Group Blog
 
All Blogs
 

สมัคร สุนทรเวช ผู้ไม่เคยแพ้


  นี่คงเป็นฉากสุดท้ายของนักการเมืองที่ผมตามมากว่า 30 ปี นักการเมืองที่ผมชอบในบางเรื่อง และไม่ชอบในหลายๆเรื่อง แต่ตลอดเวลา 30 ปี ชายชื่อสมัคร สุนทรเวช ก็ไม่เคยทำให้ผมหมดศรัทธาหรือรังเกลียดได้เลยในทุกๆบทบาทและความเป็นไปในวงการเมือง และชีวิตส่วนตัว

   สมัยผมอายุราว 10 ขวบ น่าจะเป็นช่วงรุ่งเรื่องสุดขีด ของคุณสมัครในฐานะหัวหน้าพรรคประชากรไทย ก่อนหน้านั้นผมโตไม่ทันแต่ก็ได้รับรู้ว่าคุณสมัคร ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงตอนนั้นตอนผม 10 ขวบ คุณสมัครไม่เคยแพ้แม้แต่ครั้งเดียว ได้รับเลือกมาทุกครั้ง และพอผมเริ่มตามบทบาทของคุณสมัครมาตั้งแต่ตอนนั้น ครั้งต่อๆมายุคท่านมหาจำลองรุ่งเรืองสุดๆ พยายามโค่นคุณสมัครมาไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ครั้งหนึ่งถึงกับส่งภรรยาเข้าแข่งขัน แต่คุณสมัครก็ยังสามารถชนะการเลือกตั้งมาได้ทุกครั้ง มีครั้งหนึ่งทั้งพรรคเหลือคุณสมัครเป็น ส.ส กรุงเทพฯเพียงคนเดียวก็ยังมี พอหมดยุคท่านมหา ก็เข้าสู่ยุครุ่งโรจน์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีคุณชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ก็พยายามโค้นคุณสมัครลงให้ได้ในเขตดุสิต แต่ก็แพ้คุณสมัครทุกครั้ง ไม่ว่าความนิยมในตัวคุณจำลอง คุณชวน คุณอภิสิทธิ์ จะแรงแค่ไหนก็ตามในยุครุ่งเรืองของแต่ละคน แต่คุณสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นที่เกลียดชังของคนมากมาย กลับสามารถฝ่าคลื่นลมมาได้ทุกครั้ง ยืนโต้กระแสอย่างเด็ดเดี่ยวไม่หวาดหวั่น และสามารถเอาชนะมาได้ตลอด พอตัดสินใจลงสมัครเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ก็มาลงแข่งกับพรรคไทยรักไทยซึ่งกำลังอยู่ในขาขึ้นในขณะนั้น คุณสมัครก็สามารถเอาชนะได้อย่างท้วมท้น เอาชนะท้ามกลางการโจมตีใส่ร้ายในเรื่องต่างๆนานา ยืนสู่อย่างกล้าหาญจนชนะได้คะแนนเกินหนึ่งล้านเสียง พอหมดสมัยการเป็นผู้ว่าคุณสมัครก็เหมือนๆจะยุติบทบาททางการเมือง ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ทำรายการอาหาร เขียนหนังสือ เลี้ยงแมว สบายๆในช่วงสุดท้ายของชีวิต และแล้วคุณสมัครก็ตัดสินในกระโดดลงสมัครเป็นวุฒิสมาชิกอีกรอบ และก็เช่นเดิมชนะได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับสอง ยังสามารถครองใจประชาชนได้ท้ามกลางความเกลียดชัง พอปลายยุคของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งโดนกลุ่มอำนาจเก่าของประเทศไทย ร่วมมือกันโค่นและทำลายล้าง ใครต่อใครโดดหนีหมดคุณสมัครก็โดดเข้ามาช่วยโดยไม่กลัวถึงภัยอันจะตามมาแต่อย่างใด สุดท้ายเลือกตั้งครั้งหลังสุดที่ผมเรียกว่า เป็นการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยในระบอบเผด็จการนั้น คุณสมัครก็อาสาเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งใครต่อใครก็พากันโดดหนีหมด แต่คุณสมัครก็กล้าเข้ามารับหน้า และก็สามารถพาพรรคนี้ชนะการเลือกตั้งมาได้ท้ามกลางการสกัดกั้นจากกลุ่มอำนาจเก่าและชนชั้นปกครองในประเทศไทย จนในที่สุดคุณสมัคร สุนทรเวช ก็สามารถขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยได้ชนิดที่ว่า ถ้าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาใครบอกว่าคุณสมัครสุนทรเวช จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ต้องโดนด่าว่าบ้าไปแล้วแน่นอน แต่คุณสมัคร สุนทรเวช ชายผู้ไม่เคยแพ้ก็สามารถไปถึงจุดนั้นได้ และตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาคุณสมัครก็คือคุณสมัคร ที่ยังคงเส้นคงวา ทำบางเรื่องที่ผมชอบ และทำหลายเรื่องที่ผมไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่เคยทำให้ผมหมดศรัทธาหรือรังเกลียดได้เลยในทุกๆบทบาทและความเป็นไป
จนเรื่องสุดท้ายที่มีแรงบีบจากกลุ่มอำนาจเก่า และชนชั้นปกครองในประเทศนี้ คุณสมัครก็ยืนหยัดต่อสู่ ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา ใครจะว่าคุณสมัครเสียๆหายๆยังไงก็แล้วแต่ สำหรับผมแล้วผมยืนยันได้เลยว่าถ้าเป็นผมๆก็จะยืนหยัดอย่างนี้เช่นกัน แต่ผมคงทำได้ไม่ดีและไม่อดทนได้เท่าคุณสมัครเป็นแน่แท้ สุดท้ายท่านก็เคารพและน้อมรับคำตัดสินของศาล พ้นตำแหน่งไปโดยไม่มีการพาลแต่อย่างใด แสดงให้เห็นถึงตัวทนที่แท้จริงของคุณสมัครอีกครั้ง และเมื่อพรรคบอกคุณสมัครว่าลุยต่อ คุณสมัครก็พร้อมลุย แต่พอเสียงแตกพรรคร่วมไม่หนุน คุณสมัครก็เป็นลูกผู้ชายพอที่จะถอย ทำตามคำที่เคยบอกว่า เข้ามาและทำเพราะเป็นหน้าที่ ไม่ได้อยากได้ไคร่ดีอะไร ไม่มีอะไรต้องแสวงหา แต่ในเมื่อรับหน้าที่แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด อันนี้ผมเชื่อคุณสมัครและไม่สงสัยในตัวคุณสมัครเลย ท้ามกลางความเกลียดชัง การดูถูกดูแคลนของสังคม การโจมตีเพราะไปขวางทางของกลุ่มอำนาจเก่า และความเป็นตัวตนของคุณสมัครเอง ทำให้วันนี้เหมือนคุณสมัครจะแพ้เป็นครั้งแรก แต่ผมก็ยังจะยืนยันคำนี้ คำที่มีความหมายและแทนตัวตนที่แท้จริงของคุณสมัคร สุนทรเวช ที่จะเป็นอีกหนึ่งบุคคนที่ผมจะเล่าให้ลูกหลานฟังอย่างภูมิใจว่า อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตของผมก็เคยได้มีโอกาสได้รับรู้และติดตามเรื่องของของชายผู้นี้ ...สมัคร สุนทรเวช ผู้ไม่เคยแพ้...




