Group Blog
 
All Blogs
 

ผมเป็นศิลปิน

ผมเป็นศิลปิน    ผมไม่เคยเข้าใจตัวเองเลยว่าจริงๆแล้วตัวเองเป็นคนแบบไหน มีนิสัยยังไง มีอารมณ์ในแต่ละความรู้สึกและแสดงออกมาอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร มีความรู้สึกโกรธเกลียดหรือเปล่า ทุกๆส่วนในตัวผมรวมทั้งอารมณ์การแสดงออก ล้วนไม่สามารถควบคุมหรือทำให้มันเป็นระบบระเบียบได้ ผมเหมือนไม่มีความคงที่ทางอารมณ์ ไม่มีแบบอย่างที่ตายตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง...
   ลายมือผมเป็นไก่เขี่ยเหมือนลายมือเด็กปัญญาอ่อน สะกดก็ผิดๆถูกๆเป็นมาตั้งแต่เด็ก คุณครูพยายามแก้ไขผม ให้คัดลายมือมาตั้งแต่เด็กขนาดป.5-6 แล้วยังบังคับให้ผมคัดไทยอยู่เลย และให้เขียนไทยทุกวันๆละ20 คำ เขียนผิดแก้ตัวละ 20 สมุดปกแข็งผมใช้ไม่กี่วันก็หมด หมดไปกับการแก้ จนผมจบป.6 ก็ยังแก้ไม่สำเร็จทั้งลายมือและการเขียนผิด จนคุณครูอ่อนใจ แต่ผมดันมาอยากเขียนเล่าเรื่องต่างๆ จะเขียนทีไรผมไม่เคยวางโครงเรื่อง หรือทำบทย่อ หรือวางจุดหลักจุดเสริม หรือหาบทเสริมให้เรื่องมันน่าสนใจเลย และไม่กำหนดจำนวนอักษร ผมนึกได้ขึ้นมาบางทีนั่งอึอยู่ บางทีเดินอยู่ บางทีนอนอยู่ บางทีนั่งรถเมล์อยู่ นึกขึ้นมาได้เล่าให้ตัวเองฟัง แล้วกลับมาก็นั่งเขียนหน้าจอเลย เขียนตามอารมณ์ ณ ขณะที่เขียนตอนนั้นมีความรู้สึก มีอารมณ์อย่างไร มีสภาพร่างกายอย่างไรก็เขียนไปตามนั้น อย่างเรื่องนี้ผมเขียนในเช้าวันนี้ วันที่ผมอยู่ในอารมณ์เศร้าปนเหงา ฟังเพลงมาตั้งแต่เมื่อคืนต่อถึงเช้านี้ลุกขึ้นมาฟังต่อ และนึกอยากเขียนขึ้นมา ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ พอเขียนเสร็จนั่งอ่านที่ตัวเองเขียน ผมจะรู้สึกชอบและรักที่จะอ่านมันมาก ผ่านไปหลายเดือนกลับมาอ่านใหม่ ผมก็ยังตั้งใจอ่านมันทุกตัวอักษร ทั้งๆที่ผมเขียนมันเอง แต่กลับอ่านมันเหมือนไม่เคยอ่านมันมาก่อน ผมไม่เคยเรียนการเขียนไม่ใช่นักเขียนและไม่อยากเป็นนักเขียน ผมเขียนทุกอย่างด้วยอารมณ์ความรู้สึกของผม ใช้ใจเป็นตัวกำหนดคำทุกคำประโยคทุกประโยค ผมไม่ได้อยากขียนให้ใครอ่าน ผมเพียงแต่อยากเขียนและชอบที่ตัวเองชอบอ่านและเก็บไว้อ่านเอง ส่วนใครที่เข้ามาอ่านเรื่องไร้สาระต่างๆของผม ก็ขอได้อย่าตำนิความไม่ได้เรื่องของสำนวณ หรือ โครงเรื่องเลยนะครับ เพราะผมตั้งใจเขียนไว้อ่านคนเดียวครับ
    ผมเป็นคนชอบฟังเพลงไทยสากลมากๆ ผมฟังมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆซื้อเทปเพลงเต็มบ้านไปหมด ผมยอมอดข้าวเที่ยง 3 วันเพื่อเอาเงินไปซื้อเทป พอมี mp 3 ผมซื้อตั้งแต่แผนละ 600 บาท จนตอนนี้แผนละไม่กี่บาท ผมมีเก็บไว้เกือบครบทุกเดือนกว่า 12-15 ปี ผมฟังเพลงแบบรักที่จะฟังและมีอารมณ์ร่วมไปกับเพลง ผมจะแยกmp3ที่ผมชอบมารวมกันในซีดีต่างหาก แล้วแยกย่อยเป็นเพลงรักกับเพลงเศร้า แล้วก็ค่อยๆคัดเพลงรักที่มีดนตรีและอารมณ์คล้ายๆกันมาทำเป็นซีดีเพลงเอาไว้ฟังอีกที เพลงเศร้าก็คล้ายๆกันผมจะแยกความเศร้าในแต่ละประเภทเข้าไว้ด้วยกัน แล้วเรียงลำดับอารมณ์และดนตรีเพื่อทำออกมาเป็นซีดี ที่ผมทำทั้งหมดนั้นล้วนเอาไว้ฟังเองเท่านั้น และทุกชุดจะมีเพียง 1 แผนเท่านั้น มันจึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผม เพราะในโลกนี้มีเพียงแผ่นเดียว ผมเคยลืมไว้ที่เกาะมันนอก 2 แผ่น ผมยอมขับรถกลับไปท่าเรือเพื่อรอเรือเอาซีดีกลับมาให้ผม 2แผนนั้นผมรักมากมันเป็นเพลงรักที่ผมทำเพื่อบอกความในใจ ให้นางอันเป็นที่รักของผม ทำใหม่ผมจำอารมณ์หรือการเรียงอันดับเพลงไม่ถูกแล้ว ผมไม่เคยมีกำหนดการแน่นอน ว่าจะทำซีดีช่วงไหน เวลาใดทุกอย่างขึ้นอยู่อารมณ์และความอยากของผมทั้งสิ้น ช่วงไม่มีอารมณ์ผมไม่แม้จะมองมันเลย ช่วงอยากทำตกพื้นซักแผ่นผมยังใจหายเลย กลัวมันแตก ผมใช้ใจทำทุกแผ่นทำเสร็จมานั่งฟังผมจะชอบมากมันวิเศษและดีที่สุดในสายตาผม อีกกี่เดือนเอามาฟังใหม่ ผมก็ยังสามารถปลื้ม หรือร้องไห้ไปมันมันได้ แต่มีเรื่องไม่น่าเชื่ออย่างหนึ่งคือผมเป็นคนร้องเพลงไม่เป็น ไม่ชอบร้องเพลงเอามากๆ ไม่เคยร้องคาราโอเกะ ไม่เคยร้องเพลงเวลาไปงานอะไรทั้งสิ้น ไม่เคยร้องเพลงให้ใครฟัง ขนาดตอนม.3 โดนบังคับให้ร้องเพลงผมยังยอมโดนหักคะแนนแต่ไม่ยอมออกไปยืนร้องหน้าห้อง เสียงผมอุบาทมากมาย ร้องไม่เคยเป็นเพลงซักเพลง และเรื่องแปลกสุดๆคือ ขนาดเพลงที่ผมชอบมากๆฟังมาไม่ต่ำกว่า100-200 เที่ยวฟังซ้ำๆทั้งคืนก็มี แต่ผมจำเนื้อเพลงไม่ได้เลย ผมไม่เคยจำขึ้นใจแบบเต็มเพลงได้เลยแม้แต่เพลงเดียว ไม่สามารถท่องจำเนื้อเพลงแล้วร้องหรืออ่านเนื้อเพลงได้ในใจเลยแม้แต่เพลงเดียว ขนาดเพลงที่ชอบที่สุดอย่างรักนิรันดรของภูสมิง หน่อสวรรค์ ผมยังจำเนื้อเพลงได้แค่บางประโยคไม่เคยจำได้เต็มเพลงเลย อาจเป็นเพราะเวลาฟังผมใช้ใจฟัง ฟังไปตามอารมณ์ ฟังแล้วเหมือนเข้าไปล่องลอยอยู่ในบทเพลง ไม่ได้สนใจคนร้อง เนื้อเพลง หรือไม่ได้อยากร้องเพลงเพียงแต่อยากมีอารมณ์ร่วมกับประเด็นต่างๆในเพลงก็เท่านั้น
