Group Blog
 
All Blogs
 

รักต่างมุม...ของจิ้ม ผักไห่


  จิ้มเป็นเด็ก อ.ผักไห่ จ.อยุธยา มาเรียนกรุงเทพฯตั้งแต่เด็ก พอจบม.6 ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะเดียวกับผม จิ้มเป็นคนตัวป้อมๆตันๆสูง 160 ชม หน้าตาหล่อแบบหนุ่มอยุธยา ทั้งสำเนียง เสียงพูดและรอยยิ้ม ล้วนแต่แสดงถึงความเป็นคนพื้นเมืองกรุงเก่าอย่างเด่นชัด จิ้มเป็นคนพูดเก่ง จนบางคนเข้าใจไปอีกทางว่าจิ้มเป็นคนพูดเยอะ ร่าเริง แจ่มใส ทำอะไรชอบวางฟอร์มและต้องเก็กไว้ก่อน จิ้มบอกว่าพ่อสอนไว้ จิ้มเป็นคนไม่มีพรสวรรค์แต่ทำอะไรได้หลายอย่าง ทั้งดนตรี กีฬา การเรียน จิ้มทำทุกอย่างได้ดีเพราะความบากบั่นและความอดทน ผสมกับความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ 
  

   จิ้มเรียนโรงเรียนที่มีทั้งชายและหญิงมาตั้งแต่ม.1 ไม่เหมือนผมที่เรียนโรงเรียนชายล้วนมา จิ้มบอกว่าถึงอย่างนั้นก็เถอะ ไม่มีหญิงใดที่ผ่านมาในอดีตที่น่าสนใจ พอที่จิ้มจะมอบหัวใจดวงน้อยๆของหนุ่มผักไห่ให้เลยซักคน หญิงนับร้อยนับพันไม่มีซักหนึ่งในดวงใจจิ้มเลย เพื่อๆรวมทั้งผมด้วยฟังจิ้มเล่าด้วยความเห็นใจ อยากปลอบใจจิ้มด้วยแข้งขวาซักดอก ไอ้ผักไห่เอ๊ยคุยได้น่ารักไปทิ้งถังขยะจริงๆ แต่จิ้มก็แสดงให้เห็นว่าเป็นคนพิถีพิถันเรื่องการคบสาว ปีหนึ่งทั้งปีไม่ว่าสาวใดทั้งมหาวิทยาลัย ไม่มีใครน่าสนใจสำหรับจิ้มเลย จิ้มเมินทุกคนที่เพื่อนๆแอบซุบซิบว่าสวยอย่างโน้น น่ารักอย่างนี้ จิ้มจะออกความเห็นว่างั้นๆ เวลาเพื่อนถามความเห็นเสมอจนเพื่อนๆเริ่มหงุดหงิดว่า หรือจิ้มจะเป็นเกย์ เป็นตุ๊ด หรือเป็นขันที นั้นว่าจิ้มกันเข้าไป แต่สำหรับผมๆเข้าใจจิ้มดีเพราะรู้ซึ้งถึงความเป็นเกย์ เอ๊ยไม่ใช่ รู้ถึงความเรื่องมากและความมีฟอร์มของจิ้มเป็นอย่างดี สาวบางคนก็เห็นจิ้มมองตาละห้อย น้ำลายฟูมปาก แต่เนื่องด้วยความมีฟอร์มของจิ้ม จึงทำให้จิ้มไม่กล้าผลีผลาม เดี๋ยวชวดแล้วจะเสียฟอร์ม จึงทำให้ช้ากว่าคนอื่นๆไปหนึ่งก้าวเสมอ จิ้มจึงครองตนเป็นโสดมาจนจบปีหนึ่ง
  

  พอขึ้นปีสองมีน้องปีหนึ่งเข้ามา จิ้มเป็นพี่ว๊ากที่เด่นมาก เพราะเวลาซ้อมเชียร์จิ้มจะกลายเป็นคนจริงจัง พอเลิกซ้อมจิ้มจะกลายเป็นคนพูดเยอะ มีมุขตลก คารมดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเองกับน้องๆ ด้วยความเป็นคนช่างสังเกตของผม ผมจึงสังเกตเห็นจิ้มแอบชอบน้องปีหนึ่งคนหนึ่ง น้องคนนี้หน้าตาน่ารักมาก เป็นดาวมหาลัยได้สบายๆ ด้วยความมีฟอร์มของจิ้มจึงต้องพยายามไม่ให้ใครรู้ว่าจิ้มสนใจน้องคนนี้ พยายามจีบน้องทีละเล็กทีละน้อย แบบไม่ให้ใครจับได้ว่าจิ้มจีบน้องคนนี้ จิ้มกลัวว่าถ้าแห้วแล้วจะเสียฟอร์ม กะว่าถ้าน้องเขามีใจแล้วค่อยเปิดตัว จิ้มนั่งคุยกับกลุ่มของน้องๆ ไปกินข้าวเที่ยงด้วย และตามไปส่งในบางครั้ง โดยทั้งหมดที่ทำนี้จิ้มอาศัยความชุลมุนและอ้างความบังเอิญทั้งสิ้น เพื่อนๆคิดแค่ว่าจิ้มคงอยากสนิทกับน้องปีหนึ่งทั้งกลุ่มก็เท่านั้น มีผมคนเดียวที่สังเกตเห็นว่ามันไม่ธรรมดาแน่ๆงานนี้ ผมอดเป็นห่วงเพื่อนสนิทคนนี้ที่ผมอาศัยห้องนอนเวลาไม่อยากกลับบ้านไม่ได้ว่า มันจะสำเร็จหรือน้องเขาออกเป็นดาวขนาดนั้น คงมีหนุ่มๆหลายคนหมายปองน้องคนนี้ไว้เป็นคู่แข่งจิ้ม และมีคนหนึ่งเป็นรุ่นพี่ปีสาม ผมคิดว่าถ้าพี่คนนี้หมายปองน้องสุดน่ารักคนนี้รับรองงานนี้จิ้มชวดแน่นอน พี่ปีสามคนนี้เป็นพี่โรงเรียนมัธยมของผม เป็นคนเก่ง ทำตัวน่าเคารพและดูเป็นผู้ใหญ่ มีทุกอย่างที่จิ้มมี แต่จิ้มขาดหลายอย่างถึงครบเครื่องแบบพี่คนนี้ ผมเป็นห่วงจิ้มจริงๆแต่ทำอะไรไม่ได้ จะเตือนจิ้มตรงๆก็ไม่ได้เพราะขนาดเวลาผ่านมาเกือบเทอมแล้ว จิ้มยังวางฟอร์มอยู่เลย จีบแบบไม่ให้ใครสังเกตเห็น น้องคนนี้จะรู้หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจเลย พี่ปีสามซะอีกที่ค่อยๆเติมทีละนิดๆ ให้เห็นว่าชอบน้องคนนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนจิ้มก็ยังเหมือนเดิมอาศัยแต่ความชุลมุน กลุ่มคนเข้าคลุกวงในแบบไม่กล้าประกาศตัวว่าจะจีบน้องคนนี้แบบเต็มตัว ไอ้ผมจะกระซิบบอกน้องเขาก็ไม่ได้ เพราะเกมส์นี้ทุกคนต้องมีคุณธรรมพอ คนนอกต้องเป็นกลางให้น้องเขาตัดสินใจเอาเอง
  

