Group Blog
 
All Blogs
 

หนึ่งในล้าน

เปิ้ลเป็นพี่คนโตมีน้องอีกห้าคนรวมเป็นหก พ่อแม่เป็นคนจีนยุคเก่ามีลูกหลายคน เป็นคนจีนยุคเก่าที่มีหัวก้าวหน้า ลูกๆทั้งหกคนรวมทั้งเปิ้ลล้วนเป็นเด็กที่มีลักษณะเด่นข่มด้อย ขัดแย้งกับกฎทางพันธุกรรมที่ผมเคยเรียนมาตอนสมันเด็กๆ ที่บอกว่าทุกๆ4คนจะต้องมีด้อยอย่างน้อยหนึ่งคน นี่ปาเข้าไปหกคนตั้งแต่เกิดจวบจนวันนี้ที่อายุแต่ละคนราว24-33 ขวบเข้าไปแล้ว แต่ละคนต่างมีลักษณะเด่นและด้อยต่างกันไป แต่ทุกคนจะเป็นแนวเด่นข่มด้อยทั้งสิ้น ไม่น่าเชื่อครับ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในทางวิทยาศาสตร์ และหาศาสตร์อื่นๆมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถือเป็นครอบครัวที่น่านำมาเป็นกรณีศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

พ่อเปิ้ลเป็นคนไทยเชื้อสายจีนขนานแท้ เรียนน้อย ทำงานหนัก ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ จิดใจดีงาน รู้คุณ และมีความรับผิดชอบสูง มองการไกล เชื่อมั่นใจตนเอง และมีความไฝ่สูงในจิตวิญญาน หน้าตาไม่หล่อ ตัวเตี้ย
แม่เปิ้ลเป็นสาวจีนขนานแท้ เป็นแม่บ้าน แม่เรือน เป็นช้างเท้าหลัง ใจดี อัธยาศัยดี มีน้ำใจ รับผิดชอบเรื่องในบ้านทุกอย่าง เป็นทั้งแม่และเพื่อนของลูกๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทุกแบบ จะไฮโซก็ได้ จะเฉิ่มเปอะก็ดูดี มองบางมุมก็สวย บางมุมก็น่ารัก บางมุมก็ซิ้ม บางมุมก็คล้ายอาม่าตั้งแต่ยังสาว

ลักษณะเด่นและด้อยของพ่อและแม่เปิ้ลรวมกันผสมผสานผลิดงอกเงยเด็กๆ หญิง 5 ชาย 1 ออกมาดูโลกได้อย่างลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง ดังจะได้กล่าวให้เห็นแจ้งดังต่อไปนี้

เปิ้ลเป็นลูกสาวคนโต หน้าตาน่ารักตั้งแต่เด็กจนโต เป็นคนจิตใจดีงานเสมอต้นเสมอปลาย มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับทุกคน ถึงจะเป็นเด็กหัวช้าเรียนปานกลาง ไม่ค่อยทันใจผมเคยโดนผมเอาหนังสือเข็กหัวไปหลายโบ๊ก แต่ก็เรียนจบบัญชี ป.ตรี อย่างสบายๆ การเป็นพี่คนโตนั้นเหนื่อยต้้องช่วยแม่ดูแลน้องทั้งห้า เปิ้ลก็ทำได้อย่างดีและเป็นที่รักของทุกคนที่พบเห็น เป็นคนอดทน อดกลั่น ไม่ย่อท้อ ไม่ขี่เกียจ หัวทันสมัย คบกับใครไม่มากไม่มาย บางทีเปิ้ลก็ทำตัวเป็นทอมจนสาวๆหรือหนุ่มๆประเภทสองมาติดพันธ์ก็หลายคน แต่ดูไงก็ไม่เหมือนพวกทอมโหด ถ้าเปิ้ลเป็นทอมจริงก็คงเป็นทอมที่น่ารักที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก พอเปิ้ลเรียนจบก็ทำงานนอกบ้านหาประสพการณ์พักหนึ่ง แล้วเรียนต่อโทรามคำแหง จากนั้นก็มาทำธุรกิจของพ่ออย่างเต็มตัว แถมยังเปิดร้านขายล้อแม็คขยายธุรกิจในครอบครัวให้งอกเงยเพิ่มพูนขึ้นอีก ทำงานไปดูแลน้องๆไปจนอายุเข้ามาถึงวัยสามสิบหน่อยๆแล้วยังไม่มีครอบครัว แต่คิดว่าน่าจะอีกไม่นาน ผมจะคอยดูว่าหนุ่มคนไหนจะโชคดีได้ภรรยาที่แสนดีอย่างน้องเปิ้ลไปร่วมชีวิต

พุทราลูกสาวคนที่สอง ได้นิสัยแม่มาเต็มๆเป็นเด็กนิสัยเด็กกว่าอายุ สมัยม.ต้นขี้งอแง ทำอะไรเหมือนเด็กประถมต้น พูดจาเอ๋อๆเหมือนจะไม่เต็ม ยีนส์ด้อยของพ่อแม่เหมือนจะมาที่พุทราไม่น้อย แต่ช้าก่อนอย่าด่วนตัดสินใจ เปิ้ลว่าน่ารักแล้ว แต่พุทราน่ารักกว่า แถมยังมีความสวยเพิ่มเข้ามาอีก น่ารักผสมสวย สวยผสมน่ารัก ผิวขาว หุ่นดี ในยามที่ไม่เก็บไขมันส่วนเกินไว้กับตัว พุทราจะถือว่าเป็นสาวสวยคนหนึ่งประจำหมู่บ้านเลยทีเดียวจะบอกให้ แถมในความดูเอ๋อๆกลับซ่อนไว้ด้วยความคม จะพูดอะไรทีวาจาเชือดเฉือนน่าชม พุทราเป็นเด็กหัวช้าไม่ขยัน แต่มีความคิด รู้อดทน พูดรู้เรื่อง สอนรู้ฟัง จิตใจดีงาม รักพี่น้อง มีเมตรา กรุณา มุทิตา อุเบกขา รู้ว่าตัวเองเรียนไม่ค่อยเก่ง แต่ก็สามารถหาจุดลงตัวให้ตัวเองได้อย่างดี จบป.ตรี ก็ไปเรียนต่อประเทศจีน จนชำนาญด้านภาษาจีน กลับมาก็สอนภาษาจีนในมหาวิทยาลัย เป็นเด็กที่โตขึ้นแล้วแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อสายตา เป็นลูกสาวคนที่สองของครอบครัวนี้ที่ถ้าใครได้ไปเป็นภรรยาแล้วรับรองไม่มีคำว่าผิดหวัง

ลูกสาวคนที่สามชื่อจิ๋ว น้องจิ๋วจะได้หน้าตาพ่อมามากกว่าแม่ ในจำนวนพี่สาวและน้องสาวจิ๋วจะหน้าตาแปลกสุด เพราะเป็นหญิงแต่ดันหน้าตาเหมือนผู้ชายคือเหมือนท่านพ่อ จิ๋วหน้าคล้ายแมว นิสัยใจคอก็ออกจะเป็นคนแข็งกระด้าง ไม่อ่อนโยน บางอารมณ์จะทำหน้าเหมือนแมวโหด บ้างก็ทำหน้าเหมือนแมวหาเรื่องไม่ยอมใคร บ้างก็ทำหน้าดุร้ายพร้อมขย้ำ บางครั้งก็หน้าเหมือนแมวงอแงเอาแต่ใจ ชิงดีชิงเด่น บ้างก็จะทำหน้าเหมือนแมวตาตี่แสนงอน แสนฉอเลาะ จิ๋วเป็นคนแบบสบายๆไม่คิดมากมาย โกรษใครทีก็เป็นฟืนเป็นไฟ ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดจิ๋วจะหัวดีที่สุด เรียนหนังสือดีกว่าคนอื่น ได้ทั้งคำนวณและภาษา เรื่องหน้าตา นิสัยใจคออาจเป็นรองพี่น้อง แต่จิ๋วก็มีจุดเด่นเรื่องความฉลาดและรอบรู้ กล้าคิดกล้าทำ แถมข้อเสียต่างๆแต่ละเรื่องก็เป็นเรื่องที่ไม่เกินกำลังที่จะแก้ไข นิสัยใจคอก็อาศัยครอบครัวที่ดี สังคมที่ดีเป็นตัวหล่อหลอมให้จิ๋วกลายเป็นเด็กสาวอีกคนที่โตมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ จิ๋วจบ ม.ปลาย ก็เรียนต่อจุฬาๆ พอจบจุฬา ทำงานซักพักก็เรียนโทธรรมศาสตร์ จบแล้วก็ทำงานบริษัทจวบจนวันนี้ แฟนคนล่าสุดก็คบมาซักระยะ คงอีกไม่นานก็จะมีครอบครัว ซึ่งถ้าดูจากฝั่งจิ๋วแล้วลูกๆที่ออกมาต้องหน้าคล้ายแมวบ้างบางคนเป็นแน่แท้