     ผมไม่ชอบวาดรูปผมเกลียดเอามากๆตอนเด็กๆเรียนทัศนศิลป์ผมให้เพื่อนทำให้ทุกงาน ไม่เคยวาดเองได้เลยซักรูป เคยลองวาดแล้วสุดห่วยเลย แต่ผมเป็นคนชอบดูภาพเขียนสีน้ำมัน ตอนไปบาหลีทั้งสองครั้ง ผมหลงใหลเกลอรี่ภาพวาดสีน้ำมันของศิลปินต่างๆที่บาหลีมาก ผมจะเข้าไปยืนดู นั่งดูและซึมซับเรื่องราวต่างๆในภาพ เก็บทุกรายละเอียด ถ้าไม่มีใครมายุ่งกับผม ผมอยู่เกลอรี่แห่งหนึ่งได้เป็นวันๆเลย
     ผมไม่เคยเรียนหรือศึกษาการถ่ายรูป กล้องที่ผมใช้ก็ราคาไม่ถึงหมื่น ไม่ใช่รุ่นใหม่ซื้อตอนลดราคา เวลาผมไปเที่ยวก็เลือกใช้ความละเอียดต่ำๆเพื่อประหยัดหน่วยความจำ ไม่คิดจะไปอัดอยู่แล้วถ่ายมาสะสมในคอมเท่านั้น เวลาผมไปเที่ยวผมจะถ่ายรูป 2 แบบคือถ่ายสถานที่และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสถานที่นั้นๆ ถ่ายแบบเก็บรายละเอียดไม่เน้นสวยงาม อีกแบบคือถ่ายภาพในมุมหรือลักษณะต่างๆที่ผมชอบและอยากถ่าย เช่นภาพด้านหลังของผู้หญิงสวยๆในสถานที่ต่างๆ มีคนว่าผมโรคจิต ชอบถ่ายหลังผู้หญิง แต่เปล่าเลยผมเพียงแต่คิดว่าผู้หญิงสวยๆกับสถานที่งามๆมันเป็นของคู่กัน เข้าคู่กันได้อย่างลงตัว ผมไม่ได้ทำให้เธอเสียหายด้วย มีเพียงด้านหลังที่สุภาพไม่มีอะไรวาบหวิว ผมหลีกเลี่ยงมุมต่างๆที่ทำให้คนในภาพเสียหาย เพียงแต่ขอภาพที่ลงตัวไว้ดูก็เท่านั้น ไม่มีคิดเป็นอื่นขนาดบางครั้งเธอมาคนเดียว เข้าไปคุยได้เลย ผมก็ใช่ว่าจะคุยกับใครไม่เป็น แต่ผมก็ไม่เคยทำตัวแบบนั้นเลย ถ่ายรูปแล้วก็แล้วๆกันไป มุมอื่นๆของผมก็ล้วนแล้วแต่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองทั้งสิ้น ผมถ่ายแล้วมานั่งดูก็รู้สึกชอบทุกรูปรักทุกมุมที่ผมถ่าย
     งานที่ผมทำหาเลี้ยงชีพอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนๆกัน ผมไม่ได้อยากทำเพราะมันต้องทำหรือเพราะมันรายได้ดี ผมเริ่มต้นทำมันเพราะผมคิดว่า ผมเหมาะและรักที่จะทำ ผมรักที่จะทำมันและใช้ใจทำในทุกๆรายละเอียดของงาน ผมไม่มีการเตรียมหรือกำหนดแผนงาน หรือบางเป้าหมายให้แน่นอนในแต่ละงาน ผมจะเข้าไปสัมผัสกับพวกเราที่ผมต้องทำงานด้วย เข้าไปรับรู้ความเป็นตัวตนของทุกคน แล้วค่อยทำงานของผมไปตามที่ผมเห็นว่าเหมาะสำหรับแต่ละคน มันไม่มีวิธีหรือหลักการตายตัว ทุกกลุ่มงานต้องปรับให้เข้ากับพวกเขา แต่ละคนก็มีปัญหา มีจุดต้องปรับปรุง จุดต้องเน้นต่างกัน วิธีการที่จะใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายก็ต้องมีวิธีต่างๆกันไปตามแต่ละคน ผมจะพยายามเข้าให้ถึงแก่นลึกของแต่ละคน เข้าไปให้ลึกที่สุดแล้วมองออกมาข้างนอก แล้วนึกว่าเขามีลักษณะอย่างไร คิดและทำอะไรได้แค่ไหน และอะไรที่เหมาะสมสำหรับเขา แล้วผมจะทำงานของผมในแบบที่เขาคิด เขาทำ ไม่ใช่ผมคิดผมทำ ผมไม่เคยวางแผนหรือเตรียมเครื่องมือต่างๆที่ต้องใช้ทำงานไว้ล่วงหน้าเลย ผมจะทำไปเตรียมไป คิดไป ปรับไป ขนาดงานเดียวกันแต่ทำกับคนละกลุ่มคน ผมยังทำมันออกมาไม่เหมือนกันเลย เพียงแต่ทั้งสองงานมันสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี วิธีการต่างกันไปตามกลุ่มคนแต่บรรลุเป้าหมายเดียวกัน แต่การทำงานแบบนี้ของผมมันไม่ง่ายเลย ผมต้องศึกษากลุ่มคนที่ร่วมงาน เข้าใจความเป็นตัวตนของทุกคน วางแผนสดๆ แล้วเลือกใช้เครื่องมือและวิธีการ เพื่อทำให้งานนั้นๆสำเร็จตามเป้าหมาย ต้องใช้จิตใจและสมอง สายตา ไหวพริบ และสิ่งสำคัญที่สุดคือใจ ผมทำมันได้ดีในทุกวันนี้เพราะผมรักที่จะทำมันมาก ไม่ว่าผมจะอยู่ในอารมณ์ไหนผมก็ยังแยกออก และเมื่อไหร่ที่ผมทำงานผมจะรักมันและอยากทำมันให้ดีที่สุด โดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ไม่มีอะไรสำคัญกว่ากลุ่มคนตรงหน้าผม ผมรักพวกเขาและทุ่มเทชีวิตจิตใจทำเพื่อพวกเขา และอยู่ข้างในพวกเขาทุกคนจนกว่างานจะบรรลุ  ทุกอย่างใช้ใจทำล้วนๆเงินทองมันเป็นผลพลอยได้ เป็นเพียงเปลือกนอกถ้าผมเห็นมันสำคัญกว่าใจผม ก็ไปทำอย่างอื่นนานแล้วได้เงินเยอะกว่ามากมาย แต่ผมกลับเลือกทำในสิ่งที่ผมรัก และรักที่จะทำมัน




