม่ใช่คนเดียวที่ถูกเขาหลอก ถ้าเขาไม่รักษาสัญญา ข้าก็ไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาเช่นกัน ทุกๆ คนในโลกก็ไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาเช่นกัน” เถ้าแก่ริวโต้ตอบ

“เขาจะต้องมีจุดประสงค์ที่ทำเช่นนี้! ถ้ามันเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายจริง ท่านก็ควรจะมีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่งั้นท่านจะทำให้ทุกคนเชื่อได้อย่างไร” มีเสียงตะโกนมาจากผู้ชม


“เหลวไหล! ไร้สาระสิ้นดี! นี่เป็นการจัดงานที่มีเกียรติเพื่อชื่นชมภาพเขียน ภาพเขียนจะใช้เงินตีค่าได้อย่างไร” ผู้เชียวชาญเรื่องภาพวาดสองสามคนพูดแย้งขึ้นมา พร้อมส่ายศรีษะ


“ท่านหมายความว่าอย่างไรที่พูดว่าไร้สาระ เมื่อหลายปีก่อนที่มีการจัดงานขึ้นมาเพื่อชื่นชมออกความเห็นเกี่ยวกับรูปภาพอย่างบริสุทธิ์ใจไร้สิ่งเคลือบแฝงอย่างนั้นรึ แล้วทำไมพวกท่านทุกคนถึงเล่นพนันที่ทุ่มทั้งชื่อเสียงและเงินทองกับการดวลระหว่างลูกศิษย์และอาจารย์อย่างนั้น เมื่อผลปรากฏอออกมาทั้งสองเสมอกันไม่มีใครแพ้ใครชนะ พวกท่านก็พากันมารับเงินแล้วสลายตัวไป เจ้ายังจะพูดได้ไม๊ว่าพฤติกรรมแบบนี้เป็นที่น่าเลื่อมใส” ในการดวลครั้งนั้นเถ้าแก่ริวไม่ได้เล่นพนันด้วย ซึ่งเขายังนึกเสียดายมาจนถึงทุกวันนี้ วันนี้เขาจะทำให้พวกนี้ไม่ได้อะไรไปง่ายๆ อย่างนั้นหรอก ผู้เชียวชาญเรื่องภาพเขียนต่างพากันอึ้งเมื่อถูกประณามเช่นนั้น


“ทุกท่านที่อยู่ในแวดวงการค้า พวกเราต่างเป็นพ่อค้าด้วยกัน ถ้าผู้เชี่ยวชาญด้านภาพเขียนเห็นพ้องต้องกันว่าภาพวาดภาพนี้เป็นภาพที่ฝีมืออยู่ในมาตรฐานระดับสูง เป็นภาพวาดชิ้นเยี่ยม และแน่นอน ของดีมีคุณภาพก็ต้องขายในราคาสูงด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เพียงเชื่อแค่ลมปากของเฮวอน เขาจะต้องเชิดเงินทั้งหมดหายตัวไป ผิดหรือที่ข้าจะคิดเช่นนั้น นอกจากเขาจะทิ้งมือที่ใช้วาดภาพไว้ที่นี่ พวกเราพ่อค้าถึงจะวางใจได้ ทุกท่านเห็นว่าที่ข้าพูดมามีเหตุผลหรือไม่” เถ้าแก่ริวพูดด้วยท่าทางของคนที่ถือไพ่เหนือกว่า พลางมองยุนบกที่มองตอบเถ้าแก่ริวกลับมาอย่างใจเย็น

“ใช่ คำพูดเขาก็มีเหตุผลอยู่นะ”

“ใช่ ถูกต้อง ถ้าไม่ทิ้งอะไรไว้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขาจะไม่วาดรูปอีก ภาพนี้ก็คงไม่มีค่ามากไปกว่านี้หรอก”

“อืม มีเหตุผล มีเหตุผล” ผู้ชมต่างพึมพำเห็นด้วย

“ใช่ ถ้ามันไม่ใช่ภาพสุดท้ายของท่าน มันจะราคาสูงขนาดนี้ได้อย่างไร จิตรกรซิน มันไม่เอาเปรียบพวกเราพ่อค้าไปหน่อยหรือ” มีคนพูดขึ้นมาอย่างหยาบคาย