   แต่ว่าไปแล้วจิ้มเสียเปรียบหลายอย่าง เช่นจิ้มอยู่หอจะอ้างไปส่งน้องก็ไม่มีเหตผลพอ เพราะหอจิ้มอยู่หน้ามหาลัยเดินออกไปก็ถึง โทรศัพท์สายตรงก็ไม่มีโทรสาธารณะก็คุยได้ไม่นานมีคนรอต่อ และถึงจิ้มจะมีฟอร์มก็จริงแต่มันเป็นแบบผักไห่ อยุธยา ดูยังไงก็หนุ่มลูกทุ่งดีๆนี่เอง เงินก็ไม่ค่อยมีพ่อส่งมาให้พอใช้แค่ประจำวันเท่านั้น นานวันเข้าจิ้มจึงค่อยๆถูกกันออกจากเกมส์นี้ มีวันหนึ่งเห็นน้องคนนี้มากับรุ่นพี่ปีสามสองต่อสอง จิ้มก็คิดว่าสงสัยบังเอิญเจอกันมั๊ง พอเที่ยงกลุ่มน้องไปกินข้าวกันตามปกติ แต่น้องคนสวยแยกตัวไปกินกับพี่ปีสาม จิ้มก็คิดว่าคงนานๆครั้ง พอน้องเลิกเรียนก็ยังไม่กลับนั่งรอจนพี่ปีสามเลิกแล้วกลับด้วยกัน จิ้มก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าคงไปซื้อของกันมั๊ง จนชักบ่อยๆเข้าคนในภาควิชา เริ่มสรุปกันแล้วว่าคู่นี้เปิดตัวเป็นแฟนกันแล้ว เป็นคู่ที่สร้างความฮือฮาและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นคู่ที่เหมาะสมกันที่สุดแห่งปี จิ้มถึงเริ่มยอมรับและรู้ตัวว่าเกมส์นี้จบแล้วสำหรับจิ้ม จนคืนหนึ่งจิ้มนอนบนเตียงผมนอนที่พื้น จิ้มทนไม่ไหวจึงถามผมว่ารู้หรือเปล่าว่าจิ้มสนใจใครอยู่ ผมบอกผมรู้ตั้งนานแล้วว่าจิ้มแอบชอบน้องคนนี้อยู่ จิ้มทำเสียงแปลกใจว่าผมรู้ได้ไง ไม่เห็นมีใครรู้ขนาดน้องยังไม่รู้เลย ผมบอกผมเก่งเรื่องการเสือกเรื่องคนอื่น เอ๊ยไม่ใช่ผมช่างสังเกตต่างหาก พอจิ้มรู้ว่าผมรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว จิ้มก็ระเบิดสิ่งที่อัดอั้นตันใจมาหลายเดือนออกมาให้ผมฟัง ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็เห็นมาตลอดอยู่แล้ว ผมเก่งเรื่องนี้จริงๆไม่ได้โม้ ผมก็ให้ความเห็นพร้อมทั้งปลอบใจจิ้มไป ต้องปลอบแบบเข้าใจในความเป็นคนมีฟอร์มของจิ้มด้วย ตกลงคืนนั้นเราคุยกันจนเช้าไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไปเรียนวันรุ่งขึ้นไม่รู้เรื่องเลย หลังจากวันนั้นจิ้มดูดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความทุกข์อันใหญ่หลวงยังมีร่องลอยให้เห็นอยู่ ต่อหน้าผู้คนและต่อหน้าคู่รักหวานๆคู่นี้ จิ้มต้องทำเป็นไม่มีอะไร คุยร่าเริง แจ่มใสและอารมณ์ดีกับทุกๆคนเช่นเดิม ต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจทุกวันไม่มีขาด ลองคิดดูแล้วกันว่าถ้าท่านเป็นจิ้มจะเจ็บลึกขไหนหนาด การต้องแสดงออกตรงข้ามกับความรู้สึกภายในมันเจ็บปวดขนาดไหน ไม่มีใครช่วยอะไรจิ้มได้หรอกต้องให้กาลเวลาเป็นผู้รักษาแผลใจให้จิ้มเอง น้ำเน่าไปนิดแต่จริงๆก็ต้องเป็นอย่างนั้น วันนั้นฝนใกล้ตกท้องฟ้ามืดครึ่ม น้องคนสวยเดินกลับไปพร้อมรุ่นพี่ ส่วนผมกับจิ้มเดินตามหลังมาห่างๆ จิ้มถามผมว่ามีทางไม๊ที่คู่นี้จะเลิกลากัน ผมบอกว่าอย่าแม้แต่จะคิด แค่คิดก็ผิดแล้ว และการรอให้โอกาสนั้นมาถึงยิ่งไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง ฝนตกก็ต้องเปียก พอเปียกก็เปลี่ยนเสื้อผ้า อย่าหวังว่ามันจะไม่เปียกเพื่อจะได้ใส่ชุดเดิมต่อ
 

    และเรื่องราวก็ผ่านพ้นมาเดือนแล้วเดือนเล่า จิ้มก็ยังคงเป็นจิ้มคนเดิม จะเปลี่ยนไปนิดก็ตรงรักครั้งแรกของจิ้มได้สร้างบทเรียนอันยิ่งใหญ่ให้จิ้มได้เรียนรู้ และปรับตัวเข้าหามันเผื่อมีรักครั้งใหม่ อย่างที่บอกจิ้มไม่มีพรสวรรค์ คนไม่มีพรสวรรค์ทำอะไรมักจะดูขัดๆไปหมด ต้องอาศัยความตั้งใจและความอดทนมาเติมเต็ม จากนั้นมาจิ้มก็ไม่มีเค้าว่าจะมีรักครั้งใหม่เลย ถึงจะมีสาวๆหลายคนมาวนเวียนอยู่ในสายตาจิ้มแต่จิ้มก็ไม่สน แต่มีเรื่องดีๆเรื่องหนึ่งคือจิ้มตัดน้องสุดน่ารักคนนี้ออกจากใจได้เกือบหมดแล้ว หัวใจสี่ห้องของจิ้มว่างพร้อมรับความรักครั้งใหม่แล้ว รอเพียงจังหวะและโอกาสเท่านั้น และเวลานั้นก็มาถึงพอปิดเทอมก่อนขึ้นปีสาม จิ้มไปรับงานพิเศษขายนมผึ้งเป็นเม็ดๆบรรจุกล่อง จิ้มชวนผมไปทำด้วยแต่ผมไม่ถนัดงานขาย เพราะเป็นคนขี้อายคุยไม่เก่ง และไม่มีเสน่ห์ด้านการขายจึงไม่รับคำชวนของจิ้ม พอจิ้มไปขายได้เดือนกว่าๆก็มาเล่าให้ผมและเพื่อนๆฟังว่า จิ้มหลงชอบรุ่นน้องที่ไปขายด้วยกันคนหนึ่ง เป็นเด็กจุฬาจิ้มเอารูปมาให้ดูน่าตาใช้ได้ถึงจะสู้น้องสุดน่ารักไม่ได้ก็ตาม คราวนี้จิ้มมาแปลกแฮะเปิดตัวกับเพื่อนๆก่อนเลย ตั้งแต่ยังไม่ได้จีบเลยหรือจิ้มจะพัฒนารูปแบบของตัวเองจากที่ได้บทเรียนในครั้งแรก เพื่อนๆต่างเห็นดีด้วยบอกว่าลุยโลด ไม่ต้องกลัวถึงเราจะเป็นเด็กชานเมือง น้องเขาอยู่จุฬาก็ไม่เป็นอุปสรรค์ ทุกคนเอาใจช่วยเสื้อผ้าไม่มีให้ยืม เงินไม่พอมาบอกดอกเบี้ยศูนย์% จิ้มก็ยิ้มแฉ่งขอบใจความมีน้ำใจของเพื่อนๆ และขอตัวไปขายของต่อ พอจิ้มไปผมก็ต่อ 5 ต่อ 1 ก่อนเลย รับไม่อั้นว่างานนี้จิ้มกินแห้วแน่นอน เพื่อนๆลองกันหลายคน (ไม่ได้ต่อแบบการพนันนะครับ ต่อแบบเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ )  งานนี้จิ้มกลับมาเป็นจิ้มคนเดิมเต็มที่ โทรศัพท์ไม่มีก็ไปงัดห้องธุรการคณะเข้าไปโทร โดยมีเพื่อนๆเป็นคนคอยดูยามไว้ให้ น้องเขาอยู่จุฬาฯ บ้านอยู่ดอนเมือง จิ้มก็ไม่สนว่างเป็นไปหาและเสาร์อาทิตย์ชวนไปเที่ยวไม่มีขาด มีอะไรก็มาปรึกษาเพื่อนๆให้ช่วยกันแนะนำ ถึงผมจะเป็นฝ่ายต่อว่าจิ้มจะแห้ว ก็ช่วยจิ้มเต็มที่ ส่วนพวกที่ลองจิ้มไว้ยิ่งไม่ต้องห่วง ส่งน้ำส่งเสบียงจิ้มไม่มีขาด จิ้มมาบ่นว่ามีเด็กจุฬามาจีบน้องเขาอยู่ ผมถามใครบอกจิ้มบอกน้องเขาบอก ผมได้ยินดังนั้นก็รู้ตัวแล้วว่าเสียพนันแน่แล้ว บอกจิ้มว่าอย่าช้าต้องตัดสินใจแล้ว เปิดตัว เข้าหาเพื่อน ไปพบพ่อแม่น้อง พาน้องมาเปิดตัวที่มหาลัย พาไปพบพ่อแม่ อย่ามัวแต่วางฟอร์มเดี๋ยวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จิ้มได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าต้องทำอะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทุกอย่างเป็นใจอย่างยิ่งสำหรับจิ้ม จิ้มใช้ความซื่อๆแบบอยุธยา จริงใจแบบมีฟอร์ม มีคารมแบบพูดเยอะ ทำทุกอย่างโดยใช้ใจนำและความอดทนตาม จนสามารถเอาชนะใจน้องคนนี้ได้ 
 