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2557 15:27:55 น.
Counter : 353 Pageviews.  

รอฝันเป็นจริงในวันสิ้นหวัง

รอฝันเป็นจริงในวันสิ้นหวัง   เขาพบเธอครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน เธออายุน้อยกว่าเขาหลายปี จากวันที่รู้จักกันทำให้มีโอกาสพูดคุยกันหลายครั้ง อาจด้วยพื้นฐานที่คล้ายๆกันทำให้ทั้งสองพูดคุยกันได้ในหลายๆเรื่อง ส่วนใหญ่เขาจะฟังเธอเล่าเรื่องส่วนตัวของเธอ ทั้งเรื่องครอบครัว ความเป็นอยู่ การเรียน เธอเล่าให้เขาฟังอย่างเปิดเผย เขาสัมผัสได้ถึงชีวิตที่ผ่านมาของเธอ ที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันชีวิตมาไม่น้อยตลอดวัยเด็กของเธอ เขาประทับใจและชื่นชมในความแกร่งของเธอ ที่สามารถผ่านชีวิตวัยเด็กมาได้ ทั้งที่เจอเรื่องร้ายๆมามากมาย เขาเข้าใจเธอเป็นอย่างดี เพราะชีวิตของเขาก็มีเรื่องลำบากมาไม่น้อยไปกว่าเธอเลย เขาให้คำปรึกษาเธอในเรื่องการเรียน ให้คำแนะนำให้แนวทางในแง่มุมต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางให้เธอตัดสินใจเลือกเดินในวันข้างหน้า ทั้งคู่มีความเห็นคล้ายกันเรื่องสาขาที่เธอจะเลือกเรียนต่อ โดยเธอมีความฝันที่จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ส่วนเขาทำหน้าที่สนับสนุนและชี้แนะแนวทางให้เธอเพื่อไปให้ถึงฝันนั้น ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ของเขา เขาแอบฝันไกลกว่าเธอ เขาวาดฝันให้เธอเรียนในสาขาและมหาลัยที่เธอหวังให้ได้ และจบมาทำงานสร้างฐานะด้วยตัวของเธอเอง เขาฝันอยากเห็นเธอยกระดับความเป็นอยู่ของตัวเอง สร้างครอบครัวที่อบอุ่นของเธอ ความฝันที่เขาอยากเห็นส่วนใหญ่คือความฝันที่เขาเคยฝัน แต่ไม่มีโอกาสได้ทำสำเร็จ
   ผลสอบเข้ามาหาวิทยาลัยออกมา เธอสอบได้สาขาที่ต้องการแต่ไม่ถึงมหาวิทยาลัยที่เธอฝัน เขาบอกเธอว่าไม่เป็นไรนี่ก็ดีมากอยู่แล้ว ดีพอที่จะสร้างความฝันในขั้นต่อๆไปได้แล้ว ถ้าอยากไปให้ถึงฝันของเธอปีหน้าสู้อีกปี พอผลสอบปีต่อมาออก เธอก็ไปถึงฝันของเธอจริงๆ เธอได้เรียนสาขาและมหาลัยที่เธอฝัน ถือเป็นความสำเร็จขั้นแรกที่สดใส เขายินดีและดีใจกับเธอ และอดดีใจกับตัวเองที่เธอทำให้ความฝันของเขาเป็นจริงด้วย เขารู้ว่าฝันไกลของเขาในทุกๆเรื่องมีโอกาสเป็นไปได้ และได้เห็นในอนาคตอันใกล้
  จากวันนั้นถึงวันนี้เขารับรู้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าไปอย่างมั่นคงไปที่ละขั้น ผ่านปัญหาและอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างดี เธอโตขึ้นมีความคิดและมีความเป็นผู้ใหญ่ กล้าตัดสินใจและวางแผนเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง รักความก้าวหน้า เรียนรู้โลกกว้างและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างดี ด้วยความแกร่งที่เธอสะสมมาแต่เด็ก มันทำให้เธอเอาตัวรอดและไปได้ดี เขาคิดว่าฝันไกลๆของเขามันใกล้เข้ามาแล้ว
  และแล้ววันนี้วันที่ฝนตก ลมแรงเขายืนอยู่เดียวดาย คนรักของเขาที่คบกันมากว่า 4 ปีได้เดินจากเขาไป เป็นความศูนย์เสียครั้งใหญ่ของเขา เพราะนี่คือความรักครั้งสุดท้ายของเขา เขาหดหู่ หมดแรง หมดกำลังใจไม่อยากคิดไม่อยากทำอะไรต่อ ไม่มีอะไรจุดประกายดวงใจเขาให้มีกำลังใจก้าวต่อไปในวันข้างหน้า ในคืนที่เขาข่มตานอนยังไงก็ไม่หลับ หัวใจเต้นแรง มือสั่น หายใจติดขัด ใจอ่อนล้าเต็มที อย่างที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ มันเจ็บปวดเกินกว่าเขาจะทนไหว ความคิดหนึ่งได้เข้ามาในสมอง เขายังมีความฝันเล็กๆอีกชิ้นที่ยังไม่ได้เห็น ความฝันที่เขาอยากเห็นน้องคนนี้ไปให้ถึงฝัน ในฝันที่เขาก็มีส่วนช่วยคิดช่วยสร้าง ถึงวันนี้เขาจะไม่มีส่วนร่วมสร้างต่อแล้ว แต่เขาก็ยังสามารถรอดูความฝันนี้ให้เป็นจริง รอยินดี ดีใจ ปลื้มใจ ที่คนที่เขารักและเป็นห่วงได้ไปถึงจุดหมาย เพียงแค่นี้ก็พอแล้วที่เขาจะพยายามรวบรวมสติอีกครั้ง แบกความเจ็บปวดในครั้งนี้ติดตามไปให้ถึงวันนั้น วันที่ฝันของเขาจะเป็นจริง....




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2557 15:29:40 น.
Counter : 311 Pageviews.  

