... มาแว้วๆ ***ยอดรักนักศิลป์ตอนที่ 26 ทางรอด *** OG 2 ตอน13-ตอนจบ** **คลิกอ่านทุกเรื่องได้ที่เมนูด้านซ้ายเลยจ้า.. ^_^
“ความทุกข์-หากเล่าสู่กันฟังจะลดลงครึ่งหนึ่ง ส่วนความสุข-ถ้าเราแบ่งปันมันจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า” ขอบคุณลูกบล็อกทุกท่านที่ร่วมสร้างบล็อกแห่งความสุขนี้ขึ้นมา อยากให้พื้นที่ในบล็อกแห่งนี้ได้เป็นที่แบ่งปันทุกข์และสุขร่วมกัน จะไม่มีรักรูปแบบใดที่เป็นไปไม่ได้ ณ ที่แห่งนี้....วอนวอน
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
3 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
ภาพวาดภาพที่ 8 เผชิญหน้ากลุ่มโจร - วิพากษ์วิจารณ์การเมือง

ซินยุนบก
ภาพวาดภาพที่ 8 – เผชิญหน้ากลุ่มโจร - วิพากษ์วิจารณ์การเมือง
“เหมือนอย่างที่คิดไว้ สำหรับประเทศยิ่งใหญ่โตขนาดนี้ เจียงหนานเป็นเมืองที่ค่อนข้างจะอนุรักษ์ Bei Guoก็เป็นเมืองเปิดกว้าง แต่ข้าก็ยังชอบเมือง Kang Cheng’s Xi Hu อยู่ดี เพราะมันค่อนข้างจะน่ารัก ข้าชอบจริงๆ”

ในช่วงกลางของแม่น้ำอัมม๊อก เรือสินค้าลำใหญ่ล่องลงมาจากเมืองชินูจิวของประเทศจีน บนดาดฟ้าเรือมีกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วย ยุนบก มินจุงโฮ และยูนชอนซัง กำลังนั่งดื่มเหล้าและพูดคุยกัน พวกเขากำลังจะกลับเกาหลี หลังจากที่ไปค้าขายกันมา ช่วงเวลาวันหยุดจากทางใต้ไปเหนือใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว จุงโฮรู้สึกพอใจมากที่เห็นยุนบกมีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้น การเดินทางครั้งนี้ได้สร้างแต่สิ่งดีๆ และเขาก็คาดหวังว่า เขาได้บรรลุจุดประสงค์ที่เขาตั้งไว้ทั้งหมด โดยส่วนตัวของเขาแล้ว เขาอยากจะเห็นผ้าไหมของเจียงหนาน ส่วนผสมสมุนไพรของ Bei Guo และรองลงมา เขาอยากจะให้ยุนบก เพื่อนของเขาได้ผ่อนคลายจากความรู้สึกหนักอึ้งที่แบกอยู่ เพื่อให้ลืมความเจ็บปวดและความเศร้า โดยพยายามให้เขาหันมาชื่นชมกับวิวทิวทัศน์รอบข้าง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องวางแผนการเดินทางอย่างละเอียดรอบคอบ

“น้องซอ นี่ก็ใกล้เวลาที่เราจะเดินทางกลับแล้ว ถ้าเจ้าอยากจะสนุกมากกว่านี้ คราวหน้าข้าจะพาเจ้าไปหลิงหนาน ที่นั่นเปรียบเสมือนโลกใบใหม่ เพราะอากาศจะร้อนตลอดทั้ง 4 ฤดู อากาศค่อนข้างอบอ้าว ซึ่งแตกต่างจากเกาหลีมากๆ นอกจากนี้ยังมีผักและผลไม้หลากหลายชนิด มีผลไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อ “ลิ้นจี่” เปลือกของมันแดงเหมือนไฟ แต่เนื้อข้างในเป็นสีขาว รสชาติหวานและชุ่มฉ่ำมาก ซึ่งผลไม้ชนิดนี้เป็นที่รู้กันดีว่า เป็นผลไม้ที่ดีที่สุด และพันธ์ที่ดีที่สุดมีชื่อว่า “เสียงหัวเราะของพระสนม” สำหรับชอนซังก็เช่นกัน เขาก็ยินดีมากที่เป็นอารมณ์ของยุนบกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงแนะนำสถานที่ที่เขาเคยไปเที่ยวมากก่อนหน้านี้ให้ฟัง

“โอ้ ชื่อของมันช่างวิเศษจริงๆ แล้วมันมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับลิ้นจี่พันธ์นิ้รึเปล่า” ยุนบก
ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เนื่องจากชื่อของมันช่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์จริงๆ

“แน่นอนสิ เรื่องเล่ามีอยู่ว่า จักรพรรดิ์ไค่หยวน ลี่ หลง จี แห่งราชวงศ์ถัง โปรดปรานนางสนมที่ชื่อว่า หยาง หยู หวน เป็นพิเศษ ซึ่งแม่นางผู้นี้มิเพียงแต่มีรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามเท่านั้น แต่นางยังมีความสามารถด้านดนตรีมาก ซึ่งองค์จักรพรรดิก็มีความสนใจเรื่องดนตรีเช่นกัน ทั้งสองเปรียบเสมือนกับเป็นคู่แท้ และรักกันมาก ว่ากันว่า พวกเขาแต่งเพลงที่มืชื่อว่า ‘The Feather costume of the fairies’ ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม หยาง กุ้ย เฟย (หยาง หยู หวน) ชอบกินลิ้นจี่ของเมืองหลิงหนานมาก แต่ลิ้นจี่พันธ์นี้เก็บรักษายากมาก มันจะเน่าภายใน 3 วัน หลังจากที่เก็บมาจากต้น และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะส่งลิ้นจี่ไปยังปักกิ่งได้ทันเวลา ซึ่งทำให้จักรพรรดิที่รักหยาง กุ้ย เฟย มาก ทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นไม่นาน มีคนเสนอให้ห่อลิ้นจี่ที่เพิ่งเก็บจากต้นด้วยผ้าห่มที่ทำจากผ้าฝ้ายและใส่น้ำแข็งไว้ และวางไว้ในตระกร้า แล้วให้คนขี่ม้าฝีมือชั้นยอดนำไปส่งโดยใช้ม้าที่มีฝีเท้าจัด ต้องมีการผลัดเปลี่ยนคนขี่ม้าและม้าตลอดการเดินทางโดยไม่ได้พัก ทำให้ส่งมาถึงได้สำเร็จภายในวันเดียว เมื่อหยาง กุ้ย เฟย เปิดห่อผ้าออกดู และพบว่าเป็นลิ้นจี่ที่ดีที่สุดจากหลิงหนาน นางจะดีใจเพียงใด นั่นคือเหตุผลที่สิ้นจี่คุณภาพดีชนิดนี้จึงได้ชื่อว่า “เสียงหัวเราะของพระสนม”