    แล้ววันที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองของจิ้มก็มาถึง วันนั้นเป็นวันลอยกระทง มหาลัยมีงานจิ้มควงน้องมาแนะนำให้รุ่นพี่ เพื่อนๆ รุ่นน้องได้รู้จัก จิ้มยิ้มจนแก้มปริและดูมีความสุขอย่างแท้จริง น้องก็ดูมีความรักและไม่อึดอัดกับความเป็นตัวตนของจิ้ม ทั้งคู่คุยกันและลอยกระทงร่วมกันแบบที่ทำให้คนอื่นๆอีกหลายคนต้องอิจฉา ในความหวานแหววของคู่นี้ ไม่รู้ว่าทั่งคู่จะอธิฐานอะไรร่วมกัน แต่สุดท้ายจิ้มก็พบความรักที่ยิ่งใหญ่ มีความสุข ต่างมุมกับรักครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง.....




 

Create Date : 10 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 8:26:08 น.
Counter : 724 Pageviews.  

แด่...การตัดสินใจที่ไร้เหตุผลที่สุด

   อัญชลีเป็นเพื่อนผมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย อัญชลีเป็นคนจังหวัดระนอง เข้ามาเรียนกรุงเทพฯตั้งแต่เด็กๆ เรียนจบม.6 จากโรงเรียนราชินี แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะเดียวกับผม อัญชลีเป็นคนไม่สวย ใส่แว่นหนา สูงราว165 ซม ผมยาว ผิวขาว ต้วมเตี้ยมๆน่ารัก อัญชลีเป็นคนมั่นใจตัวเองสูง ตอนเข้าปีหนึ่งรุ่นพี่ถามใครจะเป็นหัวหน้าชั้นปี ไม่มีใครรับอาสาเลยต้องจับฉลาก ผมลืมดูดวงมาก่อนจึงจับฉลากได้ภาระนี้มา ผมเลยเอาบ้างถามว่าใครจะรับเป็นเหรัญญิกชั้นปี นึกในใจเดี๋ยวตูได้สั่งให้จับฉลากบ้างแน่นอน แต่เปล่าอัญชลียกมืออาสาเป็นตำแหน่งนี้ ด้วยลอยยิ้มอันน่ารักของเธอ สร้างความประหลาดใจให้กับผมเป็นอย่างยิ่ง ต่อๆมาอัญชลีก็ช่วยทำหน้าที่นี่ได้อย่างดี เธอละเอียดเรื่องการใช้จ่าย แต่มีเหตุผลและหลักการ รับฟังเหตุผลของทุกคนทุกเรื่องและมีบทสรุปให้ทุกเรื่องเสมอ อัญชลีวางตัวได้น่ารักมากๆ เมื่ออยู่ในหมู่เพื่อนฝูงไม่มากไม่น้อย และมีน้ำใจมีไมตรีให้ทุกคนที่เป็นมิตร มีเพื่อนคณะอื่นมาชวนคุย อัญชลีก็วางตัวดีไม่เกินเลยไปกับใครจนเกินงาม คุยได้หมดแต่ไม่มีใครชนะใจเธอได้ซักคน อัญชลีจึงมีเพื่อนมากมายทั้งมหาวิทยาลัยรวมทั้งผมด้วย เรื่องเรียนอัญชลีก็ไม่เคยตกหล่น เรียนอย่างสม่ำเสมอ และคอยเตือนเพื่อนๆที่ชอบโดดเรียนรวมทั้งผมด้วย อัญชลีให้เพื่อนยืมสมุดไปถ่ายเอกสารเสมอเวลาใกล้สอบ แน่นอนผมก็ใช้บริการอยู่เสมอไม่เคยขาด

