Group Blog
 
All Blogs
 

กลุ่มผู้มีอิทธิพลในสังคมไทย...นักวิชาการ

กลุ่มผู้มีอิทธิพลในสังคมไทย...นักวิชาการ   ตั้งแต่ผมเด็กๆจนโตและเริ่มจะเลยวัยรุ่น ผมได้เห็นบทบาทกลุ่มคนที่เขาเรียกว่านักวิชาการ คนกลุ่มนี้เรียนปริญญาตรีแล้วก็เป็นอาจารย์ช่วยสอนในมหาวิทยาลัย แล้วก็ได้ทุนเรียนต่อในขั้นปริญญาโท และเอก พอจบมาก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และรวมกันอยู่ในสังคมปัญญาชน ใช้ปริญญาของตนให้เป็นประโยชน์ คอยรับงานที่รัฐบาลขอให้ช่วยทำโดยได้ค่าตอบแทน บางคนรับงานหลายงานได้เงินมากมาย แต่ทำงานไม่มากและไม่ค่อยมีเวลา งานบางชิ้นไม่เดินซักที เรียกประชุมทีไรคนโน้นไม่ว่างคนนี้ไม่ว่าง งานมันเดินช้าแต่ได้เงินตอบแทนสม่ำเสมอ งานแต่ละชิ้นทำไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ทำไปเรื่อยๆบางงานยังไม่ถึงไหนรัฐบาลก็ยุบไปก่อน พอรัฐบาลใหม่เข้ามายุบคณะทำงาน เปลี่ยนนโยบายก็ตั้งกันใหม่และเริ่มนับหนึ่งใหม่ งานเก่ารับค่าตอบแทนไปแล้วก็แล้วกันไป พองานเก่าแต่ตั้งใหม่มาก็รับกันต่อ แล้วก็ทำงานแบบเรื่อยๆรับค่าตอบแทนแบบเต็มๆกันต่อไป เป็นวงจรแบบนี้เรื่อยไปเรื่อยไป นักวิชาการมองเห็นผลประโยชน์อันมหาศาลนี้ ที่พวกเขาสามารถตักตวงจากภาษีของประชาชนแบบถูกกฎหมาย และเริ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ นักวิชาการเริ่มแบ่งเป็นกลุ่มๆแต่ละกลุ่ม มีขุมอำนาจของตนเอง และขัดแย้งกันในทางความคิดและผลประโยชน์กับกลุ่มอื่น ต่างกลุ่มต่างแสวงหาผลประโยชน์โดยจ้องทำลายอีกกลุ่ม เช่นถ้ารัฐบาลนี้เลือกใช้กลุ่มหนึ่งอีกกลุ่มก็คอยออกมาโต้แย้งคัดค้านและไม่เห็นด้วย ด้วยจุดมุ่งหมายสูงสุดคือผลประโยชน์ของกลุ่มตน โดยใช้ความเป็นชนชั้นนักวิชาการ เป็นอำนาจต่อรองในสังคม ถ้าเราสังเกตให้ดีๆตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ้ารัฐบาลใช้กลุ่มไหนทำงานอีกกลุ่มจะออกมาโต้แย้ง และพอเปลี่ยนรัฐบาลหันไปใช้อีกกลุ่ม อีกกลุ่มก็ออกมาขัดแย้งเป็นแบบนี้มาตลอด ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างเชื่องช้า คนกลุ่มนี้เป็นคนมีการศึกษาสูง มีจิตวิทยาในการพูดการแสดงออกสูง ทำให้ประชาชนหลงเชื่อหรือคล้อยตามได้ง่าย จึงทำให้คนกลุ่มนี้ครอบงำและชี้นำการตัดสินใจของรัฐบาลในอดีตมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าตอบแทนที่รัฐจ่ายให้คนกลุ่มนี้มาทำงานตามนโยบายของรัฐ ซึ่งก็คือภาษีของประชาชนโดยร่วมนั้นเอง
   แต่พอนายกทักษิณและพรรคไทยรักไทยเข้ามา กลับไม่ยอมทำตามวงจรเดิมๆ โดยนำรูปแบบธุรกิจมาบริหารนโยบาย เน้นใช้คนโดยดูที่ความสามารถ การมีเวลา ทุ่มเทและทำงานหนักต้องเสร็จรวดเร็ว โดยให้ผลตอบแทนไม่น้อยไปกว่าเดิม แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำงานแบบจริงจัง อดทนทุ่มเท และเห็นผล ไม่รับงานทับซ้อนเก่งแค่ไหนก็ไม่เอาถ้าไม่มีเวลาและไม่จริงจัง เอาแล้วไงทีนี้ผลประโยชน์อันมหาศาลที่เคยได้รับแบบสบายๆ เรื่อยๆ ไม่เร่งรีบและทำแต่น้อยแต่ได้ผลตอบแทนสูง ถูกกระทบและตัดตอนโดยรัฐบาลนายกทักษิณ ที่ใช้รูปแบบวัดคนที่ผลของงาน ใครมารับงานต้องรับได้กับการวัดผลแบบแฟร์ๆ นายกทักษิณไม่ยอมให้นักวิชากลุ่มเดิมๆเข้ามาบงการหรือครอบงำการบริหาร และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับแนวคิดแบบเดิมๆของนักวิชาการหัวเก่าที่ส่วนมากเป็นพวกอนุรักษ์นิยมแบบยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา นายกทักษิณพูดเชิงไม่เห็นด้วยแบบตรงๆกับแนวคิดแบบเก่าๆ จนทำให้กลุ่มนักวิชาการเหล่านี้รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า และรับรู้แล้วว่าผลประโยชน์อันมหาศาลที่เคยได้รับต่อๆกันมาแต่อดีต กำลังถูกสั่นคลอนโดยนายกรัฐมนตรีที่มาจากนักธุรกิจเต็มตัวคนนี้ ซึ่งแน่นอนยอมไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นการรวมตัวกันของนักวิชาการกลุ่มใหญ่และเริ่มประสานกับกลุ่มอิทธิพลอื่นๆที่เสียผลประโยชน์จากรัฐบาลที่มีนายกชื่อทักษิณ เริ่มปฎิบัติการล้มนายกคนนี้ให้จงได้ เพื่อวงจรเดิมๆจะได้กลับมาตราบใดที่นายกทักษิณยังอยู่ไม่มีทางได้สบายแบบเดิมๆอีกแน่นอน การใช้ความรู้และภาพที่ดูดีในสังคมมารวมกับกลุ่มอื่นๆทำลายรัฐบาลนี้แบบชนิดที่ว่าต้องทำลายให้สิ้นซาก แบบอยู่ร่วมชาติกันไม่ได้เลยจึงเกิดขึ้น...