 

Create Date : 13 กันยายน 2551    
Last Update : 5 มกราคม 2557 14:26:15 น.
Counter : 290 Pageviews.  

อาจารย์ออง…

อาจารย์ออง…  ผมเข้าเทพศิรินทร์มาตอน ม.1 พอราว ม.2 ก็รู้จักอาจารย์ออง ซึ่งตอนนั้นสอนอยู่ชั้นม.4 อาจารย์อองสอนวิชาภาษาอังกฤษ ที่รู้จักอาจารย์อองเพราะอาจารย์อองสนิทกับอาจารย์ประจำชั้นตอน ม.2ของผม แรกๆก็ไม่มีอะไรมากมาย พอ ม.2 เทอมสองภาษาอังกฤษผมอ่อนพอควร อาจารย์ประจำชั้นของผมเลยบังคับให้ผมมาแต่เช้า แล้วมานั่งเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์อองวันละ 30 นาที อาจารย์อองก็เอ็นดูผม สอนภาษาอังกฤษผมทำให้พอลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้บ้าง และผมก็ได้รับความกรุณาจากอาจารย์อองเรื่อยมา พอผมขึ้นม.4 ผมก็ไม่ได้เรียนห้องที่อาจารย์อองสอน ได้แค่มาขอความกรุณาให้อาจารย์สอนให้ตอนเช้าวันละ 30 นาทีเช่นเดิม เรียนก็ไม่ได้เรียนห้องที่อาจารย์อองสอน แต่อาจารย์อองก็กรุณาสอนสั่งผมเสมือนผมเป็นนักเรียนในความรับผิดชอบของอาจารย์อองเอง และผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย วิชาภาษาอังกฤษส่วนที่ผมทำได้ และทำให้สามารถสอบติดได้นั้น มาจากการชี้แนะของอาจารย์อองเป็นสำคัญ จากม.2-ม.6 กว่า 5 ปีที่ผมรู้จักอาจารย์ออง มาแบบที่ว่าไม่เคยได้เรียนห้องที่อาจารย์อองสอนเลย แต่การเจอกันแค่ช่วงเช้า และการได้เจออาจารย์อองนอกเวลาเรียนนั้น ทำให้ผมรู้สึกคุ้นเคยกับอาจารย์ออง และอาจารย์อองก็รับรู้ความเป็นตัวผมมาตลอด ตลอดเวลากว่า 5 ปี ผมได้เห็นอาจารย์อองในอิริยาบทต่างๆ อาจารย์ออง สูงราว 155 ซม ตัวเล็กแต่ไม่ถึงกับผอม เป็นผู้หญิงไทยแท้ ตาโต หน้าสามเหลี่ยม บางครั้งจะดุมาก ปากร้าย บ้างครั้งใจดี พูดจาไพเราะ ทำอะไรรวดเร็วคล่องแคร่ว มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เป็นอาจารย์ที่เอาใจใส่นักเรียนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะห้องที่อาจารย์อองประจำชั้นด้วยแล้ว อาจารย์อองยิ่งดูแลเป็นพิเศษ เหมือนนักเรียนเป็นลูกแท้ๆของอาจารย์อองเอง อาจารย์อองมีลูกล่อลูกชนกับนักเรียน ใครที่ว่าเจ๋งๆมาเจออาจารย์อองเป็นอันเสร็จอาจารย์อองหมด และเด็กนักเรียนที่โดนอาจารย์อองกำหราบนั้น ต่อมาภายหลังล้วนรักอาจารย์ออง ทั้งสิ้นกลับมาหาอาจารย์อองกันบ่อยๆ ส่วนนักเรียนที่มีแววมีความสามารถอาจารย์อองก็ชีแนะแนวทางให้ตามความถนัดของเด็กแต่ละคน  พอผมจบม.6 จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ไป ตอนเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ผมได้มีโอกาสได้เจออาจารย์อองบ้างเป็นบางครั้ง เจอทีไรอาจารย์อองก็ยังถามไถ่ผมด้วยความเป็นห่วง และชี้แนะผมเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ อาจารย์อองมีความสามารถพิเศษอีกอย่างที่ผมชื่นชมคือ อาจารย์อองจะชี้แนวทาง และแนะให้ทำในเรื่องที่มองเห็นภาพได้ชัดเจน สามารถนำไปปฎิบัติได้จริง เช่นเรื่องสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของผมกว่า 15 ที่ต่อมา เดิมนั้นผมมีความสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้เพียงน้อยนิด อาจารย์อองนั้นแหละเป็นผู้จุดประกาย และเริ่มต้น วางรากฐาน และมีส่วนสำคัญทำให้ผมสามารถเริ่มต้นทำได้อย่างจริงจัง แทบจะกล่าวได้เลยว่า ถ้าไม่มีอาจารย์อองเป็นผู้เริ่มให้ในช่วงนั้น ก็คงไม่มีผมในวันนี้ในแบบที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน จากช่วงนั้นเป็นต้นมาอาจารย์ออง เป็นผู้มีบทบาทและเป็นผู้ชี้แนะแนวทางต่างๆที่ดีๆให้ผมเสมอ จะทำอะไรนั้นผมจะตัดสินใจช้า และไม่แน่ใจ อาจารย์อองเป็นผู้ชี้แนะ ให้แนวทาง และเสนอวิธีการให้ผมในเรื่องต่างๆ ทำให้สามารถกล้าตัดสินใจทำ ด้วยมีแรงสนับสนุนและการชี้ทางให้มั่นใจจากอาจารย์อองเป็นส่วนสำคัญ นอกเหนือจากนั้นอาจารย์อองยังมีใจกรุณาและมีน้ำใจให้ผมเสมอมา ผมได้กินข้าวฝีมืออาจารย์อองอันแสนอร่อยบ่อยครั้ง โรงเรียนมีของที่ระลึกอะไรออกมา อาจารย์อองก็เอามาฝากผมเสมอ ห้องทำงานจะติดแอร์ก็อาจารย์อองชี้แนะ ปูเสื่อน้ำมันอาจารย์อองก็จัดการให้ รถคันแรกอาจารย์อองก็เป็นคนบอกว่าซื้อได้แล้ว ขับรถกระบะเก่าๆอยู่ได้ อาจารย์อองไปดูบ้านผมก็ชี้แนะว่าห้องนอนผมตู้เยอะเกินไปทำให้เล็กอึดอัด เรื่องเหล่านี้และอีกหลายๆเรื่องอาจารย์อองเป็นผู้จุดประกายหรือชี้นำ พาเดิน จัดการให้ทั้งสิ้น ผมก็ทำได้แค่คิดแล้วทำตามคำชี้แนะดีๆเหล่านี้ เรื่องเดียวที่ผมยังไม่ได้ทำ ทั้งที่อาจารย์อองชี้แนะมากว่า 5 ปี แล้วคือเรื่องแต่งงาน อาจารย์อองบอกแต่งได้แล้ว บอกมากว่า 5 ปีแล้วแต่ผมยังไม่ได้มีโอกาสได้ทำ