เวลาและสายน้ำที่ไม่เคยหวนกลับ

  พี่เล็กเกิดที่จ.ลพบุรี ตอนเด็กๆอยู่กับยายที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง พ่อพี่เล็กติดคุกก่อนแม่พี่เล็กจะคลอดพี่เล็กราว 3 เดือน หลังคลอดออกมาไม่นานแม่พี่เล็กก็ไปทำงานที่พัทยา แล้วไม่เคยกลับไปหาพี่เล็กและยายอีกเลย ทั้งหมดนี้เป็นคำบอกเล่าจากยายทั้งสิ้น เพราะตั้งแต่เด็กจนโตพี่เล็กไม่เคยได้พบหน้าพ่อและแม่เลย ยายก็เลี้ยงพี่เล็กมาด้วยความยากลำบาก ขัดสนเรื่องเงินทองยายต้องเก็บผักไปขายแลกเงินมาซื้ออาหารเลี้ยงพี่เล็ก ตาพี่เล็กเสียไปก่อนพี่เล็กเกิดหลายปีแล้ว มีเรื่องที่จังหวัดโดนยิงตาย นี่ก็ฟังจากปากยายเช่นกัน พี่เล็กโตขึ้นอย่างตามมีตามเกิด ยายก็ดูแลได้ไม่ตลอดต้องหาเลี้ยงชีพ โรงเรียนก็ไม่ได้ไปเพราะยายไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน พี่เล็กก็เล่นอยู่แถวๆหมู่บ้าน วิ่งเล่นอยู่แถวโต๊ะสนุก ตามวงไฮโลวงตีไก่ ที่เป็นแหล่งรวมนักเลงหลายๆหมู่บ้าน คนพวกนี้ก็ให้เงินให้ขนมและอาหารให้พี่เล็กกิน เพราะเห็นที่มาวิ่งเล่นและต่างก็รู้จักตาและพ่อพี่เล็กเป็นอย่างดี ทั้งตาและพ่อพี่เล็กมีชื่อโด่งดังในหมู่นักเลง พี่เล็กได้ฟังเรื่องของ ตา และพ่อ พี่เล็กหลายเรื่องได้รู้ว่าทำไมตาโดนยิง ทำไมพ่อติดคุก ฟังไปฟังมาพี่เล็กไม่มีความรู้สึกเศร้า แต่กลับมีแต่ความโกรธแค้นกับคนที่ทำให้ตาและพ่อต้องประสบชะตากรรมเช่นนั้น
  จนพี่เล็กอายุได้ 15 ก็เริ่มส่อแววเจริญรอยตามตาและพ่อ เริ่มเรียนรู้ทุกๆอย่างจากกลุ่มนักเลงที่คลุกคลีด้วยตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนในที่สุดพี่เล็กก็ได้เข้ากลุ่มกับโจรกลุ่มหนึ่งในละแวกนั้น พี่เล็กเริ่มงานแรกด้วยการปล้นป้ำน้ำมันแห่งหนึ่ง งานนั้นจบลงด้วยดีไม่มีคนตาย ได้เงินมาพอสมควรนี่ เป็นเงินก้อนแรกที่พี่เล็กหาได้ พี่เล็กเอาไปให้ยายบอกยายว่าต่อไปนี้ไม่ต้องลำบากแล้ว พี่เล็กจะหาเงินเลี้ยงยายเอง ยายถามว่าเงินมาจากไหน พี่เล็กโกหกยายว่ารับจ้างร้านขายของชำส่งของ แต่ยายไม่เชื่อหรอกเงินที่พี่เล็กเอามาให้มันมากกว่าที่จะได้จากงานแบบนั้น แต่ยายทำอะไรไม่ได้เลย 2-3 ปีที่ผ่านมาพี่เล็กอยู่แต่กับพวกในบ่อน ยายเคยห้ามและไม่ให้พี่เล็กไปบ่อน พี่เล็กก็ไม่ฟังและไม่สนใจคำตักเตือนของยาย งานต่อมาปล้นรถขนสินค้าก็ผ่านไปด้วยดี จนงานที่สามปล้นร้านอาหารงานนี้ เจ้าของร้านและลูกจ้างขัดขืนและมีอาวุธ และแจ้งตำรวจทันควัน ผู้ใหญ่ทั้งสามคนหนีเอาตัวรอดไปได้ แต่พี่เล็กที่อายุเพิ่ง 17 หนีไม่รอดโดนตำรวจจับได้ แล้วส่งไปบ้านเมตตาที่กรุงเทพ ยายตามไปเยี่ยมด้วยความยากลำบากได้เพียงครั้งเดียว พี่เล็กสงสารยายบอกไม่ต้องมาหรอก เดี๋ยวมีอะไรจะส่งข่าวไปหา พี่เล็กไม่เสียใจกับการโดนจับ ไม่มีความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น ศาลคดีเด็กตัดสินให้พี่เล็กฝึกอบรมในบ้านกรุณาจนถึงอายุ 24 พี่เล็กก็โดยย้ายจากบ้านเมตตาไปบ้านกรุณา ที่อยู่แถวบางนาเมื่อยายรู้เรื่องก็มาเยี่ยมด้วยความยากลำบากอีกครั้ง พี่เล็กก็บอกยายว่าไม่ต้องมาหรอกพี่เล็กอยู่ในนี้สบายดี ยายบอกด้วยน้ำตาว่ายายคิดถึง ถ้าเก็บเงินได้จะมาอีก ที่บ้านกรุณาพี่เล็กได้เรียนหนังสือ ได้ฝึกงานและได้รู้จักเพื่อนหลายคนที่มาจากต่างถิ่นต่างคดี พี่เล็กเรียนรู้อะไรอีกหลายเรื่องและเมื่ออยู่ครบ 2 ปีเริ่มก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า ช่วยพ่อบ้านดูแลหอ และเป็นหัวหน้างานโยธา พี่เล็กมีความเป็นผู้นำเป็นขวัญใจของเด็กๆในบ้านกรุณา แต่สิ่งที่ได้รับยกย่องทุกเรื่อง ล้วนแล้วแต่เป็นทางด้านมืดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเรื่องสัก เรื่องปล้น เรื่องการพนัน และความโหดและเด็ดขาด เวลามีเรื่องในบ้านกรุณา ขณะเดียวกันพี่เล็กก็เคารพและอยู่ในกฎของบ้านกรุณา และเป็นที่รักของพ่อบ้าน และขณะเดียวกันพ่อบ้านก็รู้สึกกลัวในความโหดของพี่เล็กด้วยเช่นกัน พี่เล็กอยู่จนอายุ 20 ก็ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด แต่ต้องมารายงานตัวทุก6เดือน พ่อบ้านกังวนเรื่องนี้กว่าใคร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพ่อบ้านได้คุยกับพี่เล็กบ่อยครั้ง และให้คำชี้แนะพี่เล็กเสมอๆ พี่เล็กเคารพและรักพ่อบ้านมาก พี่เล็กจะเรียกว่าพ่อเสมอ สิ่งที่พ่อบ้านกังวลคือออกไปแล้วพี่เล็กจะทำอะไรได้ ญาติก็ไม่มีสักก็เต็มตัว คงหนีไม่พ้นกลับไปเข้ากลุ่มเดิมๆ พ่อบ้านก็รู้ว่าไม่มีทางเตือนพี่เล็กได้หรอก พี่เล็กมีความคิดและโตมากับสิ่งเหล่านี้ เกินกำลังที่พ่อบ้านจะช่วยอะไรได้ วันปล่อยตัวพ่อบ้านให้เงินค่ารถ หาเสื้อผ้าให้พี่เล็กเปลี่ยน และมองตามพี่เล็กไปด้วยความกังวล โดยที่พี่เล็กไม่รับรู้ถึงความหวังดีและห่วงใยนี้เลย พี่เล็กคิดแต่ว่าจะต้องทำงานหาเงินและไม่พลาดโดนจับอีก พี่เล็กกลับไปเยี่ยมยาย ยายดูแก่ลงไปมาก ยายดีใจมากที่ได้เห็นหน้าพี่เล็ก และบอกว่าที่ผ่านมามีคนเอาเงินและอาหารมาให้บ่อยๆแต่ไม่บอกว่าใคร พี่เล็กรู้ว่าพวกที่ร่วมปล้นคงเอามาให้ เป็นการตอบแทนที่พี่เล็กไม่ซักทอดใคร พี่เล็กรู้สึกซึ้งใจนักเลงเหล่านี้ที่ไม่ทิ้งยาย อันเป็นญาติคนเดียวของพี่เล็ก พี่เล็กกลับเข้ากลุ่มอีก และเริ่มออกปล้นเช่นเดิม 2-3 งานแรกผ่านไปอย่างดี มามีปัญหาเอางานต่อมาที่ปล้นร้านทอง พี่เล็กอยู่ฝ่ายระวังหลัง มีปืนพกเป็นอาวุธ คนเข้าไปปล้นทองออกมาโดดขึ้นรถจักรยานยนต์ เจ้าของร้านวิ่งออกมาเอาปืนจะยิ่ง พี่เล็กยืนอยู่ตรงมุมตึก ด้วยความตกใจและกลัวลูกพี่โดนยิง พี่เล็กเลยชักปืนยิงเจ้าของร้านตาย พี่เล็กตกใจมากเพิ่งเคยฆ่าคนเป็นครั้งแรก พี่เล็กทิ้งปืนแล้ววิ่งหนีแต่ไปไม่รอด โดนจับได้เช่นเดิมพี่เล็กไม่ซักทอดใคร ตำรวจจับพี่เล็กส่งศาล พี่เล็กอายุ 22 แล้วศาลยังทำอะไรไม่ได้ พี่เล็กต้องทันบนฑ์อยู่ที่ศาลคดีเล็กต้องส่งไปบ้านกรุณาและฝึกอบรมถึงอายุ 24 ก่อน พี่เล็กก็กลับเข้าบ้านกรุณาอีกรอบ รอบนี้ต่างกับรอบแรกพี่เล็กอายุมากกว่าเด็กคนอื่นๆที่มีอายุราว 12-16 พ่อบ้านก็ดูไม่แปลกใจที่เจอพี่เล็กอีก ให้พี่เล็กเป็นหัวหน้าหอ และหัวหน้าโยธาเช่นเดิม เช่นเดิมพี่เล็กเป็นขวัญใจของเด็กๆ ทุกคนยกย่องและกลัวพี่เล็กมาก พี่เล็กปกครองแบบเด็ดขาดแต่ยุติธรรม พี่เล็กจะคุยกับเด็กทุกคนถามว่าโดนคดีอะไรมา บางคนลักทรัพย์ บางคนวิ่งราว บางคนติดกาว บางคนซ่องโจร พี่เล็กจะด่าเด็กๆเหล่านี้เสมอว่าพวกมึงวันๆไม่ทำอะไร