 

Create Date : 19 มีนาคม 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2557 15:52:28 น.
Counter : 390 Pageviews.  

กลุ่มผู้มีอิทธิพลในสังคมไทย....สื่อ

กลุ่มผู้มีอิทธิพลในสังคมไทย....สื่อ  ตั้งแต่ผมอ่านออกเขียนได้ผมก็ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ชอบถึงขนาดตอนเรียนอยู่ป.6 ผมเคยข้ามเรือไปหอสมุดแห่งชาติ ไปยืมหนังสือพิมพ์ย้อนหลังหลายๆปีมานั่งอ่านบ่อยๆ หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่แพร่หลายและสำคัญที่สุด มีผู้อ่านจำนวนมากและได้รับความนิยมมากกว่าสื่ออื่นๆ ที่ผ่านมาผมเห็นถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของหนังสือพิมพ์ ที่สามารถเสนอข้อมูลหรือชี้นำประเด็นต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าหนังสือพิมพ์จะเสนอข้อมูลอะไร ก็มีผลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน และเป็นแหล่งข้อมูลหลักในการใช้เพื่อตัดสินใจของสังคม
   ตั้งแต่ผมเด็กจนโตจนใกล้แก่ ผมเห็นหนังสือพิมพ์เสนอข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงและในบางประเด็นก็เป็นการบิดเบือนประเด็นหรือข้อมูล เพื่อเป้าหมายอะไรสักอย่างตามต้องการ บางครั้งจงใจใส่ร้ายหรือตั้งใจโจมตีผู้ที่ตนไม่สนับสนุน หรือกลุ่มที่ขัดผลประโยชน์ของกลุ่มตน หรือรับผลประโยชน์จากอีกฝ่ายเพื่อโจมตีอีกฝ่าย โดยนำสื่อที่มีอยู่ในมือมาใช้เป็นเครื่องมือ
  ที่ผ่านมาจะเห็นว่าไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่ไม่โดนสื่อโจมตี และเมื่อโดนหนักๆแล้วไม่มีรัฐบาลไหน หรือใครที่รอดพ้นจากการโจมตีของสื่อไปได้ ถ้าใครทำตัวขัดแย้งและไม่ประสานผลประโยชน์กับสื่อ ก็มักจะโดนโจมตี และโดนใส่ร้ายในประเด็นต่างๆ ประชาชนก็หลงเชื่อไปตามข้อมูลที่สื่อเสนอ โดยเมื่อผู้เสียหายชี้แจงก็มักไม่ได้รับฟังหรือไม่มีช่องทางเผยแพร่ ทำให้มีผู้เสียหายจากการโดนสื่อโจมตี ทั้งประชาชนในสังคม ทั้งรัฐบาลก็ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลจากสื่อทั้งสิ้น
หนังสือพิมพ์รู้ถึงความทรงพลังของกลุ่มตน จึงอาสาทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆในสังคม ทั้งที่แจ้งและที่ลับ แหล่งผลประโยชน์นี้จึงเป็นที่หวงแหนของกลุ่มคนที่อาศัยสื่อเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ ไม่ยอมให้ใครมาทำลายวงจรผลประโยชน์ทับซ้อนนี้ และทำตัวกร่างไม่สนใจใคร ถือว่ามีเครื่องมือทรงอำนาจอยู่ในมือ ทุกคนต้องก้มหัวให้กลุ่มตน ไม่เช่นนั้นจะได้เห็นดีกัน
   นายกรัฐมนตรีไม่ตระหนักถึงความมีอำนาจของสื่อ กล้าขัดใจและพูดจาก้าวร้าวหนังสือพิมพ์ และพอมีปฏิกิริยาต้านกลับมา นายกรัฐมนตรียังไม่กลัวแถมยังแสดงให้เห็นว่าจะล้มวงจรผลประโยชน์เหล่านี้อีก จึงทำให้สื่อรวมตัวกันเป็นวงกว้างเพื่อรักษาแหล่งผลประโยชน์ของตน และเริ่มเห็นแล้วว่านายกฯเป็นภัยอันใหญ่หลวงของกลุ่มตน จึงได้ใช้เครื่องมือและบุคคนทั้งหมดในวงจร มาทำลายรัฐบาลนี้ให้ล้มไป ก่อนที่ภัยจะมาถึงกลุ่มผลประโยชน์ของตน สื่อพยายามอ้างความเสรีในการเสนอข้อมูลข่าวสาร ในแบบที่อ่างเสรีภาพโดยใครจะมาแตะต้องสื่อไม่ได้ อ้างประชาชนเพื่อสร้างเกาะป้องกันผลประโยชน์ และใช้ความรู้และความสามารถด้านการเขียนในรูปแบบต่างๆ เพื่อโจมตีและทำลายร้างรัฐบาลนี้ สื่อได้สร้างภาพด้วยการจัดองค์กรปฎิรูปสื่อ อ้างว่าโดนแทรกแซงจากอำนาจรัฐ พยายามจะเรียกร้องการคุ้มครองและป้องกันไม่ให้ใครมาทำธุรกิจหรือเข้ามาถือครองสื่ออันเป็นแหล่งผมประโยชน์ของกลุ่มตน สื่อพยายามอ้างแต่ว่าทุกอย่างเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทุกคนมีสิทธิเท่าๆกัน ทั้งๆที่สื่อเองกลับทำตัวผูกขาดและใช้อำนาจที่มีอยู่ในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามเสมอมา ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน อย่างวันนี้สื่อถึงกับออกมาชี้หน้ารัฐบาลนี้ว่า สื่อต้องล้มล้างรัฐบาลนี้และพรรคไทยรักไทยให้สิ้นซากไป โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้พยายามแทรกแซงสื่อ ทั้งๆที่เราก็เห็นๆอยู่ว่า 2 ปี กว่าๆที่ผ่านมา สื่อด่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีแบบสาดเสียเทเสียมาตลอด โดยที่รัฐบาลตั้งรับและไม่มีการดำเนินการใดๆทางกฎหมายกับสื่อเลย รัฐบาลนี้ให้เสรีภาพกับสื่ออย่างเต็มที่ เพียงแต่ไม่ยอมก้มหัวให้สื่อเลยโดยซะปางตายในขณะนี้