  ผมไม่เคยเป็นนักเรียนในประจำชั้นของอาจารย์ออง ไม่เคยเรียนห้องที่อาจารย์อองสอน อาจารย์ยังมีความกรุณา และมีเมตรากับผมขนาดนี้ ยิ่งนักเรียนหลายคนที่เป็นศิษย์รักของอาจารย์ออง ท่านยิ่งดูแลเอาใจใส่ยิ่งกว่าผมหลายเท่า และผมก็เห็นอาจารย์ออง เสมอต้นเสมอปลายกับนักเรียนทุกรุ่นกว่า 28 ปี อาจารย์อองถือเป็นปูชนียบุคคนที่ทำประโยชน์ให้กับโรงเรียน และมีส่วนสร้างนักเรียนของโรงเรียนเทพศิรินทร์ให้เป็นคนดีมีความสามารถมาแล้วอย่างมากมาย ผมมั่นใจว่ามีศิษย์เก่าอีกมากมาย ที่ระลึกถึง เคารพ และซาบซึ่งในคุณความดีที่อาจารย์ออง ได้ทำให้รุ่นแล้วรุ่นเล่ากว่า 28 ปีที่ล่วงเลยมา หลังๆนี้อาจารย์ยังช่วยทำงานของโรงเรียน ทำกิจการสหกรณ์โรงเรียนควบคู่ไปกับการสอนหนังสือ ทำอย่างไม่เห็นแก่ความเด็ดเหนื่อย
   จนมาถึงต้นเดือนเม.ย 51 มีข่าวที่ทำให้ผมรู้สึกตกใจและ ไม่สบายใจเป็นอย่างมากเมื่อทราบข่าวว่าอาจารย์อองไม่สบาย มีก้อนเนื้อที่มดลูก และปวดสะโพกมากต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ ผมโทรไปถามไถ่อาจารย์ออง ท่านก็บอกว่าไม่เป็นอะไรมาก นอนพักมากๆเดี๋ยวก็หาย ก้อนเนื้อหมอก็บอกว่าไม่ต้องผ่าฉีดยาสลายเอา ได้ฟังดังนั้นผมก็สบายใจขึ้น จนเข้ากลางเดือนเม.ย ผมก็ทราบข่าวว่า อาจารย์ออง ปวดสะโพกมากขึ้น และมีเลือดไหลจากมดลูกไม่หยุด จะเข้ามาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลกลาง ผมจึงไปหาอาจารย์อองที่โรงพยาบาลกลาง หมอก็ให้อาจารย์อองเข้าเป็นผู้ป่วยใน เข้ารักษาที่โรงพยาบาล เจออาจารย์อองตอนนั้นท่านปวดสะโพกมาก เป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ลำบากมากในตอนนั้น ผมเห็นอาจารย์ปวดจนนั่งหรือยื่นแทบจะไม่ได้เลย ต้องนอนคว่ำถึงจะพอทุเลาอาการปวด ส่วนอาการเลือดออกที่มดลูกนั้น หมอกำลังวิเคราะห์อย่างเร่งด่วน จากวันนั้นผมก็ไปเยี่ยมอาจารย์อองเสมอๆ อาการอาจารย์อองก็ยังไม่ดีขึ้น และเริ่มกินได้น้อยลงเรื่อยๆทำให้ผอมลงไปมาก แต่พออาจารย์อองเจอผมก็ยังพยายามฝืนพูดคุยอย่างอารมณ์ดี ตอนต้นพ.ค ผมไปลาอาจารย์บอกจะไปแม่ฮ่องสอนซักอาทิตย์ อาจารย์อองยังบอกว่านาอิจฉานะที่ได้ไปที่อากาศดีๆ ผมยังบอกอาจารย์อองเลยว่า หายเร็วๆนะสิ้นปีไปแม่ฮ่องสอนกัน ตอนนั้นได้รับข่าวร้ายเพิ่มเติมแล้วว่า ตรวจพบมะเร็งในกระดูกและอีกหลายส่วนในตัวอาจารย์ออง ข่าวนี้สร้างความกังวลใจให้กับลูกศิษย์ของอาจารย์อองทุกคน มีลูกศิษย์มาเยี่ยมอาจารย์อองจำนวนมากมาย จนต้องงดเยี่ยมอาจารย์อองฝากบอกว่า ขอบใจทุกคนที่มาเยี่ยมครูแต่ครูไม่อยากให้พวกเราเห็นครูในสภาพนี้ พอเข้าปลายเดือน พ.ค 51 ก็ตัดสินใจย้ายจากโรงพยาบาลกลาง มายังโรงพยาบาลวชิระ เพื่อเข้ารับการรักษามะเร็งในระยะสุดท้าย อาจารย์อองฉายแสงไป 2 ครั้ง อาการก็ยังไม่ดีขึ้น กินอาหารได้น้อยมาก ทำให้อาจารย์อองผอมลงอย่างน่าใจหาย ผมยอมรับเลยว่า หลังๆผมไปเยี่ยมอาจารย์ออง ผมจะนั่งอยู่ข้างนอก ไม่อยากเข้าไปพบอาจารย์อองในสภาพนี้เลยจริงๆ จนคืนวันที่ 9 ส.ค 51 ผมก็ได้เข้าไปพบอาจารย์อองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่อาจารย์อองจะจากไปในเช้าวันที่ 10 ส.ค 51 นับเป็นการศูนย์เสียครั้งใหญ่อีกครั้งสำหรับชาวเทพศิรินทร์ อาจารย์อองจากพวกเราไปก่อนเวลาอันควร ทิ้งไว้เพียงความทรงจำ ความอาลัยอาวรณ์ ซาบซึ้งในบุญคุณ ตลอดจนการรำลึกถึงความดีที่อาจารย์อองได้ทำไว้ให้เราชาวเทพศิรินทร์อย่างหาที่เปรียบมิได้ อาจารย์อองเป็นอาจารย์ที่เราชาวเขียว-เหลือง ยอมรับว่าไม่ใช่เป็นเพียงอาจารย์ที่ได้รับหน้าที่มาสอนที่โรงเรียนนี้เท่านั้น แต่ยังมีสายเลือดและความเป็นลูกแม่รำเพยอย่างเปี่ยมล้น ....ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง แด่ อาจารย์ สุฌาณี แก้วบรรดิษฐ์ 10 ส.ค 51




