เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง วิธีการเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
วันนี้ตื่นแต่เช้าทั้งที ก็เลยขอเข้ามาอัพบลอก "เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง" ซักหน่อย ครั้งแรกที่ทำบลอกนี้ขึ้นมาก็เมื่อตอนเพิ่งเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นได้ 4-5เดือน ถึงวันนี้เวลาก็ล่วงเลยไป1ปีครึ่งแล้ว ก็ได้ผลสอบJ.TEST ระดับE มาไว้เตือนตัวเองให้เรียน และพยายามต่อไป เนื่องจากเราไม่มีเงินถุงเงินถังไปเรียนคอรสแพงๆ ขาดโอกาสทางด้านการเงินก็จริง แต่ความตั้งใจจริงเรามีเต็มเปี่ยม คิดแต่เพียงว่าเราโชคดีแล้วทีมีแรงควายมาใช้ในการนั่งอ่าน นั่งคัด นั่งท่อง อยู่คนเดียว เป็นอย่างนี้เพราะมักพูดกับตัวเองตลอดเวลาว่า "ภาษาญี่ปุ่นเป็นความหวังเดียว ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น" มันก็เลยจะมัวมานั่งรอให้ใครมาสอนไม่ไหวอะ ทนรอถึงชั่วโมงเรียนไม่ไหวอะ ลงมือจัดการตัวเองเลยทันที
ตัวช่วยอีก(หลาย)อย่างทีช่วยเราได้มากคือ
1.ภาษาจีน เรารู้ภาษาจีนมาบ้างในระดับกลางแผ่วๆ คือขึ้นๆลงๆไม่พัฒนาไปไหนซะที...
2.ภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เทพเหมือนกัน เพียงแต่อ่านเข้าใจ ฟังรู้ความ...
3.คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท อันนี้สำคัญที่สุดสำหรับคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง และประเภทชอนเรียนรู้และค้นคว้าด้วยตนเอง และเราได้ใช้ตัวช่วยข้อนี้ให้เกิดประโยชน์ได้สุงสุดเพราะมี2ตัวช่วยที่ว่ามา คือเราสามารถเรียนได้ตามเว็บ ซึ่งถ้าเราอ่านจากเว็บที่เค้าสอนเป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีอยู่มาก ความรู้เราก็จะกว้างออกไปอีก อีกอย่างเว็บจีนก็มีก็มีอยู่มาก เพราะทั้งฝรั่งและจีนก็นิยมเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน ติดใจเว็บจีนนี่แหละค่ะ เพราะนอกจากจะมีสื่อความรู้ดีๆเพียบ ยังโหลดได้ฟรี ไม่มีอั้น...ฮ่าๆ...
วิธีเรียนภาษาญี่ปุ่นของเจ้าของบลอก เพื่อนๆสามารถเอาไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองได้เลยคะ
1.ตั้งเป้าหมายในการเรียนภาษาญี่ปุ่น ก็คือ สอบให้ผ่านระดับ 4 ภายในปีนี้ และผ่านระดับ 3 ในปีหน้า
2.เตรียมอาวุธจำเป็นสำหรับเรียนด้วยตนเอง
1 คอมพิวเตอร์ ไม่เน้นเพงมียี่ห้ออะไร แต่ขอมีที่เก็บของเยอะหน่อย เอาไว้เก็บข้อมูลที่ดาวน์โหลดมา ดูDVDได้ ฟังCD, MP3ได้ ก็โอเค