 

Create Date : 17 มีนาคม 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2557 15:54:32 น.
Counter : 320 Pageviews.  

อาม่า

อาม่า   อาม่าเป็นคนจีนมาจากแผนดินใหญ่รุ่นแรกๆ อาม่าแต่งงานและขายข้าวหมูแดง มีลูกทั้งหมด 8 คน ผู้ชาย 2 ผู้หญิง 6 อาม่าเป็นจนเชื้อสายจีนที่มาอยู่ในเมืองไทยแบบรุ่นบุกเบิก มีความเป็นจีนแท้คือขยัน อดทน ขี้เหนียว พูดจาเสียงดัง พูดไทยไม่ชัด อ่านภาษาไทยไม่ออก
   ผมเจออาม่าครั้งแรกราวปี 2526 ไปกินข้าวหมูแดงอันแสนจะอร่อย ในร้านตึกแถวเก่าๆที่ไม่ได้รับการปรับปรุง และอาม่าก็ไม่คิดจะปรับปรุง ผมรู้จักกับลูกสาวอาม่า2-3 คนเลยทำให้คุ้นเคยกับอาม่า อาม่าจะเรียกผมว่าอาตี๋ ซึ่งไม่มีใครเรียกผมแบบนี้นอกจากอาม่า อาม่าแกเอ็นดูผมเจอผมทีไรแกจะส่งสายตาและรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเมตตาแบบจีนๆ อาม่าขยันขันแข็งทำงานตัวเป็นเกลียว เลี้ยงลูกถึง8 คน อาม่าจะเลี้ยงลูกสาวแบบคนจีนโบราณ อาม่าสอนทุกคนต้องขยัน ทำงานหนักต้องรู้จักอดทน การเรียนหนังสือไม่สำคัญเท่าต้องทำมาหาเลี้ยงครอบครัว เรียนก็เรียนได้ แต่งานต้องมาก่อน ทุกคนต้องช่วยกันขายของจนถึงเวลาอันควรที่จะมีคนมาสู่ขอแต่งงานออกไป แต่ตอนอยู่รวมกันไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการทำมาหากิน ไม่เรียนไม่เป็นไรแต่ไม่มีกินจะพากันอดตายหมด อาม่าสอนลูกสาวทุกคนว่า โตขึ้นต้องแต่งงานออกและเป็นแม่บ้านที่รักใคร่ของแม่สามี ทำงานบ้านอย่าให้ขาดตกบกพร่อง และต้องอยู่ในโอวาทของสามีทำหน้าที่แค่ที่ผู้หญิงควรจะทำ คือทำงานบ้าน เลี้ยงลูกและดูแลคนในครอบครัวของสามี ด้วยความอดทน อาม่าสอนลูกแบบนี้ ตอนผมเจออาม่า ลูกสาวแกแต่งออกไปแล้ว 3 คน อาม่าเล่าให้ฟังว่าได้สามีดี 2 คน อีกคนไม่ไหวมีแต่ปัญหามาให้อาม่าปวดหัวเสมอ ส่วนลูกสาวอีก 3 คนก็ยังอยู่กับอาม่ารวมทั้งลูกชาย 2 คนด้วย อาม่าก็ยังเลี้ยงลูกสาวที่เหลือแบบเดิม ให้ทำงานขายข้าวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ทุกวัน เรียนหนังสือแกก็ไม่ห้ามแต่แกสั่งเด็ดขาดว่างานต้องไม่เสีย เช่นเดิมคือเรียนหรือไม่ไม่สำคัญขอให้ทำงานเป็น และเตรียมเป็นแม่บ้านที่ดีในบ้านสามีเป็นใช้ได้ อาม่าตาแหลมแกจะเลือกลูกเขยคนจีนแท้ๆให้ลูกสาวแกแต่ละคนได้ดี อาม่าเน้นครอบครัวคนจีน และแกเลือกที่เห็นว่าเหมาะกับลูกสาวแก สำคัญคืออาม่ามั่นใจในการเข้มงวดและการสอนสั่งลูกสาวทุกคนมาตั้งแต่เด็ก ว่าสามารถเป็นแม่บ้านที่ดีไม่ทำให้แม่สามีตำนิเอาได้ คนอื่นจะมองว่าอาม่าลำเอียงไม่ชอบลูกสาว ให้ทำแต่งาน ไม่ส่งเสริมการเรียน ให้เงินใช้แค่พอตัว และดุด่าว่ากล่าวลูกสาวแรงๆ อาม่าก็ไม่สนแกมั่นใจในสิ่งที่แกทำ