  อัญชลีมีความแน่วแน่อยากทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ มีอยู่ปิดเทอมหนึ่งรุ่นพี่คนหนึ่งมาชวนอัญชลีให้ไปวัดธรรมกายฯ รุ่นพี่คนนี้มาพูดยาวมากผมนั่งก็แล้วหลับก็แล้ว ตื่นมาพี่คนนี้ยังพูดไม่จบเลย แต่อัญชลีกลับนั่งฟังอย่างสนใจ และซักถามพี่คนนี้อย่างมีเหตุผล แต่อัญชลีก็ไม่ได้แสดงออกให้เห็นเลยว่าเธอจะเชื่อแบบไม่มีเหตุผล ขนาดเรื่องความเลื่อมใสเธอยังพยายามจะใช้เหตุผลเลย จนสุดท้ายเธอบอกผมว่าเธอจะไปวัดธรรมกายตามคำแนะนำของพี่คนนี้ ไปอยู่วัด 5 วัน อัญชลีชวนผมไปด้วย ผมบอกผมเป็นนักเรียนวัดมา 6 ปีแล้วไม่เป็นไรผมใกล้วัดอยู่แล้ว อัญชลีบอกใกล้แต่ตัวแต่ใจไกลมากจะไปไม๊ ผมบอกเอางี้แล้วกันผมไปเป็นเพื่อนแล้วกลับเลย วันที่ 5 ก็ไปปิดท้ายอีกวันแล้วกัน อัญชลีทำหน้าเหนื่อยหน่ายแต่ไม่พูดอะไร คืนก่อนเดินทางเพื่อนๆนัดกันไปนั่งเล่นหอเพื่อน ผมก็สนุกใหญ่เลย  เตะบอลกันถึงสองทุ่ม อาบน้ำเล่นไพ่กันต่อ แต่ไม่กินเหล้าพวกผมเด็กดี เล่นจนถึงตี 4 ถึงได้นอน แล้วไงละทีนี้พอ 7.00 น ได้เวลานัดอัญชลีมาตะโกนเรียกอยู่ด้านล่าง ผมสะดุ้งสุดตัวโผล่หัวอันยุ่งเหยิงออกนอกหน้าต่าง อัญชลีเห็นแล้วแทนที่จะไม่พอใจ ที่ผมยังไม่แต่งตัว อัญชลีกลับยิ้มๆส่วยหน้าทำท่าน่ารักในแบบของอัญชลี แล้วบอกว่าไม่รอละนะไปก่อน ผมก็ไปนอนต่อตื่นมางงๆนึกว่าฝันไป กว่าจะจำความได้ก็บ่ายสองเข้าไปแล้ว รู้สึกผิดที่รับปากแล้วไม่ได้ไปตามนัด เวลาก็ผ่านไปจนถึงวันที่ห้า ผมตัดสินใจไปวัดธรรมกายในเช้าวันนั้น ไปลำบากน่าดูไกลก็ไกล ร้อนก็ร้อนรถเมล์ก็แน่น นั่งรถไปบ่นไปว่าทำไมมันลำบากแบบนี้ ไปถึงต้องนั่งมอไซด์เข้าไปอีก นึกในใจจะเจออัญชลี หรือเปล่าก็ไม่รู้ ลำบากขนาดนี้ อัญชลีหนีกลับไปแล้วมั๊ง เข้าไปถึงวัดคนเยอะมากๆไม่รู้มาจากไหนเยอะขนาดนี้ คนเยอะจริงๆแต่ระบบการจัดการเขาสุดยอดมากๆ เยอะแต่ไม่วุ่นวายทุกอย่างมีระบบ โชคดีเจอรุ่นพี่คนที่ทำให้ต้องมาลำบากแบบนี้พอดี รุ่นพี่บอกอัญชลี อยู่จุดโน้นเดินไปเลี้ยวขวา ตรงไปเลี้ยวซ้าย แล้วเลี้ยวขวาอีกตรงไปสุดเลี้ยวขวาอีกทีก็เจอ ผมขอบคุณรุ่นพี่คนนั้นแล้วก็ชวนพี่คนนี้เดินไปด้วยกัน ใครจะไปจำไหวไกลขนาดนั้น มาวัดนี้แล้วเป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่าเนี๊ยะ พอเจออัญชลีเธอกำลังกวาดพื้นอยู่ ท่าทางสดใส และดูสง่างามมาย ไม่เคยเห็นคนกวาดถนนที่ดูดีขนาดนี้มาก่อนเลย อัญชลีทำท่าเหมือนไม่แปลกใจที่เจอผม พาผมเดินชมรอบๆวัด อธิบายระบบของวัดให้ผมฟังและชวนไปไหว้หลวงพ่อ กินข้าว ล้างจาน เก็บของแล้วลากลับทุกอริยาบทเธอทำได้อย่างจริงใจและดูเป็นธรรมชาติ ผมซะอีกที่ดูอึดอัดๆยังไงชอบกล อัญชลีพาผมกลับ ก่อนกลับแวะสระน้ำและให้ผมช่วยถ่ายรูปให้อัญชลี 1 ใบ กำลังได้แดดพอดีผมบอกผมขอรูปนี้ 1 ใบ ต่อมาอัญชลีก็ให้ผมตามขอ ในรูปอัญชลี ดูดีมากๆหรือผมถ่ายเก่งก็ไม่รู้ ตอนนั่งรถขากลับเธอสรุปสิ่งที่ได้เห็นตลอดห้าวันให้ผมฟังอย่างมีเหตุผล และสิ่งที่ผมห่วงว่าอัญชลีจะงมงายก็หมดไป เพราะอัญชลีแสดงให้เห็นแล้วว่า มีเหตุผลพอที่จะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร ต่อมาปีแล้วปีเล่าอัญชลีก็ทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มากไม่น้อย

    จบปีสี่ผมไม่จบตามเพื่อนๆต้องเรียนอีกปี ตอนนั้นเริ่มเจออัญชลีน้อยลง อัญชลีโทรมาหาบางครั้ง โทรมาปรึกษาว่าแม่แนะนำให้รู้จักลูกเพื่อนแม่ อายุราว30 กว่าๆ แต่ท่าทางจริงใจและมาชอบอัญชลี เอาไงดีผมก็ให้คำปรึกษาไปและคิดว่าเรื่องไม่น่าจะไปไหนเร็วนัก อัญชลีก็เพิ่งจบได้ยังไม่ถึงปีเลย งานก็เพิ่งได้อัญชลีคงไม่ตัดสินใจอะไรรวดเร็ว อายุ20ต้นๆยังมีเวลาคิดเรื่องแต่งงานอีกนาน มีอยู่คืนหนึ่งตอนสามทุ่มอัญชลีมาที่บ้านผม มาขอรูปที่ให้ผมไว้คืน ที่จริงอัญชลีโทรมาบอกก่อนหน้านี้แล้วว่าฟิลม์หาย อัญชลีต้องการรูปนั้นเพื่อไปทำซ้ำอีกชุด แต่ไม่คิดว่าอัญชลีจะมาเอาถึงบ้านและมากับลูกเพื่อนแม่ ผมเก็บรูปนั้นไว้รวมกับรูปอื่นๆแต่ทำไมไม่ทราบ ผมกลับโกหกอัญชลีว่าหารูปไม่เจอ เธอก็ไม่ว่าอะไรถามผมว่าสบายดีหรือแล้วก็ลากลับไป เมื่อก่อนมือถือไม่มี มีก็แพงไม่มีเงินซื้อจะคุยกันได้ต้องรอกลับบ้าน เลยไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก
   เช้าวันหนึ่งข่าวที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพื่อนผมที่เป็นคนใต้เป็นเพื่อนสนิทของอัญชลี มาบอกผมว่าอัญชลีฝากบอกว่าตัดสินใจแต่งงานกับลูกเพื่อนแม่ แต่งแล้วก็ย้ายกลับไปช่วยงานสะพานปลาของแม่ที่ระนอง ผมฟังแล้วหัวหมุนงงอยู่กว่า 1 ชม ไม่ใช่อาการของคนอกหักนะครับ แต่ผมไม่เข้าใจการตัดสินใจของอัญชลีในเรื่องนี้ อายุก็เพิ่ง 22 เรียนก็เพิ่งจบปีกว่าๆ แต่งงานกับคนที่เพิ่งรู้จักมาแค่ปีเดียว แถมทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ อัญชลีแต่งแล้วกลับไปทำงานที่บ้าน สามีอยู่กรุงเทพฯ แต่อัญชลีอยู่ระนอง เดี๋ยวมีลูกแล้วก็ต้องเลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน เรียนมาแทบตายวัยที่ควรจะพบสิ่งที่ท้าทายและเก็บเกี่ยวเรื่องราวต่างๆมากมายในโลกนี้ แต่อัญชลีกลับตัดสินใจอะไรแคบๆแบบนี้  มันจะดียังไงละทีนี้ วันนั้นฝนตกหนักมากถึงเวลาจะผ่านมากว่า 10 ปีผมจำได้ ผมนั่งอยู่ในซุ้มที่ผมนั่งคุยกับอัญชลี บ่อยๆ พยายามหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องนี้ ผมนั่งอยู่กว่า 3 ชมคนเดียวคิดแล้วคิดอีก นั่งก็แล้วนอนก็แล้วคิดจนปวดหัวไปหมด ถ้าอัญชลีอยู่ด้วยก็ดีเพราะปกติมีอะไรที่ยากๆ อัญชลีจะช่วยคิดช่วยแก้ได้เสมอๆ แต่วันที่ฝนตกหนักในซุ่มเดิมๆ ขาดเพียงอัญชลี ผมไม่สามารถคิดหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องนี้ได้ ผมเลยเดินตากฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดกลับหอเพื่อน และกัดฟันสรุปว่า...นี่คือการตัดสินใจที่ไร้เหตุผลที่สุด