2 อินเตอร์เน็ท ของฟรีมีจริงบนโลกอินเตอร์เน็ท สำหรับคนที่ไม่อยากจะเสียเงินอย่างเรา อินเตอร์เน็ตจึงสำคัญเราใช้แค่3เม็ก ก็ยังพอถูไถ มีโปรแกรมช่วยโหลด ก็ช่วยให้ไวได้มาก เราสั่งโหลดเรียงคิวกันเป็นร้อยๆรายการ โหลดทั้งวันทั้งคืน บางทีไม่ได้ปิดคอมเลยเกือบอาทิตย์ก็มี
3 เครื่องเล่น MP3 เราสามารถเรียนภาษาญี่ปุ่นได้ในขณะที่เราขึ้นรถเมล์ รอเพื่อน กินข้าว แม้กระทั่งนั่งอึ๊อ

โต๊ะเรียนที่รวมทุกอย่างไว้บนนี้หมดแล้ว ส่วนตัวสุดๆ
3.เสบียงแหล่งข้อมูลความรู้
1 บทเรียนไฟล์MP3 (สอนโดยชาวญี่ปุ่น อธิบายโดยภาษาอังกฤษ) ไฟล์PDF (ประกอบบทเรียน ประกอบด้วยบทสนทนา คำศัพท์ และอธิบายไวยากรณ์) ทั้งหมดทั้งปวงยกความดีให้เว็บไซต์ JapanesePod101 เราดาวน์โหลดฟรีๆมาแล้วเกือบ1,000บท มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษควบคู่กันไป ผู้บรรยาย 2-4 คน ตอบรับกันได้อย่างไม่ตะกุกตะกัก ทุกคนอารมณ์ดี ฟังแล้วลื่นหู ยิ้มไปฟังไปเลยทีเดียว
2 หนังสือเรียน 新版中日交流标准日本语 (ของสำนักพิมจีน สำหรับนักศึกษาจีน) เลือกเล่มนี้ก็เพราะว่า มีให้โหลดหนังสือฟรีในอินเตอร์เน็ท นอกจากนี้ยังมีวีดีโอ MP3 ให้ฟรีๆ อีกเพียบ บทเรียน ไม่เยิ่นเย้อ อธิบายเป็นภาษาจีน คู่กับชาวญี่ปุ่น ถึงบางทีจะงง แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ จะได้ไม่ลืมภาษาจีน (ใครอยากได้อธิบายไทย ใช้หนังสือ みんなの日本語 เรียนแทนก็ไม่เลว เพียงแค่ ไม่มีวีดีโอที่มีคนมานั่งบรรยาย)
3.หนังสืออื่นๆ
วิธีการเรียน
เราเรียนทั้งของ JapanesePod101 และหนังสือ 新版中日交流标准日本语 ควบคู่กันไปการเรียงระดับความยากง่ายของบทเรียนคล้ายๆ กัน แต่ JapanesePod101 จะเน้นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และภาษาพูดมากกว่า
1 วิธีการเรียนภาษาญี่ปุ่น JapanesePod101
- เข้าไปในเว็บไซต์ ลอกอินเพื่อโหลดไฟล์ เลือกแบ่งประเภทบทเรียนตาม Level ตั้งแต่ Newbie ไปจนถึง Upper Intermediate ในหนึ่งบทจะมีให้ทั้งไฟล์MP3และPDF บางบทจะมีวีดีโอ เราก็โหลดหมดเลย
- เริ่มเรียนจาก Level ที่ถนัด สำหรับเราเริ่มที่ Newbie เปิดไฟล์MP3เพื่อฟัง และPrint ไฟล์PDF มาดูประกอบ
- พูดตาม อ่านตาม ทำตามที่เค้าบอก จดคำศัพท์ที่อยากจะจำ ไว้ในสมุดโน้ตเล่มน้อยๆ
- เอาไฟล์MP3 ใส่ในเครื่องเล่น MP3 พกออกไปข้างนอกด้วยตลอด รอรถ นั่งรถ เดินชอปปิ้งก็เอายัดไว้ในหู ฟังบทสนทนาซ้ำๆ ทั้งที่เคยอ่านPDFมาแล้ว กับยังไม่เคยอ่าน ฟังวนไปมา จะทำให้จำได้ กลับมาบ้าน ซักผ้า ล้างจาน กวาดถูบ้าน ก็ฟังตลอด ฟังทุกที่เลย ถ้ามีเพลงภาษาญี่ปุ่นที่ชอบก็เอาใส่ไปด้วย ผ่อนคลายจากการต้องคิดตามตลอด แต่ถ้าเป็นเพลงไทยจะไม่เอาลงในเครื่องเลย เปลืองเนื้อที่และไม่ได้ความรู้อะไรจากมัน