ส่วนเจ้าลูกชาย 2 คนนั้นอาม่าไม่มีปัญญาสั่งสอน อาม่าเลี้ยงลูกชายไม่เป็น เอาแต่ตามใจและไม่ดุด่าว่ากล่าวจนทั้งสองคนไม่เป็นโล้เป็นพาย อาม่าไม่เก่งเรื่องเลี้ยงลูกชาย
   พอราวปี2532 สามีแกก็จากไป อีกไม่กี่ปีลูกสาวทั้ง 5 ก็แต่งงานออกไปหมด อีกคนไม่ได้แต่งก็ออกไปทำงานนอกบ้าน เหลือเพียงอาม่าและลูกชาย 2 คน ที่เป็นภาระให้อาม่ายังต้องขายข้าวหมูแดง ในวัยย่าง 70 พักหลังๆผมเจออาม่าไม่บ่อย เดินผ่านก็แวะไปนั่งคุยกับแกบ้าง แกบ่นหมู่นี้ขายไม่ค่อยดี คนไม่เข้าร้านแต่ไม่อยากหยุดขายหยุดแล้วเหงา และถามว่า...อาตี๋สบายดีอ๊ะเปล่า กินข้าวไม๊เดี๋ยวอาม่าทำให้ .... อาม่าก็ยังเรียกผมในแบบที่แกเรียกมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ จริงๆแล้วอาม่าน่าจะพักผ่อนสบายๆได้แล้ว ลูกสาวทั้ง 6 ก็มีครอบครัวสบายดีทั้งหมดแล้ว แต่ที่อาม่ายังต้องการขายเพราะอาม่ารักและภูมิใจในร้านข้าวหมูแดงร้านนี้ ที่ทำให้ลูกๆของแกทุกคนมีกินและโตมาได้จนเดี๋ยวนี้ และอีกเรื่องคือแกห่วงเจ้าลูกชายที่ไม่เป็นเรื่องจะไม่มีข้าวกิน จะอดตาย และแกรู้สึกผิดที่เลี้ยงลูกชายไม่เป็น ทำให้ไม่มีอาชีพอะไรเป็นเรื่องเป็นราวทำ อาม่าเลยรับผิดชอบต่อไปทั้งๆที่แกเริ่มจะอ่อนแรงลงทุก จนพักหลังๆบางวันร้านก็ไม่เปิด หรือเปิดก็ไม่มีคนเข้า เดินผ่านทีไรผมต้องมองเข้าไปในซอยหาอาม่า ด้วยความกังวลและเป็นห่วงแกทุกครั้ง อาม่าไม่อยากไปอยู่เป็นภาระของลูกสาวคนใดคนหนึ่ง และแกถือว่าคนจีนเขาถือแม่ต้องอยู่กับลูกชาย จะไปอาศัยอยู่กับครอบครัวลูกสาวไม่ได้ อาม่ายึดมั่นแบบนี้
จนมาวันหนึ่งอาม่าต้องฝืนสังขารขึ้นมาทำอาหารทำบุญให้สามี พรุ่งนี้จะครบวันที่สามีจากไป แกเลยทำอาหารในวันนี้ ด้วยการที่ไม่ค่อยได้เปิดร้านในช่วงนี้ ร่างกายแกเลยไม่พร้อมทำอาหารแล้วเป็นลมล้มไป ผมได้ข่าวว่าอาม่าอยู่ห้องไอซียู อาการไม่ดี ผมไม่ได้เป็นญาติและไม่ได้ขอลูกสาวแกซักคน แต่ผมได้ข่าวนี้ก็รู้สึกใจหายและกังวลอย่างมาก อาม่าเหมือนแบบอย่างที่ผมยึดมาศึกษาตลอดเวลาที่รู้จักแก อาม่าเหมือนตัวแทนของอะไรซักอย่างที่อยู่ในใจผมเสมอมา ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก นี่อาม่าจะมาจากผมไปอีกคนแล้วหรือ นับวันเสาหลักที่ค้ำจุนชีวิตผมไว้จะค่อยๆจากผมไป อย่างอาม่าที่แม้หลังๆจะไม่ค่อยได้เจอ แต่ผมเชื่อว่าแกมีจิตใจที่ดีๆให้ผมเสมอ นับวันผมยิ่งจะโดดเดี่ยวมากขึ้น จากการศูนย์เสียสิ่งดีๆในจิตใจไปทีละน้อย ถ้าแม้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงผมจะทำเช่นเดียวกับอาม่าคือส่งจิตใจอันเต็มไปด้วยความศรัทธาและเคารพไปช่วยให้อาม่าจงอยู่เป็นเสาค้ำยันผมต่อไป......แด่อาม่าผู้หญิงแกร่ง