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 8:32:16 น.
Counter : 329 Pageviews.  

ยอมหัก ไม่ยอมงอ

บ่ายวันหนึ่งของเดือน ต.ค ปี 2525 ลุงนั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนในห้องทำงานแผนก 5 ของ ตำรวจสันติบาล ลุงนั่งมองออกนอกหน้าต่างท่าทางเหมือนคุ่นคิดอะไรอยู่ในใจ หนังสือพิมพ์ฉบับภาษาจีนของสำนักพิมพ์จีน ที่ขายดีที่สุดยังเปิดคาอยู่บนโต๊ะ ลุงเป็นหัวหน้าแผนก 5 มาได้ปีกว่าๆแล้ว ลุงไม่ได้เป็นนักเรียนนายร้อย แต่มาจากสายนิติศาสตร์ที่จบมาจากไต้หวัน มีความชำนาญด้านภาษาจีนจึงได้ไต่มาถึงระดับนี้ได้อย่างรวดเร็ว ลุงหันมามองผมเหมือนอยากจะถามอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็หันออกไปนอกหน้าต่างเช่นเดิม ลุงไม่สบายใจนักกับสิ่งที่อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาจีนของวันนี้ ลุงรู้ว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นและไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานส่งเสียงดังขึ้น ลุงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าปัญหาได้มาถึงแล้ว ลุงรับโทรศัพท์แล้วสั่งให้นายตำรวจที่โทรมาขึ้นมาพบที่ห้องทำงาน ไม่นานนักลูกน้องลุงก็เข้ามาพร้อมทำแฟ้มหอบใหญ่ในมือ แล้วบรรยายสรุปให้ลุงทราบว่า ข้อความหนึ่งที่ลงในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว หมิ่นฯโดยจงใจไม่ใช่ความเข้าใจผิดด้านภาษา เป็นความผิดที่ร้ายแรงแต่ไม่มีผลสรุปจากลูกน้องลุงว่าต้องดำเนินการอย่างไร ลุงรู้ว่าบทสรุปนั้นเป็นหน้าที่ของลุง ก่อนลูกน้องคนนั้นจะออกนอกห้องไปได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ลุงแล้วทำหน้าไม่สู้ดีนัก ก่อนทำความเคารพแล้วออกจากห้องไป ลุงอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นอย่างไม่ค่อยสนใจมากนัก เพราะลุงรู้ถึงข้อความในกระดาษแผ่นนั้นดีอยู่แล้ว ลุงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับนั้น มีสัมพันธ์อันดีกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่อนาคตมีโอกาสสูงที่จะขึ้นถึงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ รู้ถึงกิติศักดิ์ของตำรวจผู้นั้นว่า รักทุกคนที่อยู่ฝ่ายตนแต่กัดไม่ปล่อยถ้าใครอยู่ฝ่ายตรงข้าม ลุงยังคงนั่งคิดอย่างลังเลว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี จนในที่สุดลุงยกหูโทรศัพท์ขึ้น แล้วสั่งให้ลูกน้องทำหนังสือสั่งปิดหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวเป็นเวลา 60 วันขึ้นมาให้ลุงเซนต์ในเช้าวันรุ่งขึ้น
    เช้าวันต่อมาลูกน้องคนเดิมเอาเอกสารเข้ามาให้ลุงเซนต์หน้าตาไม่สู้ดีนัก ลุงอ่านเอกสารแล้วเซนต์อย่างไม่ลังเลไม่มีท่าที่ลังเลเหมือนเมื่อวาน ลูกน้องรับเอกสารแล้วลาจากไปไม่นานโทรศัพท์ก็ดังขึ้น นายตำรวจใหญ่ผู้นั้นโทรมาสั่งให้ลุงยกเลิกคำสั่งนั้นเดี๋ยวนี้ ลุงบอกว่าทำไม่ได้ลุงต้องทำตามหน้าที่และไม่สามารถยกเลิกคำสั่งนั้นได้ การสนทนาเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ในที่สุดนายตำรวจผู้นั้นก็หมดความอดทนกับลุง แล้วบอกว่าแล้วจะได้เห็นดีกัน ลุงไม่ได้ตอบอะไรกับคำขู่นั้นเมื่อวางหูโทรศัพท์แล้ว ลุงหมุนเก้าอี้มองออกนอกหน้าต่างคิดถึงอดีตที่ผ่านมาลุงไม่กลัวคำขู่นั้นเพราะลุงรู้ดีว่าเป็นการทำตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา แล้วในเมื่อลุงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจเรื่องนี้ก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ ลุงไม่สนใจตำแหน่ง ไม่ห่วงตัวเองเลยถ้าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะการตัดสินใจในครั้งนี้ แต่ลุงรู้ดีว่าที่ผ่านมาเคยมีตัวอย่างผู้ที่ทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายตำรวจท่านนั้นจะลงเอยอย่างไรบ้าง ลุงไม่ห่วงตัวเองเลยแม้แต่น้อย แต่ที่ลุงห่วงคือรอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้องกับลุง จะต้องมาพลอยได้รับผลจากการตัดสินใจในครั้งนี้ของลุง ที่ลุงคิดหนักและไม่สบายใจมาตั้งแม่เมื่อวาน และต่อมาถึงวันนี้ก็เรื่องนี้แหละ ลุงได้แต่หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่รู้เรื่องด้วย และคิดเพียงว่าทุกๆคนคงเข้าใจและเห็นใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้ของลุง ลุงทำทุกอย่างตรงไปตรงมาและรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ลุงรู้ว่าพายุใหญ่กำลังจะมาแต่ลุงไม่รู้ว่าความเสียหายต่อมาจะมากแค่ไหน แต่ลุงรู้แค่ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้เป็นความถูกต้องที่จะติดตัวลุงไปตลอด และหวังว่าทุกคนจะเข้าใจตัวลุง
   จากนั้นมามีเหตุการณ์ที่เกิดจากผลของการตัดสินใจในวันนั้นตามมามากมายอย่างคาดไม่ถึง ผมซึ่งไม่มีคำตอบให้ลุงในวันนั้น แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้วันที่ผมนั่งรถไฟฟ้าผ่านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองเห็นห้องทำงานเก่าของลุงมองเห็นหน้าต่างบานนั้น ถึงแม้ลุงจะจากผมไปแล้วด้วยวัยเพียง 54 ปี มีหนี้บุญคุณมากมายที่ผมยังไม่ได้ชดใช้  ตัวผมจะได้รับผลกระทบจากเหตการณ์ในวันนั้นด้วย แต่ผมก็มีคำตอบกับคำถามที่ลุงอยากจะถามแต่ไม่ได้ถามผมในวันนั้นแล้ว...แด่ลุงผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจผมเสมอมา




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 8:34:27 น.
Counter : 386 Pageviews.  