“ข้าเข้าใจแล้ว “เสียงหัวเราะของพระสนม” ฮ่าฮ่า ข้าเชื่อว่า สิ่งที่สามารถเรียกรอยยิ้มจากพระสนมได้คงมิใช่เพียงแค่ลิ้นจี่เท่านั้นดอก แต่เป็นเพราะความจริงใจขององค์จักรพรรดิที่มีต่อพระสนมต่างหาก” แล้วยุนบกก็หวนระลึกถึงใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันแสนสวยของจองฮยาง คิดถึงคืนที่นางเล่นคายากึม และเขาวาดภาพด้วยกัน คู่แท้ อ่า ช่วงเวลาแห่งความสุข เขาได้แต่เพียงถอนหายใจ “ข้าไม่เคยทำอะไรเหมาะสมที่จะเป็นคนคู่ควร ได้รับรอยยิ้มและไมตรีจากนาง ข้ามักจะทำแต่เรื่องที่ทำให้นางต้องวิตกกังวลและหวาดระแวงตลอดเวลา แม้ว่าตอนนี้ข้าปรารถนาจะเรียกรอยยิ้มจากนางเพียงใด ข้าก็ไม่มีโอกาสนั้นแล้ว”

เมื่อเห็นว่ายุนบกเริ่มดูเศร้าหมองอีกแล้ว จุงโฮจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “น้องชาย เจ้ารู้หรือไม่ว่า อะไรคือรางวัลที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ข้าได้รับจากการไปประเทศจีนในครั้งนี้”

“ท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลมกว่าคนอื่นมาก ท่านต้องมีความลับบางอย่างในการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ส่วนข้า ข้าไม่รู้เรื่องอื่นหรอกนอกจากการวาดภาพ” ยุนบกส่ายหัวด้วยความไม่รู้

“เอาหล่ะ นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก ข้าอิจฉาในความมั่งคั่งของประเทศจีน แม้ว่ามันจะเป็นของชาวแมนจูก็ตาม นับเป็นเรื่องดีที่พวกเขาแต่งตั้งผู้สมัครให้เหมาะสมกับตำแหน่งในคณะรัฐบาล อีกทั้งยังแต่งตั้งประชาชนชาวฮั่นโดยไม่เลือกที่รักมังที่ชังอีกด้วย ตราบใดที่คนเหล่านั้นอุทิศตนให้กับประเทศชาติ พวกเขาก็จะได้รับการยอมรับ การให้ความสำคัญเรื่องสวัสดิการแก่ประชาชนเป็นอันดับแรก เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับประเทศที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ แล้วหันกลับมามองประเทศเราสิ คนในรัฐบาลของเรายังเก็บเกี่ยวเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอยู่ ในขณะที่ประเทศจีนได้จัดการเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว ช่วงนี้เป็นยุคทองและเป็นช่วงรุ่งเรืองของราชวงศ์ชิง ในทางกลับกัน ประเทศของเราดูเหมือนจะไม่รู้สึกอาทรร้อนใจกับอำนาจและความมั่งคั่งของจีนเลย เรามักจะพูดกันเกินจริงในเรื่องปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหว ฝนดาวตก ฝนแล้ง และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศจีนเช่นกัน หนังสือต่างๆที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ดนตรี กวี ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมืองและนวนิยายจากประเทศจีน ก็กลายเป็นหนังสือต้องห้ามนำเข้ามาในประเทศ มันเหมือนกับว่า เราไม่รู้ว่าอะไรคือหนทางการเรียนรู้ที่จะประสบผลดีที่สุด ข้าราชการเหล่านั้นในประเทศของเราคิดเพียงแค่ว่าทำอย่างไรจึงจะมีอำนาจมาอยู่ในมือ ไม่มีใครที่คิดจะคัดเลือกคนที่มีการศึกษาให้เข้ามาช่วยสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ ถ้ายังเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศของเราอาจจะไม่ได้เป็นประเทศอีกต่อไป” แม้ว่าจุงโฮจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปยุ่งเรื่องการเมือง แต่เขายังคงเป็นห่วงประเทศอย่างมาก

“ใจเย็น พี่มิน ผู้ปกครองของเราคนนี้ก็เป็นคนที่ฉลาด ข้าเชื่อว่าเรายังมีหวัง” ยุนบกพยายามจะปลอบใจจุงโฮ

“ใช่ น้องชาย แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ปกครองที่ฉลาด แต่มันก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดี ตระกูลคิมของราชินี จอง ซุน กำลังมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ แต่พวกเขาก็เป็นรัฐบาลมาหลายปี พวกเขามีมือไม้ที่ช่วยทำงานทั้งในและนอกประเทศเกาหลี อำนาจและอิทธิพลของพวกเขาไม่เคยลดน้อยลงเลย ผู้ปกครองของเรายึดมั่นในหลักการอย่างเที่ยงตรง เมื่อมีการร่างกฎหมายและข้อปฏิบัติสำหรับใช้ในวังหลวงนั้น แทบจะไม่มีผู้สมัครที่เหมาะสมมาทำงานด้วยได้ ข้าเคยเห็น คิม ซู ชุน ผู้ที่รวบอำนาจไว้หลายตำแหน่ง ดูเหมือนจะเป็นคนที่จะมีความสามารถในการนำพาประเทศได้ แต่ เขาก็ไม่ใช่คนที่เสียสละเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ฮ่า ฮ่า นี่คือความจริงที่ ผู้ปกครองที่อ่อนแอ และข้าราชการที่มีอำนาจ ไม่เคยยอมลงนามเพื่อผลประโยชน์ใดๆ ของประเทศชาติ

“ข้าไม่มีความเห็นในเรื่องนี้”ยุนบกแกล้งทำเป็นไม่สนใจเมื่อพูดคุยถึงเรื่องการเมือง เขาไม่ยินดีที่จะเสริมภูมิรู้อันน้อยนิดของเขา เกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจ ระหว่างกษัตริย์ จองโจ กับ พระอัยยิกา จอง ซุน เพราะเขามีคดีพัวพันในเรื่องนี้อยู่

“เราจะคุยเรื่องนี้กันวันหลัง” จุงโฮยิ้มให้ยุนบกอย่างเข้าใจในความแตกต่าง “ตอนนี้ ข้าจะจัดการเอาหนังสือที่รัฐบาลห้ามจำนวนมากไปให้กับนักศึกษาที่มีความคิดเปิดกว้าง เพื่อช่วยด้านการศึกษาและค้นคว้าของพวกเขา ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะมีโอกาสที่จะช่วยเหลือประเทศชาติในวันหนึ่ง เราอย่าคุยเรื่องนี้กันอีกเลย มา มาดื่มกันดีกว่า” แล้วเขาก็รินเหล้าใส่ถ้วย