“ใช่ ท่านควรจะมีหลักฐานให้เราดูสักอย่างว่านี่จะเป็นงานชิ้นสุดท้ายของท่านจริงๆ ไม่อย่างนั้นเถ้าแก่ริวจะไปบอกกับลูกค้าของเขาให้เชื่อได้อย่างไร ทุกท่านเห็นด้วยหรือไม่” มีเสียงพูดขึ้นมาอีก


“ทุกท่าน อาจารย์ซินเป็นจิตรกรชั้นแนวหน้าของเกาหลี เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วที่เขาจะต้องรักษาสัจจะ ทำไมพวกท่านต้องต้อนเขาให้จนมุมด้วย จะเห็นด้วยไหมถ้าให้เขาทิ้งตราประทับชื่อไว้ที่นี่” จุงโฮพยายามต่อรองเพื่อสงบอารมณ์ของผู้ชม

“ชื่อจะมีความหมายอะไร ถ้าท่านไม่ทิ้งแขนข้างหนึ่งหรือชีวิตไว้ที่นี่ ถ้าท่านไม่รักษาสัญญา ข้าก็ไม่จำเป็นต้องรักษาเหมือนกัน ว่าอย่างไรล่ะ” เถ้าแก่ริวดึงหนังสือสัญญาออกมาจากเสื้อคลุมนำมาโบกข้างหน้ายุนบก

“เถ้าแก่ริว ทำไมเจ้าต้องทำเช่นนั้น ทุกคนมาที่นี่เพื่อชื่นชมภาพเขียน เจ้าได้ประโยชน์อะไรจากการกระทำเช่นนี้” จุงโฮพูด

“พ่อค้ามิน ข้าแค่เป็นตัวแทนของบรรดาพ่อค้าที่อยู่ที่นี่เพื่อดูว่ามีการตกลงปิดราคาขายที่เป็นธรรม อย่าบอกข้านะว่าเจ้าสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหนุ่มผู้นี้มาหลอกลวงทุกคนที่นี่” เถ้าแก่ริวพูดด้วยท่าทางน่าขยะแขยง

“จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าพูดอย่างนั้นออกมาได้อย่างไร ข้าเป็นเพียงคนที่รู้ค่าของงานศิลปะดีๆ แล้วตอนนี้เพื่อนข้า จิตรกรซินประสบกับปัญหาบางประการ แล้วข้าจะไม่ช่วยเหลือเขาได้อย่างไร” จุงโฮพูดด้วยความโมโห


“เพื่อน เมื่อมีเรื่องเงิน ทุกคนก็คือเพื่อน ข้าเดาว่าเจ้าน่าจะวิตกเรื่องส่วนแบ่งเงินสองพันตำลึง ข้าเข้าใจถูกต้องไหม”เถ้าแก่ริวมองจุงโฮอย่างมีเลศนัยพลางหัวเราะเบาๆที่เขาทำให้จุงโฮกลายเป็นฝ่ายรับ

“เจ้าพูดอะไรออกมา พูดอะไรออกมา ข้าแค่ต้องการช่วยเพื่อนขจัดปัญหา และข้าก็ได้ค่าเหนื่อยไม่กี่เนียง ไหนเลยข้าจะกล้าหาประโยชน์ใส่ตัวจากการจัดงานครั้งนี้” จุงโฮมีสีหน้าละอายทำท่าเหมือนเถ้าแก่ริวพูดโดนใจดำ เหงือผุดขึ้นเป็นเม็ดๆ ที่หน้าผากเขา


“นอกจากงานศิลปะชิ้นเยี่ยมแล้ว ที่เหลือก็คือข้อแก้ตัวของคนโลภที่ต่ำช้า” คนสองสามคนทำท่ารังเกียจแล้วเดินออกไปจากห้อง