ความหวังในขวดแก้ว...

    หลินอาศัยอยู่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งห่างจากเมืองกวางเจา เมืองหลวงของมณฑลกวางตุ้ง ราว120 กม ครอบครัวของหลินมีอาชีพเกษตรกรรม ปลูกผักเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ มาตั้งแต่รุ่นปู่-ยา แม่เล่าให้หลินฟังว่าเมื่อก่อนหมู่บ้านนี้ทำเกษตรกรรมทั้งหมู่บ้าน แต่พอสมัยประธานเติ้งความเป็นอยู่ของหมู่บ้านก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ที่ดินที่เคยปลูกผักก็กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กขนาดใหญ่ เพื่อนบ้านหลายคนก็ผันตัวเองเป็นลูกจ้างในโรงงาน ซึ่งเจ้าของส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่นที่เข้ามาลงทุนในที่ดินรอบๆหมู่บ้าน บางคนก็เปลี่ยนจากอาชีพเกษตรกรรมไปเป็นเจ้าของโรงงาน เริ่มจากเล็กๆแล้วค่อยขยายใหญ่โตขึ้น ฐานะความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นแต่ครอบครัวหลิน เลือกที่จะทำอาชีพเกษตรกรรมแบบดั่งเดิม ที่ทำต่อๆกันมาหลายชั่วอายุคน แม่บอกว่าอาจเป็นเพราะผู้ชายในครอบครัวของเราไม่มีความคิดที่จะทำอะไรที่ดีกว่านี้ เลยต้องทำอาชีพนี้ต่อๆกันมาแม้หมู่บ้านจะเปลี่ยนไปเพียงใด ตึกใหม่ๆจะถูกสร้างขึ้นมามากมาย ถนนหนทางก็เกิดขึ้นมารอบๆหมู่บ้านหลายเส้นจะนำพาความเจริญเข้าสู่หมู่บ้านมากเพียงใด แต่ครอบครัวหลินก็ยังทำอาชีพเกษตรกรรมแบบดั่งเดิมที่ต้องใช้แรงกาย หยาดเหงื่อแลกกับเงินเพียงน้อยนิด มีแค่พอดำรงชีวิตไปวันๆซึ่งเป็นต่อๆกันมาตั้งแต่รุ่นปู่-ยาแล้ว
   หลินมีโอกาสเรียนหนังสือได้ถึงแค่ระดับ 8 (เทียบเท่าป.6) เพราะเป็นระดับที่รัฐบาลบังคับให้เด็กทุกคนต้องจบในระดับนี้ ครอบครัวของหลินยอมให้หลินไปเรียนเพราะเรียนฟรี พอจบระดับนี้ หลินอยากเรียนต่อเหมือนกับเพื่อนๆของหลินที่เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นในโรงเรียนของรัฐบาลแต่ต้องเสียค่าเล่าเรียน คุณครูสอนว่าคนเราจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ต้องมีการศึกษา หลินจำคำนี้ได้ขึ้นใจและอยากเรียนหนังสือจะได้ทำงานหรือมีความเป็นอยู่ที่ดีๆ แบบนางเองในหนังหลายเรื่องที่ หลินมีโอกาสได้ดูที่โรงเรียนในชั่วโมงสังคมศึกษา แต่หลินก็ต้องผิดหวังลุงใหญ่ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ให้หลินเรียนต่อ ลุงบอกว่าค่าเรียนแพง ต้องเข้าไปเรียนในตำบลระยะทางมันไกล และทางครอบครัวก็ต้องการให้หลินมาทำงาน เพราะมีคนไม่พอใกล้จะถึงฤดูเพาะปลูกอีกแล้ว ลุงบอกต่ออีกว่าเรียนไปทำไมไม่เห็นมีอะไรเรียนแล้วก็ต้องมาทำงานที่บ้าน ซึ่งลุงสอนให้เองก็ได้ไม่เห็นต้องไปเรียน ทุกคนรวมทั้งหลินต้องรับฟังคำตัดสินของลุงเพราะลุงเป็นหัวหน้าครอบครัว ดังนั้นหลินจึงต้องจบชีวิตการเรียนของหลินด้วยวัยเพียง12 ขวบ หลินช่วยแม่ทำงานบ้าน ทำงานที่ไร่และที่ฟาร์มเลี้ยงหมูทุกวันๆ หลินจึงเข้าใจว่าทำไมครอบครัวของหลินถึงทำอาชีพนี้ต่อๆกันมาโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหตุเพราะว่างานมันมีมากมายในทุกวัน ทำตั้งแต่เช้าจนมืดเสร็จแล้วก็เหนื่อยหมดแรงต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ ไม่มีเวลาที่จะไปคิดอะไรที่จะยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ไม่ทำต่อเนื่องก็ไม่มีเงินพอมาเลี้ยงทุกชีวิตในครอบครัว หลินจึงเข้าใจอีกว่าทำไปอีกซักพักก็กลายเป็นผู้ใหญ่และเลยวัยที่จะเรียนหนังสือแล้ว อีกไม่นานก็ต้องแต่งงานและมีครอบครัวมาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวใหญ่ มาสืบทอดอาชีพนี้ต่อไปเหมือนสมัย ปู่-ยา ลุง-ป้า น้า-อา พ่อ-แม่ และมาถึงรุ่นหลิน