ลูกสาวคนต่อมาคือน้องเกต สิงห์โตคือนิคเนมที่ผมชอบเรียกน้องเกต น่าจะเพราะร่างกายอันดูบึกบึน หน้าอันกลมใหญ่ หัวอันโต จมูกและตาอันตี่ ทำให้ผมชอบเรียกน้องเกตแบบนี้เสมอ เกตจะดูเตี้ยล่ำกว่าพี่สาวทั้งสาม ยิ้มน่ารักชวนให้เข่าอ่อน เกตจะนิสัยคล้ายพุทราแต่จะสับสนกับตัวเองมากกว่า อ่อนแอกว่า งอแงกว่า แต่ด้านดีจะคล้ายๆกันคือน่ารัก อารมณ์ดีในยามที่ไม่งอแง จิตใจดี พูดจารู้เรื่อง ช่างถาม กล้าคิดเองถึงบางครั้งจะเป็นการคิดแบบตาตี่ๆ คิดอะไรง่ายๆก็เถอะ น้องเกตจะหัวช้าคล้ายเปิ้ลกับพุทรา เรียนคำนวณไม่ค่อยเก่ง ส่วนภาษาจะชอบกว่าแต่ก็ไม่ถึงกับเก่ง แต่ก็สามารถมีจุดลงตัวของตัวเอง เรียนจบป.ตรีมาได้แบบสบายๆ จบมาก็คิดแบบตาตี่ทำธุรกิจส่วนตัวของตัวเอง ถึงจะไม่สวยงามนักแต่ก็ทำให้ได้ประสบการณ์แกร่งขึ้นอีกหลาย และก็ไม่มีอะไรเสียหายมากนัก ตอนนี้ก็เรียนโทเอแบ็คแบบเต็มเวลา ผมว่าก็ดีแล้วจบมาค่อยตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่ น้องเกตจะมีนิสัยอย่างหนึ่งที่ต่างจากพี่สาวคือมีความเป็นคุณหญิงคุณนายอยู่กับตัว ทำตัวเป็นเฒ่าแก่เนี๊ยตั้งแต่ยังสาว ไปช๊อบปิ้งกับเปิ้ลทีไรคนจะนึกว่าน้องเกตมากับสาวรับใช้ เกตเดินเชิดแบบคุณนายจ่ายตลาดได้แนบเนียนมาก อีกหน่อยแต่งงานออกไปคงทำหน้าที่อาซ้อใหญ่ได้อย่างไม่มีที่ติ

ลูกคนต่อมาเป็นผู้ชาย เป็นบุรุษเพศเพียงหนึ่งเดียวในจำนวนพี่น้องทั้งหมดหกคน ชื่อปอนด์แต่ผมมักชอบเรียกว่าตี๋ปอนด์ ตี๋ปอนด์หน้าตาจะเหมือนคนญี่ปุ่นสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หน้าเหมือนเด็กที่โดนสารกัมมันตภาพรังสีเข้้าไปเกินขนาดแต่กำเนิด ทั้งหน้าตาและสมองจะออกแนวเป็นเด็กดาวฯ ตอนสิบสองขวบทั้งอายุสมอง การพัฒนาการจะดูอ่อนกว่าวัย จึงเป็นที่หน้าเป็นห่วงมากในวัยเด็กว่าจะเป็นไปตามกฎของเมนเดลเป็นแน่แท้ สมัยประธมปลายตลอดจนมัธยมศึกษาตอนต้น ตี๋ปอนด์จะดูเด็กกว่าวัยเป็นอย่างมาก ตอนม.2 เด็กคนอื่นเริ่มจะมีแฟนกันแล้ว บ้างก็ฝันถึงอนาคตกันแล้ว แต่ตี๋ปอนด์ยังหาเหรียญห้าบาทไปหยอดตู้แก้ว เพื่อลุ้นไข่หลากสีว่าจะได้ลูกแก้วหรือจะได้ตัวอุนต้าแมนหรือไอ้มดแดง ไปหยอดเป็นประจำ ได้ไอ้มดแดงและอุนต้าแมนและลูกแก้วมาเยอะแยะ เล่นและเก็บสะสมมาจนถึงม.3เทอมต้น เล่นจนเบื่อก็เอามาให้ผม จนตอนนี้เวลาจะผ่านมากว่าสิบปี ผมยังเก็บไอ้มดแดง อุนต้าแมน ของตี๋ปอนด์ไว้ตั้งโชว์กว่าสิบห้าตัว การเรียนก็ลุ่มๆดอนๆ ตกๆซ่อมๆ ผ่านมาได้ด้วยความขยัน เชื่อฟัง และไม่ขี้เกียจ ไม่เกเร จิตใจดี อารมณ์อ่อนไหว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รักเพื่อนฝูง เอื้อเพื้อเผื่อแผ่ ธรรมมะธรรมโม ต่นไกล้จะจมมัธยมต้น ตี๋ปอนด์เริ่มมีพัฒนาการที่ตอบสนองต่ออายุมากขึ้น รู้ว่าอยากเรียนวิศวฯ รู้ว่าต้องเรียนสายวิทย์แต่เกรดม.ต้นไม่ถึง แต่รู้ว่าต้องเรียนสายวิทย์เลยไปสอบย้ายสาย และถึงจะอ่อนหน่อยก็ย้ายสายได้ เพราะปีนั้นให้ย้ายสายได้ 50 คน แต่มีคนมาสอบย้ายสายทั้งหมด 48 คน พอขึ้น ม.ปลาย ตี๋ปอนด์เริ่มก้าวกระโดด แบบผูกขาติดกันแล้วกระโดด คือไปไม่ได้ไกลเพราะพื้นฐานอันอ่อนมาแต่เดิม แต่ตี๋ปอนด์ก็รับรู้ เข้าใจ อดทน ไม่ย่อท้อ อุสาหะ บากบั่น ต่อสู้ รู้คิด กล้าทำ เรียนสายวิทย์ถ้าเรียนเพื่อเอาไปใช้มันเรียนไม่ได้ง่ายๆเลย แต่ตี๋ปอน์ดถึงจะเป็นเด็กดาวฯเมื่อสมัยเด็กๆ แต่ก็สามารถเอาชนะปัญหาและฟันฝ่ามาได้อย่างนาอัศจรรย์ใจ ตี๋ปอนด์นอกจากจะเอาชนะกฎของเมนเดลมาได้แล้ว ยังสามารถชนะใจดวกน้อยๆของผมได้ด้วย ตี๋ปอนด์ถือเป็นมนุษย์มหัศจรรย เป็นหนึ่งในอุนตาร์แมน หนึ่งในไอ้มดแดง พอจบม.หก ตี๋ปอนด์ก็สอบได้วิศวฯในมหาวิทยาลัยของรัฐในภาคปกติ เรียนจบในสี่ปี แล้วสมัครเข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่นได้ ทำได้ปี่กว่าๆ บริษัทก็ส่งไปอยู่ญี่ปุ่นอีกสองปีกว่าๆ จากวัยเด็กอันอ่อนแอจวบจนถึงวัยหนุ่มอันสดใส ปัจจุบันตี้ปอนด์เป็นลูกชายที่น่าภูมิใจของพ่อแม่ เป็นพี่น้องอันผึ่งพาได้ของพี่น้อง มีแฟนน่ารัก อนาคตวันข้างหน้าก็คงเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นช้างเท้าหน้าที่ดีของครอบครัว และเป็นไอ้มดแดงในใจผมตราบชั่วกาลนาน