- สมุดโน้ตที่เคยจดคำศัพท์ ที่เราชอบและอยากจำ ก็พกติดตัวไป ถ้าแบตหมดตอนรถติด เราก็หยิบขึ้นมาอ่านแก้เซ็ง เรียกได้ว่าถ้าไม่เบื่อก็เรียนได้ตลอดเวลา

- บทที่เราจำได้แล้ว แบบแทบจะท่องได้เลย ก็เรียนบทต่อไป 1 บทเราจะใช้เวลาฟัง 6-7 รอบ ทั้ง ก่อน และหลัง การอ่านPDF 1-2 ครั้ง ถ้าทำแบบนี้ทุกวันจะเรียนได้ 8-10 บท/สัปดาห์ แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้ทำทุกวันหรอ ฮ่า ๆ
2 วิธีการเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยใช้หนังสือ 新版中日交流标准日本语***
*** หรือจะใช้หนังสือ みんなの日本語 แทนก็ได้นะ แปลไทยไว้เรียบร้อย สะดวกดี แต่ที่ไทยเราจะมีขายเฉพาะหนังสือเรียนกับซีดี ของจริงเขามีแบบฝึกหัดต่างๆ แยกออกไปอีก
- การเรียนของแต่ละบทจะเริ่มจาก ฟัง MP3 คำศัพท์ และดูตัวอักษรตามหลายรอบ คันจิไม่ใช่เรื่องยาก จำไปเลย เขียนไปเลย แรกๆ ถ้ายังจำเสียงไม่ได้ก็เขียนไว้
- จำคำศัพท์ได้แล้วก็เข้าบทเรียน เปิดวีดีโอดูประกอบตามไปด้วย ที่โหลดมาเค้าอธิบายรวบรัดมาก แค่ 20-30 นาที แต่ก็ไม่มีใครห้ามฟังซ้ำหนิ มีเวลาก็ดูซ้ำบ่อยๆ
- เปิดโปรแกรมมัลติมิเดียที่มีคู่กับแบบเรียนชุดนี้ ก็โหลดมาฟรีเหมือนกันแหละ มีอธิบายเป็นภาษาจีนอีกแบบละเอียดกว่า มีรูปภาพ แบบฝึกหัด มัลติมิเดีย ข้อมูลทั่วไป เราก็ทำแล้วลอกลงสมุดเส้น 80 แผ่น ธรรมดา เผื่อว่าไม่ได้เปิดคอมก็มีแบบฝึกหัดทำแก้เซ็ง

- หากระดาษ A4 สีต่างๆ มาพับครึ่ง แล้วพับอีกครึ่ง แล้วพับอีกครึ่ง ให้เล็กตามใจชอบ แล้วตัด จะได้บัตรคำศัพท์หลายใบ เอาคำศัพท์บทที่เรียนผ่านๆมาเขียนลงไป ทำออกมาให้น่ารัก สีสันสดใส เพราะมันจะอยากทำอีกบ้าบอไปคนเดียว ตอนนี้เราก็มีเป็นกล่องใหญ่เลย ทำเหมือนเป็นของสะสมอย่างนึงไปเลย อ่านทุกคืนก่อนนอน โดยการสุ่มหยิบขึ้นมา ใบไหนอ่านได้ก็แยกกอง อ่านยังไม่ได้ก็เอาขึ้นมาอ่านอีกรอบ จนกระดาษ80แกรม เบินไปเลย ทำเอง อ่านเอง จำได้ชัวร์


บางคนท่องศัพท์ยังไงก็จำไม่ได้ซักที ลองวิธีนี้ซิคะ
1."เจอศัพท์ใหม่เมื่อไหร่ ไม่ต้องท่อง ให้จำไปเลย"
อย่างเช่นคำว่ากิน ไม่ต้องท่องว่า ทาเบรุ แปลว่ากิน
แต่ให้จำไว้เลยว่า พูดถึงทาเบรุ ต้องนึกถึงอาการตักอาหารบางอย่างเข้าปาก
แบมือข้างหนึ่ง แล้วใช้มืออีกข้าง ทำเหมือนกำลังตักข้าวจากมืออีกข้างเข้าปาก
พร้อมกับพูดมันคนเดียวดังๆ ไปเลยว่า ทาเบรุ ทาเบรุ ทาเบรุ กูกำลังทาเบรุ เป็นต้น
2. "เทียบเสียงเล่นๆขำๆ"อย่างเช่น
熱いatsui ร้อน มันออกเสียง อะจึ๊ยๆ เหมือนเวลาเราจับของร้นแล้วสะดุ้ง ร้องอะจึ๊ยๆ
野菜 yasai ผัก ออกเสียงเหมือน อย่าใส่ๆ เพราะไม่ชอบกินผัก เวลาสั่งข้าว ก็ต้องบอกเค้าว่า อย่าใส่=ผัก