   เมื่อหลินอายุได้ 15 ปีหลินเริ่มรู้แล้วว่าหลินผ่านวัยที่จะเรียนหนังสือสูงๆเพื่อไปทำงานที่ดีๆในโรงงานหรือในเมืองแล้วทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นเวลาผ่านไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ ถ้าจะมีความหวังก็คงต้องเป็นวันพรุ่งนี้ ในวันที่หลินจะมีครอบครัวมีลูกและส่งเขาไปเรียนหนังสือสูงๆเพื่อชีวิตที่ดีกว่า มีการงานที่ดีกว่ารุ่นหลินและรุ่นก่อนๆ ไม่ต้องมาทำงานใช้แรงกาย รายได้น้อยแบบนี้ หลินยอมรับในชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบันไม่โทษลุงใหญ่ที่ไม่ยอมให้หลินเรียน อย่างน้อยลุงใหญ่ก็ทำงานหนักหาเงินมาเลี้ยงดูหลินจนโตขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่โทษพ่อแม่ที่ให้หลินเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ไม่มีฐานะร่ำรวยเหมือนครอบครัวอื่นๆอีกหลายครอบครัว แม้หลินจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือมาน้อยนิดแต่เพียงชั่วเวลาสั้นๆนั้น ก็เพียงพอที่จะจุดประกายความคิดความมีเหตุผลให้เกิดขึ้นในใจหลิน ทำให้หลินเข้าใจอดีต ยอมรับปัจจุบันและมีความหวังถึงอนาคตในรุ่นลูกรุ่นหลาน พออายุ16หลินก็มีแฟนที่ผู้ใหญ่แนะนำให้รู้จักเป็นลูกชายหมู่บ้านใกล้ๆ หลินชื่นชมในตัวแฟนของหลินเพราะเป็นคนขยันขันแข็ง ทำงานอยู่โรงฆ่าหมู มีความคิดและสามารถคุยกับหลินได้ในทุกๆเรื่อง หลินคิดว่าชายคนนี้น่าจะช่วยหลินสานความหวังเล็กๆให้เกิดขึ้นได้ในชั่วชีวิตนี้
      วันนี้เป็นวันที่ 24 ธ.ค ในเมืองกวางเจามีงานฉลองวันส่งท้ายปีเก่า แฟนของหลินชวนหลินติดรถเถ้าแก่เข้าเมืองไปเดินเล่นถนนคนเดิน หลินดีใจมากเพราะนานๆทีถึงได้มีโอกาสเข้าเมืองซักครั้งรถเข้าเมืองมาส่งทั้งสองที่หัวมุมถนน ทั้งสองเดินมากลางสายลมอันหนาวเหน็บ พอเห็นร้านเสื้อผ้าราคาถูกลดราคาก็ตรงเข้าไปแวะดู ที่ร้านนี้เป็นที่ๆผมมีโอกาสได้พบหลิน หลินและแฟนมาในชุด กางเกงยีนส์ เสื้อยืดแขนยาวและเสื้อกันหนาว รองเท้า ราคาถูกที่ส่วนใหญ่มีขายที่ร้านนี้ หลินดูเสื้อผ้าตัวละ 10 หยวนที่กองๆทับกันอยู่ เลือกดูและคุยกับแฟนของเธออย่างอารมณ์ดีและดูมีความสุข ผมเฝ้ามองหลินอย่างสนใจ ซักพักหลินก็เดินออกจากร้าน ควงแขนแฟนของเธอเดินผ่าความหนาวไปสู่ถนนคนเดินที่มีร้านขายเสื้อผ้าราคาแพงมากมาย และอาจพบเพื่อนเก่าๆของหลินสมัยเรียนประถมที่เข้ามาเรียนในเมือง มีความเป็นอยู่ที่ดี แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพงและมีแฟนรวยๆ หลินไม่แคร์และไม่สนใจยังคงอารมณ์ดี คุยหยอกล้อเดินควงแขนกับแฟนอย่างมีความสุข ผมได้แต่มองตามหลังทั้งสองไปและส่งยิ้มนิดๆตามหลินไป เพราะรู้ว่าเธอมีความหวังเล็กๆในขวดแก้วแล้ว....




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 8:36:31 น.
Counter : 311 Pageviews.  

กางเกงห้าตัวกับสัจธรรมแห่งชีวิต

     ผมซื้อกางเกงขายาวมาใหม่ห้าตัวไม่ได้ซื้อรวดเดียวแต่ซื้อมาทีละตัวสองตัว เก็บเอาไว้ยังไม่มีเวลาไปตัดขาซักที วันก่อนไปมาบุญครองเห็นร้านรับตัดขากางเกงตัวละ 30 บาท คิดในใจอือดีเอามาตัดที่นี่ดีกว่าทิ้งไว้แล้วไปเดินดูมือถือซัด 2 ชมค่อยกลับมาเอา บ่ายวันหนึ่งหลังจากเสร็จจากงานแล้วก็เดินไปจะขึ้นรถเมล์เอากางเกงไปตัดขา อย่างที่ตั้งใจไว้เมื่อหลายวันก่อนเดินไปผ่านโรงพยาบาลหัวเฉียวเกือบจะถึงป้ายรถเมล์ เห็นอาแปะนั่งอยู่ริมถนนติดกับบริเวณที่กำลังก่อสร้างอาคารพาณิชย์แกนั่งอยู่กับจักรเย็บผ้าเก่าๆตัวหนึ่ง มีร่มคันใหญ่ไว้บังแสงแดด ไม่รู้คิดยังไงเดินเข้าไปถามแกว่าตัดขากางเกงตัวละเท่าไหร่ แกบอกว่าตัวละ 30 บาท ถามต่อไปว่ารอเอาเลยได้หรือเปล่า แกทำหน้ากังวลแล้วถามว่ากี่ตัว ผมบอกว่าห้าตัวคิดในใจแกคงไม่รับแน่เพราะจะเอาเลยแกคงบอกต้องพรุ่งนี้ ซึ่งผมต้องไม่เอาแล้วไปตัดที่มาบุญครองตามความตั้งใจเดิมเป็นแน่แท้ แต่แกกลับตอบว่าได้ ผมก็เลยต้องส่งถุงไปให้แกพร้อมทั้งนึกในใจ ตูไม่น่าหาเรื่องเลยร้อนก็ร้อน ฝุ่นก็เยอะ รถก็วิ่งควันดำไปหมด ไปตัดที่มาบุญครองก็ดีอยู่แล้ว ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าตัดสินใจให้อาแปะตัดทำไม มองซ้ายมองขวา ตูจะนั่งรอตรงไหนหว่าเห็นเก้าอี้เหล็กอยู่ตัวเลยนั่งลงข้างๆจักรของแก และติดกับตู้โทรศัพท์สาธารณะ นั่งแล้วก็รู้สึกเขินๆยังไงก็ไม่รู้คนเดินไปเดนมาก็มอง ขับรถผ่านก็มองมองอยู่ได้ไม่เคยเห็นคนหล่อรึ อารมณ์เริ่มเสีย