คนสุดท้องชื่อน้องใหม่ เป็นคนที่หก น้องใหม่เป็นเด็กผู้หญิงผอมบาง เอาความน่ารัก ความปัญญาอ่อน ความเอ๋อของพี่ๆทั้งห้ามารวมกัน ใหม่จะปัญญาอ่อนและดูเอ๋อๆแบบพุทรา เกต และปอนด์ จะจิตใตดีแบบเปิ้ล ฉลาดแกมร้ายแบบจิ๋ว และมองโลกในแง่ดีแบบพี่ๆทุกคน จะขี้งอแงตามภาษาลูกคนสุดท้อง ใหม่เรียนสายวิทย์แต่มีความเป็นเด็กศิลป์ตามธรรมชาติ ขยันเรียน ทำตัวดีและไม่สร้างปัญหา จบม.6 ก็เรียนบริหารเอแบ็ค จบมาก็ทำงานโรงแรมห้าดาวแล้วผันตัวมาเป็นแอร์ๆจวบจนบัดนี้ เป็นน้องสุดท้องที่ิผ่านชีวิตวัยเด็กมาได้ดีจนก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน

นี่แหละครับคือเขาเหล่านั้น พี่น้องหกคนที่ผมสรุปว่าสามารถเอาชนะกฎของเมนเดล และทำได้ดีในแบบที่แต่ละคนเป็น ต่างมีจุดต่ำสุดของตนเอง และค้นพบทางที่ค่อยๆไต่สู่จุดสูงสุดในช่วงชีวิตขาขึ้น ต่อจากนี้ช่วงชีวิตของเขาเหล่านี้จะเข้าสู่ช่วงที่สอง ช่วงแห่งการสร้างชีวิตครอบครัวของแต่ละคน ช่วงแห่งการไต่เข้าหาจุดสูงสุดของชีวิต และเตรียมพร้อมสำหรับการมาเยื่อนของช่วงขาลง ผมคิดว่าไม่ว่าก่อนถึงจุดสูงสุดในวันขาขึ้น หรือจะร่วงโรยไปเช่นใดในวันขาลง จากอดีตที่ผ่านมาพวกเขาทั้งหกก็แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาจะสามารถคิดและทำในทุกๆสิ่งทุกๆอย่างได้อย่างดีดังเช่นที่แสดงให้เห็นแล้วในอดีต ผมคิดเช่นนั้นครับ สวัสดี...




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2557    
Last Update : 13 มิถุนายน 2557 10:46:32 น.
Counter : 651 Pageviews.  

ครั้งหนึ่งในชีวิต

Concierge ออกเสียงว่า "คอน​เซียร์จ" ​หรือ "กงซี​เอจ" เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลตรงตัวว่าคนเฝ้าประตู แต่ในธุรกิจโรงแรม คอนเซียร์จ จะมีหน้าที่มากกว่าแค่คนเฝ้าประตู 
 ในช่วงชีวิตอันแสนจะไม่ยาวของผม ผมได้เคยทำหน้าที่ คอน​เซียร์จ ในที่พักเล็กๆแห่งหนึ่งที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ซึ่งผมตั้งตำแหน่งนี้ในที่พักแห่งนี้ขึ้นมาเอง และสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งนี้ด้วยตัวของผมเอง ผมทำเป็นช่วงๆ แต่ละช่วงจะมีระยะเวลาสั้นยาวต่างกันไปตามแต่โอกาส 7 วันบ้าง 10 วันบ้าง 20 วันบ้าง


 และเนื่องในยามที่บ้านเมืองต้องการความปองดอง ต้องการจะปฎิรูป และอาจเลยไปถึงความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะกู้ชาตินี้ ผมจะหยิบยกห้วงหนึ่งในการเป็นคอน​เซียร์จของผมมาจดบันทึกไว้้ในความทรงจำ และถ่ายทอดให้ตนเองได้จดจำไปชั่วกาลนาน
 ที่พักเล็กๆที่ผมว่า ผมเคยมาครั้งแรกเมื่อคืนวันที่ 31 ธ.ค พ.ศ 2546 มาถึงตอนดึกกลับออกไปแต่เช้า แต่เพียงเสี้ยวเวลาสั้นๆแค่นั้น ผมก็สัมผัสได้ถึงเสน่ห์และตกหลุมรักที่พักแห่งนี้ จากวันนั้นถึงวันนี้ผมจึกสรุปได้ว่าที่พักแห่งนี้เป็นที่พักที่สวยงามที่สุดในใจผมตลอดกาลนาน

 จากปีใหม่ปีนั้นจนถึงปีใหม่ปี 2557 นี้ ถึงเวลาผ่านเลยมานาน จนผมเปลี่ยนสภาพจากนักท่องเที่ยวมาเป็นคอน​เซียร์จ จนเจ้านินจา จากไปแล้ว จนรูปหล่อ พี่หอม ได้ลาออกไปหมดแล้ว จนคุณอ้อม (ลูกสาวเจ้าของ)จะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว แต่ที่พักแห่งนี้ยังคงสวยตลอดกาลเช่นวันวาน
  งานในตำแห่งคอน​เซียร์จที่ผมยกมาเล่าจะเป็นช่วง 23 ธ.ค 56 - 6 ม.ค 57 รวมระยะเวลา 15 วัน งานของผมจะเริ่มจากเช็คดูว่าวันนี้มีแขกเข้าพักกี่ห้อง แต่ละห้องจองมาอย่างไร มีกรุ๊ปละกี่คนและเหลือห้องพักห้องไหนว่างบ้าง จดออกมาเป็นรายการตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค จนหมดหน้าที่ในวันที่ 6 ม.ค ผมต้องคุมเกมส์หลักเรื่องนี้ให้ได้ก่อนเรื่องอื่น ต้องศึกษาและคิดวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าคุณอ้อมรับจองแขกไว้แบบไหนในแต่ละวัน และห้องที่เหลือผมจะให้แขกแบบไหนเข้าพัก เพื่อให้เกิดความสมดุลและดีที่สุดกับแขกทุกกรุ๊ป รวมทั้งประสานกับแม่ครัวและแม่บ้านให้เกิดปัญหาขัดข้องให้น้อยสุด ถ้าแขกจองเป็นกรุ๊ปผมก็ต้องโทรถามในเช้าวันเข้าพักว่ามาทั้งหมดกี่คน มีทำที่นอนเสริมมั้ย จะมาถึงกี่โมงและทานอาหารเย็นที่ร้านมั้ย และทานประมาณกี่โมง ถ้่ากรุ๊ปใหญ่จะให้สั่งล่วงหน้าก่อนเวลาอาหาร ตลอดจนให้คำปรึกษาตอบข้อซักถามแก่หัวหน้ากรุ๊ป และอธิบายคร่าวๆถึงสถานที่พักและสิ่งควรทำและสิ่งไม่ควรทำ ต้องอธิบายด้วยความระมัดระวังไม่ให้แขกรู้สึกว่าเราไม่เป็นมิตร และขณะเดียวกันก็ต้องทำให้แขกรับรู้เรื่องการใช้สถานที่ร่วมกับแขกกรุ๊ปอื่นๆด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องคุมเกมส์เหล่านี้ให้ได้ 

  หน้าที่ต่อมาของผมคือรับโทรศัทพ์ บางทีแขกที่จะเข้าพักจะโทรมาเช็คห้อง ยกเลิกห้อง เลื่อนวัน หรืออาจจะโทรมาถามข้อมูลที่พัก ถามสถานที่ใกล้เคียง บ้างก็ถามมันตั้งแต่เริ่มออกจากกรุงเทพฯมาจนถึงที่พัก และถามต่อไปจนถึงหลังวันเช็คเอาท์เลยว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง ซึ่งผมก็ต้องตอบให้ได้ให้หมด และจัดหาสิ่งที่ลูกค้่าถามและต้องการให้มากมากที่สุด และต้องคิดไว้ว่าในใต้ฟ้่าแห่งนี้ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้หรือจัดหาไม่ได้ นอกจากนี้ยังคอยรับโทรศัพท์คนที่โทรมาจองใหม่ บ้างก็ดูมาก่อนในเว็บฯแล้ว บ้างก็ไม่รู้แม้กระทั้งว่าอำเภอปางมะผ้าอยู่ตรงไหนของประเทศไทย ไม่ว่าจะโทรมาในรูปแบบไหน ผมก็ต้องคิดอย่างรวดเร็วและสรุปให้ได้ว่าคนที่โทรมาเหมาะกับที่พักแห่งนี้หรือเปล่า ท่านที่จะเอาสระว่ายน้ำ เอาคาราโอเกะ กลัวป่า กลัวความมืด กลัวธรรมชาติ ก็ไม่เหมาะที่จะมาพักที่นี่ ส่วนคนที่ฟังแล้วคิดว่าน่าจะเหมาะ ก็ต้องพูดให้เห็นภาพและชัดเจนเพื่อช่วยในการตัดสินใจให้รวดเร็ว เพราะที่นี่มีเพียง 11 ห้อง 11 แบบ 11 บรรยากาศ เหมือนสาวสวย 11 คน ที่สวยไปคนละแบบ น่ารักไปคนละอย่าง การรับโทรศัพท์สำหรับแขกชาวต่างชาติจะฟังยากและนึกคำพูดยาก แต่จะอธิบายง่าย เพราะส่วนมากจะทำการบ้านมาดีหรือไม่ก็ค่อนข้างจะเป็นคนง่ายๆ มาง่ายไปง่าย ศึกษาข้อมูลมาอย่างดี เข้าใจถึงสถานที่ เข้าใจถึงผู้คนและชีวิตความเป็นอยู่ของท้องถิ่น อยากลองอาหารท้องถิ่น อยากเข้าถึงธรรมชาติ ส่วนคนไทยนั้นจะพูดกันฟังง่าย แต่ทำให้นึกภาพชัดเจนนั้นยากกว่า รวมๆแล้วการรับโทรศัพท์นั้นเป็นอีกงานที่สนุกที่คอน​เซียร์จอย่างผมนั้นเต็มใจช่วยทำ 