かいだんkaidan บันได ก็จำว่า คัยดัน บันได (คำคล้อง) หรือ ใครดันบันได(วะ) ก็ได้
図書館 tosyokan ห้องสมุด คำนี้เสียงคล้ายภาษาจีนคือ ถูชูกว่าน ความหมายก็เหมือนกัน และยังมีอีกหลายคำที่เสียงคล้ายภาษาจีน และความหมายใกล้เคียงกัน นับว่าคนที่รู้ภาษาจีนก็เป็นประโยน์แก่การจำมากเลยทีเดียว
3.อย่าจริงจัง อย่าเครียดเกิน
เรื่องธรรมดามากๆที่คนเรียนภาษาต่างประเทศในสภาพแวดล้อมไทยๆ จะจำศัพท์ไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นไม่ต้องไปยัดเข้าหัวมันทั้งหมดทีเดียว แค่เราจำได้ว่าคำนี้ยังไม่ได้เรียน หรือจำได้ว่าเรียนไปแล้วแต่จำคำอ่านไม่ได้ นี่ก็ถึอว่าเราจำได้ดีแล้ว คือมันก็ยังดีกว่าจำคำอ่านก็ไม่ได้ เรียนผ่านไปหรือยังก็ไม่รู้อะ
นอกจากนี้ยังฟังเพลงญี่ปุ่นที่เพราะๆ ดูหนัง ละคร การ์ตูนภาษาญี่ปุ่น บางทีชอบเรื่องไหนก็แอบเปิดซับไทย เพราะอยากรู้เรื่อง แต่ปกติไม่ชอบดูละคร กับการ์ตูนญี่ปุ่น ก็เปิดให้มันพูด ไปไม่ค่อยสนใจ จับใจความไม่ได้ แต่ก็ได้ยินพวกคำในชีวิตประจำวันต่างๆ คำอุทาน และสำเนียง ก็มีประโยชน์ไม่น้อย
สรุป
ข้อดีของการเรียนด้วยตัวเองคือ
- เรียนและได้ความรู้มากเท่าที่ความตั้งใจและพยายามของเรามี
- เร็วกว่าเรียนในห้องเรียน ตรงไหนเรารู้ เข้าใจดีแล้วก็ผ่าน อีกอย่างคันจิเราได้แล้ว แค่ศึกษาความต่าง จะให้มานั่งขีดเส้นตามครูอีกก็คงเบื่อ เพราะค่าเรียนที่จ่ายไปคิดเป็นชั่วโมง ก็ไม่น้อย แต่กลับมาเสียเวลากับสิ่งที่ฝึกฝนเอง เรียนรู้เองที่บ้านได้ คนมีเงินอาจจะเรื่อยเปื่อยสบายๆไม่คิดมาก แต่เราต้องการเรียนจริง แต่ไม่มีเงินพอ ก็คิดเล็กคิดน้อยอย่างนี้แหละ
ข้อเสียของการเรียนด้วยตัวเอง
- ไม่มีครูให้ถาม
- ฟังอย่างเดียว ไม่มีโอกาสพูด หรือทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ
- ถ้าจำผิดๆ เข้าใจผิดๆ มันก็จะผิดไปตลอด
สุดท้ายฝากไว้
เราไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างงัย แต่เราถือคติว่า
เปิ้นเหนี่ยวเชียนเฟย 笨鸟先飞 >>> ด้อยโอกาสกว่าคนอื่น ต้องขยันกว่าคนอื่นหลายเท่า
อยากเรียนอยากรู้ ไม่ต้องรอใครมาสอนมาบอก ออกตัวก่อน ถึงเส้นชัยก่อน
สำหรับเพื่อนๆ ที่ฝากเมลไว้ให้ ต้องขออภัยจริงๆ ส่งไม่ได้ค่ะ ไฟล์ใหญ่เกิน อีกอย่างไม่มีเวลาพอที่จะอับโหลดให้ทุกบท เพราะมันมีมากเหลือเกินค่ะ ทั้งหมดทั้งปวงก็ประมาณ4กิ๊ก ถ้าอยากได้จริงๆ เราจะไลท์ลงแผ่นดีวีดีให้ ฝากชื่อที่อยู่ไว้หลังไมค์ได้ค่ะ
ปล.ดีวีดีแค่แผ่นละไม่กี่สิบบาท เราไม่หวังผลตอบแทนอะไรคะ ขอแค่เป็นเพื่อนเรียนด้วยกันไปนานๆ แลกเปลี่ยนความรู้กัน คุยกันได้นะคะ