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2551    
Last Update : 5 มกราคม 2557 14:32:01 น.
Counter : 282 Pageviews.  

โจ้ กุลสตรีไทยผู้มีจิตใจอันอบอุ่น

โจ้ กุลสตรีไทยผู้มีจิตใจอันอบอุ่น
  นี่ก็ยังเป็นความรักในวัยเด็ก ในวัยที่ยังไม่มีวุฒิภาวะ ความรักในวัยนั้นก็คือการเป็นเพื่อนที่สนิท และมีความอบอุ่นสบายใจ ไม่มีอะไรให้เสียหาย มีเพียงความทรงจำดีๆติดมาจนถึงวันนี้ วันที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป และไม่มีเส้นทางชีวิตเกี่ยวข้องกัน มีคนเคยพูดไว้ว่า ...คนเราอย่าจริงจังอะไรกันมากนัก คบกันเดี๋ยวเดียวก็ต้องจากกันไป สำคัญตอนคบกันต้องมีความจริงใจต่อกัน… คำพูดนี้น่าจะเป็นจริง และความรักแบบเด็กๆของเราก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากที่ห่างๆกับตุ๊กไป ยังเหลือเวลาอีก 1 ปีจะจบชั้นประถม ช่วงนี้เริ่มต้องเตรียมตัวสอบเข้ามัธยม และงานในโรงเรียนก็ถึงจุดอิ่มตัว ไม่มีอะไรท้าทายหรือน่าสนใจอีกต่อไปแล้ว เริ่มเล่นกีฬาเยอะขึ้น เล่นฟุตบอลทุกครั้งที่ว่าง ส่วนเวลาในห้องเรียนหลังจากแยกกลุ่มกับตุ๊ก ห้องมันก็เล็กนิดเดียวนักเรียนก็แค่ 50 คน แต่เหมือนเราอยู่ห่างกันไกล ผมเป็นหัวหน้าห้องก็ต้องคุยกับทุกกลุ่ม แต่ห่างๆกับกลุ่มตุ๊กไปมาก ช่วงนั้นพออยู่นอกห้องผมจะเล่นฟุตบอล พอต้องอยู่ในห้องเรียน ชั่วโมงไหนคุณครูให้อ่านหนังสือ หรืออยู่กันเอง ผมจะมานั่งคุยกับกลุ่มของโจ้ซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมากจะคุยกับเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ค่อยได้คุยกับโจ้ เพราะโจ้ สูง 160 ซม ผมยาว ตาโต ยิ้มหวาน พูดน้อย ขี้อาย เรียบร้อย ไม่ชอบเป็นผู้นำ ไม่ออกความคิดเห็น แต่เป็นผู้ช่วยทำงานอยู่เงียบๆ และเก็บรายละเอียดงานได้ดี ฉลาด นิ่ง  ผมเพิ่งสังเกตเห็นโจ้จริงๆจังๆก็ตอนนี้นี่เอง เวลาคุยกับกลุ่มเธอ โจ้จะเป็นผู้ฟังที่ดี มีรอยยิ้มที่อบอุ่น มีแววตาที่เข้าใจและมักจะแสดงความคิดเห็นออกมาทางแววตา ครอบครัวโจ้เป็นคนไทยแท้ๆ คุณตา-คุณยาย คุณพ่อ-คุณแม่ ล้วนเป็นข้าราชการในแบบวิถีไทยๆ บ้านโจ้อยู่ใกล้โรงเรียนอยู่ในย่านคนไทยโบราณที่อยู่ต่อกันมาหลายชั่วอายุคน โจ้จึงเป็นหญิงไทยแท้ๆ มีความเป็นกุลสตรี แรกๆคุยกันผมก็ไม่ค่อยสนใจอะไรโจ้มากนัก เพราะไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่ผมชอบ ต่างกับตุ๊กคนละเรื่องคนละราว และได้คุยกันจริงๆในแต่ละวันแทบนับประโยคได้ ความสัมพันธ์ของเรางอกงามขึ้นมาได้จากตรงไหน ผมว่าไม่มีใครทายถูกหรอกเชื่อผมสิ เรื่องเริ่มจากวันหนึ่งเราก็นั่งคุยกันเป็นกลุ่ม 5-6 คน ตามปกติเช่นเดิมโจ้พูดน้อยมาก ก่อนพักเที่ยงจะแยกย้ายกันไปกินข้าว ตอนลุกขึ้นแยกย้ายกันไป โจ้ส่งหนังสือที่ยืมผมไปเมื่อวานคืนให้ผม ผมก็รับมาแล้วไม่ได้เปิดดู เอากลับไปใส่กระเป๋านักเรียน กลับมาถึงบ้านเอาหนังสือมาทำการบ้าน