 ผมลืมบอกไปว่าที่พักแห่งนี้มีเจ้าของสามีภรรยาหนึ่งคู่ ตัวสามีนั้นเป็นชาวอเมริกันอยู่ที่กรุงเทพๆนานๆมาครั้ง จะคอยรับจองทางอีเมล์ ส่วนภรรยานั้นจะอยู่ประจำที่นี่อยู่มากว่า 15 ปี ทำหน้าที่หลักเป็นแม่ครัว อีกคนคือลูกสาวคนสวยอยู่ด้วยกันที่นี่มา13 ปี ทำหน้าที่ทุกอย่างทั้งรับจอง พนักงานต้อนรับ ทำกาแฟ ทำอาหาร ทำความสะอาด ดูแลสถานที่ คุมร้านอาหาร ช่วยทำครัว สรุปคือทำทุกอย่างนั่นเอง อีกคนจะรับหน้าที่แม่ครัวมือสอง และควบตำแห่งแม่บ้าน อีกคนมาแต่ช่วงกลางวันทำหน้าที่ผู้ช่วยแม่บ้าน ผู้ช่วยแม่ครัว ผู้ช่วยร้านอาหาร คือช่วยมันทุกอย่างนั้นเอง  ทั้งหมดเป็นสุภาพสตรีมาจากต่างพื้นที่ ต่างอำเภอ มาเจอกันที่อ.ปางมะผ้าโดยไม่ได้นัดหมาย ใครจะคิดว่าที่แห่งนี้จะรวมคนภูกระดึง คนสุโขทัย คน จ.ตาก มาอยู่ร่วมกันโดยไม่มีคนพื้นที่เลยซักคนเดียว

 งานต่อมาที่คอน​เซียร์จอย่างผมทำคือการเป็นพนักงานต้อนรับ ในแต่ละวันผมจะจดไว้ว่าจะมีแขกเข้าพักใหม่ห้องไหนบ้าง และห้องไหนเช็คเอาท์ ห้องไหนอยู่ต่อ พอแขกที่ลาจากผมจะขอบคุณ ถามหากุญแจ และถามเรื่องมินิบาร์ ผมจะไม่ถามว่าชอบมั้ย หรือมีอะไรไม่ชอบ เพราะผมคิดว่าเปล่าประโยชน์ กำลังจะลาจากกันแล้ว ถ้าเรามั่นใจว่าเราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องถามให้ชมหรือถามให้ติ เพราะนั้นเป็นส่วนที่แขกผู้กำลังจะลาจากเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะกล่าวคำอำลาเราอย่างใด จะนำความชื่นชม ประทับใจ อบอุ่นใจกลับไป หรือจะพกพาความขุ่นข้องหมองใจติดไปด้วยก็สุดแท้แต่ ผมคิดว่าจะไม่มีความสัมพันธ์ใดๆต่อเนื่องจากนาทีนั้นดั่งคำที่มีปราญ์กล่าวไว้ว่า..คนเราอย่าจริงจังอะไนกันมากนัก พบกันเดี๋ยวเดียวก็ต้องจากลา ขอเพียงตอนอยู่ร่วมกัน มีความจริงใจต่อกัน มีความปรารถนาดีแก่กัน เมื่อถึงวันต้องจากลาก็แล้วๆกันไป 
  ในส่วนของการรับแขกเข้าพักใหม่นั้น พอแขกมาถึงผมจะพาไปยังห้องที่จองไว้อธิบายถึงสิ่งต่างๆในห้อง จากนั้นก็พาทัวร์ที่พัก พาชมระเบียง พาดูทางลงไปแม่น้ำ ชี้ทางไปดาดฟ้าดูดาว พาชมร้านอาหารบอกเวลาเปิดปิด แจกแผนที่บอกให้รู้ว่ารอบๆที่พักมีอะไรบ้าง มีร้านอาหารแบบไหน ร้านสะดวกซื้อ ตลาดอยู่ตำแหน่งไหน สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังไปยังไง จากนั้นก็รอตอบข้อซักถามจากแขก แนะนำและจัดหาสิ่งต่างๆเท่าที่จะมีกำลังและความสามารถ บางอย่างแขกไม่ถามก็ต้องคิดแทนแขกเช่นวันเช็คเอาท์ จะไปไหนต่อ ไปยังไง มีอะไนแนะนำได้ก็แนะนำไป จากนั้นก็ต้องดูแลแขกและช่วยเหลือบริการแขกเสมือนญาติสนิท มิตรสหายตลอดช่วงเวลาเข้าพักจนวันลาจาก 

 หน้าที่ต่อมาที่คอนเซียร์จกำมะลออย่างผมได้มีโอกาศได้ทำคือพนักงานในร้านอาหาร ร้านอาหารของที่พักแห่งนี้ิมีแม่ครัวหลักคือพี่จอย เจ้าของที่พัก ช่วงที่ผมหยิบยกมานั้นพี่จอยไม่อยู่ ในครัวจึงเหลือคุณอ้อม และแม่ครัวอีกหนึ่งคน ช่วงกลางวัยจะมีสาวภูกระดึงมาช่วยอีกแรง ส่วนกลางคืนจะเหลือแค่สองคน ผมเลยรับตำแห่งพนักงานจัดเตรียมโต๊ะ รับออเดอร์ เสริฟอาหาร จดบิล เก็บเงิน และทำหน้าที่บาร์เทนเดอร์ บาร์น้ำ ไปในตัว เริ่มจากอาหารเช้า อาหารเที่ยงจะน้อยเพราะพนักงานทั้งสามคนจะไปทำความสะอาดห้องจนเสร็จก่อนถึงจะเปิดครัวทำอาหารกลางวัน ช่วงสายๆผมเลยนั่งเฉยๆในร้านอาหารคอยบอกแขกที่แวะมาจะกินอาหารว่าแม่ครัวไม่อยู่ เฝ้าร้านไป คอยวิ่งไปบอกแขกที่แวะมาว่าร้านปิดอย่างแข็งขัน แต่ถ้าแขกในหรือแขกวีไอพีมากินก็ต้องโทรแจ้งคุณอ้อมให้พากันขึ้นมาทำอาหาร อาหารเย็นนั้นแหละยุ่งสุดๆ ช่วงที่หยิบยกมานั้นแขกเยอะมาก ทำกันชุลมุน ทำแทบไม่ทัน ต้องให้แขกในจองโต๊ะ จองเวลา สั่งอาหารล่วงหน้า และเปิดรับแขกนอกเฉพาะโต๊ะที่เหลือ สองแม่ครัวทำกันไม่ได้หยุด ผมอยู่ในร้านคอยรับออร์เดอ ทำเครื่องดื่มทั้งไวน์ จิน โทนิค เปิดเบียร์ ทำน้ำผลไม้ปั่น ทำไทฮีโต้ จดบิล เก็บเงิน เก็บจาน เสริฟ สนุกสนาน ช่างสนุกสนานวุ่นวาย ชุลมุนอะไรปานนั้น แถมยังต้องหาจังหวะคุยกับแขก คุยสัพเพเหละ เป็นแบบนี้อยู่ 5-6 คืน สุดยอด ส่วนคืนที่แขกน้อยจะสบายๆ มีมุมนั่งชิวๆของตัวเองคอยแขก ในครัวก็ไม่วุ่นมาก บรรยากาศผ่อนคลายสบายๆ เงียบสงบแบบปางมะผ้า 