“ใช่ เราค่อยมาถกกันเรื่องการเมืองในวันอื่นเถอะ มาดื่มกัน” ยุนบกก็รินเหล้าใส่ถ้วยเช่นกัน

ขณะที่พวกเขาทั้งสามคนกำลังดื่มกันอย่างเบิกบาน พวกเขาก็ต้องตกใจกับเสียงที่ตะโกนออกมาจากความมืด “ฮ่าฮ่า การค้าที่ยอดเยี่ยมมาอยู่ตรงนี้แล้ว พี่น้อง เรามาจัดการกับมันเถอะ”

ชอนชังรีบลุกขึ้นและวิ่งไปดูที่หัวเรือ “พี่เขย พวกโจรพวกนั้นอีกแล้ว” เขาตะโกน

“พวกโจรอีกแล้วหรือ โจรอะไร พี่ชาย แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดี” ยุนบกตกใจมากจ้องมองไปที่จุงโฮอย่างกระวนกระวาย และจุงโฮก็ดูเหมือนว่ากำลังหัวเสียกับข่าวร้ายที่ได้รับ

“น้องชาย ไม่ต้องห่วง ข้าอดทนกับพวกมันมานานแล้ว วันนี้ข้าจะไปเจรจากับพวกมัน” จุงโฮดิ่มเหล้าจนหมดถ้วย และเดินตรงไปยังหัวเรือโดยที่ถ้วยเหล้ายังอยู่ในมือ ยุนบกจึงลุกขี้นและเดินตามไป

“โย่ ข้าคิดว่าคนรวยสกปรกคนไหนกันนะที่เป็นเจ้าของเรือสินค้าขนาดใหญ่เช่นนี้ และมันก็เป็นของชายแก่ตระกูลมิน ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ที่ได้เจอกับท่าน ช่างโชคดีจริงๆ”

ชายที่ยืนวางท่าอยู่ตรงหัวเรือสำเภา ซึ่งกำลังเข้ามาใกล้กับเรือสินค้า เรียกอย่างเย้ยหยัน เมื่อเขาเห็นจุงโฮ เขามีแผลเป็นร่องลึกพาดผ่านจากหน้าผากไปถึงใบหู ใบหน้ารกรุงรังไปด้วยหนวดที่ยุ่งเหยิง มีเสียงที่ต่ำใหญ่ แม้ว่าดูเหมือนว่าเขาจะสุภาพ แต่สายตาที่จ้องมองมาสามารถทำให้เรากลัวได้ เขาเหมือนกับหมาป่า ดาบที่อยู่ในมือสะท้อนให้เห็นพระจันทร์ที่สว่างไสว เสือคลุมหนังเสือที่ตกอยู่บนไหล่ ก็ไม่สามารถปกคลุมร่างกายอันใหญ่โตของเขาได้ อีกทั้งยังบริเวณหน้าอกก็มีรอยบากและแผลเป็น ซึ่งส่วนมากน่าจะเกิดจากการต่อสู้

“นานมาแล้วนะตั้งแต่เราเจอกันครั้งสุดท้าย ท่านหัวหน้าริว กิจการของท่านเป็นอย่างไรบ้าง” จุงโฮถามเรื่อยๆ เหมือนกับว่าเขากำลังพูดคุยอยู่กับพรรคพวกที่สนิทสนมกัน ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับโจรที่มีอาวุธพร้อมมือและอันตรายอยู่เต็มลำเรือ ซึ่งทำให้ยุนบกมองด้วยความทึ่ง

“เอ่อ เรามาที่นี่เพื่อเชิญพวกท่านให้มาพักกับเรา เราได้เตรียมงานเลี้ยงไว้ให้พวกท่านแล้ว” ริวตะโกนบอก และกวักมือเรียกคนของเขา “ทุกคนลากเรือของพ่อค้ามินเข้าเทียบท่า เขาและเพื่อนๆจะได้พักผ่อน” แล้วก็หัวเราะในความฉลาดของตัวเอง หลังจากที่เขาออกคำสั่งไปสักครู่ ตะขอเหล็กหลายอันก็ปลิวมาเกาะเรือของจุงโฮ และพวกโจรก็เกาะตัวเองไว้ข้างๆ โจรหลายคนว่ายน้ำมาอย่างเงียบๆ และปีนขึ้นมาบนเรือ ลูกเรือพร้อมอาวุธและคนรับใช้รีบวิ่งตรงมาล้อมรอบจุงโฮ ยุนบกและชอนซังก็พยายามจะปกป้อง แม้ว่าขณะที่โจรคนหนึ่งตัดเชือกที่ผูกผ้าใบเรือซึ่งขึงอยู่กับเสาหลักของเรือ และโจรที่เหลือก็กระจายตัวไปควบคุมเรือ

“จำเป็นด้วยหรือ ท่านหัวหน้าริว หากท่านต้องการจะดื่มกับข้า แน่นอน ไปที่ฝั่งกันก็ได้” จุงโฮยิ้มและหันไปมองลูกเรือของเขาและยักคิ้วให้ เพื่อส่งสัญญานไม่ให้พวกเขาทำอะไรชั่วขณะ โจรทั้งหลายรีบเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว พวกเขาลากเรือของพ่อค้าเข้าไปใกล้ฝั่งมากขึ้น และบันไดเรือก็เรีมลดต่ำลง ท่ามกลางเสียงตะโกนและท่าทางข่มขู่ของโจร จุงโฮก็ยังไม่ก้าวลงไปยังฝั่ง ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงโคมไฟนำทาง รอบๆ ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เหมือนฝัน หัวหน้าโจก็ไม่รีบเร่งที่จะเริ่มการต่อสู้ เขามั่นใจว่าเขาเหนือกว่า ดังนั้น ทั้งสองจึงยืนกันอยู่คนละฝั่ง ยุนบกไม่แน่ใจว่า เขาจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เขาไม่มีอาวุธในมือและแม้ว่าเขาจะมี เขาก็แน่ใจว่า เขาจะเอาชีวิตรอดจากความวุ่นวายนี้ได้ ราวกับว่า ชอนซังจะอ่านความคิดของยุบกออก เขาจึงขยับตัวเข้ามาเพื่อป้องกันยุนบก

“เป็นไงบ้าง พ่อค้ามินจะทิ้งสินค้าเหล่านี้หรือจะยอมแลกด้วยชีวิตอันมีค่าของท่าน” หัวหน้าโจร ซึ่งรายล้อมด้วยผู้ติดตาม ยืนวางท่าใหญ่โตอยู่บนกราบเรือ และตะโกนใส่จุงโฮ โดยที่มือทั้งสองเท้าสะเอวอยู่ มีดาบโค้งห้อยอยู่ที่เอว