เปิดดูก็เจอจดหมายผมเปิดอ่าน เป็นจดหมายที่โจ้เขียนถึงผม ข้อความไม่มีอะไรเป็นเรื่องเสียหายหรือไม่ดีเลย เป็นการเขียนเล่าหรือเขียนเหมือนคุยกัน อ่านไปเหมือนเรากำลังคุยกันอยู่ทางตัวหนังสือ ผมแปลกใจที่ได้รับจดหมายจากโจ้ ไม่ได้คิดอะไรในตอนนั้น อ่านไปแบบเหมือนคุยกัน ผมอ่านเสร็จก็เขียนตอบไป ซึ่งก็เขียนเหมือนเราคุยกันธรรมดาๆนี่เอง ไม่มีเรื่องเสียหายหรือเรื่องการแสดงความชอบพอในข้อความที่ผมเขียนไป ลายมือผมเท่านั้นที่เป็นปัญหา และการสะกดคำก็ผิดซะเยอะ วันรุ่งขึ้นผมก็หาจังหวะส่งจดหมายให้เธอ อีก 2-3 วัน เธอก็ส่งจดหมายฉบับต่อมาให้ผม ทำให้เราได้คุยกันได้รู้จักกันมากขึ้น ได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมา และชีวิตประจำวันของต่างคน ต่อหน้าคนอื่นเราคุยกันนับประโยคได้เช่นเดิม และไม่มีทีท่าว่าจะสนิทกันมากกว่าเดิมเลย มีเพียงตอนเที่ยงบังเอิญกินข้าวโต๊ะเดียวกันบ่อยกว่าเมื่อก่อน นอกนั้นแทบจะเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้วเราเริ่มสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็รับรู้เรื่องราวของกันมากมาย เมื่อก่อนโทรศัพท์เป็นเรื่องไกลตัว โทรศัพท์บ้านมีแล้วแต่บ้านโจ้ดุทั้งบ้าน ทั้งพี่สาว-แม่-ป้า-ยาย ล้วนดุทั้งครอบครัว เรื่องโทรคุยกันแบบเด็กสมัยนี้ไม่ต้องพูดถึง เราก็ไม่มีปัญหาเขียนจดหมายคุยกันอย่างต่อเนื่อง จนเราสนิทกันแบบที่คนอื่นๆเริ่มมองออก ว่าคู่นี้ทำไมมันดูเหมือนเข้าใจกันเป็นปี่เป็นขุ่ย โจ้ต่างกับตุ๊กมาก ผมจะรู้สึกชื่นชม ศรัทธา และเชื่อมั่น เชื่อถือในตัวตุ๊ก และเธอยังน่ารักแบบหมวยๆในแบบที่ผมชอบ และน่ารักทุกครั้งที่มอง ส่วนโจ้ผมจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ มีคนค่อยขัดเกลาความคิด หรืองานที่ผมริเริ่ม รู้สึกเบาใจที่จะมีคนฉลาด ละเอียดถี่ถ้วนคอยจัดการสิ่งต่างๆให้ มองโจ้ทุกครั้งจะเห็นใบหน้าที่สวย ตาโต ยิ้มที่จริงใจอบอุ่น ทำให้สบายใจ เราคุยกันทางจดหมายกว่า 9 เดือนจนเราเชื่อมั่นว่านี่คือความรักในวัยเด็กของเรา ความรักที่จริงใจ ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่มีเรื่องไม่ดีเข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่จิตใจดีๆต่อกัน จนเราเรียนจบก็ต้องแยกย้ายกันไปตามทางของตนเอง ผมย้ายไปอยู่บ้านลุงอันไกลแสนไกล ชีวิตพลิกผันมากมาย เราห่างกันแทบจะไม่ได้ติดต่อกันเลย นานๆเจอกันทีแต่ผมเชื่อมั่นว่าโจ้จะมีความจริงใจ ความอบอุ่น ความรักให้ผมเสมอ ในยามที่ผมมีปัญหาโจ้จะเป็นห่วงผมเสมอ เรื่องนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงในอีก 2 ปีต่อมา เรายังเป็นเรา ที่รักกันด้วยใจจริง แต่ห่างไกลกันตามคำพูดที่มีคนเคยพูดไว้ว่า...คนเราอย่าจริงจังอะไรกันมากนัก คบกันเดี๋ยวเดียวก็ต้องจากกันไป สำคัญตอนคบกันต้องมีความจริงใจต่อกัน…แด่ รัชยา อุดรพิมพ์ กุลสตรีไทยผู้มีจิตใจอันอบอุ่น