    ขณะนั้นอาแป๊ะก็เริ่มหยิบกางเกงตัวแรกออกจากถุง เอามาลูบดูอย่างถนอม แล้วบอกผมว่ายืนขึ้นวัดขาก่อน แล้วแกก็เอาสายวัดมาวัดอย่างเนิบๆ คนมองอีกแล้วมองทำไมตูเขินนะ วัดเสร็จแกก็อธิบายอย่างช้าๆแข่งกับเสียงรถว่า เท่าไหร่ๆถึงจะสวยฟังไม่ค่อยได้ยินเสียงรถบีบแตรดัง ได้แต่ครับๆลูกเดียวคิดในใจตัดๆไปเถอะ พูดไปก็ไม่รู้หรอกครับลูกเดียว จากนั้นแกก็ค่อยๆเอาวายวัดทาบที่กางเกง เอาไม้บรรทัดมาทับแล้วเอาสีเขียนผ้ามาทำรอยไว้ แล้วก็ค่อยๆหยิบกรรไกมาดัดผ้าออกแบบเหมือนกลัวกางเกงจะเจ็บแล้วก็ก้มหยิบด้ายจากถุงเก่าๆของแก เพื่อหาด้ายที่เข้ากับสีผ้าที่สุดมาใช้ แล้วก็บรรจงเย็บด้วยจักรอย่างประณีต ผมนั่งอยู่แดดก็เริ่มคล้อยต่ำจนทะลุร่มอาแปะ เสียงรถก็ดัง ก่อสร้างก็ฝุ่นมาตามลม คนก็มองอยู่ได้ผมเริ่มหัวเสียขึ้น หันหลังให้แดดแล้วมองหน้าอาแปะ แกทำงานของแกด้วยความถี่คงที่ไม่มีทีท่าว่าจะอารมณ์เสียหรือเบื่อหน่ายต่องานตรงหน้าแกเลย ผมรู้สึกประหลาดใจกับภาพที่เห็น และเริ่มอยากรู้ชีวิตของอาแปะว่าเป็นมาอย่างไรผมมองดูแกทำงานต่อไปและเริ่มทำความรู้จักกับแก โดยใช้ประสาทสัมผัสโดยมองจากงานที่แกทำ
      อมแปะอายุราว56 ปี เมื่อตอนเด็กๆแม่รับจ้างเย็บเสื้อโหลและต่อมาก็มีร้านตัดเสื้อผ้าเล็กๆ แม่มีลูก 3 คน ชาย 2 หญิง 1 ในลูกทั้งหมดนั้นมีแกคนเดียวเท่านั้นที่รักงานที่แม่ทำ แกก็เลยเป็นลูกคนโปรดของแม่และรับสืบทอดศิลปะการตัดเย็บเสื้อผ้ามาแต่เด็ก แม่สอนอาแปะเสมอว่าคนเราทำอะไรนั้น อย่ามุ่งหวังแต่เงินทอง สำคัญต้องใจรักและรักที่จะทำมันอย่างมีคุณค่าและตั้งใจ นอกจากนั้นแม่ยังเป็นคนใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และใจเย็นมีความอดทน ซึ่งความดีเหล่านี้ล้วนตกทอดมาถึงตัวอาแปะทั้งหมด ต่อมาแม่ก็จากไปลูกๆที่เหลือก็ไม่มีใครอยากทำร้านตัดเสื้อ อาแปะก็รับช่วงงานของแม่ต่อ มีลูกค้ามากมายจนแกสามารถขยายร้านและซื้อเครื่องจักรมาใหม่อีกกว่าร้อยตัว แรกๆงานดีเย็บเสื้อส่งตามโรงงานทำแทบไม่ทัน อาแปะเป็นที่รักของลูกน้องแกให้เงินเดือนทุกคนอย่างยุติธรรม กับลูกค้าแกก็ดีส่งงานก่อนจ่ายทีหลังได้ไม่เร่งรีบ เศรษฐกิจช่วงฟองสบู่ทำอะไรก็ไม่มีติดขัด ไม่มีใครเบี้ยวค่าเสื้อแกเลยทุกอย่างไหลลื่น แกก็มีเงินส่งคืนธนาคารตลอด ต่อมาช่วงปี2538 ประเทศเจอกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง งานของอาแปะเริ่มติดขัด งานใหม่ไม่มี งานที่ทำแล้วไม่ได้เงิน เงินจะจ่ายลูกน้องและส่งธนาคารก็เริ่มมีปัญหา สุดท้ายก็ไปไม่รอด ธนาคารก็ยึดโรงงานและเครื่องจักร รวมทั้งทรัพย์สินของแกทั้งหมดไป เมียอาแปะก็กว่าจะลำบากไปด้วยเลยขอแกอย่าและหอบลูกอาแปะทั้ง 2 คนไปอยู่ด้วย ฝ่ายเมียแกค่อนข้างฐานะดีแต่ไม่ยอมร่วมทุกกับแกด้วย อาแปะก็เข้าใจทุกๆฝ่าย ธนาคารก็ทำตามหน้าที่ในเมื่อไม่มีเงินจ่ายก็ต้องถูกยึดและถูกฟ้องเป็นคนล้มละลาย โรงงานที่ซื้อเสื้อแกไปก็มีปัญหาไม่น้อยไปกว่าแก เจอค่าเงินบาททำให้ล้มไปเหมือนกัน แกห่วงก็แต่ลูกน้องของแกกลัวว่าจะไม่มีรายได้ จะต้องลำบากกัน ส่วนเรื่องเมียแกแกก็ทำใจได้เพราะถ้าไม่หย่ามีหวังถูกยึดทรัพย์ไปด้วย เพียงแต่แกคิดถึงลูก 2 คนของแกเท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้เจอหน้าลูกเลย เมียแกส่งไปเรียนเมืองนอก

    สุดท้ายแกก็เลยเหลือเพียงตัวและจักรเก่าๆที่แม่ทิ้งไว้ ที่ธนาคารไม่ยึดไปเพราะหนักขี้เกียจเอาไปเกะกะเปล่าๆ แกรวบรวมด้ายและเศษผ้าเท่าที่เหลือและจักรตัวที่แกคุ้นเคย ถึงจะเก่าแต่แกก็แต่งจนมันใช้งานได้ดี ไปนั่งรับเย็บผ้า แก้กางเกงตามที่ต่างๆผ่านมาแล้วก็หลายที่ จนสุดท้ายมาลงเอยที่ตรงนี้ ที่ๆรถก็ติด ฝุ่นก็เยอะ แดดก็ร้อน แต่แกสบายใจไม่มีใครมายุ่งกับแกให้แกได้ทำงานที่แกรักอย่างใจเย็น เวลาผ่านไป 30 นาที อาแปะเย็บเสร็จไปแล้ว 3 ตัวกำลังเริ่มตัวที่ 4 มีผู้หญิงกับเด็กคนหนึ่งเดินมานั่งข้างๆแกอีกมุม คุยกับอาแปะสองสามคำแล้วหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อแกไป20บาท แล้วพากันเดินไป ผู้หญิงคนนี้เคยรับจ้างร้านขายข้าวแกงแถวตลาดบางแค ตอนอาแปะไปรับเย็บผ้าแถวนั้นคุยด้วยสนิท สงสารเลยให้มาอยู่ห้องเช่าด้วยและติดตามแกไปทุกที่ๆแกย้ายไป ผู้หญิงคนนี้มีลูกติดมาด้วย 1 คน อาแปะก็รักเหมือนลูกตัวเอง อาแปะคิดแค่ว่าแม่ลูกคู่นี้น่าสงสาร แม่ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ได้แค่นี้แหละช่วยอะไรอาแปะได้นิดๆหน่อยๆ สอยขากางเกงบ้างต่อขาบ้าง แก้เอวบ้าง อาแปะก็ให้ทำเท่าที่จะทำได้ อาแปะก็คิดแค่ว่าถ้าทนอยู่กับแกได้แกก็จะรับผิดชอบเท่าที่กำลังแกจะมี ถ้าทนไม่ไหวก็แล้วแต่แกไม่ได้หวังอะไรมาก
     อาแปะส่งกางเกงตัวที่สี่ให้ผมหยิบกางเกงตัวที่ห้าขึ้นมาจากถุง บรรจงทำอย่างประณีตเช่นเดิม โดยไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยหรือเบื่องานจำเจนี้เลย ตัวนี้แกเลือกด้ายนานมากเพราะสีมันแปลกๆ ผมรู้สึกสงสารแก แต่ก็เห็นแกหยิบด้ายม้วนแล้วม้วนเล่ามาจากถุงเก่าๆของแก มาทาบเมื่อเจอสีที่เข้ากันได้ดี แกยิ้มและหยักหน้าแสดงความพอใจให้เห็น ทั้งๆที่ไม่ใช่กางเกงของแกเองเลย แต่แกก็พยายามทำมันอย่างกับของแกเอง ตอนนี้ผมเป็นลูกมืออาแปะรับกางเกงมาแล้วก็พับมันใส่กลับเข้าไปในถุง แล้วช่วยส่งกำลังใจให้แกทำงานของแกให้ลุล่วงไป แดดก็ร้อนเท่าเดิม ฝุ่นก็ยังเยอะ เสียงก็ยังดัง คนก็ยังมอง แต่ผมเริ่มรับรู้และเข้าใจถึงความสุข ความสบายใจของอาแปะ รับรู้ถึงความรักและใส่ใจต่องานที่แกรัก ผมรอกางเกงตัวที่ห้าอยู่ที่เดิมโดยไม่บ่นอะไรในใจอีกเลย....




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 8:38:38 น.
Counter : 271 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

k.j
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add k.j's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.