เอาแต่ทำเรื่องพวกนี้อยู่ในนี้ก็เรียนหนังสือ ฝึกช่างซะออกไปจะหามีอาชีพหางานทำให้เป็นเรื่องราว พี่เล็กเริ่มรู้สึกแล้วว่าตนไม่ใช่แบบอย่างที่ดีของเด็กเหล่านี้เลย ยิ่งเด็กพวกนี้เลื่อมใสพี่เล็กมากเท่าไหร่ พี่เล็กยิ่งไม่สบายใจไม่อยากให้เด็กๆเหล่านี้เจริญรอยตามตนเอง ทำไมพี่เล็กถึงคิดขึ้นมาได้ อาจมาจากคำสอนของพ่อบ้านและวัยที่ย่างเข้า 24 แล้วทำให้พี่เล็กเริ่มคิดขึ้นมาได้ พ่อบ้านยังเคยให้กำลังใจพี่เล็กเลยว่าถ้ามึงไม่มีอะไรทำมาเป็นยามที่นี่ก็ได้ พ่อบ้านจะฝากหัวหน้าให้พ่อบ้านพูดแล้วก็หัวเราะทั้งน้ำตา พักหลังๆยิ่งใกล้เวลาครบกำหนดฝึกอบรม พี่เล็กยิ่งเปลี่ยนไปในสายตาของเด็กๆ เริ่มจัดการขั้นเด็ดขาดกับคนแอบสูบบุหรี่ และห้ามไม่ให้มีการสักบนหอ ห้ามเล่นการพนันทุกชนิด และอบรมสั่งสอนเรื่องการทำตัวแก่เด็กๆ เด็กบางคนซุบซิบกันว่า คิดไงมาสั่งสอนทีตัวเองยังเป็นถึงขนาดนี้เลย พี่เล็กก็รู้และเจ็บปวดพี่เล็กจะด่าหรือสั่งสอนใครทีไร พี่เล็กจะพูดได้ไม่เต็มปากและเจ็บปวดใจทุกครั้ง เมื่อนึกถึงตนเอง แต่พี่เล็กก็ต้องทำเพราะพี่เล็กเดินกลับไปแก้อดีตตัวเองไม่ได้แล้ว มีแต่อนาคตที่มืดมนเท่านั้นคอยพี่เล็กอยู่ แต่เด็กๆพวกนี้ทำผิดกันแค่เล็กๆน้อยๆยังพอแก้ไขและกลับมามีอนาคตที่ดีได้ พ่อบ้านก็เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยความเศร้าและเจ็บปวดไม่น้อยกว่าพี่เล็ก อีก 7 วันครบกำหนดปล่อยตัว เด็กๆทุกคนในบ้านกรุณาต่างจัดกลุ่มฉลองให้พี่เล็ก เอาของกินที่ญาตินำมาเยี่ยมให้พี่เล็ก ต่างหาเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมมาให้พี่เล็ก และทุกคนเริ่มเข้าใจที่พี่เล็กสั่งสอน และรักพี่เล็กมากขึ้นก่ายกอง และต่างหวังว่าออกไปแล้วจะได้ไปเยี่ยมเยียนพี่เล็กที่บ้านบ้าง ไม่มีใครรู้อนาคตอันมืดเลยนอกจากพี่เล็กและพ่อบ้าน จนคืนก่อนปล่อยตัว ทุกคนขอพ่อบ้านเลี้ยงฉลองให้พี่เล็กบนหอ ทุกคนแปลกใจในท่าทีของพ่อบ้านที่อนุญาตด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง ทุกคนไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อบ้านไม่ดีใจที่พรุ่งนี้พี่เล็กจะพ้นโทรแล้ว พ่อบ้านถามพี่เล็กว่ามึงจะไม่บอกอะไรพวกเด็กๆหน่อยเหรอ พี่เล็กบอกผมคิดไว้แล้วผมจะคุยกับพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ว่าแล้วพี่เล็กก็เข้าหอไปและเรียกทุกคนมานั่งเรียงแถวกัน พี่เล็กยืนพูด....พี่ขอบใจในความรักที่พวกเรามอบให้พี่ พี่เกิดมาไม่มีพ่อ-แม่ อยู่กับยาย ไม่มีความรักความอบอุ่น จนมาถึงคืนนี้ที่มีพ่อบ้านและพวกเราเป็นความอบอุ่นของพี่ พี่ทำสิ่งต่างๆมามากในวันนี้พี่กล้าพูดแบบลูกผู้ชายว่าทุกสิ่งที่พี่ทำมามันผิด ถ้าย้อนกลับไปได้พี่จะไม่ทำแบบนั้น พี่จะเรียนหนังสือและหางานทำอย่างถูกกฏหมาย เป็นคนดีของสังคมไม่เป็นอย่างที่พวกเราเห็นอยู่ในขณะนี้ ส่วนพวกเราทุกคนมีพ่อ-แม่ และมีครอบครัวถึงมันจะไม่สมบูรณ์นักก็ขอให้แก้ปัญหาต่างๆให้ได้อย่างมีสติ ไม่หันไปหาหรือคิดทำในสิ่งที่ไม่ดี อย่างน้อยเมื่อเรามาอยู่ในบ้านกรุณาเราก็ได้รับการอบรมสังสอนในหลายๆเรื่อง พี่เองก็เริ่มสำนึกและเริ่มแก้ตัวใหม่ตั้งแต่เข้ามาในรอบนี้ มันอาจสายไปแต่พี่ก็คิดว่าดีกว่าไม่เริ่มเลย และพอปล่อยตัวออกไปพี่จะเป็นคนดีของสังคม หางานสุจริตทำไม่ไปทำสิ่งที่ไม่ดีอีก หวังว่าพวกเราจะเข้าใจและเอาอย่างพี่ ไม่ทำแบบที่พี่เคยทำมาในอดีต ขอบใจและลาก่อนทุกคน.....พูดจบเด็กทุกคนตบมือและโห่ร้องให้พี่เล็ก แต่ต่างเข้ามาขอจับมือพี่เล็ก บางคนตะโกนบอกว่า ออกไปผมจะเป็นคนดีครับพี่ผมสัญญา พ่อบ้านนั่งฟังด้วยน้ำตาอยู่ข้างนอก พ่อบ้านร้องให้ทั้งดีใจและเสียใจ เป็นครั้งแรกที่พ่อบ้านเจ็บใจตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้ในเรื่องนี้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวลาและกระแสน้ำ เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะของพ่อบ้านดังขึ้น นี่เพิ่งตีห้าเองทำไมเร็วนัก ปลายสายเป็นเสียงของหัวหน้าผู้คุมบอกว่าได้เวลาแล้ว เดี๋ยวเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธจะขึ้นไปบนหอ ขอให้พ่อบ้านเตรียมสั่งให้เด็กทุกคนนอนหลับตา ห้ามลุกจากที่นอน พ่อบ้านตอบกลับไปด้วยความโมโหว่า ไม่ต้องทำกับลูกผมถึงขนาดนั้น ไม่ต้องส่งใครขึ้นมาเดี๋ยวจะพาตัวไปส่งเอง มีอะไรพ่อบ้านจะรับผิดชอบทุกอย่าง อย่าทำร้ายจิตใจกันไปกว่านี้เลย พอบ้านรู้ว่ามันเป็นระเบียบปกติของสถานพินิจ แต่พ่อบ้านก็คิดว่าถ้าจะมีอะไรทำเพื่อลูกคนนี้ได้ซักครั้งก็อยากทำ พี่เล็กก็รู้ว่าเสียงโทรศัพท์เสียงนั้นคือสัญญาณว่าได้เวลาแล้ว พี่เล็กก็ยิ้มบอกลาเด็กๆทุกคน แล้วเดินไปที่ประตูหอ พ่อบ้านเปิดประตูให้พี่เล็กออกไป ทั้งสองต่างไม่พูดอะไรเพียงมองสบตากัน แล้วเดินลงหอไปเดินไปที่ประตูบ้านกรุณาเซ็นเอกสารปล่อยตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรับของมีค่าเป็นอันจบพิธีการปล่อยตัว พี่เล็กก้มลงกราบพ่อบ้านเป็นครั้งสุดท้าย แล้วบอกพ่อบ้านว่า...พ่อผมสัญญาชาติหน้าผมจะเป็นคนดี พ่อให้อภัยผมด้วยนะผมไม่ได้อยากฆ่าคนเลย ทุกวันนี้เมื่อผมหลับผมยังฝันร้ายทุกคืน พ่อบ้านตอบทั้งน้ำตาว่า..พ่อเข้าใจใครจะสาปแช่งเล็กยังไง ขอให้รู้ไว้มีพ่อคนหนึ่งที่เข้าใจเล็ก เล็กไม่ผิดหรอกสังคมเราต่างหากละที่โหดร้าย ปล่อยเด็กคนหนึ่งให้เกิดมาแล้วไม่รับผิดชอบ ไปเถอะถึงวันข้างหน้าจะหนักแต่ก็ต้องสู้ต่อไป  พี่เล็กก็เดินออกมาจากประตูชั้นในยังไม่ทันพ้นขอบประตู ตำรวจ 4 นายพร้อมอาวุธครบมือเข้ามาล๊อกคอใส่กุญแจมือ และจับพี่เล็กใส่รถตำรวจไป แล้วนำเอกสารมาให้พ่อบ้านเซ็น พ่อบ้านรับด้วยน้ำตา ตำรวจผู้นั้นถามพ่อบ้านแบบงงๆว่า คุณไปสงสารอะไรโจรห้าร้อยเลวๆพันนั้น แค่คนเลวๆอีกคนไปอยู่ในที่สมควรจะอยู่ก็สมควรแล้ว พ่อบ้านไม่ตอบและไม่สนใจกับคำด่าทอนั้น ส่งเอกสารคือตำรวจแล้วจากไป พี่เล็กอยู่บนรถตำรวจมองบ้านกรุณาเป็นครั้งสุดท้าย รถวิ่งออกมาติดไฟฟ้าที่สี่แยกไฟแดง พร้อมๆกับที่ยายลงจากรถบัส ยายได้จนหมายจากฝ่ายสงเคราะห์ว่าพี่เล็กปล่อยตัววันนี้ ยายดีใจเก็บเงินและตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้วันที่จะมารับพี่เล็กกับบ้าน ยายไม่รู้ว่าตำรวจได้อายัดตัวพี่เล็กไปดำเนินคดี ปล้น และเจตนาฆ่า พี่เล็กไม่เห็นยาย ยายก็แก่เกินกว่าจะมองเห็นรถตำรวจที่จอดติดไฟแดง จบแล้วพี่เล็ก วันเวลาและกระแสน้ำไม่เคยหวนกลับหรอกพี่เล็ก.......