“ทุกท่านอย่างที่ท่านได้ยินมา ทุกอย่างจัดฉากขึ้นมาเพื่อเงิน เป็นอย่างไรล่ะ จิตรกรซิน วันนี้ข้าได้ให้ราคาสูงไปแล้ว ตอนนี้ข้ากำลังรอท่านพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่านี่จะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของท่าน มีอะไรจะพูดอีกไม๊ ท่านจะจัดการเองหรือว่าจะให้คนของข้าช่วย” เถ้าแก่ริวพูด โบกสัญญาไปมาข้างหน้ายุนบก พยายามจะยั่วโทสะเขา


จุงโฮรีบร้อนหันมาทางยุนบกแล้วพูดว่า “ที่เขาพูดมามันก็ถูกนะ เฮวอน ถ้าท่านไม่ทิ้งอะไรไว้เป็นหลักฐานวันนี้ ผู้คนก็จะไม่ไว้ใจเราทั้งคู่ ข้าว่าถ้าจะให้ดีทิ้งหลักฐานอะไรไว้สักหน่อยเถอะ” ยุนบกยังคงสงบนิ่ง เถ้าแก่ริวสงสัยว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขาควรจะมีอาการตกใจกลัว แล้วเปิดปากเจรจาต่อรอง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับยืนเยือกเย็นเป็นน้ำแข็ง


“มินจุงโฮ ข้าคิดว่าเจ้าเป็นบุคคลที่น่านับถือจึงได้มาเป็นเพื่อนกับเจ้า ข้าต้องพูดว่าข้าดูเจ้าผิดไป เจ้าไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากพ่อค้า ในฐานะของจิตรกร มือคือชีวิตของข้า และชีวิตของข้าก็ขึ้นอยู่กับมือข้างนี้ เมื่อพวกเจ้าปรารถนาชีวิตข้า ได้ เพราะเชื่อคำคนข้าจึงพาตัวเองมาติดกับ เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็คงต้องยอมทำตาม แต่จุงโฮ เจ้าต้องรักษาสัญญาว่าจะพาข้ากลับไปหาผู้หญิงของข้า เจ้าอยากจะได้อะไรก็เชิญเอาไป ผู้เชี่ยวชาญภาพวาดทุกท่านที่อยู่ที่นี่ได้โปรดเป็นพยาน” ยุนบกกวาดสายตาไปที่ผู้ชมรอบๆ ห้อง สังเกตุปฎิกริยา

บ้างเงียบ บ้างยิ้มอย่างไม่ไยดี บ้างตื่นเต้น และบ้างภูมิใจในชัยชนะ เหมือนกับพวกเขาจะพูดว่า ‘ไม่ว่าภาพวาดจะดีเลิศขนาดไหน มันก็ยังเป็นแค่ของเล่น แล้วเจ้ามีสิทธิอะไรที่จะได้รับเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้

ยุนบกมองด้วยสายตาเย็นชาไปที่กลุ่มคนกลุ่มนั้นแล้วยิ้ม พร้อมกับดึงดาบสั้นออกจากแขนเสื้อ ดาบที่แวววาว ส่องประกายคมกริบ เขากัดฟันและปักดาบเข้าไปที่หน้าอกจนมิดด้าม เลือดไหลซึมเปรอะเปื้อนเสื้อ ผู้คนต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง คาดไม่ถึงว่าเขาจะทำเช่นนี้ หลังจากกระแสแห่งความตกใจหมดไป ห้องทั้งห้องก็กลับมาสงบเงียบอีกครั้ง

“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าความต้องการของข้าที่จะวาดภาพภาพสุดท้ายในวันนี้จะกลายเป็นภาพวาดภาพสุดท้ายจริงๆ กับเงินเพียงแค่สองพันนยาง เจ้าคิดจะซื้อภาพวาดภาพสุดท้ายของข้างั้นหรือ เจ้ากำลังบอกข้าว่าราคานี้คือราคาที่สูงที่สุดแล้วใช่ไม๊” ยุนบกหัวเราะและเริ่มมีอาการสำลัก ความเจ็บปวดที่เพิ่มมาเป็นระลอกๆ แผ่ซ่านไปทั้งตัว เขาเริ่มหมดแรง