 หน้าที่ต่อมาของคอนเซียร์จแบบผมคือ ตรวจสถานที่ว่าทั้งรอบๆบริเวณ และในห้องพักต่่างมีอะไรชำรุด เสียหายบ้างแล้วแจ้งคุณอ้อมให้ตามช่างมาซ่อมแซม อะไรง่ายๆก็ทำเองเช่นเปลี่ยนหลอดไฟ ปรับช่องทีวี งานนี้ไม่มีอะไรมากแต่ต้องรู้ซึ่งถึงอุปกรณ์ในแต่ละห้องว่ามีอะไรบ้าง บ้านนี้จะมี 11 ห้อง 11 แบบ การตรวจตราไม่ง่ายเพราะไม่มีอะไรเหมือนกัน 
  หน้าที่ที่ผมไม่ได้รับทำหรือทำไม่เป็นหรือยังไม่ได้คิดจะทำคือ ทำความสะอาดห้อง ซักผ้า ทำอาหาร ทำสวน ซึ่งก็เป็นงานอีกไม่ใช่น้อย 
 ที่ผมทำก็แค่แบ่งงานคุณอ้อมมาทำบางส่วน แบ่งงานของหนกกับใหม่มาทำบางส่วน ก็แค่นั้น และครูของผมก็คือคุณอ้อมนั่นเอง ผมศึกษาหาความรู้ต่างๆจากคุณอ้อม แล้วค่อยๆฝึกทำ พอเอางานทั้งหมดที่ผมรับทำมาประกอบเข้าด้วยกันแล้วทำในแต่ละวันไปพร้อมๆกัน เหนื่อยและสนุกสุดยอดในวันแรกๆ และเหนื่อยและเคลียดในวันต่อๆมา ไหนจะอากาศอันหนาวเหน็บ หนาวนาน หนาวทน เจอแดดทีเหมือนเห็นสาวสวยแทบโดดเข้าใส่ 
  ผมก็แค่รับมาทำเป็นช่วงๆ ช่วงละไม่กี่วัน ส่วนพี่จอยกับคุณอ้อมประจำอยู่ที่นี้ ทำมากว่าสิบปี สุดยอดไม่รู้ทำกันได้ไงเก่งจริงๆ ลูกน้องใหม่สองคนก็เพิ่งมาทำได้ไม่นาน ส่วนพี่หอม ลูกน้องเก่าแก่ที่ร่วมเป็นร่วมตายอยู่ด้วยกันมากว่าหกปี ก็ลาไปอยู่เชียงใหม่หลายเดือนแล้ว พี่จอยกับคุณอ้อมเลยต้องช่วยกันเป็นเสาหลักค้ำยันที่พักเล็กๆน่ารักแห่งนี้ให้อยู่คู่ประเทศไทยไว้ 
  การรับหน้าที่คอนเซียร์จในครั้งนี้ของผมถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่หาไม่ได้ง่ายๆ และท้ายสุดมันทำได้ไม่ง่ายเลยครับ...




 

Create Date : 05 มกราคม 2557    
Last Update : 23 มกราคม 2557 8:48:12 น.
Counter : 885 Pageviews.  