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2557 18:01:11 น.
Counter : 332 Pageviews.  

ลุงถินผู้ไม่เคยชนะ

ลุงถินผู้ไม่เคยชนะ  ผมนั่งรถบัสไม่มีแอร์มาจากอุบลฯ ลงรถด้วยความหงุดหงิดที่ท่ารถ อ.พิบูลมังสาหาร หงุดหงิดเรื่องระยะทางเพียง 40 กม แต่ต้องเสียเวลากว่า 2 ชม รถแดงออกจากอุบลฯ วิ่งเนิบๆมาแค่ 10 กม ก็ถึง อ.วารินชำราบ แล้วจอดแบบไร้เหตุผลกว่า 30 นาที ก่อนที่จะวิ่งเนิบๆเปิดเพลงเสียงดังมาสุดสายที่ อ.พิบูลฯ ระยะทางนิดเดียวเสียเวลาน่าดู ลงรถแล้วผมก็เดินทำหน้าบอกบุญไม่รับขึ้นสองแถวที่จะไปช่องเม็ก อีก 15 นาทีรถถึงออก ผมเข้าไปนั่งเกือบในสุด มีลุงแก่ๆตัวเล็กๆนั่งอยู่ในสุด แกมองหน้าผมผมไม่สนใจคนยิ่งหงุดหงิดอยู่ นั่งลงแล้วผมก็หยิบหมวกมาใส่ เพราะเดี๋ยวรถออกต้องสู้ลมหนาวเดือน12 แน่นอน ลุงแกก็เอาหมวกไอ้โม่งแกมาใส่บ้าง ผมเริ่มหงุดหงิดยิ่งขึ้น นี่แกเลียบแบบคนหล่อหรือเปล่า ซักพักผมก็เอาแว่นดำมาใส่ แกมองหน้าผมอีก ผมมองแกบ้าง คิดในใจไม่มีแว่นดำจะเรียบแบบละสิ แกมองแล้วก็หันไปหาของในย่ามเก่าๆบ้าง ก้มลงหาในถังพลาสติกที่แกเอาขึ้นมาด้วย1ใบ หาแบบที่ผมต้องนั่งขยับออกมานิดเพื่อให้แกคุ้ยได้สะดวกขึ้น แต่ผมก็คิดในใจแบบหงุดหงิดว่า จะหาอะไรนักหนา คนจะนั่งให้หายหงุดหงิดซักหน่อย นี่ก็กว่า15นาทีแล้วรถก็ยังไม่ออก แกก็มองหน้าผมอีก ผมเลยดูตาแกผ่านแว่นว่าแกจะอะไรนักหนา
   แกชื่อลุงถิน เป็นคนหมู่บ้านเล็กๆใน อ.ตระการพืชผล พื้นเพเป็นชาวนา ตอนเด็กๆแกขี้เกียจเรียนหนังสือมากๆ กว่าจะผ่าน ป.6มาได้ ครูใหญ่ต้องเรียกพ่อแกไปถาม ว่าจะให้แกไปเรียนต่อในอำเภอหรือเปล่า พ่อแกบอกว่ามันไม่ยอมเรียน และไม่มีหัวสมองที่จะเรียนหนังสือได้หรอก ให้อยู่บ้านดีกว่า ครูใหญ่ได้ฟังดังนั้น จึงยอมให้แกจบ ป.6 แบบอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ สูตรคูณได้แค่แม่หนึ่ง พอแกเลิกเรียนก็เล่นอยู่บ้านไปวันๆไม่เป็นเรื่องเป็นราว พออายุได้ 18 ก็แต่งงานและช่วยที่บ้านทำนา แกเริ่มกินเหล้าและสูบบุหรี่ ทำนาแบบขอไปที อยู่ไปวันๆ พ่อแม่ก็เอือมเต็มทีแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร พออายุ 25 เมียแกก็ทนไม่ไหวหนีตามญาติไปอยู่กรุงเทพ ใครจะไปทนแกไหวกินเหล้าทั้งวัน เมียแกหนีไปแกก็ไม่สน กินเหล้าลูกเดียว ดีนะแกเป็นหมันไม่มีลูก พออายุ30 พ่อแกก็เสียชีวิตไป แม่ก็ทำงานไม่ค่อยไหว แกเลยต้องรับภาระทำนาที่เช่าเขามา แกก็คงเส้นคงวามากวันๆกินแต่เหล้า ไม่มีแรงทำนารอแต่ให้น้ำมันท่วมแล้วรอเงินช่วยเหลือจากรัฐ ค่าเช่านาไม่มีจ่ายเยอะๆเข้า เจ้าของที่นาก็ไม่ให้แกเช่า และไล่แกออกจากที่นาไป แม่แกก็ไปอยู่กับญาติที่ช่องเม็ก ช่วยเขาขายของแกก็ไปด้วย แต่ก็เช่นเดิมช่วยงานอะไรไม่ได้ แถมยังขโมยเงินไปซื้อเหล้าประจำ จนญาติแกเหลืออดไล่แกไปอีก แม่แกจึงพาไปฝากครูใหญ่ที่ให้แกจบ ป.6 ที่ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประจำอ.พิบูลฯ ครูใหญ่จำแกได้ดีและเสียใจที่ตอนนั้นไม่สอนแกให้ดี จนเป็นปัญหาในวันนี้ และรับแกเข้ามาเป็นภารโรงที่โรงเรียน ตอนนั้นแกก็ย่าง 40 แล้ว เป็นภารโรง แกก็เหมือนเดิมกินเหล้า หนีงาน ไม่รับผิดชอบ จนครูทุกคนเอือมแก แต่ ผ.อ ขอไว้ให้ช่วยๆแกหน่อย แกจึงเป็นภารโรงที่นี่ได้จนอายุ 50 ปี แบบที่ไม่น่าจะอยู่ถึง จนเร็วๆนี้ ผอ คนใหม่ต้องคัดคุณภาพคนในโรงเรียน จึงไม่มีทางเลือกต้องให้แกออก แกจึงไม่มีงานทำตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แกไม่มีเงินซื้อเหล้า ซื้อบุหรี่ อาศัยบ้านภารโรงที่ไม่เต็มใจให้แกอยู่หลอก แต่จำใจมากกว่า เจ้าหนีที่แกติดเงินค่าเหล้าก็มาทวงทุกวัน จนแกประสาทเสียไปหมด สุดท้ายแกเลยคิดจะกลับไปช่องเม็ก ไปพึ่งญาติฝ่ายแม่ แกจึงพาร่างอันอิดโรยและขาดเหล้ามากว่า 10 วันแล้วมาขึ้นรถสองแถวคันเดียวกับผมนี่แหละ....
   รถทำท่าจะออกผมเซ็งจนหายเซ็ง รถเริ่มวิ่งผมมองกลับไปหาแก อ่าวแกหายไปไหนมองไปที่พื้น แกลงไปนั่งพับเพียบคอตกไปกองอยู่ใต้เก้าอี้แถวกลาง ผมนึกว่าเอาอีกแล้วแกจะหาอะไรของแกอีก ผมหงุดหงิดขึ้นอีกแต่รอซักอึดใจ สะดุ้งด้วยความตกใจรีบถอดแว่นดำ แล้วคว้าคอเสื้อแกขึ้นมา ที่รีบกระชากแกขึ้นมาเพราะกลัวว่าแกพับท่านั้นจะหายใจไม่ออก แล้วรีบเอื้อมมือไปกดกริ่ง คนขับเบรกแบบงงว่า เพิ่งมาได้ 50 เมตรใครจะลง ลุงแกสำลักอะไรซักอย่างออกมา คนอื่นๆในรถเริ่มรู้แล้ว ผมถามว่าโรงพยาบาลอยู่ไหน ผู้หญิงคนหนึ่งตอบว่าอยู่ใกล้ๆนี้เอง ผมเคาะกระจกบอกคนขับว่าโรงพยาบาล คนขับพยักหน้าแล้วขับออกไป ผมกระชากคอเสือแกแน่นให้แกอยู่ในท่านั่ง แต่คอแกจะพับอยู่ตลอด ผมกลัวแกชักแต่แกนิ่งตัวแกเย็นมาก ผมทำได้แค่กระชากแกให้นั่งและระวังไม่ให้หัวไปโขกโต๊ะแถวกลาง รถวิ่งราว 5 นาทีก็ถึงโรงพยาบาล โชคยังดีที่เพิ่งออกมาได้ 50 เมตรยังไม่ผ่านโรงพยาบาล บุรุษพยาบาลขึ้นมา 1 คน คนขับทำหน้าเฉยเมิย ขึ้นมาช่วยจับลุงแกลงจากรถ แกยังไม่ได้สติ ผมช่วยพาแกลงมาและบุรุษพยาบาลเข็นแกเข้าข้างใน ผมตามเข้าไปและวิ่งออกมาบอกคนขับว่าแกมีถัง 1 ใบ และย่าม 1 ใบ คนขับก็เอาลงจากรถเดินเข้าไปข้างใน ผมตามเข้าไปเห็นคนขับวางที่ข้างประตู แล้วไม่บอกใครเดินออกมาเลย ผมก็คิดว่าแล้วใครจะรู้ว่าของลุงแกว๊ะ ก็เลยเข้าไปบอกพยาบาลว่านั่นของลุงแก เห็นพยาบาลจับลุงแกนอน แล้วทำท่าจะตรวจอาการแก ทันใดนั้นแกก็ลุกขึ้นมาทันที ทำท่าจะไปต่อ ผมบอกลุงของลุงอยู่ตรงโน้นไม่ต้องเป็นห่วง แกลืมตาแต่ตาแกไม่มีแววเลย แกไม่แม้กระทั้งจะมองหน้าผม พยาบาลดุด้วยเสียงอันดังว่านอนลง ไม่ต้องไปแล้วของเอาลงมาไว้ให้แล้ว แกรับรู้หรือเปล่าผมไม่แน่ใจ แต่พยาบาลพูดจบก็ดึงแกลงนอนต่อ ผมเลยคิดว่าหมดหน้าที่ผมแล้ว เข้าห้องน้ำล้างมือแล้วไปขึ้นรถไปช่องเม็กต่อ และหันมามองโรงพยาบาลแล้วบอกลาลุงแกว่า ....นอนซักพักเถอะลุง ชีวิตของลุงไม่มีอะไรต้องรีบอีกแล้ว.....