เขาไม่เคยคิดว่ามันจะเจ็บปวดได้ขนาดนี้ เขาต้องเอามือข้างหนึ่งยึดโต๊ะไว้ อีกข้างกุมด้ามมีด ตัวเขาเอนไปข้างหลัง หน้าซีดปราศจากสีเลือด ร่างสั่นระริก ทุกคนต่างจ้องไปที่เลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผล แล้วไหลเป็นทางมาที่ด้ามมีด มาที่มือ และสุดท้ายหยดลงมาที่โต๊ะ เถ้าแก่ริวรู้สึกตกตะลึงกับการกระทำของยุนบก แต่ก็ค่อยๆยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความตกใจ “ภาพวาดภาพนั้นเป็นของข้า ไอ้หนุ่มตัวเล็ก เจ้าอาจจะได้กลับไปเจอผู้หญิงของเจ้า แต่เจ้าคงไม่มีชีวิตที่จะได้มีความสุขกับผู้หญิงคนนั้นหรอก อืม” เขาคิด ในตอนนั้นความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ตรงนั้นเปลี่ยนไปรวดเร็วราวกับลมพัด

“ไอ้เถ้าแก่ริวมันก็แค่จอมอันธพาล มันไม่คู่ควรจะได้ภาพวาดภาพสุดท้ายนี้ไปหรอก ข้าให้ 2,500 นยาง !!!” บางคนตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

“ถูกต้อง เขาไม่เคยคิดถึงชีวิตผู้อื่น ข้าจะให้อีกห้าร้อยเนียงเพื่อเป็นการชดเชยให้กับครอบครัวของจิตรกรซิน!” มีเสียงตะโกนขึ้นมาอีก

“ข้าเห็นด้วย แม้ว่าข้าจะไม่มีเงินเหลือสักเนียง ข้าก็จะไม่ยอมให้ภาพวาดชิ้นเยี่ยมนี้ตกไปอยู่ในมือคนที่ไร้ค่าพรรค์นั้นหรอก 3,500 นยาง”...

ผู้ชมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับว่าพวกเขาถูกจับเขย่าให้รู้สึกตัวว่าพวกเขาจะไม่ฉวยโอกาสทองนี้ได้อย่างไร ถ้ามันเป็นภาพวาดภาพสุดท้ายจริงๆ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าราคามันจะสูงขึ้นอีกเป็นสองเท่าหรือสามเท่าเลยทีเดียว และถ้าภาพวาดนี้ถูกนำไปให้กับขุนนางชั้นสูง คนๆ นั้นจะต้องได้ตำแหน่งทางราชการ แล้วยังประกันถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงานในอนาคตอีกด้วยนะ

“แก ไอ้พวกลูกไม่มีพ่อ พวกแกทั้งหมดกำลังพยายามจะต่อรองให้ราคาต่ำลงรึ” เถ้าแก่
ริวตะคอกด้วยความโกรธ “ภาพวาดภาพนี้เป็นของข้าแล้ว แล้วนี่เอาไปเลย หนังสือสัญญามูลค่าสองพันตำลึงเงิน

เขาลนลานปาสัญญาทิ้งไปข้างหน้ายุนบก แล้วรีบลุกขึ้นยืน ฉวยภาพวาดเตรียมเผ่นออกไป สหายแก่ของเขาทั้งตีเตะผลักฝูงชนแหวกทางออกให้เถ้าแก่ริว แต่ฝูงชนไม่ยอมให้เขาจากไปง่ายๆ หลายคนพากันมาแย่งภาพวาดในมือเขา แลดูชุลมุนวุ่นวายกันไปหมด ทุกคนลืมยุนบกที่ยังยืนไหว ไม่สนว่าเขาไปหยิบหนังสือสัญญานั้นขึ้นมา ชอนซังจับเขาไว้ตอนกำลังทรุดลง และค่อยๆ วางเขาลงบนพื้น จุงโฮซึ่งพยายามคว้าหัวหน้าริวไว้ เมื่อเขากระโจนมาคว้าภาพวาด จุงโฮออกวิ่งไล่กวดไปแต่ก็ไปติดฝูงชนที่กำลังเบียดเสียด

“พี่เขย!พี่เขย! ช่างเขียนซิน ช่างเขียนซิน เขาจะไม่ไหวแล้ว เขาเหมือนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เร็วรีบมาดูเร็ว” ชอนซังประคองหัวยุนบกไว้ในอ้อมแขนและตะโกนเรียกจุงโฮ ความโกรธเข้าครอบงำจุงโฮ เขาแหวกผู้คนมาอย่างไม่คำนึงถึงมารยาท