“ฮะฮ่า หัวหน้าริว ไม่ว่ายังไงก็ตาม เราก็ยังคงเป็นเพื่อนกัน ได้ยินว่าท่านได้ข้อตกลงทางการค้าที่ดีมากจากตระกูลริว (ซึ่งไม่ใช่โจร “ริว” ที่เป็นหัวหน้าโจร) แล้วทำไมท่านยังไม่พอใจอีกรึ เป็นไปได้ไหมที่จะเมตตาเรา” ดูเหมือนกับว่า จุงโฮพยายามจะเจรจา อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงจ้องมอง และมองต่อไปด้วยความสงบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ยุนบกเริ่มไม่ไว้วางใจในการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าจุงโฮมักจะวางแผนการเจรจาบางอย่างไว้แล้ว แต่ยุนบกก็ยังคงรู้สึกเครียด และเขาก็พยายามจะระวังตัวไว้ เผื่อเกิดสถานการณ์ที่เกินควบคุม

“ฮ่าฮ่าฮ่า นี่เป็นเรื่องน่าขันที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมา พ่อค้ามิน ทั้งท่านและข้าเป็นพ่อค้า เราต่างเล่นเกมส์ ชื่อ ผลประโยชน์ ถ้ายิ่งบรรลุถึงผลประโยชน์มากเท่าไหร่ รายได้ก็มากเท่านั้น มันก็จะทำให้ชื่อเสียงในฐานะพ่อค้าของเราดีขึ้น แล้วเราจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปงั้นหรือ ดูเหมือนว่าท่านตัดสินใจแล้วว่าจะรักษาสินค้าของท่านไว้ แม้ว่ามันจะต้องอุทิศตัวเองก็ตาม งั้นข้าก็จะทำตามความปรารถนาของท่าน” หัวหน้าริวโบกมือใหญ่ๆของเขา เพื่อส่งสัญญาณให้ลูกน้องเริ่มดำเนินการได้ กลุ่มโจรรอบๆตัวเขาเริ่มเคลื่อนตัวมายังคนที่รายล้อมจุงโฮอยู่ และเริ่มขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

“ช้าก่อน” จุงโฮตะโกน “ท่านแน่ใจหรือว่าท่านจะไม่เสียใจกับการตัดสินใจของท่าน”
เขาหรี่ตาเล็กลงขณะที่ตวัดสายตาไปที่บนฝั่ง

“ความตายอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว แต่เจ้ายังคงฝืนที่จะเผชิญหน้ากับความจริงงั้นหรือ” หัวหน้าริวหัวเราะ “พี่น้อง ไม่จำเป็นที่จะมายับยั้งอีกแล้ว ช่วยตัวท่านเองเถอะ เรือที่เต็มไปด้วยสินค้าและเงินลำนี้จะต้องเป็นของเรา ลุย!”

“ดีแล้ว และข้าก็จะไม่หันหลังกลับแน่นอน” จุงโฮตะโกนและปาถ้วยเหล้าที่ถือไว้ไปยังต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆกับฝั่ง ชั่วครู่เดียวเท่านั้น เขาตะโกนคำว่า “กลับ” ก็มีเสียงแห่งความไม่พอใจ เสียงดังและเสียงกรีดร้องจากความทุกข์ทรมาน ยุนบกมองไปฝั่งตรงข้ามของจุงโฮและชอนซัง ซึ่งทั้งสองกำลังต่อสู้ป้องกันตัว หัวหน้าโจรซึ่งยโสโอหังเหลือเกินเมื่อครู่นี้ นอนอยู่บนดาดฟ้า ลูกธนูพุ่งตรงมาที่หน้าอกของเขา โดนหัวใจพอดี ส่วนโจรที่เหลือตกตะลึงงันอยู่ชั่วขณะ พวกเขาคาดไม่ถึงว่าจะมีการซุ่มโจมตีเช่นนี้ มีเสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความโกรธและทั้งสองกลุ่มก็พุ่งตรงเข้าไปต่อสู้กัน เกิดความโกลาหลอลหม่าน กลุ่มโจรที่อยู่บนเรือเริ่มจู่โจม ดาบเหล็กฟาดฟันกันไปมา มีทั้งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและความกลัว เสียงคำรามด้วยความโกรธ ปะปนกันไปหมด ยุนบกหลบเลี่ยงอาวุธที่มาทางเขา จุงโฮดึงยุนบกให้หลบข้างหลัง ตอนนี้ตัวเขามีดาบอยู่ในมือเพื่อต่อสู้และป้องกัน คนของเขาเริ่มกดดันพวกโจรให้ล่าถอย โอกาสเริ่มเป็นของพวกเขาแล้วพวกโจรที่ยังมีชีวิตอยู่เริ่มเผ่นหนี

บางคนพยายามที่จะถอยไปยังเรือลำเล็กของพวกเขา แล้วสัญญาณบอกไฟไหม้ก็ดังขึ้น กลุ่มคนติดอาวุธกลุ่มที่สามปรากฏขึ้นในทุกทิศทางพร้อมกับเสียงดังแสบแก้วหู สร้างความยุ่งเหยิงและความกลัวให้กับเหล่าโจรเป็นอย่างมาก ไม่นานนัก เสียงร้องของการต่อสู้เริ่มลดลง คนเหล่านั้นที่ถูกจับเริ่มร้องขอความเมตตา และมีอีกกลุ่มพยายามจะว่ายน้ำหนีท่ามกลางความชุลมุน ต่างถูกจับและลากเข้าฝั่ง ทันใดนั้นยุนบกก็เริ่มเข้าใจว่ายังมีคนที่ซ่อนตัวอยู่ในน้ำอีก ในไม่ช้าการต่อสู้ก็สิ้นสุดลง มีเพียงเสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงร้องของผู้บาดเจ็บ ยุนบกรู้สึกคลื่นไส้ เมื่อเห็นซากศพที่นอนเกลื่อนกลาด ทั้งบนเรือทั้งสองลำและที่ชายหาด เลือดไหลนองเต็มพื้นดาดฟ้า บางคนตายด้วยคมดาบ บ้างตายด้วยลูกธนูที่ปักอยู่ตามร่างกาย ลูกเรือ คนรับใช้ และผู้ช่วยที่ไม่รู้จักชื่อ เริ่มช่วยกันขนย้ายศพไปยังชายฝั่ง รวมไปถึงอาวุธที่กองสูงท่วม รวมถึงพยายามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

“พี่มิน พี่ยูน ท่านทั้งสองยังอยู่ดีไหม” เสียงใสๆ น่าฟังราวเสียงนกไนติงเกล ถามดังขึ้นมา ขณะที่ยุนบกกำลังจะก้าวไปยังสะพานลงเรือ จึงหันไปมองที่มาของเสียง เห็นเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ใส่หมวกที่ทำจากหนังหมาจิ้งจอก เสื้อคลุมขนมิ้งพาดทับอยู่บนชุดเดินทางกลางคืน รองเท้าบู้ทหนังสีขาว มีคันธนูอยู่ในมือพร้อมกระบอกบรรจุลูกธนูพาดอยู่กลางหลัง