หมายเหตุ...พี่เล็กติดคุกที่เรือนจำบางขวาง สู้คดีกว่า 3 ปี สุดท้ายศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต และถูกส่งไปที่เรือนจำราดยาว ติดคุกต่อมาได้ 5 ปี สุดท้ายโดนแทงเสียชีวิตที่ราดยาว หวังว่าทุกคนคงอโหสิให้กับการกระทำที่ผ่านๆมาของพี่เล็ก




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2557 15:35:08 น.
Counter : 323 Pageviews.  

กลุ่มผู้มีอิทธิพลในสังคมไทย...จอมคนลวงโลก


  ในทุกส่วนของสังคมหมู่มากต้องมีผู้นำ ผู้นำที่มีความครบเครื่องมีความสามารถและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย สามารถเอาชนะใจผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้คนโดยทั่วไปได้นั้น ต้องมีครบในทุกๆเรื่อง มีความรับผิดชอบ มีหลักการและหลักยึด มีความเด็ดขาด มีความเที่ยงธรรม มีความจริงใจ มีน้ำใจ มีความเมตตา เอาใจใส่ทั่วถึง ไม่มีอคติ ไม่หูเบา มีความเชื่อมั่น มีความรอบรู้ มีวิสัยทัศน์ และอะไรๆอีกมากมายที่ต้องดูตัวอย่างประกอบ แต่บางคนมีจิตวิทยาสูง พูดหว่านล้อมเก่ง สร้างภาพได้แนบเนียนใช้จุดเด่นของตัวเองชักนำประชาชนให้คล้อยตาม และตกเป็นเครื่องมือ ในสังคมไทยมีผู้นำแบบนี้มากมาย แต่ส่วนมากก็ไม่มีอะไรเด่นมากนัก ที่เห็นเหนือชั้นมีเพียง 2 คนดังที่จะกล่าวต่อไปนี้
   