นินจา

นินจาเป็นสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ สีดำตัวใหญ่ อายุราวแปดขวบ ปกติผมเป็นคนชอบแมว รักแมวเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ค่อยให้ความสนใจไยดีกับสุนัขเท่าไหร่ ผมได้รู้จักนินจาครั้งแรกเมื่อปลายปี 2548 ตอนนั้นนินจายังเป็นหนุ่มน้อยหล่อเฟี้ยว จากวันที่เรารู้จักกันจนถึงวันนี้ก็กว่า 5 ปี เราสนิทสนมกันขึ้นเรื่อยๆ นับจากวันนั้น นินจาเป็นหมาตัวใหญ่ ใครเห็นครั้งแรกเป็นต้องกลัว คนที่รู้จักหมาพันธ์นี้ก็พอทน แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับหมา จะกลัวและถามอย่างสั่นๆว่า ดุไม๊ครับ ดุไม๊ค๊ะ ดุไม๊ฮ้า เด็กเล็กๆบางคนถึงกับร้องไห้เมื่อแรกเห็นนินจา ผู้ใหญ่กลัวหมาบางคนถึงกับเดินหันกลับไปขึ้นรถโดยไม่หันกลับมามองนินจาอีกเลย สร้างความน้อยใจให้กับนินจาเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าก็ว่าเถอะจะโทษพวกเขาซะหมดก็ไม่ได้หรอก ด้วยรูปร่างใหญ่โต ปากอันทรงพลัง ขาอันแข็งแกร่ง หางอันตั้งชันเหวี่ยงโดนทีกระจกแทบแตก ล้วนสร้างความเกรงขามแก่ผู้พบเห็น ชาวบ้านแถบ อ.ปางมะผ้า กว่าครึ่งเจอมันบ่อยๆ ยังไม่ค่อยกล้าสบตานินจาเลย เวลาเดินๆอยู่เห็นนินจาวิ่งตามมา ยังต้องหยุดหลบๆให้นินจาผ่านไปก่อน ถ้านินจาหยุดทักทาย ดมโน้นดมนี่ หัวใจชาวบ้านแทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ผมสังเหตุมาหลายคนแล้ว
   นินจาเป็นหมาของเจ้าของสบป่อง ริเวอร์อินน์ สบป่อง ริเวอร์อินน์ก็เหมือนเป็นของนินจา  นินจาจะนั่งจะนอนมุมไหนๆในบ้านก็ได้เสมือนเป็นเจ้าของ บางครั้งสร้างความอึดอัดให้แขกที่ไม่ชอบหมาบ้าง แต่ก็ทำไงได้หละ ก็นี่บ้านนินจานี่หน่า เวลาแขกมานินจาจะวิ่งไปทักทาย ต้อนรับด้วยความเป็นมิตร ยิ้มแย้ม แกว่งหาง แขกมากินข้าวนินจาต้อนรับ ทักทาย ไม่มากไม่น้อย แล้วกลับไปนอนสงบเสงี่ยม พอแขกจะเล่นด้วยนินจาก็เล่นด้วย แขกไม่ชอบไม่สนใจนินจาก็สุภาพ ไม่รบกวนให้แขกรำคาญใจ ส่วนแขกที่มาพัก เด็กที่ร้องไห้เมื่อเจอครั้งแรก ผู้ใหญ่ที่กลัวหมา พออยู่หลายชั่วโมงเข้า สัมผัสนินจานานเข้า ก็รู้ซึ้งถึงความน่ารัก แสนรู้ ฉลาด สุภาพ และเป็นมิตรของนินจา จนบางคนถึงกับหลงรักนินจาเลยก็มี ขอถ่ายรูปกับนินจาบ้าง เอาของมาให้นินจากินบ้าง เล่นกับนินจาอย่างสนุกสนาน บางคนกลับมาแวะที่ริเวอร์อินน์อีกครั้งเพราะคิดถึงนินจา อยากมาเจอนินจา ถามทุกข์สุกดิบของนินจา เหมือนนินจาเป็นญาติสนิทมิตรสหายเลยก็มี นินจาสุดยอดหมาจริงๆ ผมไม่รู้ว่าลาบราดอร์จะเป็นแบบนินจาทุกตัวหรือเปล่า แต่นินจาสุดยอดจริงๆ เอาจากที่ผมสัมผัสนะ นินจาฟังออกทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย อยู่ร่วมกับแมวได้ สุภาพ ให้เกียรติแมว เวลาแมวกินข้าวนินจาจะนั่งมอง ไม่ไปแย่งน้องกิน รอจนน้องไม่กินแล้วค่อยเข้าไปแง๊บ อ่อลืมบอกไปว่านินจาชอบกินอาหารเม็ดของแมวมากกว่าของตัวเอง ถ้าให้แต่อาหารเม็ดของหมา นินจาจะไม่กินต้องผสมอาหารเม็ดของแมวด้วยนินจาถึงจะยอมกิน นินจาชอบกินกล้วย และแตงโมก็กินเป็นบางครั้ง กินหญ้าริมถนนบ้างเวลาพาไปเดิน นินจาชอบให้คนเดินเป็นเพื่อน เวลามันจะไปฉี่ไปอึ ยิ่งคนชอบตามใจแบบผมนินจายิ่งตื้อหนักกว่าคนอื่น ถ้านินจาจะให้พาไปเดินมันจะมาตื้อสุดๆ ผมนั่งอยู่ถ้ามันปวดอึมากๆ นินจาแทบเอาหน้างัดผมขึ้นมาจากเก้าอี้ให้ได้ บางทีเห่าเสียงดังจะให้ไปให้ได้ท่าเดียว กับคุณอ้อมหรือพี่จอยมันจะไม่กล้าขนาดนี้ นินจารู้ว่าใครที่มันตื้อได้ ความแสนรู้ของนินจาที่ทำให้ผมทึ่งมากๆคือ เวลาคุณอ้อมจะให้มันอาบน้ำ แค่เอาผ้าเช็ดตัวมา นินจาเห็นรีบมุดลงใต้โต๊ะหนีสุดชีวิต แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน พอโดนจูงสองขาออกมา มันจะลิ้นห้อยทำขาสั่นๆทำนองว่า ไม่เอาไม่เอาผมหนาวไม่อาบ แต่พอโดนอาบน้ำนินจาจะอยู่เฉยๆให้อาบ ไม่ขัดขืน บอกนินจาหวีผม มันจะวิ่งไปคาบแปรงมาให้ทันที ผมสั่งมันไม่เคยทำตาม ต้องคุณอ้อม พี่จอย สั่งถึงจะได้เรื่อง ตอนเช้าๆนินจาเพิ่งตื่น คุณอ้อมหรือพี่จอยบอกให้นินจาเช็ดขี้ตา นินจากูดบอย มันจะเช็ดขี้ตาเสริมหล่อทันที ผมลองสั่งมันบ้างไม่เห็นมันจะทำตาม กลับเอาหน้ามาชนกางเกงผมซะงั้น คงถือโอกาสเช็ดขี้ตากับกางเกงผมเป็นแน้แท้ ตอนเย็นๆเรียกแมวไปกินข้าวที่ข้างในบ้าน นินจาจะไม่ยอมตามไปกลัวโดนขังไว้ในบ้าน ต้องเดินไปใกล้ๆมันแล้วบอกว่าไปกินข้าวแล้วออกมาใหม่ มันถึงจะยอมเดินตามไปแง๊บอาหารเม็ดแต่โดยดี อีกความน่ารักของนินนาคือมันชอบขึ้นหลังรถ ใครเปิดกระโปรงท้ายรถไว้ นินจาจะโดดขึ้นไปทันที แล้วไม่ยอมลงมา มีหลายครั้งที่เป็นแบบนี้ เดือดร้อนสายัญต้องไปดึงมันลงมาจากท้ายรถ มันชอบขึ้นหลังรถมากๆ ขึ้นแล้วไม่ยอมลง ใครอย่าเผลอเป็นอันเสร็จนินจา มีอยู่ครั้งแขกเอาสุนัขสาวแสนสวยมา นินจาเห็นมองตาเป็นมัน ตามดมตามง้อขอเล่นด้วยไม่ยอมให้ห่าง มันตามขอเจ้าของเล่นด้วยตัวสั่น ตาวาว แต่สุภาพจริงๆนินจานั่งเฝ้า สั่นหาง ขออนุญาติเล่นกับน้อง แต่ใครจะให้เล่นด้วยละ หมาเขาออกจะสาวจะสวย ตัวเท่าหัวนินจาคนละขนาดกันเลย นินจาก็อดตามระเบียบ ตอนกลางคืนนินจาจะนอนในบ้านมีผ้าปูมีหมอนหนุนหัว นอนเหมือนคนเลย หน้าร้อนเจ้าของแสนใจดีจะเปิดพัดลมคลายร้อนให้นินจายามราตรี
  มาวันนี้ พ.ศ 2553 นินจาเข้าสู่วัยชรา ขาก็ไม่ค่อยดี หูก็คัน ฉี่ก็เริ่มมีปัญหา ผมสนิทสนมกับนินจามากขึ้น เพราะไปหลายรอบมากๆช่วง 2 ปีนี้ นินจาติดผมมากขึ้น ผมก็ติดนินจามากขึ้น ต่างคนต่างเอ็นดูกันเหมือนญาติสนิท เพื่อนรักต่างเผ่าพันธ์ เวลานินจาหนีไปเที่ยวบ้านครูเจี๊ยบที่ห่างออกไปราว 2 กม พอผมขี่มอไซด์ไปตามนินจา มันก็ยอมวิ่งตามกลับมาโดยดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่อยากจะฟ้อง ต้องเอาเชือกไปผูกแล้วโดนมันลากทั้งคนทั้งมอไซด์กลับมา แขนเคล็ดไปหลายวัน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดกันรู้เรื่อง ผมจะลงไประเบียงนินจาก็เดินลงไปนั่งเล่นเป็นเพื่อน ลงไปที่แม่น้ำนินจาก็ไปเฝ้า มันไม่ชอบกินอาหารเม็ดของหมา ก่อนผมกลับมาสองวันฉลองปีใหม่ให้นินจา ด้วยการให้กินอาหารเม็ดของแมวเพียวๆ แฮะๆต้องซื้อกลับไปใช้ให้พี่จอยเที่ยวหน้า เช้าๆนินจาอยากกินกล้วย ผมเอากล้วยคุณอ้อมให้นินจากินไปหมดทั้งหวี พอคุณอ้อมมาหาไม่เห็นกล้วย ร้องโวยวายทั้งผมและนินจาวิ่งไปมุดใต้โต๊ะสุดชีวิต คนอารายเสียงดุชะมัด นินจาปรับทุกข์กับผมเสมอว่า เอะอะอะไรก็ขู่จะจับอาบน้ำ ขู่ทีไรก็กลัวทุกที เสียงน่ากลัวเนอะว่าเปล่า ผมก็มองซ้ายมองขวาแล้วก็อือออเห็นด้วย ความน่ารัก แสนรู้ ฉลาด มีไมตรี เป็นมิตร ซื่อสัตย์ ของนินจายังคงเส้นคงวาเสมอ แม้วัยจะผ่านล่วงเลยไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ แต่ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นใด ผมก็ยินดีที่ได้มีเพื่อนนาม นินจา รีทรีฟเวอร์ ครับ




 

Create Date : 09 มกราคม 2553    
Last Update : 5 มกราคม 2557 14:07:06 น.
Counter : 344 Pageviews.  