“ไง สาวน้อย ทักษะการยิงธนูของเจ้านับวันจะดีขึ้นเรื่อยๆ” ชอนซังยิ้มกว้างต้อนรับนาง ยุนบกกระพริบตาด้วยความประหลาดใจแล้วยิ้มให้ เปรียบเทียบตัวเองกับสาวน้อยผู้นี้

“ห้ามเรียกข้าว่า สาวน้อยอีกต่อไป ปีนี้ข้าอายุสิบเก้าปีแล้วนะคะ พี่ยูน ข้าคอยท่านบนต้นไม้นั้นตั้งนาน ทำไมท่านถึงต้องเจรจาอะไรกันมากมาย กว่าจะบอกให้ข้าเริ่มดำเนินการได้ล่ะ” นางถอดหมวกออก ยุนบกสังเกตเห็น ผมยาวสีดำของนางถูกถักเป็นเปียพันไว้รอบคอ นางมีดวงตาที่กลมโตกลิ้งไปกลิ้งมาจากซ้ายไปขวา ราวกับมองสำรวจสิ่งที่อยู่รอบๆ ตลอดเวลา ผิวสีขาวของนางช่างเข้ากันกับริมฝีปากสีแดงเสียจริง ขณะที่คิ้วเข้มหนาทั้งคู่เสริมให้รู้สึกว่านางเป็นคนไม่กลัวใคร

“เย่ นี่คงจะเป็นพี่ “หนอนหนังสือ” ที่พี่ยูนพูดถึงละสิ” สาวน้อยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ขณะที่จ้องมองยุนบก ซึ่งมองตอบกลับด้วยความงง และเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย

“ฮ่าฮ่า “หนอนหนังสือ” ชอนซัง หมายความว่าไงเนี่ย” จุงโฮหัวเราะ เขาเดาว่า น้องเขยของเขาต้องเคยเล่าอะไรให้เด็กสาวคนนี้ฟัง

“หนอนหนังสือคนที่ต้องการจะอยู่เคียงข้างหลุมฝังศพของนางอันเป็นที่รัก ใช่เขาหรือไม่” ข้อเท็จจริงที่แม่นางน้อยพูดทำให้ยุนบกเขินอายเล็กน้อยและหัวเราะแบบฝืดๆ ทำเป็นไม่สนใจความอยากรู้อยากเห็นของสาวน้อยผู้นี้

“นี่ เอ่อ ชูวววววว์” ชอนซังรีบพยายามสบตากับเด็กสาวเพื่อให้นางสงบปากสงบคำ ขณะที่หันไปส่งยิ้มให้ยุนบกเพื่อขอโทษ

“เขาไม่ได้เป็นแค่หนอนหนังสือนะ เขายังเป็นบัณฑิตที่เสียสละ ไว้ใจได้ รอบคอบและมีความสามารถมาก นี่น้องชายข้าชื่อ ซอ” จุงโฮแนะนำยุนบกให้เด็กสาว พร้อมกับตบไหล่ “แล้ววันนี้ท่านพ่อของเจ้าไม่มารึ” เขาถาม “และนี่คิม ยุน ลูกสาวของเพื่อนข้า” เขาบอกยุนบก”

“ไม่ได้มาค่ะ พ่อข้าและลุงสามกับกลุ่มที่สองกำลังรออยู่ที่จุดซุ่มโจมตีอื่น พ่อข้าบอกว่า หัวหน้าริวเจ้าเล่ห์มาก มันขโมยของของพ่อค้าตระกูลริวที่นี่ และในคราวนี้อาจจะเปลี่ยนไปหาสถานที่อื่น ดังนั้นเราจึงเตรียมการรับมือไว้ แต่ในที่สุด เขากล้าที่จะปล้นที่เดิม ข้าและลุงเลยจัดการมันแทน” แม้ว่าตอนที่นางกำลังพูดอยู่ นางก็จะจ้องมาที่ยุนบก ผู้ซึ่งทำเป็นไม่ได้สนใจนาง และมองดูการทำงานบนชายฝั่ง โจรที่รอดชีวิตได้รับการเยียวยาและถูกต้อนไปรวมกัน

“ไว้ชีวิตข้าด้วย ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด ข้ายังต้องดูแลแม่วัย 70 ปี” ขณะที่พวกจุงโฮกำลังพูดคุยกันอยู่ และได้ยินเสียงอ้อนวอนของกลุ่มโจรที่อยู่บนหาด ดังนั้น พวกเขาจึงเดินไปยังชายหาดเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น เหล่าโจรทั้งหลายอยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น พวกเขาโดนปลดอาวุธ บาดเจ็บ สกปรก และไร้ระเบียบ พวกเขาส่งสายตาแสดงความรู้สึกเสียใจ ขณะที่คุกเข่าลงบนพื้นทราย

“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าเรื่องราวมันจะจบลงเช่นนี้ ทำไมเจ้ายังคงเลือกที่จะเดินเส้นทางนี้ เจ้าไม่ได้คิดถึงเมียและลูกของคนที่เจ้าฆ่าหรือ” แม่นางถาม ขณะที่ก้าวตรงไปและมองไปยังโจรคนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่ข้างๆพวกเขา ตัวเขาสั่นและกำหน้าอกไว้ราวกับกำลังเจ็บปวด
ชายผู้นั้นแหงนหน้ามองด้วยความโกรธเกรี้ยว

“เจ้า เจ้า ข้าต้องแก้แค้นให้พี่ใหญ่ของข้า ในชั่วพริบตา เจ้าโจรคนนั้นดึงมีดสั้นออกมาจากในเสื้อของเขาและพุ่งไปที่เด็กสาว พร้อมกับคำรามออกมาด้วยความโกรธ แต่ยุนบกบังเอิญสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของโจรผู้นี้ก่อนที่เขาจะเข้าทำร้ายนาง เขาจึงปัดป้องได้ทัน

“ระวัง” ยุนบกตะโกนเตือน รีบผลักนางออกไปข้างๆ ใบมีดตวัดเฉือนผ่านข้อมือ
ยุนบก เสียงกรีดร้องอย่าเจ็บปวดดังขึ้นเมื่อชอนซังพุ่งดาบยาวไปที่หน้าอกของโจรผู้นั้น สาวน้อยซวนเซแล้วก็ตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว

“พี่ซอ พี่ซอ เป็นอย่างไรบ้าง” นางดึงข้อมือยุนบกมาตรวจดู เขารีบดึงกลับอย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นไร ไม่ได้รับบาดเจ็บ แค่แขนเสื้อขาดเล็กน้อย ข้าได้พู่กันที่ซื้อไปฝากลูกศิษย์ เก็บเอาไว้ใต้แขนเสื้อช่วยเอาไว้ ใบมีดจึงไม่บาดข้อมือข้าสักนิด” ยุนบกหน้าซีดเล็กน้อย ใบมีดเฉือนเข้ามาอย่างแรง และใกล้ข้อมือเขาจนน่ากลัว แต่เขาพยายามทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“น้องชาย วันนี้มีเรื่องให้ท่านตื่นเต้นตกใจมากมาย กลับขึ้นเรือไปดื่ม ทำใจให้สบายกันดีกว่า” จุงโฮพูดขึ้นอย่างร้อนใจ

“มัดโจรพวกนี้ไปส่งให้ท่านลุง ข้าจะอยู่กับพี่มินสักครู่” สาวน้อยพูดกับสหายนาง มีงานสังสรรค์เล็กๆ เมื่อพวกเขากลับขึ้นไปบนเรือ อีกไม่นานหลังจากนี้ เรือก็จะชักใบอีกครั้ง เดินทางต่อเพื่อกลับเกาหลี ดาดฟ้าเรือสะอาดหมดจด เมื่อเขากลับเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่ในเรือ ไม่มีร่องรอยความเสียหายที่เกิดการต่อสู้หลงเหลืออยู่เลย เมื่อพวกเขานั่งลงที่โต๊ะก็มีสาวใช้นำอาหารว่างมาต้อนรับ สาวน้อยเลือกที่นั่งถัดจากยุนบก แต่เขาว่า นางนั่งชิดเขามากเกินไปนะ

“มา น้องชายข้า เกิดเรื่องน่ากลัวสำหรับท่านมากมาย นี่สำหรับคำขอโทษจากข้า” จุงโฮยกถ้วยเหล้ามาที่ยุนบก ขณะพูด

“โธ่เอ้ย พี่ชาย เหลวไหล ข้าไม่เคยได้เห็นเหตุการณ์ตื่นเต้นหวาดเสียวอย่างนี้มาก่อน มันช่วยเปิดโลกทัศน์ของข้าจริงๆ ข้านับถือท่านอย่างยิ่งที่ท่านควบคุมอารมณ์ให้สงบได้ในสถานการณ์อย่างนั้น” ยุนบกพูดไปหัวเราะไป โดยส่วนตัวแล้วเขาคิดว่าประสบการณ์เมื่อสักครู่แค่ น่าสนุกและน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์อันตรายที่สุดที่เขาเผชิญมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตราย หนึ่ง หรือสองครั้งที่เขาไปเจอ ขณะที่ทำภารกิจวาดใบหน้าที่เป็นความลับให้กษัตริย์จองโจ

“นั่นเรียกว่า สถานการณ์อันตรายแล้วหรือคะ” สาวน้อยขัดจังหวะ “ท่านพ่อข้า กับท่านลุง ปะทะซึ่งๆ หน้ากับพวกโจรอยู่บ่อยๆ เจอเหตุร้ายมากมายที่อันตรายกว่าเมื่อครู่นัก ข้าเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว พี่ชายซอ คราวหน้าถ้าท่านอยากเห็นแบบนี้อีก มาหาข้าได้เลยนะ อืม ใช่ ขอบพระคุณ พี่ชายซอมากที่ช่วยข้าไว้ ขอข้าดูแขนท่านหน่อยนะ” นางไม่ใส่ใจมารยง มารยาท คว้าแขนยุนบก แล้วเริ่มสำรวจตรวจสอบรอยแผล นั่นทำให้ยุนบกตกใจอย่างยิ่ง

“ไม่มีอะไร ข้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย มัน มัน... ก็แค่ เอ่อ ข้าบังเอิญไปเห็นว่าเขาจะทำอะไรพอดี” ยุนบกเคอะเขินเล็กน้อย หน้าเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง พยายามดึงมือตัวเองกลับมา “ไม่เป็นอะไรจริงๆ ไม่มีอะไรเลยนอกจากเสื้อขาด ข้าไม่เจ็บ ไม่ปวด ตรงไหนเลย ขอบใจ ขอบใจ แม่นางน้อย” แต่สาวน้อยก็ยังดื้อดึงจับแขนเขาเอาไว้

“แม่นางน้อย อะไรกัน ข้าชื่อ คิม ยุน เรียกข้าว่า น้องยุนก็ได้ค่ะ จะบังเอิญหรือไม่ ข้าก็จะจดจำบุญคุณนี้ไว้” นางยิ้มให้ยุนบก ก้มหน้าลงอย่างเอียงอาย ยุนบกอ่านใจเด็กสาวออก ก็นางแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งขนาดนั้น สภาพยุนบกตอนนี้ทั้งเคอะเขิน มือไม้เกะกะเก้งก้างไปหมด แล้วก็เริ่มเขินขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่รู้จะพาตัวเองออกมาจากสภาพนี้ได้อย่างไร เขาส่งสายตามาที่จุงโฮอย่างขอร้องให้ช่วย แต่จุงโฮได้แต่มองกลับไปแบบขำๆ ไม่มีใครช่วยใครได้หรอกเรื่องแบบนี้

“โอ๊ะ พี่ชายซอ แขนเสื้อท่านขาด ให้น้องยุนเย็บให้นะคะ” ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร นางก็ปลดโบว์ที่เสื้อคลุมเขาออก เขาออกอาการตกใจสุดขีดกับความก๋ากั่นของนาง กระทั่งจุงโฮยังตะลึง ส่วนชอนซังนั่งถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ

“อ่า นี่ เอ่อ .... ไม่ต้อง ไม่จำเป็น” ยุนบกลนลานเอามือเธอออกไปอย่างสุภาพ



“ไม่ ไม่ต้องเกรงใจ ถอดเสื้อออกมาเดี๋ยวนี้ ข้าจะเย็บให้ท่านเอง ฝีมือการเย็บผ้าของข้าไม่เป็นรองใครด้วยน๊า จะบอกให้” มือของนางตอนนี้อยู่บนคอเสื้อยุนบก ส่วนเขาเอนตัวหนีอย่างสุดชีวิต ริมฝีปากจุงโฮกระตุกยิ้ม เขาซ่อนยิ้มไว้หลังถ้วยเหล้า ขณะที่ชอนซังมองด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว

“ไม่ต้องจริงๆ....” ยุนบกไม่สามารถรับมือกับสาวน้อยหัวรั้นคนนี้ได้ ตอนนี้ทั้งสองกำลังเล่นชักเย่อ คนหนึ่งพยายามสู้แบบสุภาพนุ่มนวล ขณะที่อีกคนออกแรงดึงอย่างจริงจัง
ในที่สุด เสื้อคลุมเขาก็ถูกถอดออกด้วยการดึงแบบไม่ปราณีปราศรัย เสื้อแทบจะถูกถอดออกทางหัว