    คนแรกเริ่มปูทางเข้ามา โดยอ้างเรื่องศาสนามาปูพื้นฐาน ประกาศตัวว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม รักษาศิลห้า คนไทยกว่า95% นับถือศาสนาพุทธ เมื่อคนๆนี้บังหน้าด้วยเรื่องเหล่านี้ ผู้คนก็เลื่อมใส และศรัทธาเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้คนเลื่อมใสศรัทธาแล้ว ก็เริ่มใช้ภาพที่สร้างไว้ให้เป็นประโยชน์ ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นก่อน ได้รับเลือกด้วยคะแนนมากมาย แทบจะไม่ต้องหาเสียงเลยเพราะมีความได้เปรียบจากภาพที่สร้างไว้เรื่องศาสนา ซึ่งคนไทยยึดเรื่องศาสนาเป็นหลักยึดอยู่แล้ว ต่อๆมาก็ขยายมาตั้งพรรคการเมือง ส่งผู้ลงสมัครก็ได้รับการเลือกตั้งอย่างมากมายโดยเฉพาะในกรุงเทพ แทบจะกวาด สส หมดทุกเขต ต่างจังหวัดก็ได้ผู้แทนเข้ามาหลายคน คนผู้นี้เล็งเห็นผลที่ได้จากภาพที่ตนสร้างไว้ จึงเริ่มได้ใจขยับตัวขึ้นไปสู่การเมืองระดับชาติ แต่เริ่มเกิดปัญหาขึ้นเพราะคนเริ่มเอะใจและการเมืองระดับชาติมันใหญ่เกิดภาพที่สร้างไว้ และจะทำอะไรมากไปก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวภาพที่สร้างไว้จะมีคนจับได้ เลยทำให้เริ่มหนักใจและเริ่มพาลว่าระบบที่นายกมาจากการแต่งตั้งนั้น เป็นจุดอับของกลุ่มตนที่จะขึ้นไปสู่ตำแหน่งนายกฯ เลยให้ภาพของตนสร้างกระแสและชักนำประชาชนออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องให้นายกต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้นำประชาชนที่เห็นตามกลุ่มใหญ่ออกมาเคลื่อนไหว สร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชังและใช้จิตวิทยาชุมชน ทำให้เกิดจุดแตกหักอันนำไปสู่การเสียผู้คนไปในเหตุการณ์นั้น โดยที่แกนนำรวมทั้งจอมลวงโลกคนนี้ไม่ได้รับอันตรายอะไรเลย พอล้มล้างรัฐบาลขณะนั้น และมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป คนนี้ก็หวังว่างวดนี้มีความหวังขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เลย แต่พอหาเสียงไปหาเสียงมาชักมีปัญหา ประชาชนเริ่มตาสว่าง ไม่หลงผิดไปกับภาพสวยๆอีกต่อไป ทำให้กาลนั้นไม่สำเร็จประชาชนส่วนใหญ่ แม้แต่ในกรุงเทพก็ให้ความนิยมต่อคนนี้ลดลงอย่างมาก ทำให้คนนี้เริ่มรู้ตัวแล้วว่าไปไม่รอด สุดท้ายก็กลับไปลงสมัครผู้ว่า ใช้ภาพเดิมๆที่ไม่มีใครหลงผิดตามอีกแล้วหาเสียง ผลคือแพ้แบบหมดรูปและเป็นการจบพรรคการเมืองและนักการเมืองหลายคน ที่สร้างตัวขึ้นจากการสร้างภาพโดยนำเรื่องศาสนามาแอบอ้าง บังหน้าเพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่หลงตาม จอมลวงโลกคนนี้ก็ได้รับการพิสูจน์ในเวลาราว 10 ปีว่าไม่ใช่ผู้นำที่ถูกต้องเป็นเพียง..จอมคนลวงโลกเท่านั้น...


    คนต่อมาผมเห็นครั้งแรกทางทีวี ฟังการพูดแล้วก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความไม่ธรรมดา และตามฟังบ้างไม่ได้ฟังบ้าง และหลังจากวันนั้นถึงวันนี้ผมก็รู้ว่าผมคิดไม่ผิด คนๆนี้ไม่ธรรมดาและเหนือชั้นกว่าคนแรกเยอะ คนคนนี้เริ่มจากนำเรื่องที่อ่อนไหว มาพูดหว่านล้อมให้ประชาชนรู้สึกเลื่อมใสและเชื่อตามแสดงออกให้เห็นเสมือนว่า ตนเป็นผู้ที่รับอาสาเป็นตัวแทนออกมาเรียกร้องให้คนในสังคมถวายความจงรักภักดี พยายามโน้มน้าวให้เห็นว่าตนและพวกคือผู้ที่รักษาสถาบัน โดยที่ยังไม่ได้กล่าวหาใครว่าอะไร เพียงแต่โน้มน้าวให้คนหมู่มากเลื่อมใสตนเสียก่อน และการนี้ก็ได้ผลเป็นอย่างดี ประชาชนคนไทยทุกคนมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จึงคล้อยตามและเลื่อมใสคนๆนี้เป็นจำนวนมาก หลังจากที่ทำการสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว ก็ค่อยๆใช้ความได้เปรียบนี้เริ่มเปิดประเด็นกล่าวหานายกทักษิณ อย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นระบบ มีความประสานความร่วมมือ ทุกกลุ่มที่เสียผลประโยชน์จากรัฐบาลนี้ ค่อยๆนำประเด็นต่างๆที่จัดเตรียมมาอย่างดีเผยแพร่ผ่านสื่อ และค่อยๆตอกย้ำให้ประเด็นเหล่านี้ดูน่าเชื่อถือ โดยใช้นักวิชาการ และผู้ที่สังคมนับหน้าถือตาค่อยๆออกมาช่วยกันตอกย้ำประเด็นเหล่านั้นให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และค่อยๆสร้างความรู้สึกเกลียดชังให้เกิดขึ้นโดยพุ่งเป้าไปที่นายกทักษิณโดยตรง คนๆนี้ก็ยังใช้จิตวิทยาการพูดโน้มน้าวใจผู้ที่เห็นตามให้ค่อยๆเข้าสู่จุดมุ่งหมายและ เริ่มป้ายสีเรื่องที่สื่อเสนอและป้ายสีเรื่องที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชนในประเด็นพระราชอำนาจ และความไม่จงรักภักดี การเปิดและตอกย้ำประเด็น รวมทั้งการประสานการชี้นำทุกขั้นตอนทำอย่างมีระบบและเหนือชั้น ใช้ทุกหลักและวิธีการทางจิตวิทยามาโน้มน้าวสังคมให้คล้อยตาม และรู้สึกเกลียดชัง มีการร่วมมือกันของกลุ่มอำนาจต่างๆในสังคมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ภายใต้การจัดการอย่างเหนือชั้นของคนๆนี้ และมีผู้ทรงอำนาจเป็นเกราะป้องกันให้ เปิดไฟเขียวให้ทำเต็มที่รับรองความปลอดภัยให้ เมื่อถึงจุดอิ่มตัว การขยายเครือข่ายก็เริ่มขึ้นและใช้การโจมตีทุกรูปแบบพร้อมๆกัน จากทุกๆด้านโดยมีสื่อบางสื่อเป็นแกนนำ และอาศัยความเลื่อมใสส่วนตัวบวกกับกลุ่มจัดตั้งมาเป็นเครื่องมือ นายกทักษิณอ่อนเกินไปกว่าที่จะตั้งตัวติด ทำอะไรไม่ถูกสับสนไปหมด จนครอบครัวต้องตัดสินใจป้องกันตัวด้วยการขายหุ้นออกไป จึงติดกับดักของคนๆนี้ทำให้สามารถจุดประเด็นให้เกิดการต่อต้านมากยิ่งขึ้น เมื่อมาถึงจุดนี้คนๆนี้เริ่มหลงตัว คิดข้ามไปถึงจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง เริ่มหลุดคำพูดและหลงตัว นึกว่าประชาชนหลงเชื่อสนิทใจ พูดอะไรก็เชื่อไปหมด เริ่มกร่างและหลุดคำพูดที่ให้คนเริ่มได้คิด ไม่ว่าจะเรื่องที่นำมาโจมตีนายกทักษิณที่นับวันจะรุนแรงและหยาบคายขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันไม่มีเรื่องใดสามารถพิสูจน์ในชั้นศาลได้เลย และเริ่มเผยให้เห็นว่าไม่ใช่แล้ว ไม่แค่ไล่นายกทักษิณเท่านั้น แต่ต้องการล้มระบอบการปกครองด้วย ประชาชนกลุ่มหนึ่งเริ่มไหวตัวและเริ่มตาสว่าง นายกทักษิณหลังจากหายมึนก็ตั้งตัวได้และไม่สมองหวานลาออก โดยยึดหลักที่ใครๆก็เข้าใจว่าถูกต้องคือต้องรักษาระบอบประชาธิปไตรเหนืออื่นใด คนๆนี้เริ่มรู้แล้ว่าสังคมโดยรวมเริ่มตาสว่างแล้ว เหลือเพียงกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มจัดตั้ง และประชาชนที่ยึดมั่นแบบไม่มีวันเปลี่ยนใจเพียงที่เห็นๆกันอยู่ ส่วนประชาชนที่ไม่ชอบนายกทักษิณก็จริง แต่ไม่หลงตามแบบที่หลอกให้เชื่อว่าต้องไล่ออกไปจากสังคมก็ไม่สนับสนุนคนๆนี้อีกต่อไป เรื่องของคนๆนี้ยังไม่ถึงจุดจบ ยิ่งได้จอมคนลวงโลกคนแรกมาหนุนอีกแรง ก็ยังทำให้เรื่องนี้น่าสนใจว่าคนๆนี้จะมีจุดจบอย่างไร แต่ที่แน่ๆเป็นบุคคนที่เหนือชั้นมากๆ และน่านำมาเป็นกรณีศึกษาในวันข้างหน้า ว่าการใช้จิตวิทยาและการจัดวางระบบและการประสานกลุ่มผลประโยชน์ให้แสดงออกอย่างมีจังหวะ ทุกขั้นตอนล้วนน่าศึกษาทั้งสิ้น และน่าสนใจขึ้นอีกว่าอดีตของคนๆนี้เป็นอย่างไร ทำไมถึงมีอำนาจต่อรองกับคนใหญ่ๆในประเทศไทย มีผู้คุ้มกันและพร้อมจะออกมาร่วมก่อการได้มากมายขนาดนี้ ยังไม่มีบทสรุปสำหรับคนนี้ครับ