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2551    
Last Update : 5 มกราคม 2557 14:34:46 น.
Counter : 345 Pageviews.  

เหมือนๆจะทุกข์ แต่สุขล้น


  ส้มโอเป็นลูกรักของพ่อ พ่อตามใจและเอาใจส้มโอมาแต่เด็ก ส้มโอเป็นคนตัวเล็ก ผมสั้น ผิวคล้ำ หน้าหยิ่งๆ เชิดๆ เจ้าอารมณ์เล็กๆ เอาแต่ใจตัวเองเป็นบางครั้ง แต่เป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี ทำงานเก่งและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ


   ส้มโอเจอแฟนคนนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่ง ผู้ชายคนนี้หน้าตาดี พูดจาเปิดเผยและเป็นผู้ชายน่ารักในสายตาของสาวๆรวมทั้งส้มโอด้วย   ตั้งแต่เธอตกลงปลงใจกับเขา ดูเหมือนโลกทั้งใบ ส้มโอจะมีเขาเพียงคนเดียว เมื่อคบกันปีแรกแฟนของเธอก็พยายามทุกวิถีทางที่จะเอาชนะใจเธอ ไม่นานทั้งคู่ก็เป็นแฟนกัน ส้มโอตัดสินใจง่ายดาย อาจเป็นเพราะเขาคือคนที่ใช่สำหรับเธอ ส้มโอตกหลุมรักชายคนนี้ เขาเป็นคนที่ใช่ของส้มโอทุกประการ เป็นหนุ่มหน้าตาดี สำอางค์ ขี้เล่น จริงใจ เปิดเผย คุยสนุก โรแมนติก มีหลากอารมณ์ เมื่อความรักเกิดข้อเสียต่างๆก็ถูกมองข้ามไปเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องเจ้าอารมณ์ ขี้โมโห เอาแต่ใจตัวเอง เจ้าชู้  ส้มโอล้วนรับได้หมด


   สมัยเรียนมหาลัยเพื่อนสนิทส้มโอเคยเตือนเธอเรื่อง ทำไมแฟนส้มโอถึงเจ้าอารมณ์กับเธอถึงขนาดนั้น เตือนบ่อยๆเข้าส้มโอก็แก้ตัวแทนและพาลโกรธคนที่เตือนเธอ จนเพื่อนๆเอือมส้มโอไปตามๆกัน พอใกล้จบก็มีเรื่องแฟนส้มโอไปควงสาวอื่นให้เพื่อนๆได้เห็น เพื่อนๆก็บอกส้มโอด้วยความหวังดี แทนที่ส้มโอจะขอบใจเพื่อน ส้มโอกลับเชื่อแฟนเธอว่าไม่มีอะไร ผู้หญิงเหล่านั้นเป็นน้องเฉยๆ แล้วมาแก้ตัวแทนแฟนเธอ และพูดให้เพื่อนเสียใจเล็กๆเรื่องเอาเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้ส้มโอฟัง จนเพื่อนๆงงไปตามๆกันว่าอะไรจะขนาดนั้น ส้มโอไม่สนใจเสียงรอบข้าง แค่แฟนเธอเอาใจและให้เวลาส้มโอตามที่เธอต้องการส้มโอก็พอใจแล้ว