“พี่ชายมิน พี่ชายยุน พี่ชายซอ ดื่มเหล้ากันไปก่อนนะคะ ข้าจะเข้าไปในห้องหาเข็มกับด้าย เย็บเสื้อให้พี่ชายซอ พี่ชายซอเดี๋ยวข้ากลับมาน๊า” นางถือเสื้อคลุมของยุนบกด้วยท่าทางเหมือนชนะรางวัล แล้วเดินฉับๆ เข้าไปในห้อง เขาจึงค่อยโล่งใจขึ้นหน่อย

“ฮึ่ม เสื้อข้าก็ขาดเหมือนกัน ไม่เห็นนางจะสนใจ นี่นางขอให้ข้านำคันธนูไม้เมเปิลมาให้นาง ฮึ่ม ฮึ่ม ข้าไม่ให้นางแล้ว” ชอนซังบ่นพึมพำอย่างริษยาเมื่อเห็นนางถอยออกจากห้อง ยุนบกมองเขาอย่างประหลาดใจ แล้วหันมาสบตากับจุงโฮ ยิ้มๆ ดูเหมือนว่าชอนซังจะสนใจสาวน้อยคนนี้ นั่นเป็นผลดีกับยุนบก ถ้าเขาสามารถหันเหความสนใจของนางไปที่ชอนซัง เขาก็จะไม่โดนรบกวนอีก

“พี่มิน วันนี้เหมือนท่านจะรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องเจอพวกโจร ข้ายังจับต้นชนปลายไม่ถูก” ยุนบกพูดพลางจิบเหล้า เลิกเอาใจใส่เรื่องของสาวน้อย

“ข้าต้องขอโทษท่านจริงๆ ที่จริงก่อนหน้านี้ข้าได้มาเจรจากับบิดาของแม่นางน้อย และท่านลุงคิม ไว้แล้ว เราตกลงว่าจะทำเหมือนตกเป็นเหยื่อขณะที่ทางนั้นก็จะซุ่มโจมตี ถ้วยเหล้าคือสัญญาณสั่งโจมตี การพักแรมค้างคืนตลอดการเดินทางได้วางแผนไว้หมดแล้ว รวมทั้งมีการกระจายข่าวออกไปด้วยว่า การค้าของเรามีกำไรมหาศาล พวกโจรก็เหมือนแมวได้กลิ่นปลาย่าง ดังนั้นทุกๆ อย่างจึงดำเนินไปตามแผน มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างล่อแหลม เรากลัวว่าท่านจะกังวล จึงไม่ได้แจ้งท่านก่อน ได้โปรดอภัยให้เรา เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ยังไงข้าและชอนซังก็จะคุ้มครองความปลอดภัยให้ท่านได้อย่างแน่นอน”จุงโฮอธิบาย ยกถ้วยเหล้าขึ้นแทนการขอโทษ

“พี่ชาย โปรดอย่าถือว่าข้าเป็นคนนอก ข้าไม่รังเกียจสิ่งที่ท่านทำอยู่แล้ว เสียดายอย่างเดียวข้าไม่มีกระดาษกับพู่กันในมือ ไม่งั้นท่านจะได้ภาพมาชื่นชมแน่”ยุนบกหัวเราะ

“พวกโจรแถวนี้ต่างเชื่อมั่นในเครือข่ายของตัวเอง ทางการไม่สามารถเข้ามาจัดการอะไรได้ เพราะพวกเขาต่างได้รับผลประโยชน์จากคนเหล่านี้ ทำให้พวกโจรยิ่งเหิมเกริมขึ้นทุกวัน พวกมันไม่เพียงแต่ขโมยของของพวกพ่อค้าเท่านั้น พวกมันยังไปรุกรานพวกคนจน ซึ่งข้ามชายแดนมาเพื่อทำไร่ไถ่นาเพื่อยังชีพ นับตั้งแต่นั้นมา มันไม่มีทางเลือก ลุงคิมและคนอื่นๆ จึงจำเป็นต้องหาคนมาเพื่อเป็นทหารอาสาสมัคร และจัดการกับพวกโจรในช่วงเวลาว่างเมื่อพวกเขาไม่ได้ยุ่งอยู่กับการทำไร่” จุงโฮอธิบาย


“เช่นนี้นี่เอง ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้นะ”



“น้องชาย ทำไมบรรดาพระญาติวงศ์ และข้าราชการจึงเป็นอย่างนั้น เมื่อมีการแย่งชิงอิทธิพลและอำนาจ พวกเขากล่าวว่า มันเป็นแนวทางทางการเมือง แต่จริงๆแล้ว ก็เพียงแค่ต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากประเทศ มีพ่อค้าบางคนซี่งร่วมมือกันทำในนามทางการทูต ซึ่งได้รับเอกสิทธิทางการค้า “Ba Bao” อย่างเงียบๆ และก็มีกลุ่มพ่อค้าบางกลุ่มที่ลักลอบนำเข้าสินค้าบางชนิดโดยไม่เสียภาษี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็คือคำว่า “ผลประโยชน์” เราอย่าคุยกันเรื่อง reading materials ซึ่งข้าตีราคาไว้สูงมาก แม้ว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเพียงการค้าสำหรับพวกเขา แล้วพวกนักศึกษาที่มีความรู้จะนำพาประเทศไปได้อย่างไร พวกเขาเป็นเพียงนักธุรกิจที่ไม่มีจรรยาบรรณ ซึ่งต้องการแต่จะกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศ และสิ่งนี้แหละเป็นเหตุให้ประชาชนต้องเดือดร้อน” จุงโฮถอนหายใจอย่างแรง

“ข้ารู้ และไม่แปลกใจเลยที่คนเหล่านั้นรวมไปถึงในวังกำลังทำตามๆกัน นั่นแหละสิ่งที่เรียกว่า “ผลประโยชน์” ยุนบกคิดไปถึงการแข่งขันที่ ซึ่งจัดขึ้นที่ สำนักศิลป์ ตอนที่เขาเป็นนักเรียนเพื่อสอบเข้าเป็นช่างเขียนหลวง “พวกเขาต่อสู้กันอย่างหนักเพื่อจะดำรงไว้ซึ่งตำแหน่งในสำนักศิลป์ นอกจากอาจารย์ทันวอนที่รักภาพวาดยิ่งชีวิตแล้วเขาไม่เห็นใครที่มีใส่ใจถึงความหมายจริงๆ ของภาพวาดเลย นับจากพ่อของเขาที่โดนลอบสังหาร ตัวเขาที่ตกอยู่ในสภาพเร่ร่อน ไร้หลักแหล่ง ทั้งหมดล้วนสังเวยการแย่งชิงอำนาจ