 

Create Date : 22 มีนาคม 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2557 15:37:56 น.
Counter : 506 Pageviews.  

กลุ่มผู้มีอิทธิพลในสังคมไทย....ประชาชน

กลุ่มผู้มีอิทธิพลในสังคมไทย....ประชาชน    ผมไม่ทันช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาคมทั้งสองครั้ง ทันเห็นเต็มๆช่วงพฤษภาทมิฬ และรวมทั้งเหตุการณ์นี้ที่ก่อตัวมาได้ปีกว่าๆ ประชาชนอ่านข่าวและรับรู้เรื่องราวจากสื่อ จากการเล่าต่อๆกัน จากคำพูดของผู้ที่พยายามชี้ให้เห็น ส่วนมากรับรู้จากสื่อ ตัดสินจากความรู้สึกเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่า นักการเมืองเข้ามาก็โกงกันทุกคน คิดแบบนี้ต่อๆกันจากอดีตสู่ปัจจุบันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และมักรู้สึกไม่ดีกับคนรวยคิดก่อนเลยว่า รวยแบบนี้ได้ต้องโกงแน่นอน พอได้ฟังจากสื่อและผู้ที่พยายามชี้ให้เห็น ยังไม่ทันได้หลักฐานชัดเจน ยังไม่ทันมีคดีความทางอาญา ประชาชนไม่รอ ตัดสินก่อนเลย และเริ่มก่อเกิดความเกลียดชังจนในที่สุดไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ตัดสินแล้วว่าผิดเดินหน้าขับไล่อย่างเดียว ใครไม่เห็นตามก็หาว่าไปเข้าข้างฝ่ายตรงข้าม และเป็นพวกเดียวกับฝ่ายนั้นเหมารวมว่าต้องขับไล่ไปด้วย ฟังแต่คนที่ตนเชื่อว่าตนเข้าใจถูกแล้ว ฟังแต่คนที่เชื่อในแบบเดียวกัน และแกนนำเอาไงก็พร้อมจะเอาตามด้วย อย่างที่ไม่ต้องไตร่ตรองอะไรกันแล้ว เป็นความเชื่อและความเสียสละที่น่ายกย่อง คือเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจ เชื่อเพราะตัวเองเชื่อว่าตนเองได้ข้อมูลและมีหลักฐานให้เชื่อแบบนั้น มั่นใจว่าตนเชื่อในสิ่งที่ถูก ไม่มีอะไรนอกจากใจอันบริสุทธิ์ มานั่งตากแดด อดนอน อดทนทำในสิ่งที่ตนเชื่อมั่น และเลื่อมใสแกนนำว่าไม่ได้กล่อมพวกตน เพียงแต่มานำในสิ่งที่ตนเชื่อและให้ทำในสิ่งที่ตนอยากทำ ผมจึงคิดว่าประชาชนที่มาร่วมชุมนุมทั้งหลาย และแสดงความเกลียดชัง ขับไล่นายกทักษิณ เห็นว่าชั่วร้ายทั้งๆที่ยังไม่เคยได้เจอตัวจริง ไม่เคยได้จับมือก็มีมายมาย และทุกคนก็แสดงออกอย่างเต็มที่ และทุ่มเท ตามความเชื่อมั่นของตนเอง นับเป็นการกระทำที่น่ายกย่อง ชมเชย ถ้าวันใดประเทศไทยมีผู้นำที่รู้จักนำแรงพลักเหล่านี้มาแปรเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศ รับรองชาติไทยเจริญแน่นอน ผมจะไม่บอกพวกท่านทั้งหลายว่าท่านหลงผิด ท่านได้รับข่าวสารที่บิดเบือน ท่านโดนผู้ที่มีจิตวิทยาสูงชักนำ ผมไม่บังอาจไปว่าท่านทั้งหลายเช่นนั้น ขอเพียงนิดเดียว ขออ้อนวอนท่านให้นั่งดูอดีตซักนิด และมองแกนนำซักหน่อย และหวังเพียงว่าเมื่อเวลาผ่านไปในอนาคต ท่านจะมองกลับมาวันนี้วันที่ท่านทำอยู่ตรงนี้ ว่ามันได้ให้บทเรียนอะไรกับท่านบ้าง เหมือนท่านทั้งหลายที่เดินไปเขตพระราชฐานในกลางดึกคืนนั้น กลางเดือน พ.ค วันนี้ผมเชื่อว่าพอพวกเขาเหล่านั้นมานั่งเงียบๆตรึกตรองดูอดีตแล้ว คงเข้าใจอะไรดีขึ้น พลเอกสุจินดาก็อยู่นี่ มหาก็อยู่นี่ แกนนำก็ยังอยู่นี่ ขาดไปเพียงประชาชนอันมีความเชื่ออันแรงกล้าบางคนที่หายไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ผมเชื่อว่าถึงอย่างนั้นวันนี้เขาเหล่านั้นก็น่าจะได้บทเรียนและเข้าใจอะไรๆดีขึ้นกว่าคืนนั้นอีกหลาย วันนี้วันที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยไตรเต็มใบ นายกมาจากการเลือกตั้ง วันที่ตำรวจ ทหารกลัวประชาชน วันที่ประชาชนมีสิทธิเต็มที่ การแสดงออกทางการเมืองแบบที่เห็นอยู่ตอนนี้เพิ่งเข้าสู่ยุคเริ่มต้นเท่านั้น ประชาชนเท่านั้นที่จะเลือกว่าเราจะมีหลักการตัดสินเรื่องต่างๆโดยมีมาตรฐานอย่างไรหรือจะเชื่อเมื่อสื่อบอกและแกนนำชี้นำ โดยไม่สนใจหลักเหตุผลอะไรทั้งนั้น ก็แล้วแต่ประชาชนคนไทยนะครับ ผมเชื่อเพียงว่ากาลเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์อะไรว่าถูกหรือผิด ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่รวมถึงแกนนำและผู้ที่ได้รับการจ้างมานะครับ พวกคุณไม่มีค่าอะไรให้ผมต้องกล่าวถึงในเนื้อหานี้....




 

Create Date : 21 มีนาคม 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2557 15:39:49 น.
Counter : 309 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

k.j
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add k.j's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.