“เร็วเข้า รีบพาเขากลับบ้านไปดูหน้าครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย แย่แล้ว มันกลายเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรกัน” จุงโฮร่ำไห้เมื่อเข้ามาข้างๆ ยุนบก “ห้ามแตะต้องมีดเด็ดขาด ปล่อยไว้อย่างนั้น” เขาบอกชอนซัง เมื่อเห็นว่าน้องเขยพยายามจะดึงมีดออกมา

“ข้าคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาอาจจะตายก่อนที่จะถึงบ้าน มันเลวร้ายมาก เลวร้ายจริงๆ เราไม่ได้เงินแม้แต่เนียงเดียว แล้วยังต้องมีค่าใช้จ่ายจัดงานศพอีก พี่เขย” ชอนซังคร่ำครวญเสียงดัง พร้อมกับสั่งให้คนงานแบกยุนบกผ่านประตูออกไปด้วยความระมัดระวัง จุงโฮตามออกไปด้วยความเป็นกังวล ผู้คนที่ยังคงอยู่ในห้องนั้นได้ยินทุกอย่าง พวกเขาหันไปหาผู้ติดตามและคนรับใช้ของเขาแล้วพูดว่า “เฮวอนตายแล้ว แม้ว่าเราจะไม่ได้ภาพวาดภาพสุดท้ายของเขามาไว้ในครอบครอง แต่ราคาผลงานชื้นก่อนๆของเขาจะต้องแพงสูงเสียดฟ้าแน่นอน เร็วเข้า รีบบอกต่อไปยังครอบครัวของเราให้เริ่มซื้อภาพวาด และซื้อมาในราคาสูง เร็วเข้า ไป ไป เร็วๆ บอกกับช่างเขียนในครอบครัวของท่านให้เริ่มวาดรูปลอกเลียนแบบภาพวาดของเฮวอน เริ่มวันนี้เลย ราคากำลังเพิ่มขึ้น ราคากำลังขึ้น ไป ไป”

ข้างนอกที่ถนน มันเป็นภาพที่โกลาหลอลหม่านที่สุด ชาวบ้านแถวนั้นต่างพากันหยุดมองด้วยความฉงนกับคลื่นมนุษย์ที่กำลังวิ่งวุ่นวาย ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วราวกับไฟลามทุ่ง คนขับรถม้าขับตะบึงออกไป แทบจะเหยียบผู้ที่หลบไม่ทัน ให้รีบออกนอกทางไป มีคนขี่ม้าตามคุมด้านหลังมาอย่างใกล้ชิด ส่วนด้านในรถม้า ชอนซังที่ประคองยุนบกไว้ในอ้อมแขนเพื่อไม่ให้เขาได้รับบาดเจ็บเพิ่มจากการกระเทือนขณะเดินทาง คอยเขย่าตัวเขาและเรียกอย่างร้อนรน “น้องซอ น้องซอ ตื่นเร็ว ตื่น ตื่น”

“ไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี” หน้ายุนบกซีดขาวราวกับหินอ่อน เขาเปิดตาและยิ้มให้อย่างอ่อนแรง พยายามต่อสู้กับความเจ็บปวด “แผนของเราเป็นอย่างไรบ้าง สำเร็จไหม”


“โอ้ เจ้าทำให้ข้ากลัวว่าเจ้าจะตายจริงๆ สำเร็จ เราทำสำเร็จ คนพวกนั้นตกหลุมพวกเราแล้ว แผนการของท่านสำเร็จแล้ว ไม่เกินวันสองวันนี้ ข่าวจิตรกรเอกของเกาหลีเสียชีวิต หลังจากที่วาดภาพสุดท้ายในชีวิต เพื่อช่วยผู้หญิงของเขาจะแพร่สะพัดไปทั่ว” ชอนซังถอนหายใจ ส่ายหัวด้วยความมึนงง “เพื่อผู้หญิง มันคุ้มค่าหรือไม่”

“มันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุ้มค่าหรือไม่คุ้ม แต่มันอยู่ที่ว่าท่านปรารถนาจะทำหรือไม่ต่างหาก”
ยุนบกกล่าวและพยายามจะลุกขึ้นเพื่อดูหนังสือสัญญาในมือและยิ้มอย่างพอใจ

“ท่านว่าอย่างไรข้าก็ว่าตามนั้น มินแด เร็ว เร็วขึ้นอีก” ชอนซังชื่นชมเพื่อนคนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ พลางสั่งพ่อบ้านเร่งฝีเท้าม้า เพราะยุนบกเริ่มจะหมดสติ

ในช่วงเวลาโพล้เพล้ ที่บ้านหลิวเขียว จองฮยางที่จิตใจกระวนกระวาย รู้สึกว่าวันนี้มันยาวนานที่สุดในชีวิต นางเป็นห่วงยุนบกมากและเกลียดความจริงที่ว่า นางไม่สามารถยืนอยู่เคียงข้างเขาได้ และในตอนนี้จะจากไปก็ไม่ได้ และอยู่ไปก็ไม่สบายใจเช่นกัน เมื่อไรที่คิดเรื่องที่ยุนบกได้เสี่ยงชีวิตเพื่อนาง นางก็จะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที นางเกลียดที่ชีวิตมันช่างไม่ยุติธรรม แต่นางก็ยังต้องขอบคุณสวรรค์ที่มอบคนคนหนึ่งให้มารักนางอย่างสุดหัวใจ นางทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะเดินหรือจะนั่ง ฮูหยินมินถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นจองฮยางกระสับกระส่าย และทำอะไรไม่ได้ได้แต่ถาม “แม่นางฮยาง ข้ารู้ว่าท่านทั้งสองรักกันอย่างสุดหัวใจและมีความจริงใจต่อกัน แต่ยังมีบางอย่างที่ข้าไม่เข้าใจ ข้าคิดว่าท่านจะให้ความกระจ่างแก่ข้าได้”

“พี่สะใภ้ ท่านมีอะไรจะถามข้าหรือ ข้าจะตอบท่านทุกอย่างถ้าข้ารู้” จองฮยางมองออกไปนอกหน้าต่าง

ขณะที่ฮูหยินมินกำลังจะเอ่ยปากถาม ก็มีเสียงกีบม้าและเสียงร้องฮี้ดังขึ้นมาจากสนามหน้าบ้าน ทั้งสองยืนนิ่งแข็ง มองหน้ากันและกันตัวสั่นด้วยความกลัว แล้วก็รีบวิ่งไปที่ประตูเมื่อชอนซังตะโกนว่า “พี่สาว พี่สาว มาเร็ว เร็วเข้า” ที่สนามหน้าบ้านจุงโฮกำลังสั่งสาวใช้ ขณะที่ชอนซังวุ่นวายอยู่ในรถม้า เขาจึงเรียกฮูหยินมินเมื่อเห็นหน้านาง

“เร็วเข้า พี่สาว น้องซอบอกว่ามีเพียงท่าน มีเพียงท่านเท่านั้นที่ช่วยเขาได้ เร็วเข้า”

ในขณะนั้น ยุมบกและยักซองรีบวิ่งมา พวกเขากำลังเล่นกันอยู่หลังบ้านและได้ยินเสียงอึกทึกวุ่นวาย

“ท่านน้า ท่านกลับมาแล้ว เกิดอะไรขึ้นหรือ” ยักซองถามด้วยความอยากรู้ เมื่อเขาเห็นถึงความพลุกพล่าน

“มินแด เร็วเข้า เอาเด็กสองคนนี้ไปเดินเล่นที่สนามหลังบ้าน เร็วเข้า” จุงโฮบอกพ่อบ้านอย่างรีบเร่ง ขณะที่ก้าวลงจากม้า

“ทางนี้ครับ” มินแดรีบขวางยุมบกไว้เมื่อเห็นว่าเขาจะไปที่รถม้า นั่นใช่อาจารย์รึเปล่า แล้วพ่อบ้านก็เข้ามากันเขาไว้ พร้อมกับจับมือเขาไว้แน่นจูงออกไป

“เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องร้ายอะไรเกิดขึ้นหรือ” เด็กๆถามอย่างเป็นกังวลเมื่อเห็นว่าพวกผู้ใหญ่ต่างกำลังตึงเครียด ยุมบกยังคงมองเหลียวหลังกลับไป ต้องเป็นอาจารย์แน่ๆ ที่อยู่ในรถม้าและต้องมีบางอย่างผิดปกติกับเขาแน่ๆ

“ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างจะดีขึ้น ทุกอย่างจะดีขึ้น” มินแดปลอบใจพวกเขา

“ช่างเขียนล่ะค่ะ” จองฮยางรีบตรงไปยังรถม้า ขณะที่ชอนซังดึงร่างไร้สติของยุนบกออกมา เมื่อนางเห็นด้ามมีดปักอยู่ที่หน้าอกเขา เลือดเปรอะชุ่มเต็มเสื้อผ้า หัวใจนางเหมือนจะหยุดเต้น “ช่างเขียน” นางล้มตัวหมดสติไป โชคดีที่ฮูหยินมินอยู่ด้านหลังและคว้าตัวไว้ทัน

“เร็วเข้า เร็ว พาทั้งสองคนเข้าไปในห้องนอนข้า”

ฮูหยินมินเข้าไปช่วยจองฮยางอย่างรีบเร่ง เหมือนกับจะรู้ล่วงหน้า อุปกรณ์ทางการแพทย์และผ้าพันแผลเตรียมพร้อมอยู่ในห้องของนางแล้ว นางไล่ทุกคนออกไป หลังจากที่อนุญาตให้คนรับใช้เอาน้ำร้อนเข้ามาให้ และเพราะยุนบกขอร้องไว้ แม้แต่จุงโฮก็ต้องออกไปด้วยความงุนงง

Painter of the Wind Sequel page 05
#จบตอนที่ 11#
---------------------------------------------------------------------------
ขอเม้าท์เล็กน้อยนะคะ

ไม่เข้าใจทำไมเฮียบกชอบทำร้ายตัวเอง เด๋วทุบมือ เด๋วแทงหัวใจ เฮ้อ ชอบทำให้จองฮยางเป็นห่วง สไตล์พระเอกเกาหลีจริงๆ ไม่ยอมพูดไม่ยอมเล่า ขออุปป้ารับเอง น้องไม่ต้อง อิอิ คนเขียนคงคาแรกเตอร์ไว้ได้ดีมากค่ะ ขอชม เชื่อจริงๆ ว่าเป็นยุนบกคนเดิมที่ชอบสร้างความเดือดร้อน (ขนาดสอนบกน้อยแล้ว ยังไปทำเองอีก)เด๋วมีตอนผู้พิทักษ์ (เจ้าคือคนที่ข้าต้องการจะปกป้องไปจนตลอดชีวิตจะมาเข้าฉากแล้วค่ะ แต่ในภาคนี้ บทน้อยประมาณดารารับเชิญ) มาอีก เป็นตอนหนึ่งที่ชอบเลยค่ะ คนเขียนอธิบายความรักของ จานผัก ยุนบก จองฮยาง ในมุมมองของตัวเองได้ชัดเจน อดใจรอค่ะ พอถึงตอนนั้นคงได้เถียงกันยาวในบอร์ดนี้ค่ะ

จริงๆคาแรกเตอร์ของจุงโฮ+ฮูหยินมิน+ชอนซัง ก็คล้ายๆ จานผักนะคะ ยอมช่วยเหลือทุกอย่างเพื่อยุนบก ในตอนนี้ก็ทุ่มสุดตัวยอมเป็นคนหลอกลวง เห็นแก่ได้ คนไม่ซื่อสัตย์ในแวดวงธุรกิจนี่ก็เหมือนทิ้งอาชีพตัวเองไปแล้ว ฉากนี้เราว่าเหมือนตอนที่จานผัก เผามือตัวเองค่ะ