   พอจบมาส้มโอก็ทำงาน แฟนส้มโอก็ไปเรียนต่ออเมริกา ส้มโอก็ตั้งหน้าตั้งตารอแฟนกลับมาโดยไม่สนใจผู้ชายคนอื่นเลย ทำตัวคงเส้นคงวาตลอดช่วงเวลากว่าสองปีที่แฟนไปเรียนเมืองนอก แฟนเธอต่างหากกลับมีเรื่องแว่วมาเข้าหูส้มโออยู่บ่อยๆว่าควงสาวอื่น แต่ส้มโอก็ไม่สนใจแฟนเธอพูดไงเธอก็เชื่อตามนั้น พอแฟนส้มโอกลับมาก็มาทำงานที่เดียวกับส้มโอ ช่วงนั้นส้มโอมีความสุขมากๆ ได้ทำงานที่เดียวกับคนที่ใช่ ทั้งคู่ก็เปิดเผยเป็นแฟนกัน ส้มโอก็เอาใจเขาทุกอย่าง ส่วนแฟนเธอก็เหมือนเดิม น่ารัก สำอางค์ ขี้เล่น จริงใจ เปิดเผย คุยสนุก โรแมนติก มีหลากอารมณ์ เจ้าอารมณ์ ขี้โมโห เอาแต่ใจตัวเอง เจ้าชู้ คู่นี้คบกันแบบที่ทำให้คนรอบข้างเห็นแล้วรู้สึกขัดๆตา ส้มโอดีกับแฟนเธอมากๆ แต่แฟนเธอกลับไม่ค่อยรักษาน้ำใจเธอ และมีเรื่องผู้หญิงอื่นให้เพื่อนๆที่ทำงานของส้มโอได้เห็นเสมอ แรกๆเพื่อนๆก็เตือนส้มโอด้วยความหวังดี เหมือนเพื่อนตอนเรียนมหาลัย แต่ผลที่ได้คือส้มโอจะแก้ตัวแทน และแสดงความไม่พอใจคนที่เอาเรื่องเหล่านี้มาเล่า จนทุกคนงงไปตามๆกัน ส้มโอไม่สนใจเสียงรอบข้าง เธอสนใจและเชื่อมั่นเพียงชายตรงหน้า คนที่เธอคิดว่าใช่เพียงคนเดียวเท่านั้น เธอทำทุกอย่างเพื่อคนที่เธอรัก ขนาดตอนแฟนเธอเรียนโทไปทำงานไป วิชาไหนยากๆเรียนไม่รู้เรื่องเธอก็เอาหนังสือมาอ่านและติวให้เขาไปสอบ และช่วยแฟนเธอทำรายงานส่งเสมอๆ ไม่ได้เพิ่งมาทำตอนแฟนเธอเรียนโท เธอทุ่มเทช่วยเขาแบบนี้มาตั้งแต่เรียนป.ตรี นอกจากเรื่องเรียนเธอก็ตามใจแฟนเธอทุกอย่าง รักและเอาใจใส่ หวังดีคอยเป็นห่วง ทำทุกอย่างที่เขาต้องการ และเชื่อคำแก้ตัวในทุกเรื่องที่ได้ยินมาหรือจับได้ด้วยตนเอง เกี่ยวกับผู้หญิงอื่นที่เขาไปยุ่งเกี่ยว ขนาดคนที่แฟนเธอคบด้วยนานสุดพอเธอจับได้ด้วยตัวเอง แทนที่เธอจะโทษแฟนเธอ ส้มโอกลับโทษผู้หญิงคนนั้นว่ามายุ่งกับแฟนเธอเอง รู้ว่าผู้ชายมีแฟนแล้วยังจะมายุ่งกับเขาอีก ส้มโอบอกผมแบบนั้น

 
   พอแฟนเธอจบโทก็เปลี่ยนที่ทำงาน ทำให้ส้มโอเหงาไปถนัดตา มาถึงตอนนี้ส้มโอก็อายุ 27 แล้วใกล้จะถึงเวลาที่จะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว คุณพ่อที่รักและตามใจส้มโอมาตลอด และคนอื่นๆก็เริ่มเตือนส้มโอถึงเวลาอันเหมาะสมนั้นแล้ว มีเพียงแฟนเธอเท่านั้นที่ไม่รับรู้และไม่มีทีท่าว่าจะเข้าใจถึงเหตุผลนี้ กลับทำตัวเป็นเพย์บอยมีเรื่องสาวๆถี่ขึ้น คุยกับส้มโอน้อยลงจากที่โทรคุยกันทุกวันเหลือแค่คุยกันแค่บางวัน และเจอกันแค่วันอาทิตย์วันเดียว และส้มโอจะเป็นฝ่ายมาหาเขาที่บ้าน ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายไปรับเธอที่บ้าน สร้างความกังวลกับคนรอบข้างที่หวังดีต่อส้มโอ มีเพียงส้มโอเท่านั้นที่สุขใจ เธอพอใจเวลาที่เขาแบ่งปันให้ และยึดมั่นพักดีต่อชายอันเป็นที่รักอย่างเหนียวแน่น ขนาดเรื่องร้ายแรงที่สุดเรื่องหนึ่งเธอยังรับมันได้ เรื่องมีอยู่ว่าแฟนเธอไปเที่ยวต่างจังหวัดกับผู้หญิง ขับรถไปแวะร้านขนมบังเอิญไปเจอพ่อแม่เธอพอดี ทุกคนเห็นตำตาว่าแฟนเธอมากับผู้หญิง กลับมาเล่าให้เธอฟัง เธอเอาเรื่องนี้ไปถามแฟนเธอ เขาบอกว่าไม่มีอะไรไปกันหลายคนแต่ต่างคนต่างไป เขาเจอน้องคนนี้เลยรับมาด้วย ส้มโอก็เชื่อแล้วไปอธิบายให้พ่อแม่ฟัง และขู่แกมบังคับว่าห้ามไปถามแฟนเธออีก ให้เชื่อตามนั้นสร้างความงุนงงให้พ่อแม่เธอรวมทั้งผมด้วย ทุกคนได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เพราะนี้ก็คบกันแบบนี้กว่า 10 ปีแล้ว