ไอ้ทิด

เย็นนี้เลิกเร็วกว่าปกติ ท้องฟ้าก็มืดเร็วมาก เป็นสัญญาณเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว ออกมาแวะไปวัดมังกรแล้วนั่งรถสาย 204 มาต่อรถหน้าเซ็นทรัล เวิลด์ ทีวีจอยักษ์ถ่ายบอลคู่ไทย-สิงคโปร์พอดี ไทยโดนนำอยู่หนึ่งลูก เหลืออีก 10 นาทีจะหมดครึ่งแรก เลยยืนดูซักหน่อย หมดครึ่งแรกก็ยังเท่าเดิม ไม่ได้ดูบอลไทยมาเกือบ 10 ปีก็ยังเหมือนเดิม ถึงวันนี้จะมีลูกครึ่งมาเล่น มีโค้ชเป็นถึงอดีตทีมชาติอังกฤษ อะไรๆก็ยังคล้ายๆเดิม เหมือนโลกมันจะหมุนช้าที่ประเทศไทย ต่อรถฟรีไปลงคลองเตย แล้วต่อรถเสียเงินไปลงใต้ทางด่วนสาธุฯ ทีแรกว่าจะไม่กินข้าวเย็น แต่กลับมาถึงเร็วแวะกินข้าวมันไก่ ลุง-ป้า ดีกว่า เดินข้ามถนนมาเกือบโดนรถชนเพราะไม่ข้ามทางม้าลาย แถมมัวแต่มองสาวอีกต่างหาก แก่แล้วไม่เจียมจริงๆ ร้านข้าวมันไก่ขายริมถนนข้างทางด่วนใกล้แยกสาธุฯ ขายมาแล้วกว่า 15 ปี เดินมาถึงมีคนนั่งกินอยู่หนึ่งคู่ ป้าแกนั่งทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ที่โต๊ะข้างๆ เห็นผมเดินมาแกก็ลุกให้ผมนั่ง ผมเลยนั่งลงข้างๆคู่นั้น แล้วสั่งด้วยเสียงอันเบาๆว่า เนื้ออกไม่เอาหนัง สั่งเสร็จก็เหลียวมองโต๊ะข้างๆ แล้วก็หงุดหงิดขึ้นมาอย่างทันทีทันใด คู่ข้างๆเป็นหญิงชาย ผู้หญิงดูท่าทางใจดี ผู้ชายหน้ายังกับโจรห้าร้อย สักเต็มตัวแบบไม่เป็นรูปเป็นร่าง เหมือนพวกสักด้วยน้ำมันเจียวในห่อมาม่า ผมหงุดหงิดว่าทำไมน้าผู้หญิงดีๆแบบนี้ถึงได้เป็นแฟนกับผู้ชายเลวๆแบบนี้ได้ ทำไมโลกเราถึงเล่นตลกได้ถึงขนาดนี้ ข้าวมันไก่มาแล้ว มาซะเยอะเลย ใครจะไปกินหมด คนยิ่งหงุดหงิดอยู่ ผู้ชายที่แสนเลวกับหญิงผู้ใจดีกำลังจะลุกไปแล้ว ผู้ชายกินคนเดียว ผู้หญิงแค่นั่งรอ ไปซะทีแต่ความหงุดหงิดก็ยังไม่จางหาย ทำไมไอ้คนเลวๆแบบนี้ถึงได้เข้ามาในชีวิตของสาวคนนี้ได้ ลุงแกนั่งใกล้ๆผม ป้าเก็บจานเสร็จก็มานั่งโต๊ะข้างๆผมทำงานแกต่อ ลุงแกก็พูดว่าไอ้ทิดพอมันเลิกใส่กางเกงขาสั้นไปโรงเรียนมันก็ติดคุกเลย ผมเงยหน้ามองว่าแกพูดกับใคร แกยิ้มให้ผม แล้วก็พูดประโยคเดิมเหมือนย้ำว่าก็พูดกับผมนั้นแหละ ผมส่ายหน้าแล้วก้มหน้ากินต่อ ลุงแกก็พูดต่อโดยไม่สนใจเลยว่าผมอยากฟังหรือไม่ แกเล่าว่า ตอนเด็กๆมันน่ารักมากินข้าวแกบ่อยๆ อยู่โรงแรียนขาสั้นสีกากีย่านสาธุฯนี่แหละ แม่ขายข้าวแกงอยู่หัวมุมถนน พอจบม.3 เท่านั้นก็คบเพื่อนไม่ดี ติดยา ติดบุหรี่ กินเหล้า แล้วไม่ยอมเรียนต่อ โดนจับเข้าบ้านเมตตา ออกมาก็สักมาซะลายเต็มตัว อยู่ไปไม่นานก็ไปยิงคนตายอีก คราวนี้ติดคุกผู้ใหญ่ยาวละ นี่เขาให้ออกมาเยี่ยมบ้านหนึ่งอาทิตย์ วันจันทร์ก็กลับไปเข้าคุก โตแล้วมันสูงเนอะ เหมือนพี่มัน พูดถึงตรงนี้ป้าก็พูดเสริมว่า เหมือนพี่มันจริงๆ นี่พี่มันก็ติดคุกที่เชียงใหม่อยู่ เห็นแม่มันบอกว่าติดยาวคดีปล้น ผมกินใกล้จะหมดจานพอดี ความหงุดหงิดก็ยังไม่จางหาย ไม่เข้าใจทำไมผู้หญิงดีๆต้องมาข้องแวะกับคนเลวๆแบบนี้ ไก่หมด ข้าวเหลือเพียบ ปกติแล้วผมจะไม่กล้ากินข้าวป้าแกเหลือ เพราะจานละ 25 แกให้ผมซะเยอะขืนเหลือรับรองแกเสียใจแน่ แต่วันนี้ขอเถอะป้า ผมหงุดหงิดจริงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงดีๆต้องมาลำบากเพราะคนเลวๆแบบนี้ แถมแววตาที่เธอมองไอ้ทิดยังเต็มไปด้วยความรัก ความหวังดี เห็นอย่างนั้นผมยิ่งทวีความหงุดหงิดขึ้นไปอีก ผมเลิกกินแล้วทิ้งข้าวเกือบครึ่งจานเอาไว้ ลุงแกถามป้าอีกว่า แล้วนี้พี่สาวมันทำงานอะไร ป้าบอกคนไหนไอ้คนที่มาด้วยนะเหรอ อ๋อเห็นแม่มันบอกว่าทำงานฝ่ายบัญชีบริษัทไอซีซี ได้ยินดังนั้นผมก็หายหงุดหงิดทันที ผู้หญิงที่ดูใจดีที่มากับไอ้ทิดนั้นเป็นพี่สาวมัน หลงนึกว่าเป็นแฟนมัน ถ้าเป็นพี่สาวก็แล้วไป ถึงมันจะเลวยังไงก็ถือเป็นหน้าที่ๆพี่สาวจะต้องดูแลน้องอยู่แล้ว มันเป็นหน้าที่ๆหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็โอเคเธอเป็นคนดี คนดีก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ แต่ถึงไงก็ต้องปล่อยมันไปมันโตแล้ว ใครอะไรกับมันไม่ได้หรอก เธอคงทุกข์แค่ในหน้าที่ ในชีวิตจริงก็น่าจะโอเคมีครอบครัวที่ดี สร้างชีวิตใหม่ได้ เลี้ยงดูลูกให้ดีเอาบทเรียนของน้องเป็นตัวอย่าง เธอน่าจะมีความสุขในชีวิตข้างหน้าได้ ส่วนไอ้ทิดที่ลุงแกเล่าให้ผมฟังนั้น ผมได้แต่คิดว่าชั่งมันเถอะลุง คนเลวๆแบบนั้นอย่าไปสนใจมันเลย ปล่อยมันไปตามวิถีแห่งโลกเถอะ เมืองไทยโลกหมุนช้า ซักวันมันจะได้รับผลกรรมที่มันก่อไว้เองแหละ...




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 5 มกราคม 2557 14:16:39 น.
Counter : 364 Pageviews.  

พรรคประชาธิปัตย์ที่ผมรู้จัก

  ผมสนใจการเมืองมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ตอนนั้นผมเคยไปลงต่อรถที่สนามหลวง เห็นมีคนเต็มท้องสนามหลวงไปหมด ผมเลยแวะเข้าไปดูก็เห็นคุณสมัคร สุนทรเวช ยืนพูดอยู่บนเวทีเด่นเป็นสง่า ผมยืนฟังอยู่ 1 ชมก็รู้เลยว่าชายคนนี้สามารถพูดเรื่องการเมือง หรือเรื่องต่างๆที่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ ให้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ และมีความเป็นธรรมชาติในการพูด น้ำเสียงแสดงออกถึงตัวต้นที่แท้จริง ไม่มีการเสแสร้งหรือแสร้งทำ จากนั้นมาผมก็ตามบทบาทของชายคนนี้มาตลอด และยอมรับในความโดดเด่นเฉพาะตัวของนักการเมืองท่านนี้ โดยเป็นความนิยมเพียงตัวบุคคนเท่านั้น มิใช่นิยมในระบบพรรคหรือกลุ่มการเมืองที่ชายผู้นี้เป็นหัวหน้าพรรค