ตัวอย่างตอนต่อไป ฮูหยินมินจัดการถอดเสื้อเฮียบกตอนรักษา เธอเลยเห็นของเฮียบกที่พันๆ รัดๆ เอาไว้ เก็บไว้ให้น้องฮยางคนเดียวหมดแล้ว มิมีความลับใดหลงเหลือ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร he จะกลายเป็น she หรือไม่ มีฉากยุนบกงองแงออดอ้อนตอนกินยา น่ารักโคตรรรรรรรโปรดติดตามด้วยความระทึก

ปล. กรุณาจ่ายค่าแปลคนละ 1 คอมเม้นท์ ได้ที่หน้า 1 (ภาพวาดภาพที่ 1 ) ขอเป็นหน้าที่ 1 หน้าเดียวนะคะ จะปิดคอมเม้นท์หน้านี้ก่อนค่ะ เพราะไม่อยากเปิดไปเปิดมาหลายหน้า และจะทำให้กังวลใจมามีคนมาตอบแล้วไม่ได้อ่านค่ะ

และเนื่องจากคนแปลมีอาการเสพติดคอมเม้นท์จากเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่าน ถ้าเขียนกันไว้เยอะๆ ก็จะแปลได้เร็วและได้อารมณ์สุขเศร้าเคล้าน้ำตา เฉกเช่นเสียงพิณแห่งนาง โอ๊ะ เขียนอะไรไปนี่

ภาษาอังกฤษที่ไม่ได้แปลใครรู้ว่าอ่านว่าอะไรช่วยบอกด้วยนะคะ จะเข้าไปแก้ค่ะ ชื่อคน Yi Non Oran ที่มาจากสำนักศิลป์เปียงยางอ่ะค่ะ มีในหนัง ฟังช่องสามพากษ์ไม่ทัน 4-5 คนที่มาเป็นกรรมการตัดสิน ที่คิมโจนึนแนะนำก่อนที่แยกย้ายกันไปวาดรูปต่อสู้หน่ะค่ะ




Create Date : 07 ธันวาคม 2552
Last Update : 18 มกราคม 2553 16:25:04 น. 1 comments
Counter : 1997 Pageviews.

 
ขอปิดคอมเม้นท์หน้านี้ไปใช้หน้า 1 นะคะ (ภาพวาดภาพที่ 1 ค่ะ ) ขอบพระคุณมากค่ะ



ถึงคุณ machu pichu ค่ะ

เข้าไปอ่านที่คุณ Wrblee ไปบอกผู้เขียนเรื่องนี้แล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ อ่านภาษาจีนไม่ออกจะเข้าไปโพสต์ขออนุญาติเอาเรื่องมาแปลก็สมัครไม่เป็น ตอนนี้สบายใจแล้วว่าคนเขียนเขารู้แล้ว แล้วคุณ Wrblee นี่คนเดียวกันกับคุณรึป่าวค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ยังไงขอเชิญเข้ามาคุยกันในบล็อกด้วยค่ะ เขียนบอกผู้เขียนได้เหมือนใจเลยค่ะ

http://moonsclub.5d6d.com/thread-738-28-1.html

ใครงงว่าเขียนเรื่องไร คลิกเข้าไปอ่านดูนะคะ



โดย: Won won (albatross11 ) วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:10:20:12 น.  

albatross11
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




รักกันเพียงใดก็ต้องพลัดพราก หวงไว้เพียงใดก็ต้องจำจาก ข้ามาคนเดียวข้าไปคนเดียว ไม่มีใครเป็นอะไรของใคร ต่างคนมาต่างคนไป ยิ่งยึดยิ่งทุกข์ ปล่อยวางได้จึงเบาสบาย... เมื่อปัญญาแจ่มแจ้งจะสลัดคืน เมื่อมาจากดิน ท้ายที่สุดก็สลายกลายเป็นดิน ยึดเอาไว้ก็ได้แต่ทุกข์ตอบแทน อยากโง่ก็ยึดต่อไป คิดได้ก็วางเสีย พุทธทาสภิกขุ............ .............................. .............................. ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจนั้น เป็นเรื่องทรมานยิ่ง และเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งสุดวิสัย... ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...พุทธโอวาท --------------------------- พระราชดำรัส ในรัชกาลที่ 7 เมื่อทรงสละพระราชสมบัติ เพื่อประชาชน ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรทั่วไป ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
Friends' blogs
[Add albatross11's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.