  จนวันนี้วันที่ผมเล่าเรื่องนี้อยู่ ส้มโอก็อายุย่าง 30 แล้ว ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ส้มโอก็ยังพร้อมเสมอที่จะตายแทนชายอันเป็นที่รัก ส่วนคนที่ใช่ของเธอก็ยังห่างเหินเธอขึ้นเรื่อยๆ และมีหญิงอื่นให้แวะเวียนเข้ามาผูกพันธ์ด้วยเสมอ ส้มโอก็รู้แต่ไม่สนใจ ส่วนเธอนั้นก็มีผู้ชายดีๆพยายามเข้ามาจีบเธอ แต่ซักพักทุกคนก็รู้ว่าเธอมีกำแพงที่ไม่อาจทลายลงได้ในชั่วชีวิตนี้ ชีวิตที่มีเพียงเขาคนเดียว ผมแน่ใจว่าต่อให้นัทเอ้ยต่อให้แฟนเธอแต่งงานไป เธอก็จะไม่แต่งมีความหวังแค่ซักวันเขาจะเลิกราแล้วกลับมาหาเธอ ด้วยความสุขความหวังเล็กๆแค่นี้เธอก็จะยินดีรอด้วยความสุข ในสายตาของคนรอบข้างเธอเหมือนจะมีความทุกข์ แต่สำหรับส้มโอแล้วเพียงความหวังเล็กๆเธอก็จะยินดีหวังด้วยความสุขใจ ....แด่น้องส้มโอที่น่ารักของผม




 

Create Date : 10 มกราคม 2551    
Last Update : 5 มกราคม 2557 14:37:08 น.
Counter : 295 Pageviews.  

การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยในระบอบเผด็จการ


  วันที่ 23 ธ.ค 50 ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง มีการพยายามอ้างหรือทำเสมือนให้เห็นว่า นี้คือการเลือกตั้งภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ ผมถือว่าถ้าจะใช่ก็จะเป็นการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ในระบอบเผด็จการ


   หลังจากที่เราได้เกิดการปฎิวัติขึ้นในเดือน ก.ย 49 ประเทศไทยก็เข้าสู่การปกครองในระบอบเผด็จการ โดยอำนาจการปกครองตกอยู่ในชนชั้นปกครอง มีการออกกฎหมาย และตั้งคณะปกครอง และคณะทำงานต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากอำนาจเผด็จการทั้งสิ้น และในที่สุดชนชั้นปกครองก็ตกลงใจ ตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง ทำการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อให้คนในชาติปฎิบัติตาม และตั้งเงื่อนไขการเลือกตั้งขึ้น ในแบบที่ชนชั้นปกครองต้องการ ขณะเดียวกันคณะกรรมการหรือบุคคนต่างๆ ที่มีอำนาจคุมการเลือกตั้ง ก็มาจากการเลือกสรรของเผด็จการทั้งสิ้น 

   ตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่การปกครองแบบรวมอำนาจอย่างแท้จริง มีการคุมอำนาจการสั่งการเด็ดขาดจากศูนย์กลาง แล้วมีการตั้งผู้นำในหน่วยงานต่างๆขึ้นมาเพื่อสนองนโยบายของผู้นำสูงสุด มีการกวาดล้างกลุ่มบุคคนที่ท้าทายอำนาจของชนชั้นปกครอง และออกกฎหมายต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบที่ผ่านๆมาได้อีก มีการร่างกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ และตั้งคณะทำงานต่างๆเป็นกลไกในการบังคับใช้ และใช้กฎหมายนั้นๆให้คนในชาติต้องอยู่ในกรอบการปกครองที่ชนชั้นปกครองตั้งขึ้น 

    การเลือกตั้งที่ทำเสมือนว่าเลือกตั้งแบบเสรี โดยใช้เสียงของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ รัฐทำหน้าที่เพียงดูแลให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น แต่แท้ที่จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ชนชั้นปกครองพยายามสกัด กีดกัน คุกคราม และทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดไม่ให้กลุ่มบุคคนที่เห็นตรงข้ามกับชนชั้นปกครอง ได้ขึ้นมามีอำนาจในประเทศ หลังจากทำทุกวิถีทางในการสกัดกั้นแล้ว ถ้ายังไม่สำเร็จอีก ก็พร้อมที่จะใช้กลไกต่างๆที่สร้างขึ้นมา ทำลายล้างกลุ่มฝ่ายตรงข้าม
นอกจากนี้ชนชั้นปกครอง ยังไปมีส่วนในพรรคการเมืองต่างๆ ให้การสนับสนุนอย่างลับๆ และให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนประสานให้รวมกันเป็นฝ่ายบริหารภายหลังการเลือกตั้ง ชนชั้นปกครองได้เข้าควบคุม อำนาจบริหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้แล้ว การเลือกตั้งที่จะมาถึง ก็เป็นเพียงการใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ ในการเติมเต็มช่องว่างที่เหลือของอำนาจการปกครองของชนชั้นปกครองให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น จนไม่มีทางล่มสลาย

   จนอาจกล่าวได้ว่าปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่การปกครองแบบใหม่ ซึ่งผมขอเรียกว่า แบบประชาธิปไตยในระบอบเผด็จการ ซึ่งผมก้ไม่มีปัญหาอะไร แล้วแต่ชนชั้นปกครอง จะนำพาประเทศไปตามวิถีของท่าน ผมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง มีหน้าที่ต้องปฎิบัติตามกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพตามแต่รัฐธรรมนูญจะกำหนด ก็น้อมรับรูปแบบการปกครองที่ท่านสร้างขึ้น โดยไม่ทำความเดือดร้อนให้ประเทศชาติแต่โดยดี และไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น...ลาก่อนระบอบประชาธิปไตย สวัสดีประชาธิปไตยในระบอบเผด็จการ




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 5 มกราคม 2557 14:59:40 น.
Counter : 291 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

k.j
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add k.j's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.