“พวกท่านเพิ่งจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อสักครู่นี้เอง ทำไมถึงดูไม่สบายใจกันอีกแล้วล่ะคะ” สาวน้อยยุนย่องออกจากห้องพักด้านใน แล้วมานั่งชิดยุนบก นางดึงแขนเขา แล้วกล่าวว่า พี่ชายซอ ดูสิ ฝีมือการเย็บของข้าเป็นอย่างไรบ้างนางยื่นเสื้อคลุมให้เขาดู ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหล้าหรือเพราะว่าเขารู้สึกอึดอัดที่ถูกสาวน้อยดึงไว้ ยุนบกมีเหงื่อซึมออกมาที่หน้าผาก เขารีบเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อ ขณะที่เขารับเสื้อคลุมมาจาก คิม ยุน เขาแทบจะกลั้นยิ้มไม่ไหวที่เห็นฝีมือการเย็บของนางที่ค่อนข้างจะ “ดี” เขาไม่รู้ว่านางเย็บอย่างไร แต่รอยขาดที่แขนเสื้อแม้ถูกเย็บติดกันแล้ว แต่ฝีเข็มมันบิดเบี้ยวไปมา บ้างก็แน่นเกินไป บ้างก็หลวมเกินไป ทำให้แขนเสื้อเขาดูยู่ยี่ยับย่น

“โอ๊ะ รอยเย็บมันเบี้ยวนี่ พี่ชายซอ ช่วยถอดออกอีกทีนะคะ คราวนี้ข้าจะเย็บให้สวยขึ้น” ยุนพูดขึ้นมาอย่างตกใจหลังจากได้เห็นฝีมือการเย็บของตัวเอง ชอนซังลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงที่บริเวณหัวเรือ

“ไม่ต้อง ไม่ต้อง มันดีพอแล้ว ดีมากๆ ด้วย ฝีมือน้องยูน เอ่อ เอ่อ ค่อนข้างดีทีเดียว ขอบใจมาก ขอบใจมาก” ยุนบกหลบเลี่ยงไม่ให้นางมาถึงตัว เมื่อได้ยินว่านางต้องการจะเอาเสื้อไปเย็บใหม่อีกรอบ เขาก็รีบลุกขึ้นตามชอนซังไป แต่ คิม ยุน ก็ยังไม่ละความพยายาม นางตามยุนบกไปอีก เมื่อจุงโฮเห็นว่า ยุนบกพยายามหลบเลี่ยงสาวน้อย เขาก็ได้แต่ยิ้มพลางส่ายหน้า ถ้าไม่เกรงใจว่ายุนบกจะเคือง เขาก็อยากจะหัวเราะดังๆ ให้สะใจ

“คิม ยุน ดูคนบนฝั่งตรงโน้นสิ นั่นกลุ่มของท่านพ่อและท่านลุงเจ้าใช่ไหม” ชอนซังตะโกนถามจากหัวเรือเพื่อช่วยเหลือยุนบก

“เอ่อ ใช่แล้ว ท่านพ่อ ท่านพ่อ ข้าอยู่นี่” ยุนรีบวิ่งไปยังหัวเรือและจ้องดูจากที่ไกลๆ พร้อมกับโบกมือให้ และแน่นอนกลุ่มคนจากฝั่งตรงข้ามก็โบกมือตอบกลับมาพร้อมกับคบไฟที่จุดสว่าง ยุนบกกลับมาที่โต๊ะ โล่งอกที่สามารถสลัดสาวน้อยผู้นั้นออกไปได้ เขาส่ายหัวพร้อมกับยิ้มอย่างขมขื่น และกล่าวว่า “จริงๆ แล้วสาวน้อยคนนี้เป็น.....” เมื่อเขามองแขนเสื้อที่ยู่ยี่ เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี แล้วเขาก็มาสังเกตผ้าเช็ดหน้าในมือ ซึ่งปักลายดอกไม้และผีเสื้อ และกล่าวว่า “มือของหญิงสาวในโลกนี้ช่างแตกต่างกันซะเหลือเกิน” ชอนซังเดินเข้ามาอย่างร่าเริง

“โอ้ เราใกล้จะถึงบ้านเต็มทีแล้วอีกเพียงไม่กี่อาทิตย์ พี่สาวจะต้องเตรียมอาหารไว้ให้พวกเราแล้วเป็นแน่ ข้าคิดถึงข้าวและซุปจากร้านริมถนน กลิ่นของมันช่างหอมจริงๆ โอ้ น้องซอ เจ้าอยากกินอะไร” ชอนซังคล้ายเด็กตะกละ ขณะที่เขาคิดถึงอาหารดีๆ ที่บ้าน

“โอ้ว ข้าอยากกินข้าวปั้นที่บกน้อยเอามาจากบ้าน มันช่างน่าอร่อยเหลือเกิน” ยุนบกคิดถึงเด็กชาย แล้วเขาก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมอยู่ๆ เขาก็คิดถึงหญิงสาวที่ต้องดูแลคนชราและเด็กน้อยแต่เพียงลำพัง

#จบตอนที่ 8#


Create Date : 03 ธันวาคม 2552
Last Update : 12 มกราคม 2553 15:30:03 น. 2 comments
Counter : 1236 Pageviews.

 
Thank you very much for Shin Yoon Buk2.


โดย: doydoy IP: 110.164.60.127 วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:2:22:26 น.  

 
ขอปิดคอมเม้นท์ทุกหน้านะคะ ไปใช้หน้าแรกหน้าเดียวค่ะ (ภาพวาดภาพที่ 1)


โดย: Won won IP: 125.26.193.243 วันที่: 8 ธันวาคม 2552 เวลา:10:14:28 น.  

albatross11
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




รักกันเพียงใดก็ต้องพลัดพราก หวงไว้เพียงใดก็ต้องจำจาก ข้ามาคนเดียวข้าไปคนเดียว ไม่มีใครเป็นอะไรของใคร ต่างคนมาต่างคนไป ยิ่งยึดยิ่งทุกข์ ปล่อยวางได้จึงเบาสบาย... เมื่อปัญญาแจ่มแจ้งจะสลัดคืน เมื่อมาจากดิน ท้ายที่สุดก็สลายกลายเป็นดิน ยึดเอาไว้ก็ได้แต่ทุกข์ตอบแทน อยากโง่ก็ยึดต่อไป คิดได้ก็วางเสีย พุทธทาสภิกขุ............ .............................. .............................. ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจนั้น เป็นเรื่องทรมานยิ่ง และเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งสุดวิสัย... ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...พุทธโอวาท --------------------------- พระราชดำรัส ในรัชกาลที่ 7 เมื่อทรงสละพระราชสมบัติ เพื่อประชาชน ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรทั่วไป ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
Friends' blogs
[Add albatross11's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.