   ขณะเดียวกันผมก็อ่านข่าวและตามเรื่องราวของพรรคการเมืองที่โดดเด่นในกรุงเทพมหานคร และมีระบบพรรคที่ผมเชื่อว่านี่เป็นพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองที่น่าสนใจและน่าติดตาม ตลอดจนน่าจะฝากความหวังของระบบประชาธิปไตยไว้ได้ นั้นคือพรรคประชาธิปัตย์ ผมจำได้ว่ายุคนั้นน่าจะมีหัวหน้าพรรคชื่อ พิชัย รัตนกุล และมาจนถึงยุคคุณชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นยุคที่ผมศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรัฐมนตรีคนนี้มากที่สุด ต่อมาก็ยุคคุณบรรญัติ และต่อด้วยยุคคุณอภิสิทธิ์ เวลาที่ผ่านมาที่ผมเฝ้าตามพรรคนี้ โดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ผมเริ่มแครงใจและต้องนั่งไตร่ตรองดูตัวตนที่แท้จริงของบุคคนต่างๆในพรรคการเมืองพรรคนี้ ตั้งแต่สมัยคุณชวน หลีกภัย ผมเริ่มเห็นความแปลกในพรรคการเมืองพรรคนี้ ที่มีการแสดงความเคารพกัน หรืออยู่รวมกันแบบคล้ายๆสังคมชนชั้นสูง หรือมีการแบ่งชนชั้นกันเองในระบบพรรค เหมือนสังคมชั้นปกครองของไทยในอดีต ที่ข้าราชการหรือฝ่ายปกครองที่มีอำนาจ จะห้อมล้อมไปด้วยผู้คนใกล้ชิดที่คอยนอบน้อมประจบสอพลอ และถือว่าประชาชนเป็นคนชั้นถูกปกครอง ผมเริ่มเห็นการไม่ติดดิน และการวางตัวเสมือนเป็นกลุ่มชนชั้นสูงในสังคมไทย ต่อมาเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ และมีเรื่องอื่นๆให้ได้แครงใจเพิ่มเติมมาอีกหลายเรื่อง เช่นเรื่องภาคนิยมโดย ส.ส เกือบทั้งหมดของพรรคนี้เป็นส.ส ภาคใต้ การเลือกตั้งแต่ละครั้ง พรรคประชาธิปัตย์ชนะท้วมท้นในเกือบทุกเขตของภาคใต้ และมีอิทธิพลถึงขนาดสามารถโน้มน้าวให้คนทั้งจังหวัด ทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้ตามต้องการ เช่นการเลือกตั้งครั้งก่อนโน้นที่พรรคนี้ไม่ส่งผู้ลงสมัคร และคนทั้งจังหวัดก็ไม่ออกไปเลือกตั้ง หรือไปกาช่องไม่ลงคะแนน จนทำให้ไม่มีผู้แทนที่ได้คะแนนพอที่จะได้รับเลือก ผมมั่นใจว่าไม่มีใครหรือจังหวัดใดสามารถหรือคิดจะทำเช่นนี้ได้แม้แต่คุณบรรหาญ ศิลปอาชา และจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ไม่มีทางจะคิดทำเช่นนี้ แต่พรรคประชาธิปัตย์ และคนใต้สามารถร่วมกันทำเรื่องเหล่านี้ได้ ส่วนในกรุงเทพมหานคร ก็อาศัยหน้าตาและน้ำเสียงของคุณอภิสิทธิ์ เป็นบทนำ แล้วรวมเอาชนชั้นปกครอง นักวิชาการหัวเก่า และกลุ่มอำนาจต่างๆที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ตัวเองเอาไว้ พรรประชาธิปัตย์และหัวหน้าพรรคคนนี้ ได้ประสานจัดวางและเข้าไปอยู่ในวงจรการเมืองของชนชั้นปกครอง ที่แฝงตัวหรือรวมตัวกันอย่างเงียบๆตลอดเวลาตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ประชาธิปัตย์ในยุคนี้ เริ่มเล่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบอิงชนชั้นปกครอง และกลุ่มอำนาจทางสังคมเป็นหลัก ไม่ทำการเมืองในระบบพรรคหรือทำพรรคการเมืองให้เข้มเข็งแบบตรงไปตรงมา อย่างพรรคไทยรักไทยของคุณทักษิณ ที่ใครต่อใครว่าเลวร้าย ผมกลับเห็นว่านั้นแหละคือการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ธุรกิจการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่เสียหาย การทำการเมืองแบบธุรกิจก็คือการเมืองแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ ชัดเจน และตรงไปตรงมา ถ้าใครทำการเมืองแล้วมาทุจริต โกงกิน กฎหมายและผู้รักษากฏก็มีหน้าที่มาตรวจสอบ และเอาคนผิดมาลงโทษ และตัดสิทธ์ทางการเมืองไป การเมืองคือการเมืองการระดมเงินทุน การทำธุรกิจการเมือง การนำระบบที่ทันสมัย คิดเร็วทำเร็วทำใหญ่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตราบใดที่ทำโดยไม่ขัดต่อกฏหมาย ไม่มีการทำผิดกฎหมาย และตรวจสอบได้ ถ้าผิดก็ลงโทษกันอย่างเด็ดขาด และกฏหมายเองก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ทันยุคทันต่อการเมืองด้วยเช่นกัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่มีหัวหน้าพรรชื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมองการเมืองสมัยใหม่เป็นเรื่องเลวร้าย และไม่มีการพัฒนาระบบพรรคการเมืองให้ทันต่อยุคสมัย กลับมองว่าพรรคการเมืองที่ทำเช่นนั้นเป็นการเมืองสกปรก ชั่วร้าย กลับเลือกทำการเมืองแบบเก่าๆ เข้าไปอิงกลุ่มชนชั้นปกครอง กลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในสังคม และหาทางต่อสู้กับการเมืองใหม่ ด้วยวิธีแบบเดิมๆ ยอมแม้กระทั้งการสนับสนุนให้ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฏหมาย หรือการทำการรัฐประหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็สนับสนุนให้ทำและเห็นดีเห็นงามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเชื่อว่าจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ สิ่งเหล่านี้เพียงเพื่อต้องการให้การเมืองใหม่ถูกทำลายลง เพื่อชิงความได้เปรียบกลับคืนมาให้สามารถมีอำนาจบริหารได้ดังเดิม โดยไม่คิดที่จะพัฒนาระบอบพรรคให้แข็งแกร่งเพื่อแข่งขันอย่างตรงไปตรงมาเลย กลับคิดเพียงการอาศัยวงจรเดิมๆมาช่วยให้เข้าสู่อำนาจได้อีกครั้ง และสมาชิกในพรรคนี้ที่ไม่ใช่สมาชิกในภาคใต้ เป็นสมาชิกในสายของหัวหน้าพรรค ก็ล้วนเป็นการรวมตัวของชนชั้นสูงในประเทศไทยไว้ด้วยกันทั้งสิ้น คนเหล่านี้จะเคยเรียนระดับประทม มัธยม มหาวิทยาลัย ในเมืองไทยหรือเปล่า หรือเคยใช้วิถีชีวิตแบบไทยๆมากันคนละมากน้อยแค่ไหนยังน่าสงสัย ชั่วชีวิตของคนเหล่านี้ได้เคยขึ้นรถเมล์ เคยรับรู้ถึงความยากลำบาก ความเดือดร้อนของประชาชนคนไทยในมิติต่างๆมากน้อยแค่ไหน ใช่แต่เพียงสร้างภาพหรือโฆษณาให้เห็นว่าเป็นคนของประชาชนแต่เพียงเปลือกนอก ซึ่งที่ผ่านมาชนชั้นปกครองของไทยก็ทำตนเช่นนี้เสมอมา มองโดยภายนอกคนเหล่านี้ นักวิชาการเหล่านี้ ชนชั้นปกครองเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีภาพทางสังคมสวยหรูทั้งสิ้น ซึ่งผมคิดว่าล้วนเป็นภาพลวงตาแทบทั้งสิ้น


   สุดท้ายเช้าวันที่ 12 กันยายน 2551 เป็นบทสุดท้ายที่ผมใช้สรุปพรรคการเมืองชื่อพรรประชาธิปัตย์ที่มีหัวหน้าพรรคชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเวลา 09.45 น ท่านประธานสภาเรียกประชุมสภา ผมเห็นคุณชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน และลูกพรรคที่เป็น ส.ส เกือบทั้งหมดนั่งอยู่ในสภา พอท่านประธารชัย ชิดชอบ พูดได้ 2-3 คำ และเหลือบไปเห็นคุณบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในสภาท่านหนึ่งยกมือขอพูด ท่านประธานชัย ชิดชอบ ก็ให้ลุกขึ้นพูดและเหตุการณ์ต่อจากนั้นถ้าใครไม่ตามการเมืองมาก็จะเห็นว่าเหมือนๆจะไม่มีอะไร แต่สำหรับผมแล้วผมนั่งหัวเราะด้วยน้ำตา และนั่งตรองอยู่หลายนาที และอยากถามคุณชวน หลีกภัย ที่ผมเคารพว่าท่านและพวกท่านรวมทั้งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยากเป็นนายกและรัฐบาลมากขนาดยอมทำถึงขนาดนี้เชียวหรือ สำหรับคนอื่นคิดไงผมไม่รู้แต่สำหรับผมแล้ว การจงใจทำเรื่องนี้โดยวางแผนและไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเรื่องที่ผมรับไม่ได้และไม่มีวันให้อภัยกับผู้ที่คิดทำเรื่องเหล่านี้ได้เลย มันไม่เป็นลูกผู้ชายเอาซะเลยครับ คุณชวน หลีกภัย และพรรคประชาธิปัตย์...




 

Create Date : 13 กันยายน 2551    
Last Update : 5 มกราคม 2557 14:24:21 น.
Counter : 297 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

k.j
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add k.j's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.