 

Create Date : 28 มกราคม 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2557 18:08:09 น.
Counter : 270 Pageviews.  

การเมืองเรื่องใกล้ตัว(ของผม) ตอนที่สอง

  เคยเขียนตอนที่หนึ่งไปเมื่อราวๆ2ปีที่ผ่านมา ช่วงนี้การเมืองกำลังร้อนๆเลยนั่งเขียนตอนสองต่อดีกว่า การเมืองช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่เราได้รัฐบาลพรรคเดียว และบริหารต่อเนื่องจากสี่ปีที่แล้ว การแก้ปัญหาและทำประเทศให้แข็งแกร่ง และการเกิดปัญหาต่างๆในสังคมไทยที่มากระทบกับรัฐบาล และบางเรื่องที่ท่านนายกฯและคณะรัฐบาลก่อขึ้นมาเอง ทำให้สังคมไทยกลับมาสู่ยุคของความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง ผมเชื่อมั่นอย่างหนึ่งจากการตามการเมืองของประเทศไทย ไม่ว่าการเมืองจะปฏิรูปไปแค่ไหน คนไทยก็สามารถปรับตัวและทำให้มันวุ่นวายสับสนได้เสมอ


   เริ่มจากท่านนายกรัฐมนตรีของเรา ตลอดเวลา 5ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนรัฐมนตรีมาแล้วกี่คน โยกย้ายข้าราชการระดับ 10 มาแล้วเท่าไหร่ ไม่ทราบว่าการแก้ปัญหา โดยการสับเปลี่ยน โยกย้าย ปลดออก ถี่ขนาดนี้จะทำให้การบริหารต่อเนื่องได้อย่างไร แก้ปัญหาหนักๆเช่น ภาคใต้ การศึกษา สังคม ท่านนายก ปรับเปลี่ยนจนไม่มีใครกล้าเข้ามาทำงานกับรัฐบาลชุดนี้อีกแล้ว และที่ทำอยู่ก็หวาดระแวง ไม่รู้ว่าทำไปทำไมเดี๋ยวก็โดนปรับเปลี่ยนแล้ว แค่นี้การบริหารก็ไม่มีเอกภาพแล้ว ยังดีที่สายเศรษฐกิจยังเกาะกันอย่างต่อเนื่อง และดูงานจะไหลลื่นกว่ามิติอื่นๆ แต่ถ้าสังคมไม่นิ่งซักวันมิตินี้ก็ล่มสลายตามไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ปัญหาบางเรื่องก็ดูจะสร้างปัญหาหรือฉีดยาชาให้ทรงๆไว้ เช่นเรื่องหนี้สินภาคประชาชน การแก้ปัญหาภาคใต้ การแก้ปัญหาสังคม รัฐบาลส่งสัญญาณที่ผิดๆออกไป ทำให้ประชาชนเชื่อว่าจะได้รับการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ ทุกคนเลยไม่มองที่ความเป็นจริง เอาแต่หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทำให้การพัฒนาภาคพื้นฐานของประชาชนไม่เกิด เพียงแต่หวังความช่วยเหลือเป็นครั้งๆเฉพาะหน้า  รัฐบาลพยายามบริหารประเทศแบบก้าวกระโดด โดยลืมดูความสามารถของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศว่าก้าวตามทันหรือเปล่า แค่รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลก็มีกว่าครึ่งที่ก้าวตามนายกรัฐมนตรีของเราไม่ทันแล้ว

   รัฐบาลกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นตามความต้องการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แบบเร่งรีบและไม่วางพื้นฐานให้ดีพอ ทุกวันนี้ อบต , อบจ ล้วนแล้วแต่ได้คนที่มาบริหารแบบมีผลประโยชน์แอบแฝง ทำให้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นไม่ได้ตั้งอยู่ในจุดมุ่งหมายเพื่อท้องถิ่น แต่เพื่อประโยชน์ของกลุ่มบุคคลมากกว่า และซักวันเมื่อมันถึงจุดก็จะระเบิดออกมาจนยากแก่การบริหารจัดการ เพราะอำนาจได้ถูกกระจายไปแล้ว การเป็นนักธุรกิจอาชีพ คิดและทำแบบนักบริหารธุรกิจ ก็เป็นอีกจุดอ่อนของผู้นำของเราในวันนี้ ท่านคิดและทำและพูดแบบภาคธุรกิจ แบบคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย พูดและทำโดยไม่ค่อยรักษาน้ำใจของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในระดับลูกจ้าง และข้าราชการผู้น้อย  เลยทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสังคมซึ่งนับวันจะแย่ลงเรื่อยๆ ท่านลืมไปว่าจริงๆแล้วผู้มีการศึกษาในสังคมไทยกว่า 70 % เป็นคนหัวเก่า และเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบการบริหารแบบทุนนิยมแบบสุดขอบแบบนี้ สังคมไทยยังหนีไม่พ้นคนรุ่นเดิมๆหัวโบราณและไม่ชอบโลกเสรี ชอบอยู่แบบไทยๆ คอยปัญหามาก่อน พังก่อน เสียหายก่อน แล้วค่อยแก้ คนรุ่นผู้นำหัวเก่าแบบนี้ที่วันๆไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เอาแต่สร้างภาพให้ดูดียังมีเยอะเกินกว่าที่ท่านนายกของเราจะหักดิบได้ 
  

    ที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงจุดเล็กๆบนผลงานที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศมาได้อย่างดีตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเรื่องราคาสินค้าเกษตรที่สูง ไทยเป็นผู้นำภาคการเกษตรของโลก การบริหารที่แก้ปัญหาเดิมๆให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ผู้นำที่เด็ดเดี่ยว ฉับไว เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าคิด กล้าทำ ล้วนแล้วแต่เป็นจุดเด่นที่ยังไงก็ไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับนายกรัฐมนตรีของเราในปัจจุบันอีกแล้ว หัวหน้าพรรค ปชป ก็ยังอีกห่างไกลกว่าจะขึ้นมาเทียบได้ แค่ในพรรคที่ทุกวันนี้เป็นเพียงหุ่นที่ให้ ส.ส ภาคใต้เชิด ก็ดูอ่อนแอพออยู่แล้ว แก้ภาพนั้นก่อนดีกว่าที่จะคิดเทียบชั้นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เราลองคิดดูง่ายๆถ้าวันนี้นายกรัฐมนตรีของเราลาออก และพรรคไทยรักไทยล่มสลาย พรรคประชาธิปัตย์กลับมาบริหารประเทศ จะเป็นอย่างไรลองหลับตาแล้วนึกภาพดู

   เรื่องต่อมาคือเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราอยากได้อยากเห็นและอยากให้เป็น แล้วเป็นไงละทีนี้ สว ที่เลือกกันมาทำหน้าที่ 5 ปีที่ผ่านมาตีกันทุกวัน ตีกันเองบ้าง ตีกับคนอื่นบ้าง เก่งๆกันทุกคนไม่มีใครยอมใคร ทุกคนเก่งหมด และปปช ก็มีเรื่องแบบไม่รู้ว่าคนผิดหรือกฎหมายมันเพี้ยนกันแน่ ทำให้งานหยุดหมดจนตอนนี้ยังตั้งกันไม่เสร็จ กสช อีกตั้งกันมา 5 ปี ตีกันแทบตายสุดท้ายทำท่าจะต้องนับหนึ่งใหม่อีก กกต อีกฝากการเลือกตั้งไว้กับคนเพียง 5 คน หายไป 1 คนงานก็ไม่เดินแล้วเป็นไงวันนี้การเลือกตั้งทุกระดับวุ่นวายสุดยอด และอะไรต่อมิอะไรอีกสังคมไทยทุกวันนี้ ตีกันให้วุ่นไปหมดในทุกชนชั้น ไม่มีใครยอมใครทุกคนเอาแต่ประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง มีพวกกลุ่มหัวเก่าเอียงขวามาปลุกกระแส และสร้างภาพความขัดแย้งให้เกิดความเกียดชังกันเองในสังคมเข้าให้อีก ถ้าเป็นเช่นนี้อีก 3-5 ปี สังคมไทยจะเข้าสู่ยุคมืด ยุคที่เลวร้ายกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา เราจะมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น และประเทศจะเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ถ้ากลุ่มคนที่เอาศาสนาและพระมหากษัตริย์มาบังหน้า โยนความผิดให้คนอื่น สามารถสร้างกระแสและกล่อมให้คนหลงเชื่อได้มากๆ เราจะเข้าสู่ยุคมืดที่ไม่มีครั้งไหนจะเลวร้ายไปกว่านี้ และคงต้องใช้เวลาอีกกว่า 20 ปีถึงจะกลับมาเป็นเสือได้อีกครั้ง คงต้องรอดูท่านนายกรัฐมนตรีของผม ว่าท่านจะผ่านบททดสอบที่ยากลำบากบทนี้ไปได้อย่างไร หรือท่านจะต้องออกนอกประเทศไปแบบไม่มีวันกลับ และจบชีวิตการเมืองแบบติดลบตามผู้นำหลายๆคน คงต้องเอาใจช่วยท่านและเอาใจช่วยประเทศไทย ให้ผ่านพ้นเรื่องร้ายๆเหล่านี้ไปให้ได้ ถ้าใครบอกว่าเมืองไทยไม่สิ้นคนดี และรู้รักสามัคคี ก็ขอได้โปรดแสดงตนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้......




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 5 มกราคม 2557 18:10:39 น.
Counter : 379 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

k.j
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add k.j's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.